วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 29

"พี่ ผมหิวข้าว พาไปกินข้าวหน่อยดิ"


มันพูดขึ้นตอนที่เราอยู่ในรถแล้ว

"อยากกินอะไร เอ วันนี้เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง เล่นละครหล่อได้ใจมาก"

พลมองผ่านกระจกมองหลัง

"จริงนะพี่ ผมอยากกินอาหารญี่ปุ่น"

"ได้สิ ไปที่ไหนกันดี เซนทรัลเวิลด์ ไหม"

"ดีๆ พี่"

ทั้งสองคุยกันอย่างออกรส ส่วนผมได้แต่นั่งนิ่งไม่รู้จะพูดอะไรดี

"นั่งเงียบเชียว ตัวเองหิวข้าวเหรอ"

มันมากอดที่เบาะเอาหน้ามาจ่อเกือบถึงแก้ม ผมสะดุ้งผงะหน้าออก

"แหม เอ เห็นใจพี่บ้างอย่าหวานใส่กันให้มาก พี่อิจฉาไปหมดแล้วเนี่ย"

"ขอหน่อยพี่ วันนี้วันพิเศษ ไม่เจอหน้าตั้งหลายวัน ผมคิดถึงแฟนผมจะแย่อยู่แล้ว"

มันไม่เคยพูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นเลย ผมรู้สึกอายหน้าแดง

"ไอ้บ้า"

ผมทำเสียงแข็งใส่

"แหมแก ไม่ต้องอายชั้นหรอก ต๊ายน่ารักแบบนี้นี่เอง พี่โยถึงแอบอมยิ้มอยู่คนเดียวตอนที่เราแสดงอยู่บนเวที"

"บ้าเหรอแก"

"นั่นๆ ดูสิเขินหน้าแดงแล้ว"

พลยังล้อ ผมรู้สึกอายมากกว่าเดิม นี่ผมเป็นอะไรไปทั้งที่แต่ก่อนจะล้อเรื่องแบบนี้ผมไม่รู้สึกอายมากมายขนาดนี้

"จริงเหรอคะ เค้าดีใจนะเนี่ย"

มันจับหน้าผมมาหอมทันที

"ไอ้บ้า พอๆ คุยเรื่องอื่นได้ไหม หนวกหู"

ผมทำตาโตใส่มันฟาดงวงฟาดงาแล้วเอาหลังไปพิงประตูรถเพราะมันจะดึงตัวผมไม่ได้ แม้เข็มขัดนิรภัยจะรั้งแต่ก็ดีกว่าให้เพื่อนกับไอ้ตัวดีพูดจาแทะโลม

"พอเถอะ เอ เห็นมั้ย แฟนเราน่ะอายหน้าแดงม้วนไปแล้ว เดี๋ยวมันกินข้าวไม่ลง แค่นี้ก็ล้นออกมาท่วมรถอยู่แล้ว"

พลหัวเราะชอบใจ มันเองก็หัวเราะ พลถามเรื่องเล่นบาสมันค่อยยอมเปลี่ยนเรื่องคุย ผมนั่งอยู่อย่างนั้นจนเมื่อยหลังเราเลี้ยวเข้าถนนชิดลมแล้วเลี้ยวอีกทีตรงแยก รถติดจนขยับได้ทีละนิด กว่าจะถึงที่หมายก็เกือบสองทุ่มเราขึ้นไปชั้นห้า ร้านอาหารเป็นแถวทั้งโซน พลเดินนำเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น ส่วนไอ้ตัวดีเดินเกาะบ่าผมไม่ยอมปล่อย วันนี้ผมกลับอายมันมากกว่าเดิม หน้าแดงตลอดเวลา มันเหมือนรู้ยิ่งแกล้งเข้าไปอีก บางทีก็กอดเอว เผลอก็เอาเป้ามาถู ผมได้แต่เขินอายหน้าแดงไป ไม่ด่ามันเหมือนเก่า เวลากินก็นั่งกอดเอวผมตลอด ทั้งที่ปากคุยกันกับพลอย่างสนุกสนาน

"วันนี้ไปนอนกะตัวเองดีกว่า แม่ยังไม่กลับ อิอิ"

มันพูดขึ้นตอนกินข้าวเสร็จ ผมไม่ว่าอะไรรู้สึกใจเต้นตึกตัก ไม่มีบทพูด

"ให้พี่ไปส่งที่ไหนจ๊ะ เอ ที่บ้านหรือที่"

พลเว้นช่วงแล้วหันมามองผม ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะ ผมงอนเดินนำหน้าไปก่อน ไอ้ตัวดีวิ่งตามแล้วกอดบ่าไว้

"อย่าเดินเร็วสิคะ เค้าเพิ่งกินอิ่มๆ เดี๋ยวจุกตายหรอก"

"สม"

ผมพูดออกมาแต่หน้ายังงออยู่

"ไม่หายงอนเดี๋ยวหอมแก้มนะคะ"

มันพูดแล้วทำท่าจะโน้มคอลงมาจริง

"บ้าเหรอ คนเยอะแยะ"

ผมอายหนักเข้าไปอีก ผลักมันออกพัลวัน

"ต๊าย เห็นใจชาวบ้านเขาด้วยนะยะ หวานกันกลางห้างเนี่ย"

"คนมันรักกันน่ะพี่"

มันพูดเสียงดัง ผมอยากจะมุดแทรกปูนหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ เพราะเรากินเสร็จเกือบสามทุ่ม เป็นเวลาห้างปิดคนก็ทยอยออกจากห้าง คนหันมามองกันใหญ่

"รักพี่เค้า ก็ถนอมหน่อยนะเอ อย่าทำอะไรมันรุนแรงจนเป็นไข้ไปอีกล่ะ มันยิ่งบางๆอยู่"

ผมมองพลขวับค้อนตาเขียว พวกนี้มันจะรุมผมไปถึงไหน พอพูดจบก็หัวเราะชอบใจทั้งสองคน

"แก ไม่ต้องไปส่งหรอก รถท่าจะติด เดี๋ยวนั่งรถไฟกลับดีกว่า"

ผมพูดตอนเดินลงมาเกือบถึงชั้นสอง ชั้นที่มีทางเชื่อมกับรถไฟฟ้า

"เอางั้นเหรอแก เออ พรุ่งนี้น่ะ ไม่ต้องไปทำงานนะ เจ๊เขามีเดท ฉันก็จะโดดไปหาเด็กเหมือนกัน นี่น้องเอ แนะนำเพื่อนให้พี่สักคนสิ"

พลพูดกึ่งหัวเราะ

"จะไหวเหรอพี่ กินเด็กน่ะไม่กลัวเขาว่าเอาเหรอว่ากินหญ้าอ่อน"

"นี่มากไป แล้วเราล่ะ เขาเรียกอะไร"

"โอ๊ย ผมน่ะคนละอย่าง ของผมเขาเรียกวัวเด็กชอบเคี้ยวหญ้าแก่"

ผมรำคาญมันทั้งสองคนเหลือเกิน พูดแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนานไม่คิดถึงใจผมเลย ผมเหมือนโดนมันทั้งสองคนนินทาต่อหน้า มันพูดเหมือนผมไม่มีตัวตน ผมบอกลาพลแล้วเดินนำหน้าออกจากห้างไปเลย ไอ้เอวิ่งตามตะโกนบอกลากันโดยไม่สนใจคนอื่น ไม่รู้จักอายบ้างเลย

"จะรีบไปไหนคะ ตัวเล็ก"

มันดึงแขนไว้

"กลับบ้าน"

ผมพูดห้วนๆ

"เดี๋ยวดิลงไปเดินดูไฟก่อนดิ นะนะ"

มันอ้อนแล้วลากมือผมเดินลงบันไดทันที

"สวยเนอะ ตัวเองชอบไหม"

มันถามอยู่ข้างๆ เสียงดนตรีดังมาจากที่ต่างๆรอบทิศ ยิ่งใกล้วันปีใหม่ผู้คนยิ่งออกมาจับจ่ายใช้สอย บ้างก็มาดูไฟแสงสีตามสถานที่ต่างๆ ตอนค่ำลมเย็นดี รู้สึกสบายตัว แสงไฟระยับที่สาดส่อง เหมือนหิ่งห้อยตัวใหญ่หลายพันตัวเปล่งแสงพราวทั่วทั้งบริเวณ สวยจัง อยากเห็นบ้านเมืองมีแสงไฟอย่างนี้ไปตลอดจัง

"เหม่อเชียว ชอบเหรอคะ"

มันก้มลงมากระซิบข้างหู ผมสะดุ้ง

"ไปนั่งตรงนั้นดีกว่ามีที่นั่งแล้ว"

มันชี้บอกม้านั่งที่อยู่รอบลานน้ำพุ มันลากแขนผมไป ผมก็เดินตามมันอย่างง่ายดาย แม้ผู้คนจะเยอะดูเบียดเสียดกัน แต่ก็รู้สึกดีกว่าเมื่อครู่ เพราะดูเหมือนไม่มีใครสนใจมองใคร มันกุมมือผมแน่น เรานั่งลงตรงม้านั่งรูปครึ่งวงกลมมองไปทางน้ำพุ ต้นคริสต์มาสต้นใหญ่มีไฟสีต่างๆประดับระยับราวเอาดาวทั้งท้องฟ้ามาโปรยรายรอบไว้ มันนั่งเบียดตัวติดกับผมมือนึ่งกุมมือผมไว้ อีกมือก็เอื้อมมากอดเอว

"เค้ารู้สึกดีที่สุดเลย"

มันกระซิบ ผมไม่มีทีท่าว่าจะสะดิ้งกันมันออก กลับรู้สึกเพลินไปกับบรรยากาศรอบๆตัว อีกอย่างผมรู้สึกดีเหมือนกันนะที่มีมันอยู่่ด้วยในตอนนี้ ผมล้วงกระเป่าที่มันเอาไปสะพายควานหาของ

"หาอะไรคะ"

ผมหยิบเอาพวงกุญแจลูกบาสเล็กๆออกมาให้มัน ผมซื้อไว้วันก่อนที่ออกไปเจอลูกค้ากับพี่ภาที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เป็นลูกบาสสีส้มทำจากเซรามิกเคลือบสีสด

"อ่ะ พี่ให้"

ผมยื่นให้มัน อายแต่ก็คงต้องให้ คิดไว้ว่าอย่างน้อยช่วงนี้มันก็ตั้งใจเรียน อีกอย่างผมเป็นคนสอนมันควรจะมีกำลังใจให้มันบ้าง แม้ค่ามันจะไม่มากมาย แต่ก็เอาเถอะ ดีกว่าไม่มีอะไรให้มัน รอให้มันทวงเองเดี๋ยวจะลำบาก มันยิ้มมองผมตาฉ่ำ

"ขอบคุณครับ"

มันพูดแล้วกุมมือผมที่ถือพวงกุญแจ ผมก็ไม่ขัดขืนมองตามันเหมือนกัน

"เค้ารักตัวเองนะ"

ผมตาโตขึ้นมาทันที แล้วแกะมือออก นี่ผมปล่อยให้มันล่วงเลยเผลอตัวเผลอใจไกลขนาดนี้เชียวหรือ

"แม้เราจะรู้จักกันไม่นาน แต่เค้ารู้แล้วว่าเค้ารักตัวเอง"

มันพล่าม

"เอ"

ผมพูดไม่ออก ใจหนึ่งรู้สึกดีใจเนื้อเต้นที่ได้ยิน แต่อีกใจกลับหดหู่เหลือเกิน มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง

"ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งใจจะขาด เค้าไม่เคยคิดจะรักใครได้เท่านี้มาก่อน แต่พอเจอตัวเอง เพิ่งรู้ว่าการที่ได้รักใครสักคน มันรู้สึกดีอย่างนี้เอง"

"ไปถ่ายรูปดีกว่า"

ผมตัดบทไป ไม่อยากให้มันถลำลึกไปมากกว่านี้ ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าเรื่องราวในวันข้างหน้ามันจะเป็นไปในรูปแบบไหน ผมไม่ปฏิเสธว่าตอนนี้ผมเองก็เริ่มรู้สึกดีกับมันเหมือนกัน เทียบกันแล้วเวลาที่มันอยู่กับผมแม้จะไม่นานมาก แต่ถ้าพี่ตั้มเองคบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เขายังมีเวลาอยู่กับผมไม่มากเท่ามันเลย เจอกันแค่ประเดี๋ยวประด๋าว อีกอย่างเวลาอยู่กับพี่ตั้มผมไม่รู้สึกว่าหัวใจผมพองโตเท่าอยู่กับมันเลย แต่ผมก็ต้องหักห้ามใจกดมันลงไปให้อยู่ส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ผมมีหน้าที่ต้องสอนมัน มีจรรยาบรรณของความเป็นครูอยู่ในสายเลือด รีบตัดไฟเสียตั้งแต่มันแค่จะเริ่มก่อ เจ็บตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้่มันลามใหญ่โตเกินกว่าจะแก้ไขได้ ผมจะทำยังไงได้ เคยเจ็บกว่านี้ก็เคยมาแล้วแค่เรื่องเท่านี้เจ็บอีกสักทีจะเป็นอะไรไป

เอมันก็ดีอย่างดูไม่เครียดกับอะไรเลย มันขอให้คนถ่ายรูปให้เราหลายรูป ท่าทางมันดูมีความสุขมาก เรากลับบ้านเกือบสามทุ่มบนรถไฟคนก็ยังแน่น เรายืนตรงขบวนกลางๆตรงรอยต่อของขบวน ผมยืนหลังพิงผนังรถไฟติดริมหน้าต่าง มันยกแขนขึ้นดันผนังรถไว้ทำให้เราหันหน้าเข้าหากัน ยิ่งคนเยอะเท่าไหร่หน้าผมยิ่งจะชนคอมันทุกที ผมรู้สึกใจเต้นตึกตักหายใจไม่สะดวก

"เป็นไรคะ หน้าแดงเชียว"

มันก้มลงถาม ผมยิ่งหน้าแดงใจสั่นไปใหญ่บ่ายหน้าหนี

"เถิบออกไปหน่อยสิ"

ผมพูดเบาเหมือนกระซิบ

"หือ อะไรนะคะ"

มันเหมือนแกล้งมันเอาหูมาใกล้ปากผม

"เถิบไปหน่อย อายคน"

คำสุดท้ายพูดเบาเหลือเกิน คนที่อยู่ข้างๆเริ่มมอง

"อายเหรอ เค้าไม่เห็นอาย ดีออกอยู่แบบนี้ เค้าชอบ"

แกชอบ แต่ฉันไม่ชอบ ผมด่ามันในใจแต่จะให้มันขยับตัวไปก็คนแน่นเกิน ผมต้องทนก้มหน้าจนถึงอโศกคนลงเยอะผมถึงดันมันออกไปได้ แต่มันก็ยังยันแขนไว้กับผนังรถไฟอย่างนั้น มันมองผมตลอดทางยิ้มกริ่ม คนมองก็มอง ผมอายก็อาย แต่ในใจลึกๆผมกลับรู้สึกดีอย่างประหลาด ลมหายใจอุ่นๆของมันรดหน้าอยู่ นี่ผมคิดเลยเถิดกับมันแล้วหรือ

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 28

ช่วงท้ายปีมีเรื่องเข้ามามากมาย แค่ผ่านไปไม่กี่วันก็จะถึงสิ้นปีแล้ว ผมยังรู้สึกมึนๆกับเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่รุมเร้า จ๋าเองก็ไม่เครียดแล้วเพราะท่าทีพี่ป้อมยังเหมือนเดิมดูจะเห่อลูกขึ้นมากกว่าเดิมอีก ทั้งที่ท้องของจ๋ายังไม่ป่องขึ้นมาเลย ทางบ้านพี่ป้อมรู้เรื่องแล้ว แค่รอเวลาที่จะมาตกลงกันกับผู้ใหญ่ฝ่ายจ๋า เราทำเรื่องขอจบและทำเรื่องรับปริญญาเสร็จก็พากันโล่งใจ เรียนภาคฤดูร้อนเยอะๆนี่ช่วยได้มากจริงๆ ที่ทำงานผมก็ยุ่งจนบางวันกลับค่ำหอบงานกลับมาทำที่บ้านอีกต่างหาก แม่เองพอเด็กสอบกลางภาคเสร็จก็เตรียมเข้าวัดท่าเดียว ท่าทีแม่กับผมยังปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในแววตาลึกๆแม่ก็ยังกังวลอยู่มาก เพราะเดี๋ยวนี้พอวันเสาร์ อาทิตย์ไม่ต้องไปสอนไอ้ตัวดีที่บ้านแล้ว เพราะมันมาตั้งแต่เช้า บางทีมาตั้งแต่คืนวันศุกร์ ผมอยากจะไล่มันกลับบ้านไปแต่มันก็เข้าหาแม่ตลอด อีกทั้งอาจารย์ปริศนาก็โทรมาล่วงหน้า ผมปฏิเสธมันไม่ได้เลยหรือ จะว่าไปแล้วผมรู้สึกชินกับการที่มีมันมาก่อนกวน เพราะเดี๋ยวนี้มันคืบหน้าขึ้นเยอะเรื่องการเรียนสอบกลางภาคได้คะแนนสูงขึ้นจนน่าตกใจ จากที่เคยตกตลอดสำหรับวิชาภาษาอังกฤษ แต่เดี๋ยวนี้คะแนนมันขึ้นมาระดับต้นๆของห้องแม้จะไม่เด่นมาก แต่อาจารย์และเพื่อนมันต่างก็ชมเชย อาจารย์ปริศนาเองก็โทรมาชมผมบ่อยๆ ดูแกมีความสุขมาก แต่ยิ่งอาจารย์ปริศนามีความสุขภาคภูมิใจในการสอนของผมเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกผิด ไม่ได้รับรู้ถึงความยินดีนั้นสักเท่าใดนัก เพราะชนักที่ปักอยู่กลางหลัง


ตัวของมันเองก็ดูเปลี่ยนไป เวลาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ผมเป็นแค่ครูสอนมัน แต่เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองมันจะดูเป็นเด็กขี้อ้อนกวนประสาทยิ่งกว่าเดิม เดี๋ยวนี้มันไม่ล่วงเกินผมแล้ว เวลาที่มันมาค้างที่บ้าน อย่างมากมันก็กอดแล้วหอม เวลาส่วนใหญ่มันเอาไปอ่านหนังสือ บางคืนมันอ่านเกือบเช้า ถ้าอยู่แบบนี้มันก็เป็นผลดีสำหรับผม ความลำบากใจลดน้อยลง เวลาสอนมันก็ไม่กวนตั้งใจเรียน จนบางทีผมเองที่ไปแหย่มัน

อากาศช่วงปลายปีเย็นลงแม้ไม่มากแต่ผมก็รู้สึกได้ว่ามันเป็นฤดูที่มีความสุขสำหรับใครหลายๆคน รวมถึงตัวผมด้วย เวลาตอนเย็นนั่งรถไฟกลับบ้านผมชอบตรงราชดำริที่สุด มันดูมีชีวิตชีวา มีความสุขลอยตลบอบอวลไปทั่ว ที่จริงเขาติดไฟประดับตั้งแต่ต้นเดือนแต่ความรู้สึกมันก็ไม่ดีเท่าช่วงนี้ ผมชอบช่วงนี้ของปีที่สุด อย่างน้อยความสุขกับการเสพทางสายตามันก็เยียวยาความเจ็บปวดทางใจได้มากเหมือนกัน

วันคริสมาสต์ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดี แต่วันพุธผมก็ต้องกลุ้มใจอีกรอบเพราะไอ้เอมันมีงานที่โรงเรียน แสดงละครอะไรนี่ล่ะผู้ปกครองต้องไป ที่จริงมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมแต่อาจารย์ปริศนากลับไม่ว่างพาโอไปตรวจร่างกายเพื่อที่จะคัดตัวเข้านักกีฬาระดับเขตุ ผมคงเป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะอาจารย์ปริศนาโทรมาตอนบ่ายๆให้ผมช่วยไปที่โรงเรียนไอ้ตัวดีให้หน่อย ผมไม่รู้จะบอกปัดไปยังไงดี โทรไปหาแม่รายนั้นก็มีงานที่โรงเรียนอีก ต้องเป็นผมใช่ไหม ผมชวนพลไปเป็นเพื่อนรายนี้ไม่ยักวิตกกังวล กลับดี๊ด๊าเพราะจะได้เข้าโรงเรียนชายล้วน

"นี่แกใส่ชุดนี้ไปเหรอ ไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านฉันก่อนดีกว่า"

พลจับเสื้อตัวเองขึ้นมาดม

"มากไปแก แค่ไปงานโรงเรียนจะอะไรมากมาย"

"แหม ไม่ได้หรอกเผื่อมีเด็กที่ต้องตาต้องใจ จะต้องดูดีอยู่ตลอดเวลา รักษาคอนเซปส์"

"จ้าแม่คนมีคอนเซปส์ ดูสั่นเชียวนะจะเข้าโรงเรียนชายล้วนน่ะ"

"อ๊ะ ไม่ได้หรอก ต้องดูมีชีวิตชีวาหน่อย ฉันว่าเราไปเปลี่ยนเสื้อดีกว่า ฉันไม่ค่อยมั่น"

"แกก็เรียนชายล้วนไม่ใช่เหรอ"

"ก็ตอนเรียนฉันไม่แรดอย่างนี้นี่แก ไม่งั้นฉันคงมีฝามีไปหลายคนแล้ว"

"นี่ไม่แรดเหรอเนี่ย"

เรากัดกันไปมา แล้วมันก็วกมาเรื่องเสื้อผ้าอีกจนผมเบื่อที่จะเถียง

"ตามใจแต่ฉันไม่เปลี่ยนนะ ขี้เกียจ ไปมันอย่างนี้ล่ะ"

"โหแก นี่แกจะไปงานน้องมันหรือจะไปงานศพยะ ดำทั้งชุด"

พลแขวะ เพราะวันนี้ผมใส่เสื้อเชิ๊ตสีดำกับกางเกงแสล็คสีดำรองเท้าหนังก็ดำอีก สรุปทุกอย่างในตัวสีดำ

"ไม่เป็นไรหรอกแก เดี๋ยวนี้เขาก็ใส่กันทั้งนั้นล่ะ ขี้เกียจเปลี่ยน ไปแป๊บเดียว"

"เออ ตามใจ แต่ฉันขอหน่อยละกัน ขอมีสีสันสดใสหน่อย"

ผมขี้เกียจออกความเห็นเพราะท่าทางของพลไม่มีอะไรรั้งได้แล้ว ดูใจของมันจะอยู่ที่โรงเรียนของไอ้เอแล้ว กว่าเราจะออกจากบ้านพลก็เกือบบ่ายสามโมงกว่าแล้ว ขอพี่ภาออกมาก่อน รายนั้นก็ไม่ว่าสักคำ พอเข้าเส้นเพชรบุรีรถก็เริ่มแน่น หน้าโรงเรียนรถติดยาวเป็นแถว

"แกจอดตรงลานจอดรถใต้ดินดีกว่าไหม ท่าทางจะหาที่จอดยาก"

ผมแนะเพราะดูท่าคงจะติดอีกนาน พลมองข้างหน้าตัวเองแล้วพยักหน้า เราหาที่จอดรถตรงลานจอดรถสถานีรถไฟใต้ดินเสร็จก็เดินข้ามถนนมาที่โรงเรียน

"แกไม่ซื้อดอกม๊งดอกไม้ให้น้องมันหน่อยเหรอ อุตส่าห์มา"

"โอ๊ย ไม่เอาหรอกแก มานี่ก็พอแล้ว"

"โหใจดำนะแก เดี๋ยวเด็กมันก็น้อยใจ"

"น้อยจงน้อยใจอะไรล่ะ แกอย่าพูดมากไปแจ้งชื่อให้หน่อย"

ผมดันหลังมันให้ไปแจ้งชื่อกับเจ้าพนักงาน ผมก็ตามเข้าไป

"โหคนเยอะว่ะแก ต๊ายเด็กผู้ชาย"

"น้อยๆหน่อยแก เก็บอาการหน่อย"

"นี่ๆ เขาแสดงละครกันแล้วมั๊ง"

พลเดินนำไปทางหอประชุม ผู้คนเดินขวักไขว่ทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง ผมเดินตามพลไป ท่าทางมันดูมีความสุขมากยิ้มตลอดทาง เราเข้าไปหาที่นั่งในห้องประชุม ได้ที่นั่งแถวกลางๆ บนเวทีมีการแสดงแล้วแต่น่าจะเป็นการแสดงของเด็ก มัธยมต้นเพราะเห็นมีแต่ตัวเล็กๆ พอการแสดงจบเสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราว ยังมีการแสดงของแต่ละชั้นอีกหลายชุด ผมนั่งเซ็งอยู่ต่างจากพลที่ดูเหมือนปลาได้น้ำ ไม่รู้จะให้ผมมาทำไม ผมนั่งหน้าบึ้งอยู่ จนการแสดงของนักเรียน มัธยมห้า พลสะกิด

"ถึงเวลาแล้วแก เดี๋ยวฉันยืนโบกไม้โบกมือให้น้องมันดีกว่า เออ ว่าแต่มันเล่นเป็นตัวอะไรล่ะ"

พลหันมากระซิบ

"ไม่รู้ จะยืนเลยเหรอแกอายคนเขา"

"อายทำไม เรามาเป็นผู้ปกครองน้องมันนะ ควรจะภูมิใจ"

ตามใจมันก็แล้วกัน พอเริ่มการแสดง ก็มีเสียงเกรียวกราวเพราะตัวละครแต่ละตัวเหมือนคัดมา น่าจะเป็นเด็กที่เด่นๆของแต่ละห้อง เอ ออกมาแล้วมันเล่นเป็นเหมือนเจ้าชาย มีมงกุฏอยู่บนหัว มีผ้าคลุมเหมือนอัศวินสีขาว เสียงเกรียวกราวท่าทางมันก็คงเด่นไม่น้อย พลลุกขึ้นโบกไม้โบกมือทันที มันหันมาทางเราแล้วยิ้มน้อยๆแล้วแสดงต่อ ผมรีบดึงพลนั่งลง เพราะเริ่มอายคน

"หล่อมากเลยแก ต๊ายเด็กใครเนี่ย"

ผมตีบ่ามันเบาๆ

"ดูสิหน้าแดงแล้ว โน่นแก น้องมันหันมาบ่อยๆ ยิ้มให้มันหน่อยสิ"

พลบุ้ยปากไปทางเวที ผมเหลือบตาตาม มันมองมาจริงๆด้วย สายตาผมประสานกับมันอย่างจัง ผมรีบหลบหน้า ไม่รู้เหมือนกันรู้สึกประหม่าอย่างประหลาด ทำไมวันนี้รู้สึกแปลกๆ ไม่กล้าสู้สายตามันทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกอะไร ผมอดไม่ได้ที่จะมองมัน เวลามันอยู่บนเวที มองมันเล่นละครแล้วก็เพลินดีผมเผลอยิ้มออกมา มันมองมาพอดี ผมรีบก้มหน้ารู้สึกอายยังไงไม่รู้

"แหม ชอบน้องมันแล้วก็ไม่ต้องแอ๊บหรอกแก มาถึงขั้นนี้แล้ว"

พลเหน็บแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย

"บ้าเหรอแก"

"โอ๊ย อย่ามาปิดเลยแก แกปิดฉันไม่ได้หรอก ชอบก็ชอบไปสิใครจะว่าอะไร เคยมีอะไรกันแล้วนี่"

ผมตีมันแรงๆทีหนึ่งแล้วทำตาเขียวใส่ พอดีกับละครจบเสียงปรบมือดังสนั่น พลลุกขึ้นยืนปรบมือออกหน้าออกตา

"เดี๋ยวออกไปซื้อดอกไม้ดีกว่า เห็นร้านในโรงเรียนเมื่อกี้ แกรอที่นี่นะ"

"เฮ้ยไปด้วย"

ผมรีบลุกตามพลออกจากหอประชุมทันที เราเดินออกมาก็เห็นที่ขายช่อดอกไม้ เหมือนเป็นสหกรณ์ที่มีเด็กยืนขายดอกไม้อยู่หน้าร้าน

"ช่อเท่าไหร่ครับน้อง"

พลถามแล้วเข้าสีเด็กทันที

"ช่อนี้ห้าร้อยครับพี่ เอาช่อใหญ่ไหมครับ"

"ช่อใหญ่เท่าไหร่จ๊ะ"

พลยิ้มกริ่มประกบชิดตัวเด็ก จนเด็กมองหน้าแปลกแล้วถอยออกไป

"แก เอาช่อเล็กนี่ล่ะ ไม่ต้องซื้ออันใหญ่มากหรอก"

ผมเดินเข้าไปขัดจังหวะมัน

"ไม่ได้หรอกแก น้องแสดงละครทั้งที พี่เอาช่อใหญ่ๆ นั่นครับ เท่าไหร่จ๊ะ พ่อรูปหล่อ"

"เอ่อ พันนึงครับ"

"จัดเองรึเปล่าจ๊ะโก่งราคาพี่รึเปล่าเนี่ย"

พลมองหน้าเด็กตลอดไม่ได้สนใจดอกไม้เลย น้องอีกคนหยิบช่อดอกกุหลาบขาวกับลิลลี่ช่อใหญ่มาให้ ผมรับเอาไว้กำลังจะควักเงิน

"อ่า ใช่ครับ พวกเราจัดกันเอง"

"อุ๊ย เก่งจัง วันหลังพี่จ้างให้จัดให้ได้ไหมครับเนี่ย เดี๋ยวพี่รับปริญญา อยากได้สวยๆแบบนี้ อ่ะนี่ครับเงิน"

พลรีบควักเงินให้น้องก่อนผมอีก

"ไม่เป็นไรแก เดี๋ยวฉันจ่ายเอง"

ผมร้องบอกมัน

"ไม่เป็นไร น้องฉันเหมือนกัน"

"พี่ก็เอาคนละช่อสิครับ จะได้ไม่ต้องแย่งกันจ่าย"

น้องคนนั้นพูดแล้วยิ้ม

"ไม่หรอกครับน้อง ช่อเดียวก็พอ"

ผมรีบดึงมือมันออกมาจากร้านดอกไม้

"เอ๊ะ แกนี่ยังไง น้องครับมีเบอร์ไหม พี่จะๆได้ติดต่อเรื่องจัดดอกไม้ พี่สนใจจริงๆนะครับ"

"บ้าเหรอแก ไปรีบไป"

ผมดึงมัน เพราะดูท่าว่ามันทำเกินไป เพราะเด็กมันมองกันใหญ่แล้ว กว่ามันจะออกมาจากร้านขายดอกไม้ก็ฉุดกระชากลากถูกันอยู่นาน

"ตัวเล็กๆ ทางนี้"

เสียงตะโกนดังมาจากฟากของตึก ดีนะที่เสียงดนตรีดังคนไม่ค่อยได้ยิน ไม่งั้นคนคงหันมามองเป็นตาเดียวเป็นแน่ ไอ้เอยืนยิ้มแป้นอยู่ มันยังใส่ชุดที่ใส่เล่นละครอยู่ มีคนห้อมล้อมขอถ่ายรูปมันใหญ่

"น้องเอ"

พลตะโกนเรียกเหมือนกัน แล้วมันก็เดินเข้าไปหาเอก่อนผมอีก

"หล่อมากเลยน้องเอ หล่อจนใครบางคนลอยหน้าแดงอยู่ข้างๆพี่"

พลพูดแล้วยิ้มหันมาทางผม มันก็หันมายิ้มเต็มปากเดินออกมาจากกลุ่มคนที่ห้อมล้อมตรงเข้ามาหาผม

"นี่ซื้อดอกไม้ให้เค้าด้วยเหรอ"

มันเข้ามายืนข้างๆแล้วกอดเอวผมทันที

"พี่พลเขาซื้อน่ะ พี่ไม่ได้ซื้อ"

ผมตอบอ้อมแอ้ม พยายามปัดมือมันออกแต่มันก็กอดแน่นกว่าเดิม ไม่อายคน

"นี่ไม่อายคนเหรอ"

ผมกัดฟันพูด

"อายทำไม แฟนอุตส่าห์มา ดีใจจะตายอยู่แล้วเนี่ย"

"มาๆ ถ่ายรูปคู่หน่อยจ้า"

พลร้องขึ้นกันคนออกแล้วถ่ายรูป พอมันถ่ายเสร็จมันก็ให้ผมเป็นตากล้องด้วย กว่าจะเสร็จก็ค่ำแล้ว กว่าจะรอมันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเกือบทุ่ม นักเรียนส่วนมากกับผู้ปกครองเริ่มทยอยกลับแล้ว บรรยากาศในโรงเรียนเริ่มเงียบ แต่ก็ยังมีกลุ่มนักเรียนเล่นดนตรีอยู่ตามซุ้มต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น เอมันเดินสะพายเป้ตรงมาหา มันยังยิ้มแป้นดูอารมณ์ดี ตอนนี้มันใส่ชุดนักเรียนตามปกติ ดูแตกต่างจากเมื่อตอนที่มันอยู่บนเวทีนัก เพราะตอนที่อยู่บนเวทีมันดูเป็นหนุ่มแต่ตอนนี้มันดูเหมือนเด็ก คนที่ผมคุ้นเคย

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 27

"เฮ้ย ตกใจหมด มายืนทำไมตรงนี้"
 
พอผมหันหลังกลับก็เห็นมันยืนดักอยู่แล้ว
 
"ก็เห็นเพื่อนตัวเองกลับเค้าก็ลงมาดิ ตัวเองเค้าเจ็บหลังอ่ะ วันนี้เลยอยู่ซ้อมบาสไม่ได้เลย ดูให้หน่อยดิ"
 
มันอ้อนแล้วมาลากมือผมให้เดินตามมันไปที่ม้าหินอ่อน มันนั่งลงหันหลังให้ ไม่รู้เหมือนกันทำไมถึงยอมตามมันไปง่ายดายโดยไม่ขัดขืนเลย ผมค่อยๆถลกเสื้อมันขึ้น แผลมันเริ่มตกสะเก็ดแล้ว แต่ตรงกลางของแผลบวมใหญ่กว่าใคร แผลมันเป็นหนอง
 
"เดี๋ยวล้างแผลให้ รอแป๊บ"
 
ผมเดินเข้าไปในบ้านแล้วหยิบกล่องยาออกมา ผมหาเข็มหมุดมาด้วยอันหนึ่ง ผมค่อยๆล้างแผลให้มัน
 
"ทนเจ็บหน่อยนะ"
 
ผมบอกมันก่อนที่จะเอาเข็มหมุดค่อยๆแคะแผลให้หนองไหลออก มา พอเสร็จผมก็เช็ดแผลให้มันอีก ความจริงผมชอบบีบสิวนะไม่รู้ทำไม หน้ากบเยินก็เพราะผม ชอบจับมันให้มานั่งแล้วพิจารณาหน้ามัน แต่ก็รักษาให้จนตอนนี้ไม่ได้บีบของมันแล้ว ผมค่อยๆทำอย่างบรรจง ลืมความเกลียดชังมันไปชั่วขณะ

"เอ๊ะ เราอาบน้ำแล้วเหรอ"

ผม คิดขึ้นมาได้ เพราะทำแผลให้มันอย่างดีปิดผ้าเรียบร้อย

"ยัง จ๊ะ"

"อ้าว ไม่ต้องทำใหม่หรอกเหรอ"

ผมหยุดทำทันที พอดีกับเสียงรถมาจอดหน้าบ้านแม่คงกลับมาแล้ว ผมผละออกจากมันแล้วเดินไปเปิดประตูให้แม่เอารถเข้ามาจอด

"หิวไหมเอ"

แม่ ทักมันแล้วเดินลงมานั่งข้างหน้า มันยกมือไหว้

"นิดหน่อยครับ แม่อร ซื้อดอกไม้มาเยอะแยะเลย วันพระเหรอครับ"

มันเข้าใจพูดประจบผู้ใหญ่ผม ยืมมองท่าทางของมันอย่างหมั่นไส้

"จ๊ะ แม่ซื้อมาไหว้พระให้พี่เขานั่นล่ะจัดการให้ อาบน้ำหรือยังล่ะเรา"

"ยัง ครับ พี่โยเพิ่งทำแผลให้ วันนี้แม่อรจะทำอะไรให้ผมกินครับ"

"อยากกิน อะไรล่ะจ๊ะ แต่ถ้าพี่เขาอยู่พี่เขานะทำ แม่ไม่ได้ทำหรอก"

ผมเอาของ แม่เข้าไปเก็บในบ้านแล้วเอาน้ำมะตูมออกมาให้แม่

"อ้าวแล้วของผมล่ะ พี่"

มันถามแล้วมองหน้าผมแบบกวนๆ

"อ้าวนึกว่ากินแล้ว เข้าไปเอาสิในครัวน่ะ" ผมย้อน รู้ทันมัน

"โย ทำไมไม่เอามาให้น้องด้วยล่ะลูก"

แม่เตือน ผมมองหน้ามันอย่างหมั่นไส้เหลือทน ไอ้นี่มันช่างตลบแตลงได้ใจเสียจริง แล้วก็เดินเข้าไปในครัว แต่ผมก็ไม่สนใจจะเอาน้ำไปให้มัน เพราะผมเปิดตู้เย็นดูของที่จะทำกับข้าว แล้วก็เอาผักออกมาแช่น้ำด่างทับทิม แล้วก็เอาปลาออกมาล้าง ทำจนลืม

"ไหนอ่ะน้ำเค้าอ่ะ"

มันเดิน เข้ามาตาม

"นั่นไง ไม่มีมือเหรอ"

"โห ตัวเองใจร้ายอ่ะ เค้ารอกินน้ำจนคอแห้งไปหมดแระ"

มันเดินเข้ามาใกล้ จนผมต้องถอยออกมองไปดูข้างนอกเผื่อแม่จะเดินมาเห็น

"แม่ขึ้นไปอาบน้ำ แล้ว"

มันบอกเหมือนรู้

"แหม ทีต่อหน้าแม่ นี่พี่โยๆ ผมยังงั้นผมอย่างนี้ ทีตอนนี้ไม่พูดอย่างนั้นล่ะ"

ผมเหน็บมัน

"อ้าว ก็ตัวเองบอกว่าอย่าประเจิดประเจ้อไง หรือจะให้เค้าพูดแบบนี้ต่อหน้าแม่อร เอาไหมล่ะ"

"ก็ลองสิ อย่าหาว่าไม่เตือน"

"จะทำอะไรสามีค้าบบ"

มัน ล้อเลียน ผมอดไม่ได้เอาทัพพีโขกหัวมัน

"โอ๊ย ตัวเองอ่ะ เล่นแรงทุกทีเลย เดี๋ยวเถอะ คืนนี้เจอกัน"

"ไอ้บ้า ฉันจะไปนอนกับแม่"

"ไม่ได้หรอก เพราะบอกแม่อรไว้แล้ว ว่าเค้ากลัวผี อิอิ ลองดู๊ ถ้าแม่อรยอม"

ผมยกมือที่ถือทัพพีขึ้นกะจะฟาดให้หนัก

"โย ทำอะไรน่ะลูก"

ตายล่ะสิ แม่มา ผมหยุดแล้วทำท่าชี้มือไปทางอ่างล้างผัก

"เอ่อ โยใช้น้องมันล้างผักน่ะแม่ ไม่มีอะไรครับ"

"อะไร แม่เห็นอยู่ จะทำอะไรน้อง เรานี่ทำตัวเป็นเด็กๆ คุยกันแล้วนะ"

แม่ดุแล้วเดินเข้ามา แม่ยังไม่อาบน้ำแต่มีหมวกคลุมหัวเอาไว้แล้ว ผมทำหน้ามุ่ยทันที มันเดินไปหลังแม่ทั้งที่ตัวสูงใหญ่กว่า

"อย่าให้แม่รู้นะว่าเราทำ อะไรรุนแรงกับน้อง"

แม่พูดเสียงแข็ง ผมได้แต่ก้มหน้า อยากจะถีบมันเหลือเกิน ไม่เคยเห็นใครปลิ้นปล้อนเท่ามัน

"แล้วนี่ทำอะไรกิน ตาเอก็ไปอาบน้ำได้แล้วลูก หรือจะช่วยพี่เขาทำกับข้าว"

แม่เปลี่ยนเสียงทันทีเวลาพูดกับมัน

"เอ จะช่วยทำครับ"

ผมถลนตา ใส่มันทันที

"โย"

แม่เรียกเสียงเรียบยาว กว่าแม่จะออกไปจากครัวผมต้องทนก้มหน้ายอมรับทุกสถานการณ์

"ไหน ตัวเอง มีอะไรให้เค้าทำอ่ะ"

มันพูดเสียงเคล้าเสียงหัวเราะ มันพูดแบบนี้แสดงว่าแม่ไปแล้ว ดีล่ะ แกเตรียมตัวได้เลย

"แหม ขออีกสักทีเถอะ"

"แม่อร" มันตะโกน

ผมง้างมือกะจะฟาดเข้าที่กกหูมันสักที ผมทำอะไรมันไม่ได้ ผมได้แต่กัดปากตัวเอง เก็บความแค้นไว้ในใจ

"จะนอนห้องพี่ใช่ไหมคืนนี้ ได้ เราจะนอนด้วยกัน"

ผมกัดฟันพูดสายตามอง มันอย่างเคียดแค้น

"โห ดูทำหน้าเข้า จะกินเลือดเค้าเหรอ อิอิ เค้ากลัวนะ อย่ากินเลือดเค้าหมดตัวนะ เดี๋ยวเค้าไม่มีแรงกอดตัวเอง"

ผมอยากจะกราบพระ เทพเจ้าเทวดาองค์ไหนโปรดให้ลูกพ้นจากไอ้นี่ทีเถอะ รู้สึกต่อมโมโหพุ่งทะยานสูงลิ่ว อยากจะขย้ำคอมันเหลือเกิน พอเสร็จผมก็เตรียมสำรับ แม่อาบน้ำเสร็จก็กินข้าว ระหว่างกินมันก็ชวนแม่คุยนั่นคุยนี่ไม่กวนผมอีก กินข้าวเสร็จก็ทำความสะอาด แม่นั่งทำงานที่โต๊ะผมเองก็เอาดอกไม้ใส่แจกันให้ ส่วนไอ้ตัวดีไปอาบน้ำ

"นี่ โย เวลาอยู่กับน้องน่ะ ระงับอารมณ์หน่อยสิลูก อย่าโมโหง่าย ก็รู้อยู่ว่าน้องมันกวน เราต้องคุมมันให้ได้ อย่าเอาแต่อารมณ์"

แม่ เรียกผมเข้าไปเตือน ผมได้แต่พยักหน้ารับ แม่ไม่รู้หรอกว่ามันกวนมากแค่ไหน นี่ขนาดพยายามทำใจเย็นที่สุดแล้วนะ ผมแย้งแม่ในใจ

"แม่รู้ว่าเราทำใจ ลำบาก แต่พยายามหน่อยนะลูก อย่างน้อยก็เพื่อน้องมัน และเพื่อพี่ปริศนา"

แม่เทศน์ชุดใหญ่ ผมก็ได้แต่ทำท่าเดียวก้มหน้าแล้วก็พยักหน้าตอบรับ ผมขอตัวแม่ไปอาบน้ำ เพราะไอ้ตัวดีมันลงมาดูโทรทัศน์ พออาบน้ำเสร็จก็เข้าห้อง เห็นมันนอนทำท่าอ่านหนังสืออยู่ ผมรีบแต่งตัวแล้วลงมาปิดบ้าน คิดอยู่ว่าจะไปนอนที่ห้องตัวเองดีหรือเปล่า ถ้าขอไปนอนห้องแม่ แบบนั้นแม่ยิ่งจะสงสัยไปกันใหญ่ ผมจำใจต้องนอนห้องเดียวกับมันอีกตามเคย มันไม่อยู่ที่เตียงแล้ว แต่มันนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ ผมเดินเข้าห้องไปเงียบๆ มันหันมามองแต่ก็กลับไปอ่านหนังสือต่อ เออดีไม่ต้องมากวน ผมเอนหลังหยิบหนังสือนิยายที่อ่านค้างไว้มาอ่าน นานจนง่วงผมจึงหลับไป รู้สึกตัวตอนมีคนมากอด

"คิดถึงจัง"

มันพูดอู้อี้อยู่ข้างหู

"อะไร จะนอน"

ผมพาล

"คิดถึงตัวเองจัง ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งคิดถึง อยากจะกอดอยู่อย่างนี้"

"พอเถอะ เลี่ยน อ่านเสร็จแล้วเหรอ"

ผม ผลักหน้ามันออก รำคาญ

"ยัง แต่มากล่อมตัวเองให้หลับก่อน เดี๋ยวเค้าไปอ่านต่อ เดี๋ยวไม่ได้ตามเป้า แม่อรยิ่งเตือนๆอยู่"

นี่ มันคุยอะไรกับแม่กันแน่ ผมยิ่งสงสัยไม่เข้าใจไปใหญ่ นับวันแม่ชักจะมีความลับกับผมมากขึ้นทุกวัน ไอ้นี่อีกคน ต่อหน้าแม่ก็อีกอย่างแต่พอลับหลังก็เปลี่ยนเป็นปีศาจเหมือนเดิม

"จะ นอนแล้ว ไปทำอะไรก็ทำ อย่ามากวน"

"หอมแก้มเค้าหน่อยดิ นะนะ ตัวเองหอมเค้าหน่อย เป็นกำลังใจ"

"โอ๊ย กำลังจงกำลังใจอะไรล่ะ คนจะนอน"

"โห อ่ะ"

มันเอาแก้มมันมาประกบปากผม ยอมมันจริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไรจะด่ายังไง มันก็ไม่สะท้านเลย มันกลับไปอ่านหนังสือต่อผมก็นอนหลับสบายไปเลย ผมเองก็แปลกพอนอนแล้วถ้าหลับสนิทมักจะไม่รู้ตัว เวลามันกอดมันก่าย นี่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้วหรือ

 


Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 26

ผมถือถาดน้ำมะตูมออกไปในใจก็สั่นไหวกลัวว่าเพื่อนจะถาม ไม่ใช่จะปิดบังแต่ผมยังไม่พร้อมที่จะเล่าอะไรในตอนนี้ ทั้งสองคนมองหน้าผมจ๋าแม้จะมีสีหน้าเศร้าอยู่แต่แววตามันก็อยากรู้มาก นี่คงถึงตาผมเผยความจริงแล้วสินะ




"ไปเอาน้ำแค่นี้ไปเป็นชั่วโมงเลยนะแก"


พลแซว


"เออ จ๋า เรื่องแกน่ะฉันว่า"


"อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ไม่ได้ผลหรอกแก หลอกฉันสองคนไม่ได้หรอก"


พลสวนขึ้นมา ทั้งที่ผมพยายามวกกลับไปเรื่องของจ๋า


"อะไรล่ะแก ก็บอกเป็นไข้ธรรมดา นี่ก็เพิ่งสร่างอย่าซักมากได้ไหม"


ผมหัวเสียใส่


"ไม่จริง เวลาแกไม่สบายแกไม่เป็นแบบนี้ ฉันรู้ ไม่ทำท่ามีความลับพันล้านแบบนี้หรอก"


ทีนี้จ๋าเสริม


"อ้าว แก ก็คราวนี้มันไม่สบายมาก ฉันก็แค่เครียดๆ"


"เครียดเรื่องน้องเอหรือเปล่าแก"


พลเหน็บ แต่ผมรู้สึกจริงๆ ไม่รู้ว่ามันระแคะระคายจากเรื่องที่เคยเล่าให้ฟังหรือด้วยความที่มันฉลาดนักเรื่องของชาวบ้านก็ไม่แน่ใจ ผมมองค้อนพล


"แน่ะแน๊ มองแบบนี้มีอะไรแน่ๆ ไหนแกเล่ามาซิ"


"โอ๊ย ไม่มีอะไรแก ตอนนี้สนใจเรื่องของจ๋าก่อนดีไหม ฉันไม่มีอะไร"


"ฉันโอเคแล้วแก ว่าเรื่องของแกมาเถอะ"


จ๋าปาดน้ำตาออกแล้วทำหน้าอยากรู้อยากเห็นจนหน้าหมั่นไส้ ไม่ยักรู้ว่าเมื่อกี้มันเพิ่งร้องไห้หมดสภาพ


"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น"


ผมโวยวาย


"โย แกเป็นเพื่อนฉันนะ แกเปลี่ยนไปยังไงทำไมฉันจะดูไม่ออก แกดูไม่สบายใจขนาดนี้ ฉันดูออก อย่ามาปิดบังเลย"


จ๋าพูดเสียงอ้อนวอน


"ใช่แก ทีเรื่องจ๋า เรายังปรึกษากัน แล้วแกมีเรื่องอะไรทำไมจะไม่ปรึกษาพวกฉันล่ะ"


ผมนั่งนิ่งหน้าสลดลงทันที ในที่สุดพวกมันก็จะล้วงความในใจของผมออกมาให้ได้จริงๆใช่ไหม ผมถอนหายใจคิดทบทวน ขัดแย้งในใจทำไมแม้แต่เพื่อนที่สนิทอย่างพวกมันไม่เคยมีเรื่องใดปิดบังกัน ผมยังรู้สึกลำบากใจที่จะบอก ยากเหลือเกิน


"ฉันมีอะไรกับไอ้เอ"


ผมพูดเหมือนกระซิบ เสียงเบาลอดออกมาจากช่องคออย่างยากเย็น มันดังออกมาจากห้วงที่ลึกที่สุดของหัวใจ ความอายทำให้ผมไม่กล้าที่จะพูดมันออกมาได้อย่างเต็มใจ


"หา อะไรนะ"


ทั้งสองตะโกนพร้อมกัน มันมองหน้าผมทีแล้วมองหน้ากัน


"ฉันว่าแล้ว มันต้องมีวันนี้"


พลพูดขึ้น จ๋าตีมือมัน


"ฉันแย่มากเลยใช่ไหมแก ที่คุมตัวเองไม่อยู่"


ผมพูดเสียงเศร้ารังเกียจตัวเองขึ้นมา


"ไม่หรอกแก อย่าคิดมาก ไม่เห็นเป็นไรเลย แค่มีอะไรกัน"


จ๋าพูดเสียงอ่อนโยน รู้ว่ามันพยายามพูดให้ผมรู้สึกดีขึ้น แต่ผมไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย


"นั่นสิแก คิดอะไรมากมาย เด็กมันยั่วนักก็จัดไป"


"เรื่องแค่นี้เหรอที่ทำให้แกนั่งเศร้าจนป่วย"


จ๋ามองหน้าผม


"แค่นี้เหรอแก แม่รู้แล้ว แม่ดูผิดหวังมาก"


ผมกระแทกเสียง ไม่ได้ตั้งใจ หวังจะให้เพื่อนเข้าใจตัวเองโดยที่ไม่พูดคงจะประหลาด


"หา แม่รู้ด้วยเหรอ"


ทั้งสองอุทานพร้อมกันอีกครั้ง ผมพยักหน้า


"นี่ล่ะที่ฉันกลุ้มใจ"


"แต่แม่คงเข้าใจนะแก อย่าคิดมากเลย"


จ๋าจับบ่าผมแล้วบีบเบาๆ


"นั่นสิ แม่เป็นแม่พระจะตาย แม่เข้าใจล่ะ"


"ยิ่งแม่ดีเท่าไหร่ วางใจเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ฉันตอบแทนแม่ล่ะแก ดูฉันทำสิ ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบทำลายความไว้วางใจที่แม่มีให้ ไหนจะอาจารย์ปริศนาอีก เขาอุตส่าห์ไว้วางใจให้บอกให้สอนลูกเขา แต่ฉันกลับทำมันพัง ฉันจะมองหน้าแม่ยังไง สายตาแม่ตำหนิฉันมาก ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยทำให้แม่เสียใจเลย แม่ไม่เคยเสียใจเลย แต่คราวนี้"


ความในใจที่เก็บไว้มานานพรั่งพรูออกมา ผมร้องไห้ สะอื้นอย่างช้ำใจ เพื่อนทั้งสอบเงียบนิ่งไม่มีเสียงหลุดออกมาจากปากของใคร


"คราวนี้ฉันมันแย่มากเลยใช่ไหม ผ่านอะไรมามากมาย แค่เรื่องแค่นี้ฉันยังทำไม่ได้ แล้วฉันจะทำยังไงแก ฉันจะทำยังไง"


ผมโอดครวญ พูดทั้งน้ำตา


"โย"


จ๋าเรียกชื่อแล้วกอดผม ผมร้องไห้จนพอใจ เพื่อนก็เงียบนั่งดูอยู่ พลก็บีบมือให้กำลังใจ


"โอ๊ย นีมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีแต่เรื่องนะช่วงนี้ ไปทำบุญกันเถอะแก"


พลพูดขึ้น


"นั่นสิ ฉันว่าฉันคงมีเรื่องแค่คนเดียว แกใจเย็นๆนะโย อย่าคิดมาก แม่เสียใจ แต่แม่คงเข้าใจล่ะ"


ผมพยักหน้ายอมรับน้ำใจจากเพื่อน แต่ใจจริงผมยังคงรังเกียจตัวเอง ทำใจยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น กับลูกเลวอย่างผม เรานั่งคุยกันจนเกือบเที่ยงจึงมาทำกับข้าวกินกัน พอกินเสร็จก็นั่งคุยกันต่อ คุยกับเพื่อนแล้วรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย จ๋าเองก็ดูไม่เครียดแล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด พยายามทำให้มันดีที่สุด เราปลอบใจกันด้วยคำพูดเหล่านี้ หน้าก็บอกรับรู้เข้าใจ แต่ในใจไม่รู้ว่าจ๋าเองมันจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า เพราะผมเองทำไม่ได้


เรานั่งดูโทรทัศน์สักพักก็ออกมานั่งคุยกันต่อที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน เกือบสี่โมง เราทั้งสามก็สะดุ้งเพราะมีเป้โยนเข้ามาในบ้าน


"เฮ้ย ขโมย"


พลร้อง


"ไม่ใช่หรอก ไอ้เอ"


ผมบอก เพราะเป้นักเรียนของมันคุ้นตา อีกอย่างมันคงปีนเข้าบ้านผมจนชิน พอพูดจบก็เห็นร่างของมันปีนรั้วเข้ามา มันชะงักอยู่บนรั้วบ้าน คงตกใจที่มองเห็นเรานั่งอยู่ มันยิ้มแห้งๆแล้วค่อยกระโดดลงจากรั้ว พอมันหยิบเป้ขึ้นมาก็ยืนเก้ๆกังๆอยู่สักพัก ค่อยเดินเข้ามา มันยังคงใส่กางเกงนักเรียนแต่เสื้อเป็นเสื้อเล่นบาสฯ


"หวัดดีครับพี่"


มันยกมือไหว้เพื่อนทั้งสองแล้วยืนเขินอยู่


"ไหนบอกจะซ้อมบาสไง แล้วทำไมกลับเร็ว"


ผมถามกลัวมันจะเขินจนทำอะไรไม่ถูก


"ก็เค้า เอ่อ ผมเจ็บหลังเลยกลับก่อน"


มันหน้าแดง รีบเปลี่ยนสรรพนามแทนตัว เพิ่งรู้ว่าไอ้นี่ก็มียางอาย มันเดินมานั่งเบียดผมทันที


"เนี่ยเหรอน้องเอ เข้าใจแล้วล่ะแกว่าทำไมมันถึงเกินเลย"


พลพูดแล้วยิ้มมองสำรวจไอ้เอ จนผมเองที่อายแทนมัน


"เอ ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป"


ผมพูดแล้วดันให้มันลุก มันทำหน้างงๆแต่ก็ยอมลุกไปแต่โดยดี พอลับหลังมันพลก็ทำหน้าตาตื่นตาโตใส่


"หล่อว่ะแก ไม่แปลกใจหรอกที่แกจะเกินเลยกับมัน ตัวสูงใหญ่หล่อล่ำขนาดนี้ เป็นฉันนะตั้งแต่มันยั่ววันแรกแล้วแก"


"อีบ้า คนมันยิ่งเครียดๆอยู่ ใครจะเหมือนแก แหม"


"เงียบไปเลยจ๋า"


พลแว้ดใส่ แล้วหันมาทางผมอีก ผมไม่ได้ยินดียินร้ายกับมัน แต่ทำตัวไม่ถูก


"แกจะไปเครียดอะร้าย เด็กมันหล่อออกขนาดนี้ น่ากินมาก รู้งี้ฉันไปรับจ้างสอนพิเศษด้วยก็ดี ดูท่าคงจะไม่น้อย อิอิ เพื่อนฉันถึงกับเป็นไข้"


"นี่แก มากไปแล้ว ไม่ต้องคุยเรื่องนี้แล้ว ฉันไม่สนุกด้วย"


ผมโวยใส่ ไม่พอใจมันที่พูดทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นไปเสียหมด


"น่าแก อย่าเครียด น่าจะพอใจมากกว่านะฉันว่า"


มันอมยิ้ม


"โอ๊ย ไม่อยากคุย กลับบ้านได้แล้วแก ไปพักเถอะจ๋าแกเองก็เครียด ส่วนแกกลับไปหาเด็กแกเถอะ"


"จ้า พอเด็กมาก็ไล่เพื่อนเลย ปะจ๋าเรากลับ มันจะสานสัมพันธ์กับน้องเอ"


มันล้อ ผมค้อนวงใหญ่ มันรีบลุกแล้วดึงมือจ๋าลุกตาม


"แกมีอะไรโทรมานะ ไม่ต้องคิดมาก"


จ๋าบอกก่อนจะเดินไปตามแรงดึงของไอ้พล รายนั้นยิ้มกรุ้มกริ่ม


"อย่าหักโหมนักล่ะแก เดี๋ยวไข้ขึ้นอีก อิอิ"


"ไอ้นี่ เดี๋ยวเถอะ"


พอเพื่อนออกจากบ้าน ผมก็ปิดประตูถอนหายใจ ไม่ได้โล่งใจแต่รู้สึกแปลกๆนี่มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนะ ผมคิดไม่ตกจริงๆ เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นมันดูประดังประเดเข้ามาเกินจะรับ ความรู้สึกก็อ่อนล้าเหลือเกิน ไม่อยากจะทำอะไร ไม่อยากจะคิดอะไร

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 25

พลบีบแตรรถดังอยู่หน้าบ้าน ผมมองหน้าจ๋า

"แล้วไอ้พลล่ะ แกจะบอกมันไหม"

จ๋ามองหน้าผม สายตามันน่าเห็นใจเหลือเกิน ผมนิ่งแล้วคิด

"อย่างน้อยมันก็เพื่อน เอาเถอะแก มีกันและกันแค่นี้ล่ะ"

ผมเดินออกไปเปิดประตูให้พล มันอยู่ในชุดทำงาน หน้าตาดูตื่นๆ

"เออ มีอะไรกันแก"

พลถาม แล้วมองหน้าผม ผมพยักหน้าแล้วให้มันเดินเข้าบ้าน

"มีอะไรแก"

มันนั่งลงตรงข้ามจ๋า ถามเสียงอ่อนโยน จ๋ามองหน้ามันแล้วเม้มปาก เหมือนมันพยายามไม่ให้ร้องไห้ออกมา พลเหมือนเข้าใจ มันหันมามองผมซึ่งทรุดตัวลงนั่งข้างๆจ๋า ผมหันไปมองจ๋ามันได้แต่ก้มหน้า ผมเองก็ลำบากใจ

"ฉันท้อง แก"

จ๋าพูดออกไปเอง มันคงลำบากใจมากกว่าผม

"อะไรนะ"

พลตะโกนทำท่าตกใจ ผมมองมันเตือนให้มันสงบลงหน่อย เพราะจ๋าคงไม่อยากได้ยินเพื่อนว่ามันอีกรอบ มันค่อยลดเสียงลง

"แล้วพี่ป้อม รู้เรื่องยัง"

มันถามเสียง เครียด จ๋าพยักหน้า

"แล้วเค้าว่าไง"

"กำลังคิดกันอยู่แก พี่ป้อมจะให้ผู้ใหญ่มาขอตอนรับปริญญาเสร็จ"

ผมตอบแทนเพราะจ๋ามันเบะ ปากอีกแล้ว ท่าน้ำตาจะทะลักออกมาอีก

"แล้วป๊าจะยอมเหรอแก รายนั้นก็ยังเรียนไม่จบ แกก็ยังไม่ได้ทำงาน"

คราวนี้มันปล่อยโฮออกมาเลย ใช่เรายังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ผมบีบบ่าจ๋าเบาๆ แล้วมองพล มันทำหน้าเอ๋อเพราะไม่คิดว่าคำพูดของมันจะไปสะกิดใจมัน เรานั่งนิ่งไม่มีใครพูดอะไร ต่างถอนหายใจ มองหน้ากัน

"แล้วฉันจะทำ ยังไงดีแก"

จ๋าสะอื้น ถามออกมา

"ทำไงได้แก ปล่อยให้มันเลยตามเลย มาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วแกปล่อยให้หลุดได้ไงแก ทำไมไม่ป้องกัน"

พลขึ้นเสียง

"เอาน่าแก ไหนๆ มันก็เกิดขึ้นแล้ว จะด่าว่ามันแล้วมันจะดีกว่านี้ไหม"

"ฉันไม่เข้าใจแกเลยจ๋า แกไม่เคยเป็นแบบนี้ คบใครต่อใคร ไม่เคยยอมเขาขนาดนี้ แล้วแกไว้ใจมันมากขนาดนี้เลยเหรอ ไอ้พี่ป้อมน่ะ"

พลพูดเสียงเครียด ขรึม จ๋ายิ่งสะอื้นไห้

"พล แกก็อย่าไปว่ามันมาก ช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงดี"

ผมพยายามประครองไม่ให้เรื่องมัน ตึงเครียดมากไปกว่านี้ ไม่อยากได้ยินอะไรเครียดๆอีกแล้ว

"ไม่ได้ จะพอง่ายๆไม่ได้ เวลาทำทำไมไม่คิด เวลาเกิดเรื่องแล้วเป็นไง สนุกไหม ก่อนที่จะช่วยคิดขอด่าหน่อยเถอะ มักง่าย"

"พล"

ผมตวาด จ๋าก้มหน้าลงร้องไห้ยิ่งกว่าเดิม

"แกเสียใจเหรอ เราคุยกันกี่รอบแล้วเรื่องป้องกันไม่ป้องกัน แกทำไม"

พลยังไม่ยอมหยุด แต่มันก็พูดยังไม่ทันจบ น้ำตามันก็ร่วง

"แกเสียใจแค่ไหน แกรู้ไว้นะจ๋า ฉันเองก็เสียใจ"

มันสะอื้น

"ทำไม ปล่อยตัวแบบนี้ มั่นใจมากเลยเหรอ ว่ามันจะยอมรับแก ถ้ามันไม่ยอมรับล่ะ รักมันมากเลยเหรอ แกมันรักมันมากกว่าอนาคตของแกเลยเหรอ แกถึงทำแบบนี้"

"ฉัน ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้นะแก มันพลาดแกได้ยินไหม มันพลาด แกจะให้ฉันทำยังไง จะให้ฉันเอามันออกเหรอไอ้เด็กคนนี้"

จ๋าสวนขึ้นมาทั้งน้ำตา ผมเหมือนกำแพงกั้นระหว่างกองทรายกับน้ำทะเล อีกฝ่ายโหมเข้าใส่ อีกฝ่ายก็ไม่อยากให้บอบช้ำ ผมเองที่ปวดใจเหลือเกิน ยิ่งมีแผลในใจ ยิ่งเห็นเพื่อนรักเป็นแบบนี้ ยิ่งแทงใจ

"จะทะเลาะกันอีกนานไหม ได้อะไร หา พวกแกทะเลาะกันให้มันได้อะไรขึ้นมา เสียใจ ทุกคนก็เสียใจ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะขุดขึ้นมาพูดให้ได้อะไร ทำไมไม่ช่วยกันคิด มันไม่ดีกว่านั่งเถียงกันเหรอ"

ผมทนไม่ไหวตะโกนขึ้น น้ำตาซึมหางตาไม่ร้องไห้มาก เพราะร้องมามากพอแล้ว ทั้งสองเงียบ เราทั้งสามกลับมานั่งเงียบอีกครั้ง เสียงสะอื้นปนเสียงถอนหายใจดังเป็นระยะ ลำบากใจเหลือเกิน คิดไม่ออกเลยว่าควรจะทำยังไงดี คิดเรื่องจ๋าเรื่องส่วนตัวของผมก็แทรกเข้ามา

"แล้วแกจะบอกป๊าไหม หรือว่าจะรอให้เขามาขอก่อน"
 
พลพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ จ๋าส่ายหน้าไม่มีคำตอบ

"เรื่องจะเอาเด็กออก ไม่ต้องคิด คนทั้งคน เวลาพ่อกับแม่มันสนุกสนานกัน เคยคิดป่ะล่ะว่าจะเป็นแบบนี้ มีแต่ครางขออีกๆ เชอะ"

ผมอดอมยิ้มไม่ได้ จ๋าเองก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา

"อี บ้า"

เราหัวเราะออกมาจนได้ มันเครียดก็จริง แต่ทำยังไงได้ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือนผมกับเรื่องที่สุมอกอยู่ตอนนี้ แต่เราจะยิ้มได้นานสักแค่ไหนเชียว

"นั่นสินะแก อย่าคิดมากเลย ป๊าเขาคงไม่ฆ่าแกหรอก"

ผมปลอบ จ๋าค่อยดูหายเศร้าขึ้นมาหน่อย

"ท้อง สาวน่ะมันไม่ใหญ่หรอกแก อีกไม่กี่เดือนก็รับปริญญาแล้ว พอรับเสร็จก็แต่ง ไม่แปลกหรอก"

พลเสริม

"ว่าแต่แกเถอะ ช่วงนี้เป็นไรเห็นเงียบๆ"

พลหันมาทางผม จ๋าเองก็จ้องมาที่ผม

"ปล่าวนี่ ก็แค่เป็นไข้"

"เป็นไข้ต้องปิดมือถือไม่บอกไม่กล่าวเพื่อนเลย เหรอ แปลกว่ะ"

พลยังคงสงสัย

"เออ นั่นสิ ฉันก็เป็นห่วง ยิ่งมีเรื่อง ยิ่งอยากคุย แต่แกก็ไม่รับโทรศัพท์ มีอะไรหรือเปล่าแก"

"ไม่ มี เออกินน้ำไหมแกคุยตั้งนาน เดี๋ยวไปเอาน้ำมาให้"

ผมเปลี่ยนเรื่อง ไม่คิดจะปิดเพื่อนแต่ยังไม่อยากเล่าตอนนี้ ผมลุกออกจากโต๊ะทันที

"ไม่ ใช่โดนของใหญ่จนไข้ขึ้นเร้อแก ฉันก็เคยเป็น"

ผมหันมาค้อนพลวงใหญ่ มันพูดขึ้นมาลอยๆ แต่มันแทงใจเหลือเกิน แล้วก็เดินเข้าครัวไปเลย

"โห พูดแค่นี้ทำเป็นค้อน จริงเหรอโย ใครอ่ะ เฮ้ยอย่าบอกนะว่า"

พลมัน ร้องตาม ผมรู้สึกอายเพื่อนเหลือเกิน นี่มันชักจะรู้มากไปแล้ว ผมนั่งลงที่เก้าอี้ในครัว คิดว่าควรจะบอกพวกมันดีไหม ใจหนึ่งก็ไม่มีเรื่องไหนที่เคยปิดพวกมันได้ ใจหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะบอกใครๆได้ง่ายๆ แม้แต่ตัวของผมเอง ผมยังทำใจรับไม่ได้เลย แล้วเพื่อนล่ะมันจะทำใจรับได้เหรอ เรื่องบางเรื่องเราก็ขอให้มันเป็นควาลับฝังอยู่ในใจของเราคนเดียวไปจนวันตาย แต่ท่าทางมันคงไม่ลงง่ายๆ ผมยกถาดน้ำมะตูมออกไป เตรียมใจที่จะเผชิญกับคำถามของเพื่อนๆ เข้มแข็งไว้ โย แกต้องเข้มแข็ง




วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 24


You look at me and see the boy
Who lives inside the golden world
But don't believe
That's all there is to see
You'll never know the real me

He smiles through a thousand tears
And harbours adolescent fears
He dreams of all
That he can never be
He wades in insecurity
And hides himself inside of me

Don't say he takes it all for granted
I'm well aware of all I have
Don't think that I am disenchanted
Please understand

It seems as though I've always been

Somebody outside looking in
Well, here I am for all of them to bleed
But they can't take my heart from me
And they can't bring me to my knees
They'll never know the real me


ผมตื่นเกือบจะเจ็ดโมง รู้สึกตัวโล่งแต่ยังมึนๆหัวอยู่ ไอ้เอไม่อยู่ข้างตัวแล้วมันคงไปเข้าห้องน้ำหรือไม่ก็ไปโรงเรียนแล้ว ผมลุกจากเตียงเดินไปเปิดเพลง หยิบแผ่น mp3 ของ Mariah Carey มายัดเข้าไปในเครื่องเล่น ฟังแทรกที่ดังก้องอยู่เบาๆ แต่ก่อนฟังเพลงนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรมาก แค่รู้สึกว่ามันเป็นเพลงช้าธรรมดา แต่วันนี้เหมือนเธอร้องเพื่อผมโดยเฉพาะ ผมยืนนิ่งฟังอยู่อย่างนั้นช่างเศร้าจับใจเหลือเกิน มันกัดกินเข้าไปถึงในหัวใจ น้ำตาไหลซึมออกมาอีกครั้ง เป็นชวงเวลาที่อ่อนแอเหลือเกิน ดูเหมือนอะไรๆมันก็สะกิดใจไปเสียหมด ผมหลับตาสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกยาวที่สุด คืนที่ผ่านมามันยากลำบากเหลือเกินแล้วเวลาที่เหลือต่อไปผมจะทำยังไงดี

ไอ้เอเปิดประตูเข้ามามันใส่ผ้าเช็ดตัว น้ำเป็นหยดๆยังเกาะอยู่ตามตัวของมันหัวก็เปียก

"ตื่นแล้วเหรอคะ ยังเวียนหัวอยู่ไหม"

มันถามแล้วเดินเข้ามาหา ผมกระพริบตาถี่ๆ ไล่น้ำตาออก

"ตัวเองร้องไห้อีกแล้วเหรอ ยี้แยจัง ไหนเป็นไรคะ"

มันเข้ามาจับหน้าผม ยิ้มให้ ผมปัดมือมันออก

"จะไปอาบน้ำ"

ผมพูดแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วออกจากห้องไป ผมหยิบโทรศัพท์ที่เสียบสายชาร์ตอยู่ติดมืออกไปด้วย เวลานี้ผมควรจะออกจากบ้านได้แล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะอาบน้ำ ผมโทรไปหาพล

"นี่ เป็นไรแก ปิดเครื่องตลอด มีอะไรหรือเปล่า"

ทันทีที่พลรับสายมันก็ยิงคำถามมาทันที

"ฉันไม่สบายแก เป็นไข้ โทษที ฝากบอกพี่ภาให้ด้วย อาจจะไปสาย"

"เป็นไข้ แกไปหาหมอหรือยังแก ไข้หวัดนกรึปล่าวยะ"

"บ้าสิ ไม่รู้สิแก อยู่ๆก็ตัวร้อน แต่หายแล้วแค่มึนๆหัว"

"เออ เดี๋ยวฉันไปรับ จะได้แอบอู้"

"ไม่ต้องหรอกแก รถติด"

"แหมแก ถ้าฉันบอกเจ๊แกว่าแกไม่ค่อยสบาย เจ๊แกก็บังคับให้ฉันไปรับแกอยู่ดี รอที่บ้านนั่นล่ะ เออ แก นังจ๋ามันเหมือนมีอะไรเลยนะ มันอยากคุยกับแกนะ เห็นแกปิดเครื่อง มันเลยโทรมาหาฉัน น้ำเสียงไม่ค่อยดีเลยแก ยังไงแกโทรถามมันหน่อย"

ผมคุยกับพลอีกคำสองคำก็วางตกลงมันจะมารับผมที่บ้าน ดีเหมือนกันจะได้ปรึกษามันเลยว่าควรทำยังไงดี ผมโทรศัพท์ไปหาจ๋า

"เออ แก ว่าไง พอดีฉันเป็นไข้ แกมีอะไรหรือเปล่า"

ผมถามเมื่อจ๋ารับสาย

"ฉันมีเรื่องจะปรึกษาแก ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี"

จ๋าร้องไห้ ผมอึ้ง

"แก เป็นอะไร มีอะไร เล่ามา ทำไมแกไม่โทรเข้าเบอร์บ้านล่ะ"

"ก็ไม่มีคนรับ แกไปทำงานไหม"

"ไปสิ ด่วนรึเปล่า แก เดี๋ยวฉันลางานก็ได้"

"อย่าเลยแก ไปทำงานเถอะ ฉันรอได้"

"ไม่ต้องมากความ มาหาฉันที่บ้าน พอดีเลย พลมันก็จะมารับ จะได้โทรบอกมัน"

ผมวางสายจากจ๋าแล้วโทรไปหาพลอีกรอบ สรุปผมก็ลางานแล้วอยู่รอจ๋าที่บ้าน พลเองก็จะมาหาที่บ้าน รายนั้นคงสบายใจที่ไม่ต้องทำงาน เพราะเอาข้อที่ว่าผมป่วยเป็นข้อต่อรองกับพี่สาว ผมอาบน้ำอย่างลวกๆ แล้วเข้าห้องไปแต่งตัวเห็นเอมันแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เวลามันใส่ชุดนักเรียน มันก็ดูเหมือนเด็ก มัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่ง กางเกงนักเรียนขาสั้นสีน้ำเงินกับเสื้อขาว มันดูสดใสขึ้นมาไม่เหมือนกับเวลาที่มันอยู่ในชุดปกติ มันดูเด็กก็จริงแต่ดูแก่แดดเหลือเกิน เอเรียนโรงเรียนชายล้วนไม่ไกลจากบ้านมากนักนั่งรถเมล์ต่อเดียวจากบ้านมันก็ถึง แต่บ้านผมต้องนั่งสองแถวออกไปต่อรถเมล์ที่ปากซอยอ่อนนุช แต่นี่มันเจ็ดโมงกว่าแล้ว ไม่เข้าใจว่ามันไปโรงเรียนภาษาอะไรของมัน มันยืนยิ้มให้ผมอย่างไม่สะทกสะท้านต่ออะไรในโลกนี้

"มาจุ๊บหน่อสิที่รัก ให้กำลังใจเค้าหน่อย"

มันเดินตรงเข้ามาหา ผมรีบเดินหนีไปใส่เสื้อ มันก็รีบมาคว้าเอวไว้ทันที

"ไม่รีบไปเหรอ โรงเรียนน่ะ นี่มันกี่โมงแล้ว"

ผมว่ามัน แต่มันดูไม่เดือดร้อนอะไรเลย

"โอ๊ย ไปสายหน่อยก็ได้ เพิ่งเปิดเทอม อาจารย์เขาไม่ว่าหรอก มาเค้าหอมแก้มหน่อย"

มันไม่พูดแค่ปากมันทำทันที

"นี่ ฉันจะแต่งตัว เร็วๆรีบไปสายแล้ว"

"แหม คนเขาจะขอกำลังใจจากแฟนนี่ สายนิดสายหน่อยไม่เป็นไรหรอกน่า อ่า ชื่นใจ"

ผมเบี่ยงตัวออกจากวงแขนของมัน แล้วเอามือดันมันไว้ ผมต้องถลึงตาใส่มันถึงยอมหยุด

"เค้ายังไม่ได้กินอะไรเลยอ่ะ หิว"

"ก็ตื่นสายเอง ป่านนี้แม่ไปโรงเรียนแล้ว ไปดูเองในครัวว่ามีอะไรเหลือให้กิน"

"ไปกินด้วยกันดิ นะนะ เค้าอยากกินข้าวกับตัวเอง"

"แล้วนี่จะไม่ไปเหรอโรงเรียนน่ะ นี่มันกี่โมงแล้ว คุณ"

"ไม่สนอ่ะ จะกินข้าวกับแฟน"

"อย่ามาท่ามาก ตอนเย็นค่อยกลับมากิน ไปได้แล้ว จะแต่งตัว"

ผมดุมันแล้วดันหลังมันให้ออกจากห้องอย่างยากเย็น

"เออ ตัวเอง วันนี้เค้ากลับค่ำๆ น้า เพราะต้องซ้อมบาส แต่เดี๋ยวจะรีบกลับ พักเที่ยงเดี๋ยวเค้าโทรหา"

มันโผล่หน้ามายิ้ม ผมดันหน้ามันออกแล้วปิดประตู รำคาญมันแต่เช้า ผมแต่งตัวอยู่สักพักก็ลงมาในครัว มันออกจากบ้านไปแล้วผมเิดินเข้าไปดูในครัว ไม่มีร่องรอยของการใช้ครัว แต่เห็นหม้อข้าวต้มหมู แม่คงทำไว้ ผมตักมาครึ่งทัพพี แค่นั้นก็กินไม่หมด กินยาที่ไอ้ตัวดีซื้อมาให้ แล้วนั่งรอพลกับจ๋า เสียงออดหน้าบ้านดัง ผมรีบเดินออกไป จ๋า นั่นเอง มันยังอยู่ในชุดที่ไม่น่าจะออกจากบ้านมาได้ เสื้อยืดใส่นอนกับกางเกงขาสั้น มันใส่แว่นดำอันโต ใส่แว่นดำตั้งแต่เช้าเนี่ยนะ พอจ๋าเห็นหน้าผม มันโผเข้ามากอดทันที มันสะอื้นไ้ห้ จนผมตกใจ

"แก แกเป็นอะไร"

ผมปลอบ ไม่รู้จะทำยังไงดี ลำพังตัวเองก็เอาเสียจนล้มหมอนนอนเสื่อ มาเจอเพื่อนเป็นแบบนี้อีกรู้สึกมึนทึบไปหมด

"แก ฉันจะทำยังไงดี ป๊ารู้ฉันตายแน่ๆ"

"อะไรแก ใจเย็นๆ มีอะไร"

จ๋า มันยังฟูมฟาย ผมลากมันมานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน มันยังคงร้องไห้ ผมเริ่มใจแป้ว มันยังคงไม่ปริปาก ผมเองก็ไม่ถามรอให้มันร้องไห้ให้พอก่อน

"ฉันท้อง แก"

"หา"

ผมร้องเสียงหลง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

"ฉันจะทำยังไงดีโย มันพลาด ฉันจะทำยังไงดี"

ผมเหมือนโดนถีบลงเหวลึก เวลาตกจากที่สูงจิตใจก็คงหวิวอย่างนี้ เรามองไม่เห็นพื้นล่าง แต่รู้ว่ามันลึกหนาวเย็นเหลือเกิน ข้างล่างจะหล่นลงไปกระทบกับอะไรไม่รู้ แต่รู้ว่ามันหวิวใจจะขาด

"ใครรู้บ้าง"

ผมเปล่งเสียงถามออกไปอย่างยากลำบาก

"พี่ป้อม"

จ๋ายังคงร้องไห้ มองหน้าผม ผมทั้งสงสารทั้งเห็นใจ แต่อีกใจก็นึกตำหนิมัน เรียนก็สูงไม่รู้จักป้องกัน ทำตัวดีมาตลอดแล้วทำไมมาพลาด

"แล้วเค้าว่ายังไง"

"พี่ป้อมบอกให้ปล่อย เดี๋ยวพอฉันรับปริญญาเสร็จ เขาจะให้ผู้ใหญ่มาขอ"

"แล้วแกว่าไง"
 
ผมยิงคำถามต่อไม่ให้มันมีช่องว่าง เสียงผมเครียดกว่าทุกครั้ง

"ฉันไม่รู้ ถ้าป๊ารู้ ป๊าฆ่าฉันแน่ๆ แกก็รู้ ฉันอยากเอาออก"

"บ้าเหรอ คนนะแก คนทั้งคน แกจะฆ่าเขาเหรอ"

"ฉันก็ไม่อยากทำ แต่ ฉันไม่รู้แก ฉันคิดไม่ออก"

"กี่เดือนแล้ว"

"สองเดือนแล้ว"

"สองเดือน"

ผมอุทานเพราะไม่คิดว่า ท้องสองเดือนจะแสดงอาการอะไรออกมาได้

"อืม ก็วันนั้นฉันทะลึ่งไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาเล่นๆ กะจะแกล้งพี่ป้อมเล่น ไม่คิดว่ามันจะจริง"

"สมใจไหมล่ะ"

ผมเหน็บมัน

"แก อย่าว่าฉันเลย ฉันคิดไม่ออกจริงๆ แกว่าฉันควรเอาไว้ หรือปล่อยดี"

"อย่าเพิ่งตีโพยตีพายเลยแก แกยังไม่ได้ไปหาหมอนี่ ไม่แน่หรอก ไอ้เครื่องตรวงเองของแกมันอาจจะไม่จริง"

ผมพยายามให้กำลังใจมัน

"ขอให้เป็นอย่างนั้น ฉันไม่อยากคิดเลย"

"ทำไมแกปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ล่ะ จ๋า แกไว้ใจเขามากขนาดนั้นเลยหรือ"

ผม มองหน้ามัน ไม่เข้าใจว่าเพื่อนที่ผมเคยรู้จัก ที่เคยเข้มแข็งเป็นขุมพลังให้กันและกันมาตลอดจะยอมปล่อยตัวขนาดนี้ เราปรึกษากันทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องบนเตียง มันยังเคยเล่าว่าเวลามีอะไรกัน มันจะบังคับให้ผู้ชายใส่ถุงยางตลอดถึงสองชั้น แล้วนี่อะไร

"ฉันขอโทษแก ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ ฉันแค่รู้สึกว่ารักพี่ป้อม กว่าใคร"

" พอแก รักกว่าใครต้องยอมปล่อยตัวขนาดนี้เลยเหรอ เอาเถอะ อย่ามาพูดเรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วเลย มาคิดกันดีกว่าว่าวันพรุ่งนี้แกจะทำยังไงถ้าท้องขึ้นมาจริงๆ"

ผม รู้สึกเครียด คิดอะไรไม่ออก ไม่อยากด่าว่ามันมาก เพราะไหนๆมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว จะพล่ามพรรณายกเอาเรื่องเมื่อวานมาด่าว่าตัวเอง แต่ตอนนั้นกลับไม่คิดเผื่อว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนผมที่ปล่อยให้เรื่องมันเกิดขึ้นมาไกลถึงขนาดนี้ คิดย้อนไปเรื่องของตัวเองผมยิ่งเครียด เศร้าใจ ยิ่งมาได้ยินเรื่องของจ๋า มันเหมือนโยนหินสองก้อนหนักๆเข้ามาให้ผมแบกพร้อมกัน ผมปวดหัว เครียด ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าปล่อยไว้ ผมเองนั่น่ะที่จะทุกข์ใจ หรือไม่ก็ตรอมใจตายไปเอง




วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 23

แม่พาไอ้เอลงไปกินข้าว ผมนอนนิ่งมองเพดาน ตอนนี้เองที่จิตใจผมไม่เป็นปกติสุขแล้ว คิดไปทุกทาง แม่คงเสียใจมากที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก แม่ไม่เคยเสียใจที่ผมเป็นเกย์ ไม่เคยว่า จะคบกับใครก็ไม่เคยว่า พาพี่ตั้มกลับมาบ้านแม่ก็ทำตัวเป็นแม่ที่ดี กลับทำให้พี่ตั้มรู้สึกไม่ประหม่าอีกต่างหาก แม่คอยให้กำลังใจแม้ผมจะโดนพี่ตั้มทิ้ง แต่แม่ก็คงไม่คาดหวังให้ผมมีอะไรเกินเลยกับ ลูกชายของเพื่อนที่ฝากฝังเอาไว้เป็นอย่างดี แม่คงทุกข์ใจมาก มากกว่าผมหลายเท่านัก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีครั้งใดที่ผมทำให้แม่เป็นทุกข์ใจ แม่ไม่เคยมองผมด้วยสายตาที่มองเมื่อครู่เลย ผมเหมือนโดนไฟเผาร่าง ลนใจร้อนรนเหลือเกิน จะข่มตาให้หลับแต่ยิ่งพยายามผมยิ่งตื่น น้ำตาไหลซึมออกมาตลอดจนแสบตา สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอารมรณ์ชั่ววูบหรืออะไรก็ตามแต่ วันนี้ตอนนี้มันทำให้ผมเสียใจ อีกคนคือแม่ที่ทรมานใจไปไม่น้อยกว่าผมแน่นอน ใจผมกระสับกระส่าย ล่องลอยไปแสนไกล ถ้าพ่ออยู่ด้วยพ่อเองก็คงเสียใจมากเช่นกัน ผมทำอะไรลงไป ผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมสะอื้นจนเจ็บหน้าอก ผมกลายเป็นลูกไม่ดีไปแล้ว ผมทำให้คนที่ผมรักที่สุดในชีวิตเสียใจ ยิ่งคิดยิ่งปวดร้าวใจ ยิ่งดั้นด้นคิดหาทางออกยิ่งมืดมนจนหนทาง


เสียงไอ้เอเปิดประตูเข้ามาในห้อง ผมลุกขึ้นนั่งครึ่งตัวทันที จ้องไปที่มันอย่างเกลียดชัง นี่ถ้าผมไม่ได้สอนหนังสือมัน เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น นี่ถ้าผมเข้มแข็งมากกว่านี้ วันนี้เรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้ ผมคิดโทษตัวเอง

"อิ่มจัง เค้าง่วงแระ ตัวเองยังไม่นอนเหรอคะ"

มันพูดอย่างอารมณ์ดี เดินเข้ามาที่ผมแล้วคลานขึ้นเตียงทันที

"เรานอนข้างล่างนะ"

ผมพูดเสียงแข็ง

"ไม่เอา จะนอนกอดแฟน"

"แม่รู้แล้วนะเอ พี่ไม่อยากให้มันทำร้ายผู้ใหญ่เพียงเพราะเราสองคนไม่ทันคิด"

ผมยังจ้องมันอยู่ เสียงสั่นเครือเพราะผมยังสะอื้นอยู่

"อืม เค้าคุยกับแม่อรแล้ว"

"อะไรนะ คุยกับแม่ว่ายังไง"

ผมร้องเสียงหลง ไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน มันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่กลับมุดตัวเข้ามาในผ้าห่ม

"ก็บอกว่า เค้าชอบตัวเอง เราจะคบกัน ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมาก"

มันพูดเสียงเรียบเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

"ไอ้บ้า ทำไมแกพูดแบบนั้น"

ผมตะคอก ความเป็นเด็กของมันพูดอะไรอาจไม่ทันคิด แต่มันคงจะไม่รู้ว่าผู้ใหญ่เขาไม่ได้คิดอะไรง่ายๆ อย่างที่มันคิด

"โห ที่รักคะ แม่ไม่เห็นว่าอะไร ตัวเองไม่ต้องคิดมากหรอกน่า ร้องไห้จนตาบวมแระ มาๆ มานอนกอดกัน"

"ฉันเกลียดแก ไอ้เอ แกทำให้ทุกอย่างดูแย่ลงไปหมด ฉันเกลียดแก"

ผมผลักหน้ามันร้องไห้ อย่างอดสู ไม่รู้จะเอาแรงกำลังที่ไหนไปต่อสู้

"ค้าบ ที่รัก รู้ว่าเกลียด แต่ทำไงได้ ก็เค้าชอบตัวเองนิ ไม่ได้หยุดชอบง่ายๆด้วยนะ"

มันยังคงทำเสียงล้อเลียน ทุกอย่างในชีวิตมันไม่เคยมีอะไรจริงจังเลยหรือ ผมพยายามสะกดน้ำตาให้มันหยุดไหลสักที จะได้คุยกับมันให้รู้เรื่อง

"เรามาคุยกันให้รู้เรื่องดีกว่า เอ"

ผมมองหน้ามันอย่างจริงจัง ไหนๆมันก็มาถึงขั้นนี้แล้วจะผลักมันออกจากชีวิตมันก็คงไม่ใช่ง่าย

"คุยอะไรคะ เค้าง่วงแล้วนะ"

"นี่ ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ"

"อ่ะ ค้าบ โหดุตลอดเลยนะ ตัวเล็ก"

ไอ้นี่มันกวนประสาทได้ตลอดเวลา ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกที่สุด พยายามระงับอารมณ์ให้นิ่ง เพราะไม่เคยคุยกับมันเป็นจริงเป็นจังได้สักที

"พี่ว่าเรื่องระหว่างเรา"

"หยุดเลย เค้าบอกแล้วนี่ว่าคุยกับแม่อรแล้ว แม่อรโอเค แล้วตัวเองจะหนักใจเรื่องอะไรล่ะ"

มันสวนกลับทันที ผมได้แต่อ้าปากค้าง

"แม่ บอกว่าอะไร"

"ก็บอกว่าลองคบกันได้ แต่ให้เค้าตั้งใจเรียน สอบเข้าวิศวะฯให้ได้ แค่นั้นเอง แม่อรน่ารักที่สุดในโลก"

ผมถอนหายใจ ไม่ได้โล่งใจแต่อ่อนใจกับความไร้เดียงสาของมัน

"แล้วคิดว่าแม่พี่ มีความสุขเหรอ ที่บอกเราไปแบบนั้น คิดบ้างไหมว่าผู้ใหญ่เขาคิดกันยังไง"

ผมขึ้นเสียงอีก

"ทำไมจะไม่รู้ ผมไม่ใช่เด้กเมื่อวานซืนนะ ผู้ใหญ่เขาต้องทุกข์ใจสิที่มีลูกเป็นเกย์ แม้หน้าตาจะยิ้มบอกว่ารับได้ แต่ในใจไม่มีใครรับได้หรอก แต่อย่างน้อย คนรักกันก็ดีกว่าเกลียดกัน ผมรักพี่"

มันหยุดเหมือนพูดอะไรผิด ผมมองหน้ามันไม่ลดสายตา

"เอ่อ ผมชอบพี่ มันไม่มีอะไรเสียหาย ผมบอกกับแม่อรแล้วว่า เราจะประคับประครองกันไปให้ไกล จะดูแลซึ่งกันและกัน เค้าจะตั้งใจเรียน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ตัวเองไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องแม่หรอก เค้ารู้ว่าท่านเสียใจ แต่มันมาถึงขั้นนี้แล้ว เค้าว่าถ้าเราทำตัวให้ดี ไม่ประเจิดประเจ้อ ท่านก็น่าจะยอมรับได้ แต่แม่อรบอกว่าอย่าเพิ่งให้บอกแม่เค้า รายนั้นคงทำใจรับยาก ตัวเองนอนเถอะ เดี๋ยวไข้ขึ้น ขี้แยนะเราอ่ะ"

มันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากแก้มผม ซึ่งนั่งอ้าปากค้าง พุดอะไรไม่ออก ไม่เคยคิดเลยว่าเด็กที่มองอะไรเป็นเล่นแบบมันไปทุกเรื่อง จะคิดแบบนี้ ความจริงผมตั้งใจไว้สองอย่าง คือพูดให้แตกหักกันไปเลย แต่ถ้าทำแบบนั้น แม่ผมคงเสียใจมากอีกเช่นกัน เพราะท่าทางมันคงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันถ้าเสียใจ อีกทางที่เตรียมไว้คือ ปล่อยให้เลยตามเลย ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ชอบมัน ไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องออกมาในรูปแบบนี้ แต่ยิ่งขัดยิ่งฝืนเหมือนทุกอย่างจะยิ่งแย่ไปเสียหมด แต่ก็จะบอกให้มันอยู่ในกรอบ ทำเหมือนแต่ก่อนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

"แล้วคิดว่าเธอจะทำได้เหรอ"

ผมถามขึ้น มันมองผมแล้วยิ้ม

"คงห้ามใจยากอ่ะนะที่จะไม่ได้แตะตัวเองน่ะ แต่เค้าจะพยายาม จะอดใจมากอดในห้อง เฮ้อ ลำบากเหมือนกันเนอะ"

"ลำบากก็หยุดสิ จะได้เป็นปกติ"

"หึ หึ"

มันไม่ตอบแต่หัวเราะ

"ให้หยุดตอนนี้นะเหรอ ไม่มีทาง คนมันไปไกลขนาดนี้แล้ว กู่ไม่กลับหรอก"

ผมไม่รู้จะพูดอะไรกับมันอีก ตั้งใจไว้ว่าจะคุยกันให้มันจริงจัง แต่ก็คว้าน้ำเหลว เวลาผมจะเอาเรื่องมันไม่เคยจบเรื่งแบบที่ผมต้องการสักที มันมักจะเฉเข้าทางที่มันต้องการ มันคว้าเอวผมไปกอด แล้วดึงให้นอนลง ผมพยายามขืนตัวไว้

"ไปนอนข้างล่าง อยากนอนคนเดียว เสื่ออยู่ในตู้ไปเอามาปูเอง"

"ใจร้าย จะนอนกับแฟนอ่ะ"

"ไอ้นี่ เดี๋ยวก็ติดไข้"

"โอ๊ย ตัวเอง เค้าเจ็บหลังอ่า เป่าให้หน่อยดิ นะนะ"

มันเปลี่ยนเรื่องแล้วนอนคว่ำเปิดเสื้อขึ้นได้ครึ่งหลัง ผมได้แต่ถอนหายใจ จะทำยังไงกับมันดี ตกลงนี่ผมต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ใช่ไหม ต้องคุยกับแม่ เผื่อมันจะโกหก มันมาขนาดนี้แล้ว ต้องคุยกับแม่ให้รู้เรื่อง ผมบอกตัวเองในใจ

"ดูให้เค้าหน่อย เจ็บจังเลย"

"ทายาแล้วนี่ จะเจ็บอะไรล่ะ"

"เป่าให้หน่อยดิ นะนะ"

มันอ้อน เอี้ยวตัวเอาหน้ามาถูตักผม

"ไม่เอาจะนอน เวียนหัว เถิบไป"

ผมเองก็แปลก ปากบอกเกลียดมันๆ แต่ก็ยอมทุกกระบวนความ บอกให้มันนอนข้างล่าง มันไม่ยอม ผมเองที่ยอม ไม่เข้าใจตัวเอง พอผมนอนลงมันก็เข้ามากอดทันที

"โอ๊ย ไม่ต้องวุ่นวายสักวันได้ไหม คนยิ่งไม่สบายอยู่"

"ก็คิดถึงนี่นา กอดหน่อย เดี๋ยวเค้านอนไม่หลับ"

"อย่ามา แต่ก่อนก็นอนคนเดียว แล้วจะมาคิดทงคิดถึงอะไร เถิบไปฉันนอนไม่หลับ"

"อิอิ ชอบไม่ใช่เหรอเวลาเขากอด เห็นเบียดตัวเข้าหาตลอด"

"ไอ้บ้า ใครเบียดตัวเข้าหา ถอยไป"

"ตัวไม่ร้อนแล้วนี่ มีความสุขจังเลย เวลาอยู่กับตัวเองน่ะ ไม่อยากไปไหนเลย อยากอยู่อย่างนี้ตลอดไป"

ผมขี้เกียจพูดกับมัน อยากกอดก็กอด ผมยังคงเศร้าใจอยู่ แม้ปากจะพูดกับมันแต่ในใจผมก็ยังครุ่นคิด หัวอกแม่คงคิดไปไม่น้อยกว่าผม แค่นี้ผมยังทุกข์ใจ แล้วแม่ผมล่ะป่านนี้ไม่นอนทุกข์ใจยิ่งกว่าผมหรือ ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ส่วนมันก็ยังคงคลอเคลียผมอยู่อย่างนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหลับง่ายๆ จนผมเองที่หลับไปก่อนมัน