เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว ปี ๒๕๕๑ ผ่านไปรวดเร็วนักมีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย เป็นทุกข์เสียส่วนใหญ่ จากชีวิตที่เรียบง่าย อยู่กับแม่ดูแลกันและกันเหมือนทุกวันที่ผ่านมา มีผู้ชายคนหนึ่งที่เรียกตัวเขาเองว่าแฟนที่คิดว่าซื่อสัตว์ แต่เขาก็ทำร้ายน้ำใจอย่างโหดร้ายที่สุด แต่ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปได้มากจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือ เอ เด้กมัธยมห้า อายุ ๑๗ ปี ฟังดูอาจจะเป็นแค่เด็กคนหนึ่งไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ไอ้เด็กมัธยมปลายสูง ๑๘๐ กว่าๆ นี่ล่ะที่กวนใจ จากที่ไม่ชอบขี้หน้า เป็นเกลียด พอเกลียดมันมากๆยิ่งได้เจอกัน ยิ่งได้อยู่ด้วยกัน จนตอนนี้ ผมหวั่นไหวในใจ ทั้งที่พยายามห้ามใจตัวเอง มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ห้ามอะไรฤาจะยากเท่าหักห้ามใจ ยิ่งฝืนใจยิ่งตีกรอบล้อมมัน หัวใจมันยิ่งหาทางไป เป็นอีกปีที่ทรมานหัวใจมากอีกปีหนึ่ง จากที่แต่ก่อนที่มีเรื่องอะไรจะเล่าให้แม่ฟังไม่เคยปิดบัง แต่พอมีไอ้เอเข้ามาในชีวิตผมก็ละอายแก่ใจเกินกว่าที่จะบอกใคร แม้แต่ตัวเองผมก็ไม่อยากจะรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นขึ้นมา มันเสียดแทงใจอยู่ทุกเวลา
คืนก่อนวันสิ้นปีแม่ทำกับข้าวที่บ้านเพราะมีแขกมาเยอะ อาจารย์ปริศนากับลูกชายทั้งสอง พลกับจ๋า พี่ป้อมติดเรียนภาคปฏิบัติมาไม่ได้ กายกับกบ แล้วก็น้าสาข้างบ้าน น้าสากับจ๋ามาช่วยทำอาหาร ผมตื่นแต่เช้าไปตลาดคลองเตยเพราะของเยอะและถูกกว่าตลาดอ่อนนุช มีน้าสาไปเป็นเพื่อน ขากลับแวะรับจ๋ามาด้วย ดูจ๋าแล้วมันคงท้องจริงเพราะช่วงนี้อ๊วกใหญ่ เข้ามาในรถก็จะอ๊วกเพราะบอกเหม็นน้ำหอมปรับอากาศในรถ ลำบากน้าสาต้องควักยาดมที่พกติดตัวให้ดม กว่าจะมาถึงบ้านก็หน้าซีดเซียว จนแม่เห็นต้องตกใจ หายาลมยาหอมให้กินก็บอกเหม็นอีก จนผมต้องสะกิดบอกให้จ๋าทนกินเอาเดี๋ยวแม่สงสัย มันถึงยอมเห็นแล้วก็สงสาร มันดูแย่มากแทนที่จะได้มาช่วยเตรียมนั่นเตรียมนี่กลับมาให้แม่คอยเฝ้า
"ไหวไหมลูก นอนสักพักก่อนเถอะ เรื่องอาหารให้น้าสากับโยทำเราพักก่อน"
แม่ประคบประหงมจ๋าราวกับเป็นลูกตัวเอง ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับผมแม่กับจ๋าจะติดต่อกันโดยตรงและรู้โดยที่ผมไม่ต้องบอก รอแค่ให้แม่มาถาม จ๋ามันรักแม่ผมเหมือนแม่ของมันเองเพราะเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ
"ไหวจ๊ะแม่ หนูนอนดึกค่ะช่วงนี้เลยเวียนหัวบ่อยๆ"
จ๋าแก้ตัว
"เฮ้อ พวกเรานี่ก็แปลก ทำไมนอนดึกนักล่ะลูก รู้อยู่ว่ามันไม่ดี มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าลูก ดูซีดๆไปนะช่วงนี้"
"มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยค่ะแม่ เลยติดนิสัยนอนยากไปเลย"
"ปลงๆบ้างนะลูก คิดไปก็เท่านั้น ปล่อยวางบ้าง เวลาเราวิ่งตามสิ่งที่เราอยากได้ เรามักจะมองไม่เห็นอะไรข้างทางที่เราวิ่งผ่านหรอก เพราะเราไปด้วยความเร็วลองหยุดเดิน อยู่นิ่งๆสักพักเดี๋ยวก็ดีขึ้นเองล่ะ เรานี่ชักจะเหมือนโยขึ้นทุกวัน รายนั้นก็เงียบๆไปช่วงนี้ มีอะไรก็เล่าให้แม่ฟังนะลูก เผื่อแม่จะคิดหาทางให้ได้"
ผมยืนมองแม่กับจ๋าอยู่ห่างๆ ในใจก็ลุ้นอย่าให้มันบอกแม่เลย เพราะแม่คงทุกข์ใจคูณสอง ลำพังเรื่องของผมแม่ก็จะแย่แล้ว ถ้าเอาเรื่องจ๋ามารับรู้อีกแม่คงทุกข์หนักกว่าเดิม
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ ถ้ามีหนูเล่าให้แม่ฟังแล้วค่ะ แค่เรื่องพอจะจบมาหนูอยากจะทำงานส่วนตัว อยากใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ป๊าคงไม่ยอม แค่นี้ล่ะค่ะแม่ หนูเลยเครียด"
จ๋าทำหน้าม่อยลงทันที ผมรู้สึกโล่งใจ แม่เหมือนไม่เชื่อแต่ก็ไม่ซักอะไรต่อ ลูบหัวมันทีหนึ่งแล้วก็เดินเข้ามาช่วยในครัว แม่คุยกับน้าสาเรื่องธรรมะ ผมฟังอยู่สักพักก็ยกของออกมาทำหน้าบ้าน จ๋าออกมานั่งด้วย พอบ่ายๆ พล กาย และกบก็มาถึง มีของขวัญมาด้วย เห็นมันบอกว่าอยากจะจับฉลากที่นี่ด้วย ลำบากผมกับจ๋าต้องออกไปซื้อของขวัญ โดยมีพลขับรถออกไปส่ง เพราะรถมันจอดอยู่นอกบ้าน ผมได้ของขวัญมาสองกล่องให้แม่กล่องหนึ่งของตัวผมเองกล่องหนึ่ง จ๋าก็ได้ของมัน พอบ่ายแก่ๆอาจารย์ปริศนากับโอก็มาถึง ไม่ยักมีไอ้ตัวดีมาด้วย
"เอไปซื้อของขวัญน่ะลูกโย"
อาจารย์ปริศนาทักผม งงเหมือนกันนี่ผมแสดงออกขนาดนั้นเลยหรือ แค่คิดในใจ ผมได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ แต่ดูเจตนาของอาจารย์ปริศนาแล้วคงไม่ได้ระแคะระคายอะไร อาจารย์ปริศนาเอากระเช้าผลไม้มากระเช้าใหญ่ โอดูตัวคล้ำไปมาก แต่ดูตัวโตขึ้นผิดหูผิดตา ผมไม่ได้เจอน้องมันแค่ไม่กี่เดือน ตัวโตขนาดนี้เชียว แววตาของโอดูสดใสมีความมุ่งมั่น อารมณ์ดีเหมือนเคย แม่เอาขนมใส่ไส้ออกมาให้แขกทานก่อน ระหว่างนั้นผู้ใหญ่ก็คุยกัน เด็กๆอย่างเราก็เลยต้องขึ้นไปชุมนุมกันอยู่บนห้องผม ส่วนโอนั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างล่างกับจ๋า เพราะจ๋ามันรู้สึกหงุดหงิด ไม่อยากจะให้ใครกัด เพราะ กายกับกบยังไม่รู้
"ต๊าย นี่เสื้อใครน่ะแก"
กบร้องขึ้นหลังจากมันเห็นเสื้อบาสที่ห้อยอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า ผมไม่ตอบอ้ำอึ้งอยู่
"ของผัวมันสิยะ"
พลพูดขึ้น ผมรู้สึกหน้าชา
"ต๊าย นี่น้องมันย้ายมานอนกับแกแล้วเหรอ"
มันเสียงดัง จนผมต้องจิ๊ปากบอกให้มันเบาเสียง อายเพื่อนก็อาย พลเองก็ยังไม่ได้ขึ้นมาห้องผมเลยตั้งแต่ไอ้เอเข้ามานอน
"ไหน เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย โอ๊ย ใจจะขาด ฉันว่าแล้วเชียวกลิ่นแบบนี้ มันกลิ่นเด็กผู้ชาย"
"มากไปนังกบ แกจะไปอิจฉาอะไรมัน อยากได้เหมือนมันคงยากนะแกน่ะ เพราะหล่อนไม่สวย"
พลแขวะ
"อีนี่ ฉันน่ะอดีตนางงามเขื่อนลำตะคองนะยะ แกพูดอย่างนี้ไม่ด้าย"
กบทำเสียงดัดจริตใส่พล
"แหม อีนางงามสันเขื่อนลำตะคอง สวยนักนี่หล่อนน่ะ นั่งรถกับฉันมาผู้ชายมองเข้ามา เห็นตกใจทุกราย วันก่อนผู้ชายโทรมาบอกว่าในรถมีผีนั่งข้างๆ"
กายกัดกบบ้าง
"อ๊าย หล่อน"
กบพูดไม่ออก มันทำท่างอนตุ๊บป่อง แต่ก็หันหน้ามาหาผม
"ว่ามาสิแก ฉันอยากรู้"
"อะไรล่ะ"
ผมทำท่าเป็นไม่รู้เรื่อง
"ก็เด็กแกน่ะ มาค้างจริงเหรอ"
มันจ้องหน้าผมจะเอาคำตอบ ผมได้แต่ก้มหน้าทำท่าทำอย่างอื่น ไม่อยากพูดถึง แต่ก็ต้องพยักหน้าเพราะมันเซ้าซี้อยู่อย่างนั้น กายอีกคน
"กรี๊ดดด"
"อีบ้า เบาๆหน่อย เดี๋ยวแม่นึกว่าผีเข้าหล่อนนะ"
พลดุ ทั้งสองคนถึงยอมหุบปาก
"อยากรู้อะไรถามฉันนี่ ไม่ต้องไปซักมัน เห็นไหมว่ามันอาย"
"แล้วหล่อนมาอยู่ใต้เตียงเขาเหรอ ถึงจะตอบแทน"
กบย้อน
"อ้าว อีนี่ ถ้างั้นหล่อนก็ไม่ต้องรู้ ฉันรู้เยอะกว่าแกอีกก็แล้วกัน ขนาดน้องมันฉันก็รู้"
"ว๊าย เล่ามาๆ"
ผมรู้สึกอายเพื่อนเหลือเกิน ทั้งที่แต่ก่อนเล่าเรื่องพี่ตั้มให้เพื่อนฟัง แม้จะไม่มากแต่ก็ไม่รู้สึกอายขนาดนี้ พลพูดจริงบ้างหลอกบ้าง แต่ก็เบี่ยงเบนความสนใจจากทั้งคนไปจากผมโดยสิ้นเชิง เราคุยกันอยู่นานจนค่ำจึงลงมาข้างล่าง กินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน อาจารย์เล่าเรื่องโอ อย่างภูมิใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าโอได้เป็นนักกีฬาเขตุไปแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ก็จะได้ไปแข่งแล้ว ฟังแล้วก็ปลื้มใจแทน ดูอาจารย์ปริศนามีความสุขมากตอนเล่าเรื่องโอ เรากินข้าวไปสักพักเอก็มาถึง มันหอบกล่องของขวัญมาสามกล่อง มันไม่ได้มองผมเลยทักทายแม่กับน้าสาและเพื่อนๆ กับผมมันยกมือไหว้
"หวัดดีพี่"
มันหันไปสนใจคนอื่น แปลกผมรู้สึกแปลบขึ้นในใจ ทั้งที่ผมรอมัน นั้นสิ นี่ผมรอมันอยู่ เวลาคุยโทรศัพท์กันมันก็ดูไม่ห่างเหินขนาดนี้ แต่มันคงไม่อยากให้อาจารย์ปริศนารู้ อืม ใช่สินะ ผมคิดคำตอบให้ตัวเองเสร็จสรรพ มากไปแล้วโย ทำไมถึงหวั่นไหวไปได้มากขนาดนี้ มันคุยกับคนนั้นคนนี้อย่างสนุกสนาน ทั้งที่ผมบอกตัวเองว่าเข้าใจ แต่ทำไมในใจผมมันรู้สึกแปลกๆ ผมเดินเข้าไปเอาอาหารในครัว
"ทำไมหน้างอๆคะ"
มันตามเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์
"ไม่มีอะไรนี่ เหนื่อย"
"ไม่คิดถึงเค้าเลยเหรอ เค้าคิดถึงตัวเองนะ มากด้วย"
มันอ้อนแล้วลากแขนผมไปข้างหน้าตู้เย็น เพราะมันเป็นมุมที่บังมองไม่เห็นจากข้างนอก
"อะไร"
"งอนอะไรคะ"
"ไม่ได้งอน สนใจอะไร"
"อ่า งอนนะเนี่ย ทำอะไรหว่าตู"
มันหอมแก้มผมทีหนึ่ง ใจเต้นแรง ทำไม ผมไม่เข้าใจ
"บ้าเหรอ เดี๋ยวใครก็มาเห็น"
ผมโวย รู้สึกร้อนหน้าขึ้นมา
"ไม่มีหรอก หอมหน่อย คิดถึงใจจะขาดอยู่แล้ว"
ผมผลักมันออกแล้วยกหม้อออกไปข้างนอก มันหัวเราะชอบใจ ผมเป็นอะไรไป มันเร็วไปไหมโย แค่ไม่กี่วันทำไมปล่อยใจให้มันล่องลอยได้มากขนาดนี้ มันทำอะไรแกไว้ คิดบ้างสิ คิดถึงความจริงบ้าง มันเป็นไปไม่ได้ ผมเถียงตัวเอง นี่ผมกำลังจะเป็นบ้าไปแล้วเหรอ ใจเต้นแรง ทั้งโกรธ ไม่รู้ว่าโกรธอะไร ทั้งฉ่ำใจอย่างประหลาด โอยผมเป็นอะไร
"เป็นอะไรลูกโย หน้าตาไม่ค่อยดีเลย"
อาจารย์ปริศนาทัก ผมสะดุ้ง ทุกคนหันมามอง ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ
"อ้อ พอดีหม้อมันร้อนน่ะครับ"
"อุ๊ย ระวังหน่อยนะลุก เดี๋ยวมือพองพอดี"
อาจารย์ปริศนาร้องแล้วยิ้มให้
"นี่ต้องขอบใจหนูโยเขานะ ที่ช่วยสอนตาเอ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เรียนก็ดีขึ้นจนอาจารย์ประจำชั้นโทรมาชมกับแม่ ช่วยงานบ้านอีก แม่ปลื้มใจมาก คิดไม่ผิดเลยจริงๆที่ให้หนูโยช่วย"
นี่ล่ะ ที่เป็นมีดอันแหลมคมผ่ากลางใจผม แม่มองหน้าผมมองด้วยความเห็นใจ ผมรู้สึกว่าหัวใจมันร่วงลงมาอยู่บนพื้นดิน เจ็บแปลบขึ้นมา
"โย ไปทำฉลากมาจับสิลูก"
แม่บอก สายตาแม่น่าสงสารเหลือเกิน ผมพยักหน้า
"อ้าวอิ่มแล้วเหรอลูก เพิ่งกินไปเอง เราก็อะไรอร เดี๋ยวค่อยทำก็ได้ ฉลงฉลากอะไรนี่ ไม่ใช่จะจับตอนนี้เสียหน่อย"
"โยอิ่มแล้วครับ"
ผมพูดเสียงขาดหาย ไม่รอให้อาจารย์ปริศนาพูดอะไรมากไปกว่านี้ผมทนไม่ได้ นี่คือความจริงนะโย นี่คือสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่สุด ผมทำผิดตั้งแต่แรก ผมปล่อยให้ใจมันออกไปนอกลู่นอกทางเอง ผมเดินขึ้นห้องไปทันที ก่อนเดินมาผมปราดตามองไปทางเอ ดูมันครุ่นคิดอยู่เหมือนกัน ผมรู้สึกหดหู่เหลือเกิน เหตุการณ์มันเริ่มส่อแววยุ่งยาก ลำพังผมทุกข์ใจไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่แม่สิ ผมทำไม่ได้ ผมทำร้ายแม่ไม่ได้ ผมเคยเห็นแม่เป็นทุกข์มาแล้วตอนที่พ่อจากเราไป มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ผมยอมเจ็บปวดเองดีกว่า ผมขอทนทุกข์เองเจ็บปวดเอง อย่าไปแบ่งให้แม่เลย ผมใจจะขาด
"อย่าคิดมากนะแก ฉันเข้าใจ"
เสียงจ๋าดังตามหลังมา
"ฉันสับสนแก ฉันจะทำยังไงดี"
ผมพูดออกไปเสียงเครียด จ๋าเข้ามากอดผม ผมเม้มปากพยายามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา มันไม่แย่ไปกว่านี้หรอกผมปลอบตัวเอง ผมกับจ๋านั่งอยู่บนห้องนานพอสมควรแล้วเราก็ตัดกระดาษมาทำเป็นฉลากจับของขวัญ จ๋าเอาสีเมจิกเขียนหมายเลขบนกล่องของขวัญจนครบตามจำนวนเราจึงออกไปสมทบกับทุกคนบอกให้พล กาย กบ และเอมาช่วยยกของขวัญออกไปข้างนอก เอพยายามมองผมอยู่ตลอดเวลา แต่ผมเองที่เป็นฝ่ายหลบหน้ามัน พอจับฉลากทุกคนไม่ทันสังเกตุ เอมันพยายามจะเข้าใกล้ผมแต่ผมให้จ๋ากันไว้ เห็นจ๋ามันคุยอะไรกับเอไม่รู้ มันก็ยอมอยู่นิ่งๆ ผมจับได้ของกายเป็นน้ำหอม มันยอมลงทุนขนาดนี้เลยหรือ ผมแปลกใจเพราะมันจับได้ของจ๋าซึ่งเป็นผ้าเช็ดตัว แต่ดูมันไม่วิตกกังวลอะไร แม่จับได้ของน้องโอ เป็นครีมอาบน้ำขวดจิ๋วหลายขวดน่ารัก เอมันเข้าใจเลือก น้าสาจับได้ของเอ เป็นหมอนใบใหญ่ลวดลายวัยรุ่น เอจับได้ของผม ดูมันดีใจมาก ทั้งที่ของขวัญเป็นเสื้อยืดสองตัวไม่มีราคาอะไรมาก สีเทากับขาว สกรีนลายใบไม้ตัวหนึ่ง กับตัวอักษรตัวสีเทา ยิ่งไม่อยากให้ความหวังกับมัน เหมือนฟ้ายิ่งแกล้ง
พอดึกทุกคนก็แยกย้ายกลับ จ๋ากับพลกลับเป็นรายสุดท้ายเกือบเที่ยงคืน เราคุยกันเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องจ๋ากับเรื่องของผมเอง ผมอาบน้ำนอนเกือบตีสองกว่าจะหลับก็ดึกมากแล้ว ในใจวุ่นวายคิดวกไปเวียนมา ไม่มีข้อยุติ ที่หลับเพราะคิดจนเหนื่อย ล้าในใจ
วันสิ้นปี ผมตื่นมาตอนเก้าโมงกว่า เห็นแม่นั่งคุยกับน้าสาอยู่ข้างล่าง แม่จะไปนั่งกรรมฐานคืนสิ้นปี ผมก็เห็นดีด้วยไม่ขัดเพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้แม่สบายใจขึ้น ดีที่มีน้าสาที่เป็นคอเดียวกันแม่จึงมีเพื่อน แม่ออกจากบ้านบ่ายโมงกว่าๆ ผมนั่งอยู่ม้าหินอ่อนเหม่อมองต้นไม้ คิดเรื่อยเปื่อย ยิ่งคิดยิ่งจม คิดไม่ออก ผมสะดุ้งเพราะเสียงเคาะประตูบ้าน ผมแค่สะดุ้งแต่ยังนั่งอยู่ที่เดิม จากเคาะเป็นทุบ ผมจึงค่อยๆเดินไปเปิดประตู เอนั่นเอง มันสะพายเป้ใบใหญ่ ในมือถือกีต้าร์ ใส่กางเกงยีนส์เสื้อยืด มันยิ้มแป้น
"นึกว่าไม่อยู่ซะแล้ว"
มันทำหน้าทะเล้นใส่
"จะมาไม่โทรมาก่อนล่ะ"
ผมพูดประชด มันเดินเข้ามาในบ้านแล้ว
"อ้าว ก็มาเซอร์ไพรซ์ ตัวเองไง เค้ารู้นะว่าแม่อรไม่อยู่ อิอิ เลยมา"
"มีธุระอะไร"
"โห คิดถึงแฟนอ่ะค้าบบ จะให้มีธุระอะไรล่ะ"
มันอ้อนวางของลงบนโซฟาแล้วเดินเข้าไปในครัว ทำท่าหาของกิน
"ตัวเล็ก เค้าหิวอ่ะ มีอะไรกินไหม"
มันเปิดนั่นเปิดนี่ดูเหมือนบ้านตัวเอง ผมจึงเดินตามเข้าไป
"ไปนั่งรอ มีแต่ของเหลือเมื่อคืนนะ จะกินไหม"
"กินค้าบบ หิวจนตาลายไปหมดแล้ว อะไรๆก็กิน"
มันล้อเลียนแล้วไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว ผมไปอุ่นแกงกับเอาของทอดมาทอดใหม่ พอเสร็จก็ยกไปให้มัน
"เออ ตัวเล็กเมื่อคืนน่ะ ทำไมทำท่าห่างเหินเค้าจะงล่ะคะ เค้าน้อยใจนะ"
มันพูดขึ้นมา ผมรู้สึกกระตุกในใจ
"ไม่นี่ ก็ทำตัวตามปกติ"
ผมพูดเสียงเรียบไม่มองหน้ามัน
"จริงเหรอ แต่เค้าพยายามจะมองตัวเองตั้งหลายรอบ ตัวเองก็หลบหน้าตลอด ใจไม่ดีเลย เนี่ยเค้านอนไม่หลับเลย"
มันพร่ำพรรณาต่อ ผมไม่อยากจะพูดกับมันในทางให้ความหวัง แต่คิดจะบอกมันตรงๆก็พูดไม่ออกเหมือนมีอะไรมาปิดปากเอาไว้
"ไม่มีอะไรหรอก ผู้ใหญ่อยู่เยอะแยะ"
"เออ นั่นสินะ ตัวเองเค้าว่าจะบอกแม่แล้วนะเรื่องของเรา"
"ไม่ได้"
ผมตะคอกใส่มัน จนมันสะดุ้ง
"อ่า ทำไมอ่ะ ตะคอกเค้าด้วย"
มันทำเสียงอ่อน รู้สึกใจแป้วไปเหมือนกัน มันทำหน้าเจื่อนๆ ผมรู้สึกผิดขึ้นมา
"อย่าเพิ่งเลยเอ ให้ทุกอย่างดีขึ้นกว่านี้ก่อน"
เสียงผมล่องลอยเหมือนออกมาจากส่วนอื่นของร่างกายไม่ใช่ปาก มันเบาดูไร้เรี่ยวแรง เหี่ยวแห้งไม่มีชีวิตชีวา
"เค้าเชื่อตัวเอง รักตัวเองมากนะ ไม่ว่าจะยังไงเค้าก็ไม่ยอมง่ายๆหรอก"
มันพูดน้ำเสียงเข้มแข็งมุ่งมั่นเหลือเกิน นี่จะอะไรหนักหนากับผม ทั้งที่พยายามออกห่าง ทั้งที่พยายามทำใจ แต่เหมือนมันยิ่งรัดยิ่งบีบให้ไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ผมเหมือนอยู่ในห้องที่ไร้แสงสว่างมองไม่เห็นอะไรเลย ดวงตาไม่รู้สึกชินกับความมืดมิด มันกลับยิ่งมืด ยิ่งน่ากลัว ผมสับสนเหลือเกิน
วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น