วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 43

"เอ นี่ฉันเอง"

ผมสะอื้นออกมา ลูบตามตัวมันอยู่ มันปรือตาขึ้นมาดู

"ตัว เองหรา ตัวเองมาแล้วหรา เค้าคิดถึงตัวเอง มากน้า"

มันพยายามจะดันตัว ลุกขึ้นมาแต่ก็ต้องล้มตัวลงไปอีกเพราะคงเวียนหัว มันดิ้นตัวงอเอามือกุมหัว

"เอ ไหวไหม"

ผมสะอื้นใจจะขาด ทั้งที่มันเมาเป็นเรื่องปกติเพราะผมเองก็เคยเห็นมาแล้ว แต่ครั้งนี้ทำไมผมถึงรู้สึกปวดใจยิ่งนัก

"หวาย เค้าหวาย"

"บ๊อบ ช่วยพี่หน่อย พี่จะพาเอกลับบ้าน"

ผมหันไปขอร้องบ๊อบที่ยืนเอ๋ออยู่ เพื่อนมันอีกสองคนลุกมาช่วยพยุง

"ปล่อยกูอ้ายเฮี้ย กูจาให้เมียกูจับคนเดียว"

มันตวาดพยายามลุก

"เอ"

ผม ได้แต่ร้องเรียกชื่อมัน เข้าไปพยุงมันใส่บ่า แต่ก็ต้องเซไปอีกทาง เพื่อนมันต้องประครองไว้

"มันไม่เคยเป็นอย่างนี้เลยนะพี่ พี่ทะเลาะกับมันเหรอ"

บ๊อบถาม ผมไม่ตอบได้แต่เม้มปาก มันคงไม่ได้บอกใคร

"มันกินเหล้าปกติมันจะคอยดูแลเพื่อน แต่นี่ มันคงเสียใจมาก"

"ขอบใจนะบ๊อบ ที่ช่วยดูแลเอให้ เดี๋ยวพี่พาเขากลับบ้านเอง ขอโทษนะ ที่เอมารบกวน"

ผมพูดทั้งน้ำตา มันหน้าซีดมือไม้สั่น

"ช่วยพี่พยุงหน่อย"

ผมขอร้องมันอีกที เพราะเอมันตัวใหญ่กว่าผมเยอะ อีกอย่างเพื่อนๆมันก็รูปร่างพอๆกัน

"อ้าย เหี้ย อย่ามาจับกู กูจะให้เมียกูจับคนเดียว"

มันยังตวาดเพื่อน จนบ๊อบเองผงะไม่กล้าแตะ

"เอ อย่าทำแบบนี้ ให้เพื่อนพยุงนะ เราจะได้รีบกลับบ้าน"

ผมพูดเสียงอ่อนโยน ลูบหัวมัน

"เพราะที่ ร้ากกูขอนะอ้ายเหี้ย กูถึงยอม"

มันยังมีฤทธิ์ด่าเพื่อน กว่าเราจะพยุงตัวมันลงจากห้องบ๊อบได้ก็ลำบากลำบนเพราะมันดิ้นตลอดเวลา พอถึงหน้าบ้านผมก็ให้เพื่อนมันอีกคนเรียกแท็กซี่ให้ ยัดตัวมันเข้าไปในแท็กซี่ได้ผมก็หันมาหาเพื่อนๆมัน

"ขอบใจนะ ที่ดูแลเอให้"

ผมพูดน้ำตายังไม่หายไปจากเบ้าตา พวกมันยืนเอ๋อไม่รู้จะพูดอะไรดี พอขึ้นรถได้ผมก็คว้าตัวมันมากอด บอกแท็กซี่ไปเอกมัย ผมคงต้องพามันกลับบ้านมันเองเพราะถ้าอาจารย์ปริศนารู้ ผมเองที่จะเป็นฝ่ายที่ลำบาก

"เค้าเสียจายน้า เค้าทำให้ที่ร้ากลำบาก"

มัน เพ้อ

"ไม่เป็นไรนะ เอ ไม่เป็นไร เวียนหัวไหม"

ผมจูบหน้ผากมัน ทั้งน้ำตา สะท้อนใจสงสารเหลือเกิน

"เค้า เกลียดแม่ เค้าเกลียดแม่ แม่ไม่เข้าใจเค้า"

มันร้องไห้ออกมา

"ไม่เอานะเอ อย่าพูดแบบนี้ อย่าพูดแบบนี้"

ผมพยายามกดเสียงสะอื้นไว้กัดปากตัวเอง ให้เสียงสะอื้นมันหายไป

"เอ ต้องเข้มแข็งนะ อย่ายอมแพ้ อย่าทำแบบนี้ ฉันทรมาน รู้ไหมเอ"

ผมร้องไห้ออกมา สะอื้นสุดกลั้นคนขับรถแท็กซี่คงจะแปลกใจ แต่ผมไม่คิดว่าอยู่บนรถแท็กซี่ไม่คิดอาย ผมพรมจูบใบหน้ามันด้วยคราบน้ำตา กว่าจะถึงเอกมัยก็เล่นเอาผมสะอื้นหลายรอบ พอลงจากรถมันก็คว้าตัวผมมากอดทั้งที่ตัวมันเซยืนไม่อยู่

"เค้ารักตัว เองมากน้า เค้ารักตัวเองมากกว่าใคร อยู่กับเค้าน้า อย่าทิ้งเค้าน้า"

มัน กอดผมร้องไห้ ผมยิ่งสะอื้นหนัก

"ฉันไม่ไปไหนเอ เราจะไปด้วยกัน เราจะเดินไปด้วยกัน เข้มแข็งไว้นะเอ"

ผมกอดมันอยู่นาน เออ๊วกออกมาผมต้องลูบหลังให้มัน ไม่อยากจะจากไปเลย แต่ก็อยู่ไม่ได้ ถ้าอาจารย์ปริศนามาเห็นทุกอย่างมันคงแย่ลงกว่านี้ ผมพยายามปลอบมันอยู่นานก่อนจะผลักประตูบ้านให้มันเข้าไป เอมันยื้ออยู่นาน ก่อนมันจะหันหลังเข้าบ้าน วินาทีที่มันละสายตาจากผม มันรู้สึกหวิวเหมือนเด็ดใจออกจากขั้ว ใจหายลอยไปไกลแสนไกลหวิวในใจ กลัวขึ้นมาจับใจผมถอยออกไปก้าวหนึ่งรอมันปิดประตูบ้าน แต่ผมยังยืนร้องให้อยู่หน้าบ้านมัน ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใจจะขาดทรมานใจปวดร้าวอย่างที่สุด ผมเอากำปั้นตีหน้าอกตัวเอง เพื่อให้มันเจ็บเตือนสติให้รู้ว่านี่มันเป็นเรื่องจริง นี่คือสัจธรรมที่ผมกำลังเผชิญอยู่ มรสุมความหนาวเหน็บปวดร้าวนี้มันกำลังเล่นงานผมอยู่ ผมสะอื้นไห้อยู่กับพื้นไม่อายใครไม่มีกะใจจะมองเห็นสิ่งอื่น ความเจ็บปวดที่มันถาโถมเข้ามามันบดบังทุกสิ่ง ภาพแผ่นหลังเอที่เดินลับตาเข้าบ้านไปมันยังแจ่มชัด ใจจริงอยากจะวิ่งไปกอดไว้ไม่ไห้ไปไหน แต่ผมก็ต้องปล่อยให้มันไป หวั่นใจเหลือเกิน ผมลากตัวเองกลับบ้านด้วยความทุกข์ทรมาน พอถึงบ้านแม่นั่งรออยู่ ผมโผเข้ากอดแม่ สะอื้นหนักจนจะสิ้นลม แม่ปลอบลูบหัวอยู่ ความในใจพรั่งพรูออกมา สิ่งที่เก็บไว้ในใจผมเพียงลำพังมันออกมาจนหมดเปลือก แม่นั่งกอดผมอยู่ลูบหัวเบาๆ จนผมเคลิ้มหลับไปตรงโซฟานั่นเอง

อาทิตย์ นี้ผ่านไปยากเย็นแสนเข็ญ ไปทำงานก็ไม่มีสมาธิ แม่เรียกผมเข้าไปสวดมนต์ด้วยทุกวัน เผื่อว่าผลจากการสวดมนต์มันจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นบ้าง มันก็ดีขึ้นนะตอนที่สวดอยู่หน้าพระ แต่พออยู่คนเดียวนรกในใจมันก็เข้ามากลืนกินหัวใจผมให้เปราะบางไปกว่าเดิม ผมคุยกับเอทุกวัน มันปิดเทอมแล้ว ผมยิ่งร้อนใจแทนที่ปิดเทอมผมน่าจะได้อยู่กับมันให้มากกว่าเดิม แต่กลับเป็นว่าเราโดนจับแยกจากกัน วันเสาร์ผมก็คุ้นกับการที่ตื่นขึ้นมาแล้วมีมันอยู่ข้างกาย แต่วันนี้เตียงมันว่างเปล่า เหงาขึ้นมาจับใจมองไปทุกที่ที่เคยมีมันยิ่งแปลบเจ็บลึกเข้าไปในทรวงอก ผมอดใจไม่ได้ที่จะกดโทรศัพท์ไปหาเอ แค่ได้ยินเสียง อย่างน้อยให้เสียงนั้นหล่อเลี้ยงชีวิตผมไปในแต่ละวัน พอจะเยียวยาความเจ็บปวดไปได้บ้าง

"เอ"


พอมันกดรับผมก็เรียกชื่อทันที


"ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าติดต่อกับลูกชายฉันอีก นี่พูดไม่รู้เรื่องใช่ไหม ห๊า ต้องให้ทำยังไงถึงจะเข้าใจ อย่ามาวอแวกับ ลูกชายฉันอีก"


ผมเหมือนหูฝาดไป เสียงอาจารย์ปริศนาแผดเสียงด่ามาตามสายโทรศัพท์ ผมอึ้งอยู่ตกใจ กดสายทิ้งไป ใสสั่นระริกกลัวหวั่นอยู่ในใจ ผมคิดไปต่างๆนานา นี่เกิดอะไรขึ้น ผมร้อนใจเป็นอย่างยิ่งไม่เป็นอันทำอะไร ผมคงต้องพึ่งบอมแล้ว


"บอม พี่โยเองนะครับ"


พอบอมรับสายผมก็พูดไป


"อ้อ ครับ ว่าไงครับพี่"


เสียงมันดูแปลกใจคงไม่คาดหวังที่ผมจะโทรหา


"เอ่อ เอเป็นอะไรหรือเปล่า"


ผมถามอ้อมแอ้ม


"หือ มีอะไรกันเหรอพี่ มันยังไม่ยอมคุยกับผมเลยครับ"


"เหรอ ยังไม่คุยกันอีกเหรอ"


ใจแป้วหมดหวังไป จริงสินะมันทะเลาะกันอยู่นี่ ผมวางสายจากบอมแล้วนอนคิดอยู่บนเตียง จะทำยังไงดี ผมแวบคิดถึงบ๊อบขึ้นมา ไวทันความคิดผมกดโทรศัพท์ไปหาบ๊อบทันที


"บ๊อบ พี่โยนะครับ"


"เอ้อ ครับพี่ มีอะไรครับ"


มันตอบตะกุกตะกัก


"เอ่อ เอไปหาเราบ้างไหม"


ผมก็อายที่จะถาม แต่ด้วยร้อนใจอยากจะรู้


"เอ่อ ไม่นี่ครับพี่ มีอะไรเหรอครับ"


"คือ พี่โทรไป เห็นเอไม่รับสาย คิดว่าจะไปหาเรา"


ผมตอบขาดๆหายๆ บ๊อบนิ่งเงียบไป ผมเองก็เงียบ


"คือ แม่มันยึดโทรศัพท์น่ะครับ"


ผมใจหายไปกว่าเดิม นี่อาจารย์ปริศนารังเกียจผมถึงเพียงนี้เชียวหรือ มือสั่นพูดไม่ออก ร้อนรน


"อ้อครับ"


ผมพูดออกไป เสียงสั่นสะท้าน ความคิดต่างๆหลั่งไหลเข้ามาในหัว ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี นี่ผมจนหนทางแล้วหรือ แค่คุยกันทางโทรศัพท์ยังไม่ได้ แล้วผมจะทำยังไงดี


"พอแล้ว ไอ้บ๊อบ"


เสียงที่คุ้นหูเหลือเกินดังลอดเข้ามาในสาย ผมเนื้อเต้นดีใจ


"เอ นั่นเอใช่ไหม"

ผมตะโกนร้องถามบ๊อบไป


"เอ่อ ไม่ใช่พี่ แค่นี้ก่อนนะครับ"


มันตัดสายไป ผมพยายามโทรไปใหม่หลายรอบมันก็ไม่ยอมรับสาย ใจร้อนรนเหลือเกิน ผมอยู่ไม่ได้แล้วผมรีบอาบน้ำออกจากบ้านไปที่บ้านบ๊อบทันที พอถึงก็โทรหามันแต่มันก็ยังไม่รับสาย ผมกดกริ่งหน้าบ้าน กดอยู่นานก็ไม่มีใครมาเปิดประตู ตกลงไอ้นี่มันอยู่บ้านคนเดียวหรือไงนะ สักพักก็มีหญิงวัยกลางคนมาเปิดประตู ผมทำท่าเงอะงะก่อนยกมือไหว้


"ผมมาหาน้องบ๊อบครับ ไม่ทราบว่าอยู่ไหม"


"อ้อ คุณบ๊อบเหรอคะ อยู่บนห้องน่ะค่ะ"


ป้าแกตอบมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า


"ผมขอเข้าไปเจอน้องบ๊อบได้ไหมครับป้า"


ผมทำสายตาวิงวอน ป้าแกยอมหลับจากประตูให้ผมเข้าบ้านไป


"อยู่บนห้อน่ะค่ะ เดี๋ยวป้าไปบอกให้"


"อ้อ ไม่เป็นไรครับ ผมเคยมาแล้วเดี๋ยวผมเดินขึ้นไปเอง ผมมาคุยกับน้องเขาแป๊บเดียวครับป้า เดี๋ยวก็กลับแล้ว"


ผมบอกปัดเพราะกลัวว่าพอบ๊อบมันรู้ว่าผมมาหามันจะไม่ยอมเจอ ผมเดินตรงขึ้นไปชั้นบนตรงห้องนอนของมัน เคาะประตูอยู่สักพัก ประตูก็เปิดออก ผมผงะถอยออกมาเพราะควันโขมงลอยออกมาจากห้อง


"เฮ้ย พี่"


มันทำหน้าตกใจเหมือนเจอผี เหรือไม่ก็โจทก์เก่า ผมยืนมองอยู่อย่างตกใจเช่นกัน


"พี่เข้าไปได้ไหม"


ผมพูดขึ้นเพราะกลัวเว้นช่องนานมันจะปิดประตูเสียก่อน


"เอ่อ ไม่ดีกว่า"


"ไม่เป็นไร พี่เข้าไปหน่อย"


ผมแทรกกายดันตัวเองเข้าไปในห้องมันทันที ผมยินนิ่งเพราะภาพที่ม่านตาผมรับรู้คือเอ ยืนอยู่ริมระเบียงสูบบุหรี่อยู่ มันหันมามองผมแล้วตกใจ ทิ้งบุหรี่ในมือลงพื้นแล้วเอาส้นเท้าขยี้ทั้งที่มันเป็นไฟ มันคงลืมตัวพอส้นเท้าแตะกับก้นบุหรี่มันก็กระโดดโหยง ผมยืนมองนิ่งอยู่ตาค้างไม่พูดอะไรสักคำ


"ตัวเอง มาทำไมที่นี่"


มันพูดหลังจากกลับมาเป็นปกติ มันเดินเข้ามาหาผม บ๊อบเองก็ยืนเคว้งคว้างอยู่ข้างหลังผม คงทำตัวไม่ถูก


"เป็นห่วง อยากเห็นหน้า"


ผมกัดฟันพูดรู้สึกโกรธมันขึ้นมา มันเครียดมากจนถึงต้องเสพสิ่งแบบนี้ด้วยหรือ


"เอ่อ เค้าไม่เป็นไร ว่าจะโทรหาอยู่เหมือนกัน"


มันพูดอ้อมแอ้ม ใจผมเต้นแรงหน้าแดงร้อน รู้สึกน้ำตามันปริ่มๆออกมาอีกแล้ว เกลียดตัวเองเสียจริง ทำไมกลายเป็นคนเจ้าน้ำตาไปเสียแล้วนะ


"อืม คงไม่เป็นไรแล้วจริงๆ งั้นฉันกลับแล้ว เอ ดูแลตัวเองด้วยนะ ฉันเป็นห่วง"


ผมพูดเสียงราบเรียบ ไม่มีขึ้นต่ำสูง พูดจบก็หันหลังกลับทันที แต่ลดเสียงลงต่ำจนเหมือนมันลอดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ มันเบาแผ่วไม่มีเรี่ยวแรง


"ตัวเอง อย่าไปนะ เค้าขอโทษ เค้าเครียด เค้า"


มันเข้ามากอดไว้ บ๊อบทำหน้าเหรอหรา มันเกาหัวแล้วเดินออกจากห้องปิดประตูไป


"แม่ยึดโทรศัพท์เค้า ไม่รู้จะโทรหาตัวเองยังไง เค้าไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลย เค้าคิดถึงตัวเองมากนะ"


ผมยังนิ่งอยู่ไม่พูดอะไรสักคำ ไม่รู้จะพูดอะไร อย่างที่ใจมันคิดอยู่ น้ำตาผมไหลออกมา ปวดร้าวใจเป็นที่สุด


"ตัวเอง พูดกับเค้าหน่อยสิคะ อย่าเงียบแบบนี้เขาไม่ชอบ พูดกับเค้าบ้าง อย่าทำแบบนี้"


มันอ้อนวอนแต่ผมยังนิ่งอยู่ไม่ยอมหันกลับมาเจอหน้ามัน เอมันซุกอยู่ตรงคอ ผมสะอื้นออกมาเท่านั้นเองมันก็จับตัวผมหันหน้าเข้าหามัน


"ตัวเอง เค้าขอโทษ เค้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว เค้าขอโทษ ตัวเองอย่าโกรธเค้าน้า"


มันร้องไห้ออกมา ผมมองหน้ามันไม่ชัดเพราะม่านน้ำตามันปิดบังตาไว้จนพร่าเลือน


"ทำไมทำแบบนี้เอ"


ผมพูดออกไปเสียงสั่น


"ทำไม ทำร้ายตัวเองแบบนี้ แค่นี้ยังทำให้ฉันเจ็บไม่พอเหรอ รู้ไหม เวลาที่เห็นเธอเป็นแบบนี้ คนที่เจ็บปวดทรมานที่สุด คือ ฉัน"


ผมร้องไห้ออกมา สะอื้นอยู่ในอกของมัน


"เค้าขอโทษ ตัวเองนะนะนะ อย่าโกรธเค้าน้า เค้าจะไม่ทำอีกแล้ว เค้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ยกโทษให้เค้าน้า"


มันร้องไห้อ้อนวอน พร่ำพรรณาอยู่ ผมได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง เพราะตอนนี้หูอื้อตาลายไปหมดแล้ว ในใจมีหลายคำอยากจะตำหนิมัน แต่ก็ได้แต่กลืนมันลงไปกับน้ำตา มันกอดผมแน่นอยู่อย่างนั้นนานแสนนาน จนพายุในใจผมสงบลง ผมผละออกจากอกมันแล้วนั่งลงที่ปลายเตียง ผมเอามือขึ้นลูบหน้ามันอย่างพิจารณา ใบหน้ามันดูตอบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด เบ้าตาก็เริ่มคล้ำ ตาแดง กลิ่นบุหรี่ตลบอบอวลไปทั้งตัว น้ำตายังซึมออกมาจากหางตา


"เค้าสัญญา เค้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว"


มันพูดแล้วมองหน้าผม สายตามันน่าเห็นใจยิ่งนัก ไม่ว่าจะด้วยอะไรสำหรับเหตุการณ์วันนี้ แต่ผมไม่คิดจะติดใจอะไรกับมัน ยิ่งเห็นมันเป็นแบบนี้ผมยิ่งรักยิ่งสงสารมันจับใจ


"ไม่เป็นไร เอ ฉันขอได้ไหม ถ้ารักฉัน ดูแลตัวเองดีๆ อย่าให้สิ่งเหล่านี้มันครอบงำเราได้"


ผมพูดแล้วเกลี่ยนิ้วคลอเคลียอยู่บนใบหน้าของมัน ผมจูบที่แก้มอย่างอ่อนโยน ขอให้รอยจุมพิศนี้เป็นกำลังใจนำพาให้มันและผมผ่านพ้นช่วงเวลาโหดร้ายนี้ด้วย เถิด ผมอ้อนวอนในใจ มันจูบหน้าผากผมอยู่เนิ่นนาน สักพักผมก็พามันไปหน้ารามฯ ไปนั่งเล่นในรามฯเผื่อบรรยากาศจะทำให้ใจชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง


"ตัวเองไม่โกรธเค้าน้า"


มันยังคงคลอเคลีย


"อืม อย่าทำแบบนี้อีกนะเอ"


"คร้าบบ คนดีของผม"


มันกอดแล้วหอมแก้ม ทำไมนะเวลาที่คนเรามีความสุขความทุกข์มันมักจะเบียดตัวเข้ามาแทรกอยู่ร่ำไป แต่ผมบอกกับตัวเองไว้ว่า ต่อให้ทุกข์สักแค่ไหน ต่อให้เจออุปสรรคอีกสักเท่าไหร่ ผมก็จะยังรักมัน กอดจูบมันอย่างนี้ต่อไป ขอให้รักที่เต็มเปี่ยมดวงใจมันนำทางให้เราสองคนไปสู่สิ่งที่เราปรารถนาที เถิด  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น