วันจันทร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553
Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 22
"เปรียบหนึ่งเสียกเพรียกเรียกหา จากปลายฟ้าสุดคณาแสนไกล
เปรียบสองดังลมที่พริ้วไหว ชุ่มฉ่ำใจดังฝนทิพย์หยาดมาโปรย"
"ที่รักคะ ตื่นมากินอะไรหน่อยไหม จะได้กินยาแล้วนอนต่อ"
เสียงเรียกดังก้องไกลแสนไกลอยู่ในห้วงของความมืด เสียงดังใกล้เข้ามาทุกทีๆ ผมโดนเขย่าตัวเบาๆ รู้สึกเหมือนมีก้อนหินก้อนใหญ่ทับหัวผมอยู่ ผมค่อยๆลืมตาขึ้น หน้าของมันจ่ออยู่ตรงหน้าผม มันยิ้มแล้วจูบที่เปลือกตา ผมมองมันแน่นิ่งไม่กระพริบตา ที่จริงไม่มีแรงที่จะกระพริบเสียมากกว่า
"เค้าออกไปซื้อโจ๊กมา ตัวเองกินหน่อยนะ"
ผมชำเลืองมองไปตรงหัวเตียง มันเอาเก้าอี้โต๊ะคอมฯมาทำเป็นโต๊ะวางชามโจ๊ก มีแก้วน้ำวางอยู่ข้างๆ
"มาคนดี ลุกขึ้นหน่อยนะคะ เดี๋ยวเค้าป้อน"
มันโน้มลงมากอดเอวผมรุนหลังให้นั่ง ผมไม่ขัดขืนแต่อย่างใด ร้อนเบ้าตา ร้อนตามหน้าไปหมด มันเอาหมอนมาหนุนหลังผมแล้วดันตัวผมให้ไปติดตรงหัวเตียงเป็นท่านั่งครึ่งตัว แล้วมันก็กุลีกุจอไปเลื่อนเก้าอี้มาใกล้ๆ
"อ้ำ เอาหน่อยนะคะ กินหน่อยน้า"
มันตักโจ๊กมาจ่อที่ปาก แล้วทำท่าเหมือนป้อนเด็ก มันอ้าปากไปด้วย ผมมองมันอย่างเหม่อลอย ในใจผมว่างเปล่าเหลือเกิน มันล้ามันเหนื่อย พิษไข้ทำเอาผมไม่มีอะไรในหัวสมองเลย มันบอกให้อ้าปากผมก็อ้า กินไปได้หน่อยเดียวผมก็บ่ายหน้าหนี ไม่มีรสชาติอะไรเลย ขมปากท่าเดียว
"กินนิดเดียวเอง จะหายมั้ยคะคนดี"
มันเอามือมาลูบผม ลูบหน้าผม
"งั้นกินยานะคะ เค้าไปซื้อมาจากปากซอยน้า"
มันอ้างสรพพคุณ แล้วบีบปากผมเบาๆให้อ้าปาก มันหว่านยาเม็ดสามสี่เม็ดเข้าไปในปากผมแล้วเอาแก้วน้ำมาจ่อปากให้
"อ่ะ ดื่มน้ำตาม เค้าโทรไปหาแม่มา บอกว่าตัวเองไม่สบาย แม่บอกให้เช็ดตัว เดี๋ยวเค้าเช็ดตัวให้ตัวเองน้า"
ผมมุดลงนอนตามเดิม ไม่อยากฟังสิ่งที่มันพูด หูอื้อ ตาลายไปหมด อยากจะนอน หนักหัว มันเดินกลับมาพร้อมกะละมังใบเล็กมีผ้าขนหนูผืนเล็กอีกสองผืน
"ถอดเสื้อหน่อยนะคะ"
มันไม่พูดปล่าวถลกผ้าห่มออกแล้วถอดเสื้อผมทันที ผมไม่ขัดขืน กลิ้งไปกลิ้งมาตามมัน แม้มันจะถอดกางเกงผมออกด้วยก็ตามผมก็ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะขัดขวาง ปล่อยมันทำตามใจ มันเอาผ้าเช็ดตามหน้าตามตัว ผมรู้สึกขนลุกตั้งเป็นแผง
"หนาวเหรอคะ"
มันถามก่อนจะเอาผ้าแห้งอีกผืนเช็ดตาม
"มาเดี๋ยวเค้ากอด"
ผมกลายเป็นเด็กไปแล้ว มันว่าอะไรผมก็ยอมไปหมด มันกอดผมจูบตามหน้าตามหน้าผาก อยู่อย่างนั้นจนผมหลับไปอีก คราวนี้ไม่ฝันแล้ว หนาวกายแต่รู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน
ผมรู้สึกตัวตื่น เพราะมีมือมาแตะตรงหน้าผาก ผมลืมตาขึ้นแม้จะมึนๆหัวอยู่แต่ก็รู้สึกเบาหัวกว่าตอนที่ตื่นมาครั้งแรก มันยังคงนอนกอดผมอยู่ไม่ได้หันไปมองแต่รู้ว่ามันยังกอดอยู่ มือที่แตะหน้าผากช่างอ่อนโยน แม่นั่นเอง
"เป็นไงบ้างลูก ตัวไม่ร้อนแล้วนี่"
แม่พูดเสียงเบา แต่เหมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจ ผมน้ำตารื้นขึ้นมาที่หางตา
"พี่ปริศนาโทรบอกแม่ ว่าเราไม่สบายน้องดูอยู่ แม่จึงรีบกลับมา เดี๋ยวแม่ไปทำข้าวต้มให้นะโย กินโจ๊กกระป๋องมันไม่ดี"
แม่นั่งอยู่ข้างเตียง ลูบตามหน้าผมอยุ่อย่างนั้น รู้สึกเบาใจเหลือเกิน แม่กลับมาแล้ว ผมไม่ตายแล้ว ผมรู้สึกอุ่นใจ แต่เอ๊ะ ไอ้เอมันยังกอดผมอยู่นี่ ผมเริ่มวิตก หันไป มันยังนอนกอดผมจริงๆด้วย ท่าทางหลับสบาย ผมรีบยกมือมันออกจากตัว ก่อนที่จะหันไปมองแม่
"เดี๋ยวน้องตื่นนะลูก เราก็นอนอีกสักพักเถอะ เดี๋ยวแม่ขึ้นมาปลุก"
คราวนี้เสียงแม่เรียบเหลือเกิน สายตาแม่มองผมแบบตำหนิอย่างเห็นได้ชัด ผมใจแป้วทันที ซวยแล้ว ถึงแม้ว่าแม่จะพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่แม่ก็ยังไม่เห็น แต่คราวนี้แม่เห็นเองกับตา ผมนอนไม่ใส่เสื้อผ้าเลย ไอ้เอก็นอนไม่ใส่เสื้อ แม้จะมีผ้าห่มคลุมร่าง แต่แม่คงดูรู้ว่าผมเปลือย ผมใจเต้นแรง กระสับกระส่าย แม่คงผิดหวังในตัวผมมาก ทำยังไงดี ผมเริ่มมีสติ พิษไข้คงลดลงแล้ว ผมผลักร่างของมันออกจากตัวทันที มันงัวเงียแต่ก็ยังจะดิ้นมากอดผมไว้อีก ผมรีบพยุงตัวลุกจากเตียง ไปใส่เสื้อผ้า
"ไปไหนคะ"
เสียงที่น่ารำคาญงัวเงียถาม
"แม่มาแล้ว แม่เห็นหมดแล้ว ทำไมเราถอดเสื้อผ้าพี่ ไอ้บ้า"
ผมตีโพยตีพาย น้ำตาไหลออกมา เอาอีกแล้ว อ่อนแออีกแล้ว
"อ้าวก็เค้าเช็ดตัวให้ตัวเองนิ ต้องถอดเสื้อผ้าสิ แม่ไม่ว่าหรอก แม่เค้ารู้"
"ไม่ว่ากะผีน่ะสิ ทำอะไรหัดคิดซะบ้าง"
"อ้าว เค้าจะรู้มั้ยเนี่ย มาๆ ที่รักมานอนต่อเพิ่งหายไข้ เดี๋ยวไข้ขึ้นอีก"
ผมขี้เกียจจะพูดกับมัน พยายามลากตัวเองลงไปข้างล่าง แม้จะรู้สึกมึนๆหัวอยู่แต่ก็ค่อยยังชั่ว ผมเห็นแม่กำลังต้มข้าวอยู่ในครัว
"ตายแล้ว โย ลงมาทำไม กลับขึ้นไปนอน เดี่ยวไข้ขึ้นนะลูก"
ผมมองหน้าแม่สีหน้าผมคงยากที่จะอธิบาย หวั่นในใจบอกไม่ถูก สายตาที่ดูห่วงใยแต่ตำหนิไปในที ช่างดูอบอุ่นแต่เยือกเย็น
"ไปลูก กลับขึ้นไปนอน เดี๋ยวเสร็จแม่ขึ้นไปหา"
แม่เสียงแข็ง ผมก้มหน้าแล้วกลับขึ้นไปข้างบน เห็นมันยังนอนกลิ้งอยู่บนเตียงผมอย่างสบายใจ
"มาแล้วเหรอคะ มาๆ มานอน"
ผมกัดปากตัวเอง ถ้ามีแรงคงวิ่งเข้าไปกระโดดเหยียบมันแล้ว รู้สึกรังเกียจมันขึ้นมาทันที
"นอนพอรึยัง ลุกจากเตียงได้แล้ว อยากจะนอนคนเดียว"
ผมเสียงแข็งใส่มัน
"โห พอหายไข้ เอาใหญ่เลยแฮะ แฟนกรู"
"ใครแฟนแก ไอ้บ้าลุกเดี๋ยวนี้"
"เค้ายังเจ็บแผลอยู่เลยอ่า ขอนอนแป๊บได้มั้ยคะ"
เออ นั่นสิ แม่เห็นหลังมันหรือยังไม่รู้ ตายล่ะสิ ซวยสองเด้งถ้าแม่เห็น ผมเครียดหนักกว่าเดิม ผมเดินไปนั่งที่เตียงเริ่มคิดหนัก มันเข้ามากอดที่เอวทันที
"เอีะ อย่ามาวุ่นวายได้ไหม รำคาญ"
"โห สมใจอยากแล้วไล่ผัวยังกะหมูกะหมานะคะ"
ผมเอามือตีปากมัน แต่ก็รั้งน้ำหนักเอาไว้ ความจริงอยากจะกระหน่ำลงไปให้เต็มแรง แต่ก็อดใจไว้
"อ่า ตีเค้าด้วย ใจร้าย"
มันพูดแล้วยิ้มอย่างพอใจ ไม่เข้าใจมันเลย นี่มันเป็นอะไรของมัน
"ไหน เอาหลังมาดูซิ"
ผมเริ่มหนักใจ มันรีบนอนคว่ำเอาหน้ามุดเข้านอนหนุนตักผมทันที ตอนแรกผมดันหัวมันออก แต่มันก็ไม่ยอม ผมเห็นแผลมันแล้วก็ต้องตกใจ คราบเลือดที่ซึมผ้าก็อตออกมาเป็นจุดๆ ผมค่อยๆดึงผ้าก้อตออกจากแผล ตายจริง แผลมันบวมเปล่ง คราบเลือดกรังติดแผล แม้จะค่อนข้างแห้งแล้วแต่แผลก็ใหญ่บวมน่ากลัว นี่ผมทำไปได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ ผมเอานิ้วแตะแผลมันเบาๆ
"เจ็บไหม"
"อืม เจ็บนิดเดียว"
"พี่ขอโทษนะ"
ผมพุดเสียงเครือ เพราะรู้สึกผิดเหลือเกิน มันทำกับผมเกินไปก็จริงแต่ผมทำกับมันก็ไม่ใช่น้อย แต่มันไม่เคยปริปากบ่นให้ฟังเลยว่าเจ็บแค่ไหน แผลขนาดนี้ถ้าเป็นผมคงนอนซมไข้อย่างที่เป็นอยู่แน่ๆ น้ำตารื้นขึ้นมาอีกรอบ ทำไมเรื่องวุ่นวายมันถึงเกิดขึ้นไม่จบไม่สิ้น เสียใจนะกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันอะไรกันนักหนา น้ำตาผมหยดลงบนหลังของมัน
"ตัวเอง ร้องไห้เหรอคะ เห็นม้า ตีเค้าเองก็สงสารเอง"
มันย้อน
"เดี๋ยวใส่ยาให้อีก ไปอาบน้ำก่อน"
ผมปาดน้ำตาออกจากแก้ม ผลักให้มันลุกขึ้น มันว่าง่าย ยอมลุกขึ้นไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินออกไปจากห้อง ผมเองที่นั่งคิดหนัก จะทำยังไงดีเรื่องแม่หนักที่สุด ดูจากสายตาของแม่แล้ว แม่ตำหนิผมอย่างเห็นได้ชัดแม้แม่จะไม่พูด ผมล้มตัวลงนอนคิดไปหลายตลบ จนแม่ขึ้นมาพร้อมด้วยข้าวต้มไก่ฉีก กลิ่นหอมฉุย แม่มองหน้าผมแล้ววางลงบนเก้าอี้ตัวเดิม
"ดีขึ้นไหมลูก"
แม่จับหน้าผาก ผมได้แต่พยักหน้า รอฟังว่าแม่จะพูดว่าอะไร แม่มองผมยากที่จะเดา
"หลังน้องไปโดนอะไร โย"
ผมอึ้ง พูดไม่ออก แม่เห็นแล้วสินะ ผมหลุบตาลงไม่ยอมสบตากับน้อง เสียงของแม่เรียบแต่ต้องการคำตอบไม่ใช่ถามแบบเลื่อนลอย
"เอ่อ"
ผมไม่รู้จะบอกว่าอะไรดี ได้แต่เอ่อ แต่พูดไม่ออก
"โย ทำอะไรน้อง เหรอลูก"
แม่เปลี่ยนเสียงเรียบ นุ่มลงกว่าเดิม
"มีเรื่องกันนิดหน่อยครับ"
ผมยอมเปิดปาก เพราะคิดว่ายังไงก็ปิดแม่ไม่ได้แน่นอน
"ถึงกับลงไม้ลงมือกันขนาดนี้เลยหรือ"
คราวนี้แม่จ้องผมเขม็ง
"โย แม่บอกแล้วใช่ไหม มีอะไรก็ค่อยๆบอกค่อยๆสอนน้อง มันดื้อเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กผู้ชาย แต่เราจำเป็นต้องทำกับน้องมันจนเลือดตกยางออกเลยเหรอลูก โยโตแล้วนะ แม่ไว้ใจ พี่ปริศนาเองก็ไว้ใจให้โยช่วยดูน้องมัน"
แม่ยังพูดไม่จบ แต่ผมน้ำตาร่วงลงอาบแก้ม ปวดร้าวใจที่สุด ใครพูดก็ไม่เจ็บเท่าแม่พูด ผมเสียใจ สะอื้นไห้ออกมาอย่างสุดทน แม่เองก็คงตกใจเพราะน้อยครั้งที่ผมจะแสดงความอ่อนแอให้แม่เห็น
"เอาเถอะลูก แม่รู้ว่าเราเองก็คงเสียใจ ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ แม่เลี้ยงของแม่มา แม่รู้ดีว่าเราเป็นยังไง"
แม่เสียงเครือ ผมมองหน้าแม่ เห็นน้ำตาแม่ไหลออกมาเหมือนกัน นี่ผมทำให้แม่ร้องไห้ ผมยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ยิ่งแม่พูดแบบนี้ ยิ่งเหมือนสาดน้ำเกลือใส่แผลสด ผมปวดแสบปวดร้อนไปทั้งใจ
"อาบน้ำเสร็จแล้ว ทายาให้เค้าด้วย"
เสียงของไอ้ตัวดี แจ่มใส แต่ก็ชะงักลงเพราะเห็นผมร้องไห้ และมีแม่อยู่ด้วย
"ไหน เอ มาแม่ดูหน่อยซิ หลังเป็นไงบ้าง"
แม่รีบปาดน้ำตาแล้วหันไปทางเอ ยิ้มให้มันอย่างอ่อนโยน
"เอ่อ ไม่เป็นไรมากหรอกครับ แม่อร ผมซนไปหน่อย เล่นบาสกับเพื่อนแรงเลยล้มหลังไถพื้นเลย"
มันเกาหัวแล้วรีบเดินไปใส่เสื้อ มันหลอกแม่ แต่คงไม่รู้ว่าแม่ผมไม่ได้โง่ ความจริงมันแบกเป้มาด้วยใบใหญ่แต่มันโกหกผมว่าไม่ได้เอาเสื้อผ้ามา
"เดี๋ยวแม่ทายาให้ ไหนหันหลังมาดูหน่อยซิ"
แม่ยังไม่ยอม ลุกออกจากเตียงเดินไปหามันทันที มันหันมามองผมเลิ่กลั่ก แต่ผมก็ได้แต่ก้มหน้า มันยอมให้แม่ดูหลังแต่โดยดี
"ตายแล้ว เล่นอะไรกันแรงขนาดนี้ แผลใหญ่อักเสบ มาๆเดี๋ยวแม่ใส่ยาให้ เจ็บไหมลูก นี่ถ้าพี่ปริสนารู้แม่แย่แน่ๆ"
แม่อุทานแล้วหันมามองผม ยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้นกว่าเดิม แล้วที่มันทำผมล่ะแม่ ถ้าแม่รู้แม่จะพูดอย่างนี้อยู่ไหม ผมรู้สึกน้อยใจขึ้นมา แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูก แม่รู้แล้วว่ามีอะไรเกินเลยกัน โอ๊ย ผมจะบ้าตาย เจ็บปวดทรมานในใจ ไข้ก็พอทุเลาแต่ไข้ใจนี่ผมคงป่วยไปอีกนาน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น