วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 35

"ก้อนหินบนภูเขาโดนลมเป่ายังสึกไหว

หินผาศิลาอาจยังมิอาจต้านทานได้

สาย ชลที่กัดร่อนให้หินกร่อนและสั่นไหว

หัวใจเป็นก้อนเนื้อฤาจะเหลือแรง น้ำใจ"



ผมตื่นมาในอ้อมกอดของมัน ไฟแสงสียังส่องสว่างอยู่ทั่วห้อง ผมมองหน้าที่หลับสนิท ใบหน้าที่งามเหลือเกินดูสงบนิ่งไม่มีพิษภัย ผมเอานิ้วคลอเคลียหน้ามันเบาๆ ตอนนี้ใบหน้าของคนๆนี้ คือคนที่ผมรู้สึกหัวใจสั่นไหวเวลาที่อยู่ใกล้ หรือแม้แต่อยู่ไกล เขาก้าวเข้ามาในชีวิตผมตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมากขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนกัน ใบหน้าของมันหลับพริ้มอย่างสุขใจ ไรหนวดอ่อนๆเหนือริมฝีปากมันเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับใบหน้า ผมดันกายขึ้นมองดูมันนอนแล้วก้มลงจูบที่หน้าผาก มันเกินเลยไปมากขนาดนี้แล้วนะเอ นับจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันกู่ให้กลับไม่ได้แล้ว ความเสียใจที่รออยู่เบื้องหน้า ผมทำใจยอมรับมันไว้แล้ว เอาเถอะ ยังไงเสียตอนนี้ก็สุุขใจเหลือเกิน

ผมลงมาในครัวเพื่อที่จะทำกับข้าวใส่บาตร เพิ่งตีห้ากว่าๆผมทำอาหารง่ายๆ เป็นรวนไก่ใส่เครื่องปรุง ของหวานก็มีคุ๊กกี้ที่ยังไม่เปิดกล่อง ผมเอามาแบ่งใส่ถุง เสร็จก็เกือบหกโมง ผมเดินขึ้นไปปลุกไอ้ตัวดี มันยังนอนหลับอุตุอย่างสบายใจ ผมเขย่าตัวมันเบาๆ

"เอๆ ตื่นไปใส่บาตรกัน"

"หือ อืม"

มันลืมตางัวเงีย พอลืมตาได้มันก็ฉุดตัวผมลงไปนอนกอดทันที

"ไม่เอา เอ ลุกเดี๋ยวพระหมดก่อน"

ผมพยายามขัดขืน แต่ก็ไม่วายไปหอมแก้มมัน

"ขอกอด หน่อย คิดถึง"

"เดี๋ยวค่อยกอด ลุกก่อน"

ผมดันตัวออกมาจากมันได้ก็เดินลงข้างล่างทันที สักพักมันก็เดินเข้าห้องน้ำ ผมบอกให้ล้างหน้าแปรงฟันก็พอ เราออกมารอพระหน้าบ้านก็หกโมงกว่าๆ เช้าวันใหม่ของปีใหม่ ช่างสดชื่น อากาศเย็นสบาย พระอาทิตย์ทอแสงทองอยู่อีกฟากไล่ความมืดที่ปกคลุมให้หายไป พอพระเดินผ่านมาผมก็นิมนต์พระ เอใส่บาตรอย่างคล่องแคล่ว เราใส่บาตรคนละสองชุดก็เก็บของเข้ามาในบ้าน ผมวางของไว้ที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน แล้วรดน้ำต้นไม้ มันเป็นคนทำผมเองก็ดูต้นไม้ พรวนดินเด็ดใบไม้ที่แห้งออก ตัดดอกกุหลาบที่เกือบบานได้กำหนึ่ง

"เอ รดตรงนี้หน่อย"

ผมร้องบอกมันที่กำลังรดกอมะลิอยู่ มันหันมาแล้วลากสายยางมาฉีดน้ำใส่ตรงที่ผมบอก

"ตัวเองจะเอากุหลาบไป ทำไรอ่ะ"

"เอาไปใส่แจกันในห้องไง"

ผมตอบอย่างอารมณ์ดี

"เหมือน เราแต่งงานกันเลยเนอะ อิอิ เค้าชอบจังแบบนี้"

"บ้าเหรอ"

"อ้าว ก็เหมือนแต่งล่ะน่า ตัวเองสวมแหวนแทนใจเค้าแล้วนิ"

"ไม่ได้สวมเองนะ เธอนั่นล่ะยัดเยียด"

"อ้าว ไม่ยัดเยียดแล้วจะได้เหรอ"

"ไอ้ บ้า"

ผมเขินยิ้มออกมาอย่างไม่ปกปิด ทำไมหัวใจถึงเหมือนโลดแล่นอยู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เสียเหลือเกิน มีความสุขจริงๆ ผมปล่อยให้มันรดน้ำต้นไม้ต่อไป ส่วนผมก็เข้าไปเก็บกวาดบนบ้าน แล้วก็ลงมาทำข้างล่าง  มันนั่งดูโทรทัศน์อย่างสบายใจ ถ้ามันเป็นแบบนี้ทุกวันก็คงดีสินะ อยากหยุดเวลาแบบนี้ไว้นานๆจังเลย

"ตัว เองๆ มาดูข่าวนี่เร็ว"

มันร้องเรียกน้ำเสียงตื่นเต้น

"อะไร"

ผมโผล่หน้าออกไปนอกครัวเพราะกำลังดูของที่จะทำกับข้าวในตู้เย็น

"ไฟไหม้ เธคแถวทองหล่อ คนตายเยอะเชียวตัวเอง"

ผมเดินออกไปดูข่าวกับมัน ภาพข่าวที่แสดงทางจอโทรทัศน์เป็นภาพคนเดินวุ่นวายไปหมด เสียงบรรยายบอกให้รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเหตุไฟไหม้ที่เธคแห่งหนึ่งมีคนตายหลายสิบ แวบแรกที่คิดขึ้นมาได้ ผมรีบวิ่งไปหยิบโทรศัพท์กดไปหาพลทันที รอสายอยู่นาน มันก็ไม่รับสายสักที ผมโทรเป็นหลายรอบ ใจก็เริ่มไม่ดี เอมันมองส่งสายตาเอาใจช่วย ผมใจร้อนรนโทรไปหาจ๋า

"เออ ว่าไงแก โทรมาแต่เช้า"

"แก ไฟไหม้เธคแกรู้เรื่องไหม ฉันโทรหาไอ้พล ทำไมมันไม่รับสาย เมื่อคืนมันบอกไหมว่ามันจะไปไหน"

ผมใส่เป็นชุด น้ำเสียงสั่นรู้สึกกระวนกระวาย

"ไม่บอกนี่แก แล้วพวกอีกายกับอีกบล่ะแก โทรรึยัง มันไม่ได้โทรหาฉันเลย บอกแค่ว่าจะออกล่าผู้ชาย ตายแล้วๆ"

จ๋าก็ตกใจเหมือนกันเพราะดูเหมือน มันก็คงเพิ่งตื่นยังคงไม่ได้ดูข่าว

"แกโทรหากบ หน่อยเดี๋ยวฉันจะโทรหากาย"

ผมร้อนใจเป็นอย่างมากเป็นห่วงมันขึ้นมา แล้วก็กดโทรศัพท์ไปหากาย ไม่รับสาย ลองอีกที ก็ไม่รับสาย ผมร้อนใจยิ่งขึ้น

"โอ๊ย มันเป็นอะไรของพวกมัน รับสายหน่อย"

ผมโวยวาย เสียงสั่น มันเข้ามาแย่งโทรศัพท์ไปจากมือ

"ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวเค้าโทรให้ ตัวเองนั่งเฉยๆ"

มันเอาโทรศัพท์ผมไปกดโทรแล้วเอาแนบหู ผมนั่งลงมองมันอย่างมีความหวัง อย่าให้มีอะไรเลย คุณพระคุณเจ้า คุ้มครองเพื่อนๆลูกด้วยเถิด ผมยกมือขึ้นพนมมือไหว้ น้ำตาซึมออกมา ร้อนรนเหลือเกิน

"รับแล้วๆ" 

มันพูดแล้วยื่นโทรศัพท์ให้ผม มองดูหน้าจอโทรศัพท์ พลนั่นเอง

"ฮาโหล"

เสียงมันงัวเงีย ผมรู้สึกโล่งใจเหมือนเอาภูเขาออกจากอก

"แกอยู่ไหนพล ทำไมไม่รับโทรศัพท์ หา รู้ไหมฉันเป็นห่วง"

ผมตะคอกเสียงไป

"มี อะไรแก"

มันยังงัวเงียอยู่ยังมีหน้ามาถาม

"แกไม่รู้เรื่อง อะไรเลยเหรอ เมื่อคืนไฟไหม้เธค ฉันก็ใจเสีย โทรหาก็ไม่รับ ฉันกังวลใจรู้ไหม ทำไมทำแบบนี้ หา"

ผมโวยวายน้ำตาไหลมาตั้งต่ตอนไหนไม่รู้ พลเงียบ เอแย่งโทรศัพท์ไปจากมือ

"พี่พล เอนะครับ คือเมื่อคืนไฟไหม้เธคแถวทองหล่อน่ะครับ พี่โยเค้าเป็นห่วง พยายามโทรหา แต่พี่คงยังไม่ตื่น ไม่มีอะไรแล้วนะพี่"

มันพูดแล้วเข้ามากอดผมไว้ ผมพยายามแย่งโทรศัพท์จากมือมันมา รู้สึกโกรธขึ้นมา เราเป็นห่วงแทบตายแต่ดูมันสิยังนอนไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่เอไม่ยอมคืนโทรศัพท์ให้ มันวางสายไปแล้ว

"พี่ยังคุยไม่จบนะเอ เสียมารยาท"

ผมแว๊ดใส่

"ตัวเอง ใจเย็นๆนะคะ พี่พลไม่ป็นไรแล้ว อย่าโกรธสิ นะคนดี วันนี้วันปีใหม่นะ อย่าอารมณ์เสียสิ"

มันพูดเสียงขรึมเตือนสติ ผมจึงนิ่งอยู่พักใหญ่ มันเอามือปาดน้ำตาให้ จริงสินะ วันปีใหม่ผมเริ่มวันด้วยการร้องไห้ใจร้อนรน ไม่ดีเลย แต่คิดไปแล้วตอนนี้ผมมีความสุขมากแต่คนอื่นเขาต้องสังเวยชีวิตให้กับการเฉลิมฉลอง น่าเศร้าเสียจริง ครอบครัวของคนเหล่านั้นล่ะจะเสียใจมากมายแค่ไหนกันนะ แย่จังเลย วันปีใหม่แท้ๆกับต้องจัดงานศพกัน ผมคิดแล้วก็ท้อใจ เอยังกอดผมอยู่มันลูบผมเบาๆ ดูไปแล้วมันก็ทำท่าผู้ใหญ่เกินตัวเสียจริง สักพักพลก็โทรกลับมา

"เออ ว่าไงแก"

ผมเริ่มเปลี่ยนเสียงไม่ เกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อครู่

"ฉันขอโทษแก เมื่อคืนหนักไปหน่อย ขอโทษจริงๆที่ทำให้เป็นห่วง"

"เออ ไม่เป็นไร แล้วไปไหนมาเมื่อคืน  ทำไม่เพิ่งตื่น"

ผมรู้สึกดีขึ้นพอได้ยินเสียงเพื่อน แต่จะว่าไปแล้วพลมันชอบไปเที่ยวสีลม หรือไม่ก็ แถวตลาด อตก มันคงไม่คิดอุตริไปเที่ยวแถวทองหล่อหรอก

"ก็ไปโรงเรียนสตรีเหมือน เดิมล่ะ ก็ไปกับนังสองคนนี่ล่ะเนี่ยนอนกองกันอยู่ เพิ่งกลับมาตอนตีสี่เองแก เมามาก กว่าจะนอนอีก"

โรงเรียนสตรีคือเธคที่พวกมันชอบไป วันสิ้นปีเขาคงเปิดจนเกือบสว่าง

"เออ แก งั้นแกไปนอนต่อเถอะ ฉันโทรมาถามดูเป็นห่วง ไม่มีอะไรแล้วแก  ฝากด่านังสองคนนั้นด้วยนะ"

"อืม ขอบใจนะแก เดี๋ยวขอนอนต่ออีกแป๊บ"

พลวางสายไป เอมันนั่งลงข้างๆแล้วกอดเอวผมไว้ มันยิ้ม

"ยิ้มอะไร"

ผมพูด อายๆ

"ยิ้มสิคะ มีแฟนจิตใจดี ห่วงเพื่อนขนาดนี้ ปลื้มใจที่สุดเลย"

"หิว ข้าวหรือยัง"

ผมเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้สึกอารมณ์เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน เมื่อครู่ยังโกรธเพื่อนหน้าแดงอยู่ แต่ตอนนี้รู้สึกเขินอายขึ้นมาอีก

"ยัง ค่ะ เดี๋ยวเค้าไปช่วยทำกับข้าวดีกว่าเนอะ"

มันเอาคางมาถูที่คอ ผมต้องดันตัวมันออกแล้วเดินเข้าครัวไป มันเดินตามมา

"วันนี้เค้าอยาก กินน้ำพริกอ่ะตัวเอง"

"จ๊ะ พ่อคุณ เนรมิตรเอาเนอะ"

ผมพูด ประชด

"ก็รู้อ่ะว่าตัวเองทำได้ อิอิ มีแฟนเก่ง น่ารักนี่เนอะ"

"พอเถอะ นี่เอาผักไปล้าง เปิดตู้เอาหัวหอมไปแกะ ล้างด้วย"

ผมออกคำสั่ง แล้วเปิดตู้เย็นดูของ ปลาไม่มี แล้วจะทำน้ำพริกยังไงเนี่ย ผมคิดในใจ แต่เอ๊ะมีไก่อบเหลือจากวันนั้น เอามาทำน้ำพริกดีกว่า ผมเอาไก่อบออกมาหั่นเป็นชิ้นแล้วเอาไปต้มให้มันยุ่ยๆหน่อย เอปลอกหอมแดงแล้วล้างเสร็จแล้ว ผมจึงเลือกกระเทียมเป็นกลีบๆ กับพริกสดให้มันเอาไปคั่วไฟรวมกับหัวหอม

"ต้องย่างด้วยเหรอคะ"

มันถาม

"อืม มันจะได้หอม เอาไฟอ่อนๆสิ เดี๋ยวไหม้พอดี นี่พอสุกเอามะเขือเทศลงไปคั่วด้วย"

"หือ ยังไงล่ะนี่"

"กิน ได้ก็แล้วกัน สูตรใหม่"

ผมหันไปทำน้ำซุป เอาหัวไชเท้าล้างแล้วหั่น แต่จะทำน้ำซุปก็ยุ่งยากอีก ผมต้องไปเปิดตู้เก็บของแห้งเอาปลาแห้งกับกุ้งแห้งออกมา เอาไปอบในไมโครเวฟพอกรอบก็เอาไปโขลกรวมกัน ห่อผ้าขาวบางทิ้งลงในหม้อแล้วจึงเอาหัวไชเท้าลงไป พอเคี่ยวอยู่พอสมควรก็หั่นไก่เป็นชิ้นๆลงไปสองสามชิ้นพอให้มันเป็นกลิ่น พอเอคั่วพริกเสร็จผมก็ให้มันโขลกพริกกับหัวหอมกระเทียมรวมกัน

"โขลก เบาๆหน่อยสิ เดี๋ยวครกก็แตกพอดี"

ผมเหน็บเพราะมันออกแรงมาก คงทำเอาความมัน พอละเอียดผมก็เอาไก่ที่ต้มยุ่ยแล้วมาฉีกเป็นฝอยๆ แล้วเอาลงไปให้มันตำ คราวนี้ค่อยรู้วิธีตำหน่อย พอเห็นว่าได้ที่ผมจึงตำเองแล้วเอามะเขือเทศคั่วลง แล้วปรุงรส ใช้ได้แฮะ ผมชิม

"เป็นไงบ้าง"

ผมยื่นช้อนให้มันชิม

"ไม่ค่อยเผ็ดอ่ะตัวเอง เค้าอยากกินเผ็ดๆ"

"เดี๋ยวก็ท้องเสียพอดี กินรสนี้ล่ะขี้เกียจเผาพริกลงไปอีก"

"คร้าบบ"

มันทำจมูกย่น แล้วทำท่าจะมาหอม ผมยกสากขึ้น มันจึงถอย พอเสร็จผมก็จัดผักสดใส่ถาดแล้วตักข้าวให้มัน

"อืม อร่อยอ่ะตัวเอง เค้าเรียกน้ำพริกอะไรอ่ะ น้ำซุปก็อร่อย"

"น้ำพริก ไก่เหลือ"

ผม พุดแล้วหัวเราะ เพราะมันเป็นไก่เหลือจริงๆ

"น่ารักจัง แฟนผม"

ผมรีบหุบยิ้มทันที อยากจะแกล้งมัน มันกินข้าวสองจานครึ่ง เกือบหมดหม้อ คงจะหิว พอเสร็จเราก็เก็บล้างทำความสะอาด แล้วออกไปนั่งดูโทรทัศน์

"แม่ อรกลับมากี่โมงคะ"

มันหันมาถาม

"ไม่รู้ น่าจะบ่ายๆ"

มันทำหน้าเจ้าเล่ห์

"อะไร"

"เราก็มีเวลา เหลือสิคะ จะได้จู๋จี๋กันไง"

"บ้า"

ผมค้อน หน้าแดง มันลากผมขึ้นไปบนบ้านทันที ตอนแรกผมก็ขัดขืนแต่ก็ยินยอมแต่โดยดี มันลากผมขึ้นเตียงแล้วกอด

"ไม่ต้องทำอะไรนะ กอดเฉยๆ"

ผมบอก

"อ่า ที่รักอ่า ใจร้าย เห็นไหม น้องชายเค้ามันไม่ยอมอ่า"

"จะกอดหรือจะต้องไม่แตะตัวเลย เลือกเอา"

"อ่า คร้าบบ กอดก็กอด"

มันพรมจูบทั่ว หน้า

"เค้ามีความสุขมากเลยนะตัวเอง อยากอยู่กับตัวเองแบบนี้ทุกวัน"

"ไม่ต้องเรียนต้องทำงานกันว่างั้น"

ผมแย้งขึ้นทันที

"ก็เลิกเรียน เลิกงานไงคะ ได้กอดก่อนนอนทุกวัน แค่นี้เค้าก็พอใจแล้ว รู้ไหมเวลาเค้าดูตัวเองนอน เค้ามีความสุขที่สุด คิดว่านี่ล่ะคือคนที่เค้าจะเฝ้าดูเวลานอนทุกวัน ตื่นมาก็ได้เห็นตัวเองเป็นคนแรก"

มันเพ้อสายตาหวานฉ่ำ

"นิยาย ไปไหม"

"ไม่รู้ล่ะ แต่เค้ารู้สึกแบบนี้จริงๆ รักตัวเองมากนะ รู้ไหม"

ผมมองหน้ามันที่ยิ้มหวานตาฉ่ำเยิ้ม ผมยิ้มแล้วจูบที่หน้าผากมัน ถ้ามันเข้าใจในสิ่งที่ผมทำ อยากให้จูบนี้ถ่ายทอดความรู้สึกในใจ ว่าผมเองก็รู้สึกเหมือนกับมัน แม้ว่าเรื่องราวในอนาคตมันจะบีบคั้นให้จนหนทางเท่าไหร่ก็ตาม แต่ตอนนี้ ผมอยากบอกให้มันรู้ว่าผมเองก็โน้มเอียงไปหามันทั้งหัวใจแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น