วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 36

หลังปีใหม่ ทุกอย่างในชีวิตดูจะราบรื่น ผมยังคงไปทำงานตามปกติ แม่เองก็ไปสอนสลับกับการไปวัดเดี๋ยวนี้ไปทุกอาทิตย์เลย แม่บอกว่าสบายใจดี ได้เจริญภาวนาอยู่ในศีลในธรรม เอ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้ว หลังจากวันสิ้นปี ความรู้สึกที่มีต่อมันปกปิดไม่ได้แล้ว แต่เวลาอยู่ต่อหน้าแม่ผมก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด มันเองก็ทำตัวเป็นปกติ แม่จึงอาจจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่รู้สิแต่ผมอยากเจอหน้ามันทุกวัน ท่าจะเป็นเอามาก เวลาเลิกงานก็นัดเจอกัน ส่วนมากเป็นเมเจอร์เอกมัยเพราะใกล้บ้านมันและใกล้ผมเองด้วย บางวันแค่เจอหน้ากันเดินด้วยกันมาที่ป้ายรถเมล์ตรงหน้าวัดธาตุทอง ไออุ่นของรักมันแผ่ออกมาทำให้ชื่นใจหล่อเลี้ยงชีวิตไปได้ วันไหนที่ผมไม่เจอรู้สึกทรมานใจเหมือนขาดไอรัก ใจจะขาดเอาเสียให้ได้

วันนี้ ผมเลิกงานแล้วนัดมันที่เซ็นทรัลเวิลดิ์ ไม่มีอะไรมากแค่อยากเดินด้วยกัน พลขับรถมาส่งเพราะมันเองก็บอกว่านัดเด็กไว้แถวนนี้เหมือนกัน

"สรุปแก เอาแน่แล้วเหรอกับเอน่ะ"

พลถามขึ้นตอนที่รถติดไฟแดง ผมมองออกไปนอกรถสายตามองไปไกลแสนไกล ผมถอนหายใจ

"ไม่รู้สิแก แต่ตอนนี้ฉันห้ามตัวเองไม่ได้แล้ว มันถลำลึกไปเกินกว่าจะเรียกมันกลับคืนมาแล้ว"

ผมพูดเสียงเนิบราบเรียบ แต่เครียดเหลือเกิน พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ผมก็อดไม่ได้ที่จะวกกลับไปคิดถึงแม่ กับอาจารย์ปริศนาไม่ได้

"เอาเถอะ แก คิดอะไรมากมาย คนรักกันก็ดีกว่าเกลียดกัน จะคิดอะไรมาก ผู้ใหญ่เขาคงเข้าใจ"

พลปลอบใจ ผมเองก็รู้สึกดีที่เพื่อนเข้าใจ แต่ลึกๆแล้วความมืดมิดที่รออยู่เบื้องหน้าผมยังหาแสงใดที่จะส่องทางไปไม่มี พลขับรถเข้าไปในสยามพารากอน พอแยกจากพลผมก็เดินต่อไปที่เซ็นทรัลเวิลดิ์ เอโทรมาพอดี

"ถึงไหนแล้วคะ"

เสียงแจ่มใจกรอกมาตามสาย

"กำลังเดินไป เธออยู่ไหนแล้วล่ะ"

"เค้ารออยู่ลานน้ำพุที่เดิม ร้อนอ่ะตัวเอง เค้าอยากกินไอติม"

"อืม เดี๋ยวถึงแล้วรออยู่ตรงนั้นล่ะ"

ผมวางสายแล้วรีบเดิน รู้สึกมีจุดหมายปลายทางที่จะไป ผมเดินจ้ำเร็วเป็นพิเศษ พอถึงลานน้ำพุข้างหน้าห้างเห็นมันนั่งแผ่อยู่ตรงม้านั่งที่เดิมที่เราเคยนั่ง มันยังใส่ชุดรด อยู่เลย แต่เอาเสื้อออกข้างนอกกางเกง ใจเต้นแรง ร้อนหน้าอีกแล้ว ผมเป็นแบบนี้ประจำกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วเวลาเจอหน้ามัน เอยิ้มให้แต่ไกล

"เหนื่อยไหม"

ผมถามแล้วนั่งลงข้างๆมัน

"หายเหนื่อยแล้ว เจอหน้าที่รักแล้วหายเหนื่อยเลย"

มันทำหน้ากวนๆ ผมได้แต่ยิ้มเขินอายอยู่

"เข้าไปข้างในเถอะ ร้อน"

ผมชวนแล้วเดินนำหน้ามันทันที แล้วก็เป็นปกติที่มันจะมาดึงเอากระเป๋าสะพายของผมไปสะพายแล้วเกาะบ่า หรือไม่ก็เกาะเอว ตอนแรกผมไม่อยากให้มันจับเพราะอายคน แต่ตอนนี้ ผมขาดมันไม่ได้แล้ว ถ้ามันไม่จับผมเองที่เป็นคนไปจับมัน สรุปตอนนี้ผมตกลงไปในหลุมแห่งรักนี้แล้ว ทั้งที่รู้ว่าก้นหลุมมันมีแต่หนามคมเสียดแทงให้เจ็บปวด แต่ผมเลือกเอง ผมยอมทนเจ็บปวด ห้ามใจยากดีนักก็ปล่อยให้มันเป็นไป

เราเดินอยู่ชั้นสามดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย เดินไปจนเห็นร้านขายไอศครีมตรงโถงทางเดินเรานั่งกินไอศรีมอย่างสบายใจ มันเข้ามานั่งเบียดเหมือนเคย ไม่เคยคิดที่จะอายใครเลย ผมเองก็ยิ่งหน้าแดงเขินอายไม่รู้สึกชินเสียที แม้จะชอบแต่ก็อายอยู่ เพราะสังเกตุเห็นคนมองกันใหญ่

"โย"

เสียงเรียกที่แต่ก่อนคุ้น เคยดี แต่เดี๋ยวนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยได้ยินมันจากไหน พี่ตั้ม มากับนัทเหมือนเดิม ทำไมนะ โลกมันแคบเสียจริง คนที่ไม่อยากเจอที่สุดกลับมาคอยหลอกหลอน อยู่ตลอดเวลา ผมเงยหน้าขึ้นมอง เอมันทำตาขวางใส่ทั้งคู่

"ต๊าย โลกกล๊มกลมเนอะ เจอแกบ่อยมากเลยช่วงนี้"

เสียงที่ดัดจริตทำลายโสตประสาท

"มา กินไอติมเหรอโย"

พี่ตั้มถาม ผมมองหน้าเอแล้วหันไปพยักหน้าให้พี่ตั้ม ตอนแรกว่าจะยกมือไหว้เสียหน่อย แต่พอนัทมันพูดขึ้นเลยหมดอารมณ์

"ออก หน้าออกตานะแกช่วงนี้ ดูสิพี่ตั้ม หน้าโยเค้าผ่องนะเดี๋ยวนี้ กินเด็ก"

มันแขวะตามสันดานเดิมของมัน ผมไม่สนใจ เอถลึงตาใส่ ผมเอามือจับขามันไว้

"คือว่า เราอยากจะสวีทกันสองต่อสองนะนัท จะคุยอีกนานไหม"

ผมพูดขึ้น ไม่อยากจะพูดแบบนี้แต่ไม่อยากเจอสิ่งที่ทำลายความรู้สึกดีๆ

"แหม อีนี่ แค่ทัก กระแดะ"

"ไม่จำเป็นต้องทักนะแก เพราะเราไม่ได้รู้จักกันดีขนาดนั้น"

ผมจ้องหน้ามันเพราะรู้ว่ามันคง วี๊ดขึ้นแน่ๆ

"อีห่า กูอยากรู้จักมึงนักนี่ อีดอก"

มันเกรี้ยวกราดใส่ พี่ตั้มดึงแขนมัน

"รู้ก็ไปสิ รำคาญ"

ผมพูดจบ แล้วหันมากินไอติมกับเอต่อ เสียงมันด่าขรมอยู่ คนมองแต่ผมไม่สนใจแล้ว รำคาญจริงๆ รู้สึกว่าตัวเองมีฤิทธิ์มีเดชมากขึ้นทุกวัน เพราะปกติจะเป็นฝ่ายเงียบ แต่พักนี้ชักทนไม่ไหวต้องฉะกับมันสักหน่อย เพราะคนเราบางคนมองตัวเองไม่ออกหรอกเวลาที่เราพูดให้คนอื่น อย่างน้อยก็เป็นกระจกเงาสะท้อนไปให้มันละกัน

เรากินเสร็จก็เดินเล่น ไปเรื่อยๆ จนเกือบสองทุ่ม ผมชวนมันไปกินข้าวมันไก่ประตุน้ำเดินไปอีกหน่อย เรากินเสร็จก็เดินมาหน้าบิ๊กซีขึ้นรถเมล์สาย ๕๑๑ กลับ เอมันมาลงพร้อมผมที่อ่อนนุช มันไปส่งถึงบ้านประจำแล้วมันค่อยกลับบ้าน ผมเพิ่งรู้สึกตัวเองว่ามันเป็นแฟนผมจริงๆ นี่ล่ะคือสิ่งที่ผมปรารถนาจากใจเบื้องลึกที่สุด ในซอยอ่อนนุชรถยังคงติดเป็นปกติ เรานั่งสองแถวเข้าบ้านยืนเบียดกับคนเหมือนเคย ดูเหมือนมันจะชอบยืนมากกว่านั่งเพราะเวลายืมมันได้กอดหรือเบียดผม ไม่ได้อายสายตาใครเลย เวลาคุยกันหน้าก็ห่างจากผมไม่ถึงคืบ  เราถึงหน้าบ้านผมเกือบสามทุ่ม

"กินน้ำก่อนไหม"

ผมถามแล้วเปิด ประตูบ้านเข้าไป

"ก็ดี อยากกินน้ำมะตูมอยู่พอดี"

มันพูดอย่าง อารมณ์ดีแล้วเอามือฉุดตัวผมมากอด

"เอ้ย เอ ทำอะไร เดี๋ยวใครก็มาเห็น"

ผมตกใจสะดุ้งแต่ก็ไม่ขัดขืน

"กอดหน่อยสิคะ เดี๋ยวเข้าบ้านก็ไม่ได้กอดแล้ว รู้ไหม เวลาที่เราทำตัวห่างเหินกันอยู่หน้าผู้ใหญ่น่ะ เค้าปวดใจที่สุด อยากอยู่กันแค่สองคนจะได้ทำอะไรไม่ต้องอาย"

"บ้าเหรอ เรามีแม่นี่ ทำอะไรก็ต้องหักห้ามใจ ปล่อยได้แล้ว รู้ว่าอยากทำ แต่อดใจไว้บ้าง"

"อ่า เขาไม่ชอบฝืนใจตัวเองอ่า มันทรมาน เจอหน้ากัน อยู่ใกล้กันแค่เอื้อมได้แต่มอง"

ผมแกะมือมันออกเพราะกลัวใครมาเห็น ไม่ได้กลัวหรอกว่าใครจะมองว่าเป็นเกย์ แต่ความเกรงใจแม่ยังมีอยู่มากแค่นี้แม่ก็คิดหนักเรื่องผมจะแย่อยู่แล้ว ผมเดินเข้าบ้านแล้วให้มันรออยู่ที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน ผมเดินเข้าครัวไปเอาน้ำมะตูมมาให้มัน มันยังคงยิ้มอยู่อย่างสุขใจ ผมเองก็รู้สึกเป็นสุขมากเวลาเห็นรอยยิ้มของมัน นี่กระมังที่เป็นแรงพลังทำให้ผมหักห้ามใจไม่อยู่ แววตาที่ไม่มีความในใจเจือบนสื่อแค่ความรู้สึกรักมาให้ ผมจะต้านมันยังไงไหว

"อ้าว ทำไมถอดรองเท้าล่ะ"

ผมถามเพราะเห็นมันถอดรองเท้าคอมแบ็ตออกแล้วเอารองเท้าแตะไปใส่ จะว่าไปแล้วเอกลายเป็นสมาชิกอีกคนของบ้านผมไปแล้ว ของใช้ส่วนตัวของมันอยู่ที่บ้านเยอะเหมือนบ้านของมันเอง

"เอาไว้นี่ ล่ะเดี๋ยวค่อยมาเอา มันไม่สบายเท้า"

"ถอดถุงเท้าด้วยสิ เดี๋ยวจะได้ซัก"

ผมบอกมันจึงยอมถอดถุงเท้า เพราะไหนๆก็ใส่รองเท้าแตะแล้วจะใส่ถุงเท้ากับรองเท้าแตะมันดูแปลกๆ

"แล้วจะ ไม่ให้เค้ารักตัวเองได้ยังไงล่ะคะ น่ารักแบบนี้"

"เวอร์ รีบกลับบ้านเถอะเดี๋ยวดึก"

ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนที่หน้าผมจะแดงไป มากกว่านี้

"ไม่อยากจะกลับเลยอ่ะ อยากอยู่ด้วย"

"เดี๋ยวค่อยเจอ เจอบ่อยเดี๋ยวก็เบื่อ"

"ไม่มีทาง ยิ่งเจอยิ่งรัก ยิ่งเห็นยิ่งคิดถึง"

หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดทั่วร่าง ผมยิ้มอย่างสุขใจ แต่ก็ต้องยอมให้มันรีบกลับไปก่อนเพราะพรุ่งนี้ผมก็ต้องทำงาน มันเองก็ต้องไปโรงเรียน แต่กว่าจะกลับก็เกือบสี่ทุ่ม ดึงหน้าดึงหลังไม่ยอมสักที ผมกว่าจะได้อาบน้ำปิดบ้านก็เกือบห้าทุ่ม แม่นอนไปแล้ว ผมนอนอยู่บนเตียงแวบหนึ่งในใจรู้สึกคิดถึงอีกคนที่เคยนอนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยสบายใจหรือหลับสนิทถ้ามีใครมานอนด้วย แต่มันเป็นคนที่ผมอยากจะแทรกกายเข้าหาอย่างไม่รู้จักเบื่อ ไม่ได้รู้สึกรำคาญ อยากจะนอนอยู่ในอ้อมกอดอยู่อย่างนั้น ผมมองดูหมอนที่มันเคยหนุนในความมืดแล้วคว้ามากอด เสียงโทรศัพท์สั่นปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ส่วนตัว ผมเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มาดู เอ นั่นเอง

"อาโหล ที่รัก นอนหรือยังคะ"

เสียง มันแจ่มใสผ่านสายมา

"ยัง แล้วเธอยังไม่นอนเหรอ"

"เค้านอนไม่ หลับอ่า คิดถึงตัวเอง"

"แล้วไม่อ่านหนังสือเหรอ อ่านไปสิจะได้นอนหลับ"

"ไม่เอาอ่ะ อยากกอดตัวเอง"

มันอ้อน

"บ้า เหรอ ไม่เอาแล้ว จะนอนแล้ว"

"ไม่เอาอ่า คุยกับเค้าก่อน เป็นกำลังใจให้เค้าก่อน"

"นี่เธอ ตกลงไม่ต้องนอนเหรอ ฉันง่วงนะ พรุ่งนี้ต้องทำงาน หักห้ามใจบ้าง"

ผมแว๊ดใส่

"อ่า ดุเค้าอ่า ห้ามใจแล้ว แต่หยุดคิดถึงตัวเองไม่ได้เลยสักนาที"

"เวอร์ ไปๆ ไปนอนเดี๋ยวตื่นสาย"

ผมกดวางสายไปทันทีเพราะถ้ามัวคุยเยิ่นเย้อคงไม่ต้องนอนกันแล้วคืนนี้ เดี๋ยวนี้มันโทรหาผมบ่อยมาก เวลาทำงานก็ส่งข้อความมาตลอด รู้สึกดีนะ แต่ก็กลัวว่ามันจะเป็นแค่่ช่วงนี้ ช่วงที่มันหลง มันโทรเข้ามาอีกแต่ผมก็ไม่รับสายแล้ว คิดนั่นคิดนี่แล้วเผลอหลับไป

วันเสาร์ ผมตื่นเช้าตามปกติ วันนี้แม่ไม่ไปวัดแต่เตรียมออกข้อสอบปลายเทอมไว้ เพราะช่วงที่สอบที่วัดเขามีงานสมโภชน์แม่ต้องเตรียมตัว เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้สอนเอแล้ว เพราะมันดูเหมือนจะรู้เยอะกว่าผมเสียอีกด้วยซ้ำ แต่ทักษะการเขียนของมันยังอ่อนอยู่ แต่ก็ไม่มากนัก วันหยุดทีไรมันก็มักชวนออกไปข้างนอก ผมทำกับข้าวในครัว แต่ก็อดชะเง้อออกมาดูไม่ได้เพราะเอมันมาถึงแล้ว คุยกับแม่อย่างสนุกสนาน

"ตัว เอง  วันนี้พาเค้าไปสวนหน่อยดิ เค้าอยากไป"

มันเดินเข้ามาในครัว แล้วยืนอยู่ห่างๆคงกลัวแม่จะมาเห็น

"ร้อนจะตาย"

"น่านะ พาเค้าไปหน่อย"

"อืม ไปขอแม่สิ"

ผมบอกแล้วทำหน้าทะเล้นใส่มัน มันก็เดินออกไปหาแม่ทันที

"พี่โย แม่อรให้ไปแล้ว"

มันตะโกน เสียงดัง คงไปคุยกับแม่แล้ว ผมอมยิ้มอยู่คนเดียว พอกับข้าวเสร็จก็ตักไปวางที่โต๊ะ เรียกแม่กับเอมาทานข้าว เวลาอยู่ต่อหน้าแม่เอมันดูมีระยะห่างกับผม เรียกพี่ทุกคำ เวลาพูดก็ไม่ค่อยมองผม คุยอยู่แต่กับแม่ แต่มีหันมาทำหน้าทะเล้นใส่ตอนแม่เผลอ ผมมีความสุขจังเลย สรุปผมก็ต้องพามันไปเดินสวนจตุจักร ผมขึ้นไปอาบน้ำส่วนมันก็คุยอยู่กับแม่ข้างล่าง

"ตัวเอง เค้าเปลี่ยนกางเกงดีกว่า ไม่อยากใส่ยีนส์ไป ร้อน"

มันเข้ามาในห้อง ตอนที่ผมกำลังทาครีมอยู่ ผมพยักหน้า มันถอดกางเกงทันที ผมไม่เขินอายแล้ว เวลามันทำอะไรแบบนี้รู้สึกชิน

"นี่เห็นมั้ย เค้าใส่กางเกงในที่ตัวเองซื้อให้ด้วยน้า"

มันอวดแล้วทำท่าจะเดินเข้า มาหา

"รีบใส่สิกางเกงน่ะ จะมาโชว์ทำไม รู้แล้วว่าใส่"

ผมเมินหน้าหนี ร้องห้ามมันไว้ก่อน มันถึงยอมเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า มันหยิบกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อนๆยาวแค่เข่ามาสวม ผมเองก็ใส่ขาสั้นแต่เป็นกางเกงยีนส์ตัวเก่าที่เอามาตัดขา สีซีดใส่จนผ้านุ่มไม่เหมือนยีนส์แล้ว

"เอาหมวกไปด้วย เดี๋ยวร้อน"

ผมบอกแล้วลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าสะพายมายื่นให้มัน เราออกจากบ้านเกือบสิบเอ็ดโมงแดดกำลังเปรี้ยง นั่งรถสองแถวออกไปหน้าปากซอยแล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า

"จะไปซื้ออะไร เหรอ"

ผมถามตอนนั่งอยู่บนรถไฟ

"ไม่รู้ ไปเดินเล่นๆ อยู่บ้านก็จู๋จี๋กันไม่ได้สิ วันนี้แม่อรอยู่นี่"

"แหม จอมวางแผน ยังกะออกมาข้างนอกจะทำได้"

"ทำได้ดิ นี่ไง"

มันโน้มหน้ามาจะ หอมแก้มผมทันที หน้าผมแดงขึ้นทันทีผมหยิกมือมัน เพราะคนที่อยู่บนรถไฟไม่ใช่น้อย ทุกสายตาหันมามอง ใจผมเต้นตึกตักผมค้อนมันวงใหญ่

"จะบ้าเหรอ หัดอายคนซะบ้าง"

ผมพูดเสียงเบาก้มหน้า อายหน้าแดงอยู่ มันยิ้มอย่างพอใจ

"ไม่อายอ่ะ มองไม่เห็นใครนอกจากตัวเอง"

ผมก้มหน้ามองนิ้วเท้าของตัวเอง ไม่พูดกับมันแล้ว เดี๋ยวมันจะยิ่งกำเริบ แต่มันก็ไม่ใช่จะยอมแพ้ง่ายๆ มันเอาแขนมาพาดที่บ่าผมเอามือมาลูบผมไปมา

"นอนดีกว่า"

มันพูดหน้าตาเฉยแล้วเอาหน้าซบลงมาที่บ่าของผม ใจผมเต้นตึกตัก โอ๊ย จะให้อายคนไปถึงไหน ผมร้อนรนเหงื่อผุดขึ้นเป็นเม็ดๆ เสียงซุบซิบกัน ทุกสายตาที่อยู่แวดล้อมผมคงกำลังมองมา มันไม่ทำท่านอนเฉยๆ แต่เอาหน้าถูไปถูมาบนบ่า อยากจะผลักหัวมันออกแต่ตอนนี้เหมือนผมขยับตัวไม่ได้ อายมากๆมันเป็นอย่างนี้นี่เอง จนถึงสถานีอโศก คนเข้ามาในรถไฟเยอะจนเกือบแน่น ความอายมันจึงลดลงเพราะคนที่เห็นคือคนที่อยู่ต่อหน้าผมเท่านั้น ผมจึงรู้สึกดีขึ้น แต่พอถึงสยามคนก็ลงจากรถไฟจนรถโล่งคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาก็ไม่เยอะเท่าเมื่อ ครู่ ผมพยายามผลักหัวมันออก

"ไม่เอา เค้าจะนอน"

มันพูดเสียงดัง ดีกรีความอายมันยิ่งเพิ่มทวีคูณ คนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาก็มอง ตัวผมแข็งแต่หน้ายังแดงหัวใจก็ยังเต้นแรงถี่ยิ่งกว่าเดิม มีเด็กวัยรุ่นเข้ามาตรงตู้ที่ผมอยู่เยอะพอสมควร มาเป็นกลุ่มๆ เสียงซุบซิบดังกว่าเดิม โอย เมื่อไหร่จะถึงสักที พอเสียงประกาศบอกสถานีหน้าคือสะพานควาย ผมก็สะกิดบอกมัน

"นี่ เอ จะถึงแล้วลุก เอาหน้าออกไป"

มันถึงทำท่างัวเงียเอาหัวออกจากบ่าผม ผมจิกสายตาด่ามัน แต่มันกลับยิ้มเหมือนแกล้งผมได้ คอยดูนะ ผมฝังแค้นไว้ในใจ

"ไหน อ่า ต้องไปลงหมอชิตนี่"

"ลงสะพานควายนี่ล่ะเดินหน่อยเดียว ขึ้เกียจเดินย้อน"

ผมบอกแล้วมองไปรอบๆ เด็กวัยรุ่นที่ยืนอยู่มองมาที่เรา พวกนั้นยิ้มแล้วหันไปซุบซิบกัน เอาวะไม่รู้จักกันหรอก อายไปหน้าก็แดง เก็บอาการดีกว่า พอรถไฟกำลังจะจอดที่สถานีสะพานควาย ผมก็ลุกออกไปยืนรอหน้าประตู กะว่าประตุเปิดจะรีบเผ่นทันที มันเดินมายืนข้างหลังแล้วกอดคอ เอามือทำท่าจัดทรงผมที่มันทำให้ยุ่งเมื่อครู่ให้เข้าที่ รู้สึกโดนสายตาหลายคู่มอง พอประตูเปิดผมก็จ้ำออกไปทันที

"จะรีบไปไหน คะ"

"ไอ้บ้า อายคนบ้างไหม"

ผมแว๊ดใส่

"อายใคร ไม่เห็นสนใจเลย คนมันรักนี่นะ"

"ฮึ่ม"

ผมพูดไม่ออกไม่รู้จะ ด่ามันยังไงดี ได้แต่เดินหน้างอนำหน้ามันไป เราเดินย้อนไปเข้าด้านข้างของตลาดนัด มันยังคงเกาะอยู่ที่บ่าไม่ยอมปล่อยเลยไม่ว่าจะเดินหรือจะทำอะไร เราเดินดูนั่นดูนี่ จนเกือบบ่ายโมง

"หิวอ่ะ ตัวเอง"

"อืม กินอะไรดี"

ผมเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน แต่มันหิวสิแปลกเพราะกินตลอดทางเห็นอะไรก็กิน เราไปนั่งกินส้มตำไก่ย่างที่ร้านริมกำแพงตลาดนัด คนเยอะมาก ร้อนก็ร้อน แต่ก็หิวเลยต้องกิน พอกินเสร็จก็เดินต่อ เอมันได้เสื้อเชิ๊ตไปสองตัว ผมเองก็ได้เสื้อเชิ๊ตสีดำสองตัว เสื้อยืดอีกตัว ผมซื้อเทียนหอมกับอโรม่าไปฝากแม่ด้วย

"ร้อนอ่ะตัวเอง"

มันบ่น เหงื่อเต็มหน้า เสื้อเปียก ผมเลยซื้อผ้าเย็นยื่นให้มัน

"เช็ดให้ หน่อยดิ เห็นมั้ยมือเค้าไม่ว่างอ่ะ"

"โห"

ผมอ้าปากจะด่ามัน แต่มือมันก็ถือของอยู่เต็ม ผมจึงจำเป็นต้องเช็ดให้มัน คนเดินผ่านไปผ่านมามองอีกแล้วมีเกย์อยู่กลุ่มหนึ่งเดินผ่านไปมองแล้วเบะปากใส่คงหมั่นใส้ แต่เอาเถอะไม่รู้จักใครสักคนหรอก จะว่าไปแล้วผมเองก็อยากจะสัมผัสตัวมันอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ผมเช็ดหน้าให้มันเสร็จก็ล้วงเข้าไปเช็ดให้มันในเสื้อ ทั้งข้างหน้าข้างหลัง พอใจหรือยัง ชอบมองดีนัก ผมแอบสะใจอยู่คนเดียว แล้วอมยิ้ม

"เห็นมะ เค้าบอกแล้วไม่ต้องอายใครหรอก คนรักกัน ไม่แสดงออกตอนนี้แล้วจะไปทำตอนไหน"

มันยิ้มพูอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้เข้าใจในจุดประสงค์ของผมเลยเสียจริง เรากลับบ้านบ่ายสองกว่าๆ กว่าจะถึงบ้านก็สามโมงเกือบสี่โมง พอถึงบ้านผมก็รีบขึ้นไปอาบน้ำทันที เพราะร้อนเหงื่อโทรมกาย มันก็อาบน้ำข้างล่าง พอเสร็จผมก็ลงมาข้างล่างเห็นมันคุยอยู่กับแม่อยู่ จะว่าไปแล้วผมรู้สึกดีนะที่มีมันอยู่แบบนี้ แม่เองก็ดูไม่ได้รังเกียจอะไรมัน ดูจะรักใคร่กันเสียมากกว่า อย่างน้อยแม่ก็คงไม่ปิดกั้น แต่กับอาจารย์ปริศนาล่ะ ท่านจะยอมหรือ หนักใจอีกครั้ง แต่ก็ช่างเถอะเราจะมาเป็นทุกข์อะไรกับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น เสพสุขกับปัจจุบันดีกว่าในเมื่อมันช่างเป็นสุขเหลือเกิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น