วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 26

ผมถือถาดน้ำมะตูมออกไปในใจก็สั่นไหวกลัวว่าเพื่อนจะถาม ไม่ใช่จะปิดบังแต่ผมยังไม่พร้อมที่จะเล่าอะไรในตอนนี้ ทั้งสองคนมองหน้าผมจ๋าแม้จะมีสีหน้าเศร้าอยู่แต่แววตามันก็อยากรู้มาก นี่คงถึงตาผมเผยความจริงแล้วสินะ




"ไปเอาน้ำแค่นี้ไปเป็นชั่วโมงเลยนะแก"


พลแซว


"เออ จ๋า เรื่องแกน่ะฉันว่า"


"อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ไม่ได้ผลหรอกแก หลอกฉันสองคนไม่ได้หรอก"


พลสวนขึ้นมา ทั้งที่ผมพยายามวกกลับไปเรื่องของจ๋า


"อะไรล่ะแก ก็บอกเป็นไข้ธรรมดา นี่ก็เพิ่งสร่างอย่าซักมากได้ไหม"


ผมหัวเสียใส่


"ไม่จริง เวลาแกไม่สบายแกไม่เป็นแบบนี้ ฉันรู้ ไม่ทำท่ามีความลับพันล้านแบบนี้หรอก"


ทีนี้จ๋าเสริม


"อ้าว แก ก็คราวนี้มันไม่สบายมาก ฉันก็แค่เครียดๆ"


"เครียดเรื่องน้องเอหรือเปล่าแก"


พลเหน็บ แต่ผมรู้สึกจริงๆ ไม่รู้ว่ามันระแคะระคายจากเรื่องที่เคยเล่าให้ฟังหรือด้วยความที่มันฉลาดนักเรื่องของชาวบ้านก็ไม่แน่ใจ ผมมองค้อนพล


"แน่ะแน๊ มองแบบนี้มีอะไรแน่ๆ ไหนแกเล่ามาซิ"


"โอ๊ย ไม่มีอะไรแก ตอนนี้สนใจเรื่องของจ๋าก่อนดีไหม ฉันไม่มีอะไร"


"ฉันโอเคแล้วแก ว่าเรื่องของแกมาเถอะ"


จ๋าปาดน้ำตาออกแล้วทำหน้าอยากรู้อยากเห็นจนหน้าหมั่นไส้ ไม่ยักรู้ว่าเมื่อกี้มันเพิ่งร้องไห้หมดสภาพ


"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น"


ผมโวยวาย


"โย แกเป็นเพื่อนฉันนะ แกเปลี่ยนไปยังไงทำไมฉันจะดูไม่ออก แกดูไม่สบายใจขนาดนี้ ฉันดูออก อย่ามาปิดบังเลย"


จ๋าพูดเสียงอ้อนวอน


"ใช่แก ทีเรื่องจ๋า เรายังปรึกษากัน แล้วแกมีเรื่องอะไรทำไมจะไม่ปรึกษาพวกฉันล่ะ"


ผมนั่งนิ่งหน้าสลดลงทันที ในที่สุดพวกมันก็จะล้วงความในใจของผมออกมาให้ได้จริงๆใช่ไหม ผมถอนหายใจคิดทบทวน ขัดแย้งในใจทำไมแม้แต่เพื่อนที่สนิทอย่างพวกมันไม่เคยมีเรื่องใดปิดบังกัน ผมยังรู้สึกลำบากใจที่จะบอก ยากเหลือเกิน


"ฉันมีอะไรกับไอ้เอ"


ผมพูดเหมือนกระซิบ เสียงเบาลอดออกมาจากช่องคออย่างยากเย็น มันดังออกมาจากห้วงที่ลึกที่สุดของหัวใจ ความอายทำให้ผมไม่กล้าที่จะพูดมันออกมาได้อย่างเต็มใจ


"หา อะไรนะ"


ทั้งสองตะโกนพร้อมกัน มันมองหน้าผมทีแล้วมองหน้ากัน


"ฉันว่าแล้ว มันต้องมีวันนี้"


พลพูดขึ้น จ๋าตีมือมัน


"ฉันแย่มากเลยใช่ไหมแก ที่คุมตัวเองไม่อยู่"


ผมพูดเสียงเศร้ารังเกียจตัวเองขึ้นมา


"ไม่หรอกแก อย่าคิดมาก ไม่เห็นเป็นไรเลย แค่มีอะไรกัน"


จ๋าพูดเสียงอ่อนโยน รู้ว่ามันพยายามพูดให้ผมรู้สึกดีขึ้น แต่ผมไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย


"นั่นสิแก คิดอะไรมากมาย เด็กมันยั่วนักก็จัดไป"


"เรื่องแค่นี้เหรอที่ทำให้แกนั่งเศร้าจนป่วย"


จ๋ามองหน้าผม


"แค่นี้เหรอแก แม่รู้แล้ว แม่ดูผิดหวังมาก"


ผมกระแทกเสียง ไม่ได้ตั้งใจ หวังจะให้เพื่อนเข้าใจตัวเองโดยที่ไม่พูดคงจะประหลาด


"หา แม่รู้ด้วยเหรอ"


ทั้งสองอุทานพร้อมกันอีกครั้ง ผมพยักหน้า


"นี่ล่ะที่ฉันกลุ้มใจ"


"แต่แม่คงเข้าใจนะแก อย่าคิดมากเลย"


จ๋าจับบ่าผมแล้วบีบเบาๆ


"นั่นสิ แม่เป็นแม่พระจะตาย แม่เข้าใจล่ะ"


"ยิ่งแม่ดีเท่าไหร่ วางใจเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ฉันตอบแทนแม่ล่ะแก ดูฉันทำสิ ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบทำลายความไว้วางใจที่แม่มีให้ ไหนจะอาจารย์ปริศนาอีก เขาอุตส่าห์ไว้วางใจให้บอกให้สอนลูกเขา แต่ฉันกลับทำมันพัง ฉันจะมองหน้าแม่ยังไง สายตาแม่ตำหนิฉันมาก ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยทำให้แม่เสียใจเลย แม่ไม่เคยเสียใจเลย แต่คราวนี้"


ความในใจที่เก็บไว้มานานพรั่งพรูออกมา ผมร้องไห้ สะอื้นอย่างช้ำใจ เพื่อนทั้งสอบเงียบนิ่งไม่มีเสียงหลุดออกมาจากปากของใคร


"คราวนี้ฉันมันแย่มากเลยใช่ไหม ผ่านอะไรมามากมาย แค่เรื่องแค่นี้ฉันยังทำไม่ได้ แล้วฉันจะทำยังไงแก ฉันจะทำยังไง"


ผมโอดครวญ พูดทั้งน้ำตา


"โย"


จ๋าเรียกชื่อแล้วกอดผม ผมร้องไห้จนพอใจ เพื่อนก็เงียบนั่งดูอยู่ พลก็บีบมือให้กำลังใจ


"โอ๊ย นีมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมีแต่เรื่องนะช่วงนี้ ไปทำบุญกันเถอะแก"


พลพูดขึ้น


"นั่นสิ ฉันว่าฉันคงมีเรื่องแค่คนเดียว แกใจเย็นๆนะโย อย่าคิดมาก แม่เสียใจ แต่แม่คงเข้าใจล่ะ"


ผมพยักหน้ายอมรับน้ำใจจากเพื่อน แต่ใจจริงผมยังคงรังเกียจตัวเอง ทำใจยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น กับลูกเลวอย่างผม เรานั่งคุยกันจนเกือบเที่ยงจึงมาทำกับข้าวกินกัน พอกินเสร็จก็นั่งคุยกันต่อ คุยกับเพื่อนแล้วรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย จ๋าเองก็ดูไม่เครียดแล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด พยายามทำให้มันดีที่สุด เราปลอบใจกันด้วยคำพูดเหล่านี้ หน้าก็บอกรับรู้เข้าใจ แต่ในใจไม่รู้ว่าจ๋าเองมันจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า เพราะผมเองทำไม่ได้


เรานั่งดูโทรทัศน์สักพักก็ออกมานั่งคุยกันต่อที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน เกือบสี่โมง เราทั้งสามก็สะดุ้งเพราะมีเป้โยนเข้ามาในบ้าน


"เฮ้ย ขโมย"


พลร้อง


"ไม่ใช่หรอก ไอ้เอ"


ผมบอก เพราะเป้นักเรียนของมันคุ้นตา อีกอย่างมันคงปีนเข้าบ้านผมจนชิน พอพูดจบก็เห็นร่างของมันปีนรั้วเข้ามา มันชะงักอยู่บนรั้วบ้าน คงตกใจที่มองเห็นเรานั่งอยู่ มันยิ้มแห้งๆแล้วค่อยกระโดดลงจากรั้ว พอมันหยิบเป้ขึ้นมาก็ยืนเก้ๆกังๆอยู่สักพัก ค่อยเดินเข้ามา มันยังคงใส่กางเกงนักเรียนแต่เสื้อเป็นเสื้อเล่นบาสฯ


"หวัดดีครับพี่"


มันยกมือไหว้เพื่อนทั้งสองแล้วยืนเขินอยู่


"ไหนบอกจะซ้อมบาสไง แล้วทำไมกลับเร็ว"


ผมถามกลัวมันจะเขินจนทำอะไรไม่ถูก


"ก็เค้า เอ่อ ผมเจ็บหลังเลยกลับก่อน"


มันหน้าแดง รีบเปลี่ยนสรรพนามแทนตัว เพิ่งรู้ว่าไอ้นี่ก็มียางอาย มันเดินมานั่งเบียดผมทันที


"เนี่ยเหรอน้องเอ เข้าใจแล้วล่ะแกว่าทำไมมันถึงเกินเลย"


พลพูดแล้วยิ้มมองสำรวจไอ้เอ จนผมเองที่อายแทนมัน


"เอ ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป"


ผมพูดแล้วดันให้มันลุก มันทำหน้างงๆแต่ก็ยอมลุกไปแต่โดยดี พอลับหลังมันพลก็ทำหน้าตาตื่นตาโตใส่


"หล่อว่ะแก ไม่แปลกใจหรอกที่แกจะเกินเลยกับมัน ตัวสูงใหญ่หล่อล่ำขนาดนี้ เป็นฉันนะตั้งแต่มันยั่ววันแรกแล้วแก"


"อีบ้า คนมันยิ่งเครียดๆอยู่ ใครจะเหมือนแก แหม"


"เงียบไปเลยจ๋า"


พลแว้ดใส่ แล้วหันมาทางผมอีก ผมไม่ได้ยินดียินร้ายกับมัน แต่ทำตัวไม่ถูก


"แกจะไปเครียดอะร้าย เด็กมันหล่อออกขนาดนี้ น่ากินมาก รู้งี้ฉันไปรับจ้างสอนพิเศษด้วยก็ดี ดูท่าคงจะไม่น้อย อิอิ เพื่อนฉันถึงกับเป็นไข้"


"นี่แก มากไปแล้ว ไม่ต้องคุยเรื่องนี้แล้ว ฉันไม่สนุกด้วย"


ผมโวยใส่ ไม่พอใจมันที่พูดทุกอย่างเป็นเรื่องเล่นไปเสียหมด


"น่าแก อย่าเครียด น่าจะพอใจมากกว่านะฉันว่า"


มันอมยิ้ม


"โอ๊ย ไม่อยากคุย กลับบ้านได้แล้วแก ไปพักเถอะจ๋าแกเองก็เครียด ส่วนแกกลับไปหาเด็กแกเถอะ"


"จ้า พอเด็กมาก็ไล่เพื่อนเลย ปะจ๋าเรากลับ มันจะสานสัมพันธ์กับน้องเอ"


มันล้อ ผมค้อนวงใหญ่ มันรีบลุกแล้วดึงมือจ๋าลุกตาม


"แกมีอะไรโทรมานะ ไม่ต้องคิดมาก"


จ๋าบอกก่อนจะเดินไปตามแรงดึงของไอ้พล รายนั้นยิ้มกรุ้มกริ่ม


"อย่าหักโหมนักล่ะแก เดี๋ยวไข้ขึ้นอีก อิอิ"


"ไอ้นี่ เดี๋ยวเถอะ"


พอเพื่อนออกจากบ้าน ผมก็ปิดประตูถอนหายใจ ไม่ได้โล่งใจแต่รู้สึกแปลกๆนี่มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนะ ผมคิดไม่ตกจริงๆ เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นมันดูประดังประเดเข้ามาเกินจะรับ ความรู้สึกก็อ่อนล้าเหลือเกิน ไม่อยากจะทำอะไร ไม่อยากจะคิดอะไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น