วันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 45

ผมไปทำงานสายเพราะถึงแม้ว่าจะตื่นมาแล้วก็ยังเหม่อลอยอยู่ ผมไปทำงานด้วยจิตใจที่ขุ่นมัว หน้าตาคงดูแย่เพราะใครๆก็ทัก พลเองก็สงสารแต่มันก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งที่พยายามจะชวนผมคุยในเรื่องที่ตลกๆ หรือชวนไปนั่นไปนี่ แต่ผมเองก็เอาแต่ร่างไป ไม่ได้เอาจิตวิญญาณไปด้วย จ๋าเองก็เงียบๆไป เห็นวันก่อนโทรมาบอกว่า พ่อแม่พี่ป้อมมาสู่ขอแล้ว รอฤกษ์แต่ง ผิดคาดที่ป๊ามันเห็นดีด้วย เรื่องที่คิดเอาไว้ว่าน่าจะยากกลับง่าย แต่เรื่องที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรกลับสุมใจดังไฟที่แผดเผา ผมไม่ได้บอกจ๋าว่าเกิดอะไรขึ้น กลัวมันคิดมาก ไม่อยากให้มันคิดมากคนท้องคนไส้ คิดมากไปมันจะไม่ดี ผมพยายามไม่ให้ความเห็นแก่ตัวของตัวเองมันเบียดเบียนเพื่อนที่ผมรัก แต่สำหรับพลไม่ต้องบอกมันก็รู้ มันพยายามตามใจผมทุกอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็น ผมลำบากใจแต่ก็ทำอะไรไปได้ไม่มากกว่านี้ เป็นอีกสัปดาห์ที่ผ่านไปได้ยากเย็น เอไม่ติดต่อมาเลย ผมเหมือนคนไร้ซึ่งแรงใจ เดินทางรอนแรมอยู่กลางทะเลทรายที่แดดร้อนแรงแต่มืดมิดมองไม่เห็นทางใด ผมอยู่อย่างไม่เป็นสุข ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กินไม่ได้นอนไม่หลับ ผมโทรหาบ๊อบเกือบทุกวัน ตอนแรกๆมันก็ทำเสียงรำคาญ แต่พอบ่อยขึ้นมันก็เหมือนเห็นใจ มันคงรักเพื่อนมันเหมือนกันจึงไม่ยอมปริปากบอกอะไร มันบอกว่าเอเองก็ไม่ได้ไปหามันเกือบอาทิตย์แล้ว โทรไปก็เมาอยู่บ้าน ผมเป็นห่วงมันมาก แต่ไม่รู้จะติดต่อยังไง ผมทรมานใจอย่างที่ไม่เคยเป็น ผมกำลังจะขาดใจตาย ผมทนอยู่ต่อไปไม่ได้เลย แต่ละวันมันช่างแสนยากเย็น เหม่อลอย ไร้เรี่ยวแรง ห่อเหี่ยว มีหัวใจอยู่แต่เป็นหัวใจขาดซึ่งน้ำล่อเลี้ยง แม่เองก็คงทุกข์ใจมากไม่น้อยไปกว่าผม แม่พยายามปลอบ แต่ผมเหมือนดำดิ่งลงห้วงเหวลึก เวลาอยู่ต่อหน้าแม่ผมก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติให้มากที่สุด แต่เวลาที่ผมอยู่คนเดียวบนห้อง ทุกตารางนิ้วที่เอมันเคยอยู่ ผมปวดใจเหลือเกินเหมือนมันสะท้อนเงาของเอ ยิ่งนานวันยิ่งแจ่มชัดขึ้น ผมร้องไห้ทุกคืนร้องอย่างไม่รู้จักอิ่ม น้ำตาไม่รู้มากจากไหน มันหลั่งไหลออกมาได้ตลอด

พี่ภาเองก็เป็นห่วงจากที่เคยเป็นคนที่สดใส ร่าเริง ทำงานไม่ค่อยพลาด แต่เดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ไม่ดี ทั้งที่พยายามแยกแยะ แต่เรื่องที่คาในใจที่สุมอกอยู่มันเด่นชัดบดบังสติปัญญาไปเสียหมด ตอนเลิกงานพลก็มาส่งที่บ้านทุกวันเพราะมันกลัวว่าผมจะเหม่อลอยจนโดนรถเฉี่ยว ชนเอา ผมซึ้งในในความห่วงใยของเพื่อนและคนที่อยู่รอบข้าง ผมขอโทษ ที่ผมทำตัวเองให้ดีไปกว่านี้ไม่ได้ ผมทำไม่ได้เลยจริงๆ เดี๋ยวนี้ผมขึ้นนอนเร็วกว่าปกติ แม่เป็นคนปิดบ้าน ผมเองขึ้นห้องไปแต่ก็ใช่ว่าจะนอน ผมขึ้นไปพยายามหาทางติดต่อกับเอ ทำทุกวิถีทาง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งพยายามหาทางยิ่งจนหนทางปวดร้าวใจทุกข์ทวีคูณ

ผมกำลังเคลิ้มหลับ ไปด้วยความเหนื่อยอ่อนเพราะนอนไม่หลับมาหลายวัน แต่ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เดี๋ยวนี้ผมไม่เอาโทรศัพท์ออกห่างตัวเลย ไม่เคยปิดเครื่องด้วยหวังว่าเอมันจะโทรเข้ามา แล้วผมจะไม่ได้รับ จนกลายเป็นคนวิตกจริตไปแล้ว ผมรีบคว้าโทรศัพท์มากดรับสาย

"พี่โย นี่บ๊อบนะ พี่ออกมาหาหน่อยสิครับ"

เสียงมันดูตื่นๆ

"หือ มีอะไร บ๊อบ นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย"

ผมยังงัวเงีย

"ไอ้เอมัน มีเรื่องพี่ ตอนนี้ผมอยู่กับมันที่พระโขนง พี่มาดูมันหน่อยมันโดนตี"

ผม กระเด้งตัวออกจากเตียง อุทานออกมา

"หา อะไรนะ อยู่ตรงไหน บ๊อบ เดี๋ยวพี่ไป"

ผมตะโกนออกไปด้วยความตกใจ พอรู้ว่าบ๊อบมันอยู่ที่ไหนผมก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าคว้ากระเป๋าตังค์วิ่งออก จากบ้าน ผมนั่งแท็กซี่ตรงไปยังที่ที่มันบอก แต่รถแท็กซี่ต้องไปกลับรถเกือบถึงเอกมัย ผมยิ่งใจร้อนกระสับกระส่าย มันโดนตี มันจะเป็นยังไงบ้าง ใจผมไม่ดีเลย พอเลี้ยวเข้าถนนพระโขนงผมก็เร่งให้คนขับรถแท็กซี่ขับเร็วขึ้น ตรงที่มันบอกต้องเข้าซอยปรีดีฯ ๒๔ เป็นซอยเล็กๆ ผมเห็นมันสองคนยืนเกาะกันอยู่บอกให้รถจอดแล้วจ่ายเงินโดยไม่เอาเงินทอน ผมรีบลงไปจากรถแล้ววิ่งไปหามันทันที

"เอ!!!!!"

ผมร้องเรียก

"พี่ โย ทางนี้"

บ๊อบร้องเรียกแล้วพยายามพยุงเอให้ลุกขึ้น พอแสงไฟริมถนนสาดส่องให้เห็นสภาพเอ ผมหยุดวิ่งหยุดลงโดยอัตโนมัติ ผมอึ้งขาอ่อนวิ่งต่อไม่ได้ เหมือนหัวใจจะหยุดเต้น เลือดสีแดงเกือบดำไหลอาบมันครึ่งหน้า

"เอ!!!!!! เป็นอะไร เอ!!!!!"

ผม ร้องออกไปเสียงดัง ใจหลุดลอยไป ผมปรี่เข้าไปซ้อนปีกมันพยุงไว้อีกข้าง สภาพมันเลื่อนลอย ทั้งกลิ่นคาวเลือดปนกันกับกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง สภาพมันดูไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว หน้าตาฟกช้ำ สภาพเสื้อผ้าเปื้อนเลือด

"ไป โรงบาล"

ผมพูดออกมาไม่ได้คิด

"พี่ช่วยมันด้วย"

บ๊อบ เองก็สภาพดูคล้ายกันเพียงแต่ไม่มีเลือดมากและดูไม่เมาเท่าเอ ผมร้องไห้ออกมากอดมันไว้ ให้บ๊อบไปเรียกแท็กซี่

"ไปทำอะไรกันมา บ๊อบ ไปทำอะไรกันมา"

ผมถามทั้งที่ยังร้องไห้อยู่ บ๊อบมันมองหน้าผม แล้วหลบตา

"กินเหล้าพี่ แต่มีเรื่องกันนิดหน่อย"

"นี่นิด หน่อยเหรอ เลือดอาบขนาดนี้"

ผมตวาดออกไป

"ทำไม บ๊อบ ทำไม"

ผม ร้องเหมือนคนบ้า ตวาดมันเสียงดัง จนคนขับแท็กซี่ตกใจ

"พี่ก็มันชวน ออกมา มันกินแบบลืมตายเลย พอดีมีคนมากวน มันก็เลยมีเรื่อง"

ผมไม่มีอะไรจะพูดกับมันทั้งรู้สึกโกรธ ทั้งสงสารคนที่อยู่ในอ้อมกอด เลือดมันเปื้อนเสื้อผมจากสีฟ้าเข้ากลายเป็นสีคล้ำ

"เอ เอ ฉันอยู่นี่แล้ว เอ อย่าเป็นอะไรไปนะเอ"

ผมพยายามเขย่าตัวมันเพราะมัน ดูตาปรือๆ ผมร้องไห้เหมือนคนบ้า พอถึงโรงพยาบาลก็แจ้งเจ้าหน้าที่ เอเข้าห้องฉุกเฉินไปแล้ว ส่วนผมก็ไปทำเรื่องทั้งน้ำตา ส่วนบ๊อบเองก็ไปทำแผล ผมพูดไม่รู้เรื่อง พนักงานถามแล้วถามอีก ผมจำเป็นต้องโทรหาพล เพราะชื่อเดียวที่คิดออกตอนนี้คือพล มันรับโทรศัพท์ พอได้ยินเสียงผมสะอื้นมันก็ตื่นแล้วบอกจะรีบมาทันที ผมนั่งร้องไห้อยู่ตรงโถงกลางโรงพยาบาลสุขุมวิท นั่งรออยู่นาน พลก็มาถึงมันกระหืดกระหอบเข้ามาหา

"เกิดอะไรขึ้น แก"

มันนั่ง ลงจับบ่าผม สายตามันตระหนกตกใจ

"เอ แก เอ มันอยู่ห้องฉุกเฉิน"

ผม สะอื้นไห้พูดออกไป

"หา เกิดอะไรขึ้น"

ผมส่ายหัว พอดีกับพนักงานที่นั่งมองดูอาการผมอยู่เข้ามาถามพล มันจึงโดนแยกออกไปเพื่อทำเรื่อง พลไปติดต่อที่เคาท์เตอร์ ผมก็นั่งร้องไห้กุมหน้าอยู่ที่เดิม ร้อนรนทุรนทุราย ยิ่งคิดไปยิ่งร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม บ๊อบมันเสร็จจากการทำแผลแล้วมันเดินมานั่งข้างๆ ผม ไม่พูดอะไร เพราะเห็นสภาพผมแล้วมันคงไม่กล้าที่จะพูดอะไร ผมนั่งร้องไห้อยู่นานพอสมควร  จนพลมันเดินมาหา

"แก น้องมันออกจากห้องฉุกเฉินแล้วนะ หมอบอกว่า เมา แล้วก็คิ้วแตก ฟกช้ำตามตัว ไม่มีอะไรมาก แต่รอผลตรวจตอนมันฟื้นอีกที"

ผม รู้สึกใจชื้นขึ้น โล่งใจเหมือนยกหินออกจากอก ผมสูดหายใจเข้าปอดให้ลึกที่สุด พยายามไล่น้ำตาออกไปจากตา แล้วหันมามองบ๊อบอย่างต้องการคำตอบ บ๊อบหลบหน้าผมทันที

"พี่ ผมแค่ไปกับมันนะ"

มันตอบเสียงเบา เหมือนกระซิบ

"ไหนเล่ามาซิ ไปทำอะไรกันมา"

พลเป็นคนถาม มันนั่งลงอีกข้างของบ๊อบ ตอนนี้มันอยู่ตรงกลางพอดี

"ก็เดี๋ยวนี้ไอ้ เอมันเครียดมากพี่ กินเหล้าทุกวันที่บ้าน แต่วันนี้มันโทรชวนแกมบังคับให้ผมไปกับมัน ก็คาราโอเกะ ในซอยนั้นล่ะพี่ มันกินเยอะไปหน่อย เมาแล้วมีคนมาหาเรื่อง มันก็เลยเป็นแบบนี้ล่ะ"

ผม กับพลเงียบ ผมสงสารเอขึ้นมาจับใจ นี่มันพยายามจะประชดแม่มันอยู่ มันถึงทำขนาดนี้

"แค่เหล้าเหรอ"

พลถามสายตาจ้องอยู่ที่บ๊อบ รายนั้นอึกอัก ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม

"ถามน่ะ ได้ยินไหม แค่เหล้าหรือเปล่าหรือมันมีอย่างอื่นด้วย"

พลทำเสียงดุ บ๊อบดูรนรานกว่าเดิม ผมก็รู้สึกอยากรู้ขึ้นมาเหมือนกัน

"กัญชา ด้วยพี่"

มันตอบเสียงเบาเหมือนมันไม่ได้พูด ผมหูผึ่ง นี่เอสูบกัญชาด้วยหรือ

"ไปเอามาจากไหน"

พลถามต่อเสียงดุ เหมือนเดิม

"วินมอร์ไซค์"

มันยังคงก้มมองพื้นตอบอ้อมแอ้ม ผมน้ำตาไหล จุกในอกพูดไม่ออก

"แค่นี้เหรอ มีอะไรอีก"

"โอ๊ย พี่ แค่นี้ล่ะ พี่จะถามทำไมซอกแซก"

มันเงยหน้าขึ้นมาโวยวาย จนผมสะดุ้ง

"จะบอกพวกฉันหรือจะให้พวกฉันบอกพ่อแม่เธอล่ะ"

พล ขู่เสียงเรียบจ้องหน้ามันแววตาพลดูเอาเรื่องไม่ยอมเหมือนกัน บ๊อบหลุบสายตาลงไม่ยอมจ้องหน้า

"ว่าไง"

พลแย็บต่อ

"เล่น โค๊กด้วยพี่ แต่สองสามวันแล้ว"

"หา ไปเอามาจากไหน"

พลอุทาน ผมงง โค๊ก แค่โค๊กทำไมต้องตกใจ พอภายหลังถามมันผมถึงเข้าใจ มันคือโคเคน ผมตกใจมากตอนรู้ด่าว่าเอไปเยอะเหมือนกัน

"เพื่อน"

"เพื่อนที่ ไหน รู้ไหม มันอันตราย"

พลจับบ่ามันให้มันจ้องหน้าแล้วตวาด

"เพื่อน จริงๆ พี่ มันบอกว่ามันขโมยมาจากพี่มันอีกที"

พลส่ายหน้า

"ถ้า พลาดขึ้นมาล่ะ อยากเข้าคุกกันใช่ไหม อยากเรียนจบแค่ ม ห้าเหรอ คิดบ้างสิ"

"โห พี่ ผมไม่ได้อยากลองนะ ไอ้เอ มันอยากลอง"

"แล้วทำไมเราไม่ห้าม เพื่อน"

พลแว๊ดใส่ ผมได้แต่นั่งฟังเพราะกำลังงว่าพวกมันหมายถึงอะไรกัน

"โหพี่ ตอนนี้ใครห้ามมันได้บ้าง มันไม่เชื่อใครเลย ผมเองก็ต้องคล้อยตามมัน"

บ๊อบ พูดแล้วหันมามองผม

"มันรักพี่มากนะพี่ แต่มันทำประชดแม่มัน ปกติมันไม่ใช่คนแบบนี้หรอก"

ควรจะดีใจหรือเสียใจดี ผมถามตัวเอง ผมนิ่งเหมือนโดนมนต์สะกด น้ำตายังไม่หยุดไหล นี่มันเกิดอะไรขึ้น มันล่วงเลยมาถึงเพียงนี้เชียวหรือ พลกับบ๊อบนั่งถกกันอยู่สักพักเราก็เข้าไปดูเอที่ห้องพักคนไข้ ผมปรี่เข้าไปหาที่เตียง พลกับบ๊อบอยู่อีกฟากของเตียง เห็นภาพมันนอนนิ่งอยู่ สภาพแบบนี้ ผมหัวใจสลาย เหมือนกำลังโดนใครกระทืบหัวใจอยู่ แม้เนื้อตัวมันจะดดนทำความสะอาดแล้ว หัวคิ้วซ้ายมีผ้าก็อตปิดอยู่ หน้าตาที่ฟกช้ำ ตามแขนขามีรอยขีดข่วน ผมนั่งลงข้างๆอย่างหมดกำลังใจ ร้องไห้ออกมากอดมันไว้

"เอ...........ทำไมทำแบบนี้ ทำไมทำแบบนี้ รู้ไหม ฉันใจจะขาด"

ผมพร่ำร้องไห้ออกมา น้ำหูน้ำตาเปรอะเปื้อน สะอื้นตัวโยน

"พอแล้ว เอ อย่าทำแบบนี้ อย่าทำแบบนี้ สงสารฉันบ้าง ...........เอ.............ฉันอยู่แบบนี้ไม่ได้นะ...............ฉันอยู่โดย ไม่มีเธอ.......ไม่ได้นะ"

ผมพูดคำเดิมย้อนไปย้อนมา อ้อนวอนกับร่างที่กำลังหลับไหล ลูบตามตัวมันอย่างแผ่วเบากลัวว่ามันจะเจ็บ พลเดินอ้อมมาดึงตัวผมออกจากมันเพราะยิ่งร้องไห้ผมยิ่งกอดมันแน่นขึ้น

"พอ แล้วแก ให้น้องมันพัก มันไม่เป็นอะไรแล้ว"

พลร้องไห้เหมือนกัน

"ฉัน เจ็บเหลือเกินแก ฉันเจ็บเหลือเกิน ทำไม ทำไมต้องเป็นแบบนี้"

ผมกอดพล ร้องไห้ สะอื้นจนเหนื่อยหอบ

"พี่ ผมขอโทษ ผมน่าจะห้ามมันให้ได้ ผมขอโทษ"

บีอบเองก็ร้องไห้ออกมา เราทั้งสามยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียง ส่วนเอนอนหลับเพราะยาและน้ำเกลือ รู้ไหมเอ ไม่ใช่เธอคนเดียวนะที่อยากให้ทุกอย่างมันดีกว่านี้ ไม่ใช่เธอคนเดียวนะที่เจ็บปวด ยิ่งเธอเจ็บ ฉันเองที่เจ็บกว่าเธอหลายเท่านัก ผมพูดกับตัวเองร้องไห้อยู่ข้างเตียง พลพาบ๊อบกลับบ้านผมนอนเฝ้าเออยู่จนเช้า ผมรีบกลับบ้านเห็นแม่นั่งอยู่หน้าบ้านด้วยสีหน้าวิตกกังวล พอเห็นหน้าแม่ผมก็วิ่งเข้าไปกอด ร่ำไห้อีกรอบ ผมเล่าให้แม่ฟัง แม่เองก็ตกใจแต่ผมไม่ได้เล่าทั้งหมดเล่าแค่ว่ามันมีเรื่องจนต้องเข้าโรง พยาบาล แม่ไล่ผมให้ไปอาบน้ำเพราะเสื้อที่เปื้อนเลือดจนเป็นคราบ หน้าตาที่มอมแมม แม่บอกให้ผมหยุดงานสักวันเพราะเห็นสภาพผมคงไม่ได้นอนทั้งคืน แต่ผมก็คงทำไม่ได้ ไม่อยากให้ที่ทำงานเขาระอา เพราะอาการที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เขาก็เอือมผมแล้ว ผมรีบไปอาบน้ำแล้วจะแวะไปหาเออีก แต่แม่ห้ามไว้บอกว่าจะจัดการเอง ผมจึงยอม

ผม ไปทำงานด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คอยโทรไปโรงพยาบาลตลอดทุกชั่วโมง ทำงานก็ไม่เป็นอันทำกระสับกระส่าย พลต้องคอยปลอบ ตอนสิบเอ็ดโมงผมโทรไปที่โรงพยาบาลอีกรอบ แต่พนักงานบอกว่า นาย เอกวรรศ ออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว พอสอบถามก็ต้องตกใจเพราะผู้ปกครองมารับออกไป ผมนั่งคิดหนัก อาจารย์ปริศนารู้เรื่องแล้ว ตายจริงมันจะเป็นยังไงต่อไป ผมกลุ้มขึ้นมาทันที

"เป็นไรแก หน้าดูไม่ดีเลย"

พลถามขึ้นตอน กินข้าวเที่ยง ซึ่งผมไม่ได้แตะเลยเขี่ยไปมา

"อาจารย์ปริศนามารับ เอกลับบ้านแล้วแก"

"หา รู้เรื่องแล้วเหรอ"

พลเองก็คงตกใจ

"ซวย แน่ๆ เอ เอ้ย"

พลพูดออกมา แล้วมองหน้าผมที่รู้สึกว่าจะซวยกว่า ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมันและรวมทั้งผมด้วย ผมเลิกกินข้าวแล้วเดินไปหน้าตึก ยืนเหม่ออยู่ตรงทางเดิน พลต้องรีบมาดึงแขนเข้าที่ทำงาน พอบ่ายแก่ๆ ผมก็รู้สึกปวดท้องเวียนหัว หน้าซีด จนเป็นลมไปเพราะไม่ได้กินอะไรเลย ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น ผมนอนอยู่ห้องพี่ภา พอฟื้นขึ้นมาก็เห็นพี่ภากับพลยืนมองอยู่

"เป็น ลมเลยนะโย ไม่กินข้าวบ้างล่ะเรา"

พี่ภาพูดด้วยเสียงที่เป็นห่วง

"เออ แก กินนี่ก่อนจะได้อุ่นท้องขึ้นมาหน่อย"

พลยื่นแก้วใบใหญ่ให้ เอามือแตะมันอุ่นๆ เป็นธัญพืชผสมน้ำร้อนผมค่อยๆจิบ รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

"อย่า คิดมากนักสิโย ดูสิโทรมไปเลยนะเรา"

พี่ภาพูดแล้วเข้ามาลูบหัว ผมยิ้มแห้งๆ พี่ภาอนุญาติให้ผมลากลับครึ่งวันโดยให้พลมาส่งที่บ้าน ความจริงผมไม่อยากจะลากลับบ้านแต่ดูจากสภาพแล้วคงฝืนทำงานต่อไม่ไหว ผมจำใจต้องกลับบ้าน ระหว่างทางก็งีบเพราะรู้สึกเพลียเหลือเกิน พอกลับถึงบ้านพลก็ลงมากินข้าวด้วย กับข้าวที่แม่ทำไว้ เอาไปอุ่น รู้สึกหิวขึ้นมา พอกินข้าวเสร็จก็นอนพัก จนหลับไป พลกลับบ้านไปแล้ว ผมนอนหลับเพราะเพลียกับพายุที่มันพัดโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว พัดซัดใจจนบอบสลาย ได้แต่ภาวนาให้พายุร้ายนี้สงบลงเสียที เผื่อใจมันจะได้พักบ้าง แม้สักเพียงเสี้ยววินาทีก็ยังดี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น