พลบีบแตรรถดังอยู่หน้าบ้าน ผมมองหน้าจ๋า
"แล้วไอ้พลล่ะ แกจะบอกมันไหม"
จ๋ามองหน้าผม สายตามันน่าเห็นใจเหลือเกิน ผมนิ่งแล้วคิด
"อย่างน้อยมันก็เพื่อน เอาเถอะแก มีกันและกันแค่นี้ล่ะ"
ผมเดินออกไปเปิดประตูให้พล มันอยู่ในชุดทำงาน หน้าตาดูตื่นๆ
"เออ มีอะไรกันแก"
พลถาม แล้วมองหน้าผม ผมพยักหน้าแล้วให้มันเดินเข้าบ้าน
"มีอะไรแก"
มันนั่งลงตรงข้ามจ๋า ถามเสียงอ่อนโยน จ๋ามองหน้ามันแล้วเม้มปาก เหมือนมันพยายามไม่ให้ร้องไห้ออกมา พลเหมือนเข้าใจ มันหันมามองผมซึ่งทรุดตัวลงนั่งข้างๆจ๋า ผมหันไปมองจ๋ามันได้แต่ก้มหน้า ผมเองก็ลำบากใจ
"ฉันท้อง แก"
จ๋าพูดออกไปเอง มันคงลำบากใจมากกว่าผม
"อะไรนะ"
พลตะโกนทำท่าตกใจ ผมมองมันเตือนให้มันสงบลงหน่อย เพราะจ๋าคงไม่อยากได้ยินเพื่อนว่ามันอีกรอบ มันค่อยลดเสียงลง
"แล้วพี่ป้อม รู้เรื่องยัง"
มันถามเสียง เครียด จ๋าพยักหน้า
"แล้วเค้าว่าไง"
"กำลังคิดกันอยู่แก พี่ป้อมจะให้ผู้ใหญ่มาขอตอนรับปริญญาเสร็จ"
ผมตอบแทนเพราะจ๋ามันเบะ ปากอีกแล้ว ท่าน้ำตาจะทะลักออกมาอีก
"แล้วป๊าจะยอมเหรอแก รายนั้นก็ยังเรียนไม่จบ แกก็ยังไม่ได้ทำงาน"
คราวนี้มันปล่อยโฮออกมาเลย ใช่เรายังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ผมบีบบ่าจ๋าเบาๆ แล้วมองพล มันทำหน้าเอ๋อเพราะไม่คิดว่าคำพูดของมันจะไปสะกิดใจมัน เรานั่งนิ่งไม่มีใครพูดอะไร ต่างถอนหายใจ มองหน้ากัน
"แล้วฉันจะทำ ยังไงดีแก"
จ๋าสะอื้น ถามออกมา
"ทำไงได้แก ปล่อยให้มันเลยตามเลย มาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วแกปล่อยให้หลุดได้ไงแก ทำไมไม่ป้องกัน"
พลขึ้นเสียง
"เอาน่าแก ไหนๆ มันก็เกิดขึ้นแล้ว จะด่าว่ามันแล้วมันจะดีกว่านี้ไหม"
"ฉันไม่เข้าใจแกเลยจ๋า แกไม่เคยเป็นแบบนี้ คบใครต่อใคร ไม่เคยยอมเขาขนาดนี้ แล้วแกไว้ใจมันมากขนาดนี้เลยเหรอ ไอ้พี่ป้อมน่ะ"
พลพูดเสียงเครียด ขรึม จ๋ายิ่งสะอื้นไห้
"พล แกก็อย่าไปว่ามันมาก ช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงดี"
ผมพยายามประครองไม่ให้เรื่องมัน ตึงเครียดมากไปกว่านี้ ไม่อยากได้ยินอะไรเครียดๆอีกแล้ว
"ไม่ได้ จะพอง่ายๆไม่ได้ เวลาทำทำไมไม่คิด เวลาเกิดเรื่องแล้วเป็นไง สนุกไหม ก่อนที่จะช่วยคิดขอด่าหน่อยเถอะ มักง่าย"
"พล"
ผมตวาด จ๋าก้มหน้าลงร้องไห้ยิ่งกว่าเดิม
"แกเสียใจเหรอ เราคุยกันกี่รอบแล้วเรื่องป้องกันไม่ป้องกัน แกทำไม"
พลยังไม่ยอมหยุด แต่มันก็พูดยังไม่ทันจบ น้ำตามันก็ร่วง
"แกเสียใจแค่ไหน แกรู้ไว้นะจ๋า ฉันเองก็เสียใจ"
มันสะอื้น
"ทำไม ปล่อยตัวแบบนี้ มั่นใจมากเลยเหรอ ว่ามันจะยอมรับแก ถ้ามันไม่ยอมรับล่ะ รักมันมากเลยเหรอ แกมันรักมันมากกว่าอนาคตของแกเลยเหรอ แกถึงทำแบบนี้"
"ฉัน ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้นะแก มันพลาดแกได้ยินไหม มันพลาด แกจะให้ฉันทำยังไง จะให้ฉันเอามันออกเหรอไอ้เด็กคนนี้"
จ๋าสวนขึ้นมาทั้งน้ำตา ผมเหมือนกำแพงกั้นระหว่างกองทรายกับน้ำทะเล อีกฝ่ายโหมเข้าใส่ อีกฝ่ายก็ไม่อยากให้บอบช้ำ ผมเองที่ปวดใจเหลือเกิน ยิ่งมีแผลในใจ ยิ่งเห็นเพื่อนรักเป็นแบบนี้ ยิ่งแทงใจ
"จะทะเลาะกันอีกนานไหม ได้อะไร หา พวกแกทะเลาะกันให้มันได้อะไรขึ้นมา เสียใจ ทุกคนก็เสียใจ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะขุดขึ้นมาพูดให้ได้อะไร ทำไมไม่ช่วยกันคิด มันไม่ดีกว่านั่งเถียงกันเหรอ"
ผมทนไม่ไหวตะโกนขึ้น น้ำตาซึมหางตาไม่ร้องไห้มาก เพราะร้องมามากพอแล้ว ทั้งสองเงียบ เราทั้งสามกลับมานั่งเงียบอีกครั้ง เสียงสะอื้นปนเสียงถอนหายใจดังเป็นระยะ ลำบากใจเหลือเกิน คิดไม่ออกเลยว่าควรจะทำยังไงดี คิดเรื่องจ๋าเรื่องส่วนตัวของผมก็แทรกเข้ามา
"แล้วแกจะบอกป๊าไหม หรือว่าจะรอให้เขามาขอก่อน"
พลพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ จ๋าส่ายหน้าไม่มีคำตอบ
"เรื่องจะเอาเด็กออก ไม่ต้องคิด คนทั้งคน เวลาพ่อกับแม่มันสนุกสนานกัน เคยคิดป่ะล่ะว่าจะเป็นแบบนี้ มีแต่ครางขออีกๆ เชอะ"
ผมอดอมยิ้มไม่ได้ จ๋าเองก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
"อี บ้า"
เราหัวเราะออกมาจนได้ มันเครียดก็จริง แต่ทำยังไงได้ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือนผมกับเรื่องที่สุมอกอยู่ตอนนี้ แต่เราจะยิ้มได้นานสักแค่ไหนเชียว
"นั่นสินะแก อย่าคิดมากเลย ป๊าเขาคงไม่ฆ่าแกหรอก"
ผมปลอบ จ๋าค่อยดูหายเศร้าขึ้นมาหน่อย
"ท้อง สาวน่ะมันไม่ใหญ่หรอกแก อีกไม่กี่เดือนก็รับปริญญาแล้ว พอรับเสร็จก็แต่ง ไม่แปลกหรอก"
พลเสริม
"ว่าแต่แกเถอะ ช่วงนี้เป็นไรเห็นเงียบๆ"
พลหันมาทางผม จ๋าเองก็จ้องมาที่ผม
"ปล่าวนี่ ก็แค่เป็นไข้"
"เป็นไข้ต้องปิดมือถือไม่บอกไม่กล่าวเพื่อนเลย เหรอ แปลกว่ะ"
พลยังคงสงสัย
"เออ นั่นสิ ฉันก็เป็นห่วง ยิ่งมีเรื่อง ยิ่งอยากคุย แต่แกก็ไม่รับโทรศัพท์ มีอะไรหรือเปล่าแก"
"ไม่ มี เออกินน้ำไหมแกคุยตั้งนาน เดี๋ยวไปเอาน้ำมาให้"
ผมเปลี่ยนเรื่อง ไม่คิดจะปิดเพื่อนแต่ยังไม่อยากเล่าตอนนี้ ผมลุกออกจากโต๊ะทันที
"ไม่ ใช่โดนของใหญ่จนไข้ขึ้นเร้อแก ฉันก็เคยเป็น"
ผมหันมาค้อนพลวงใหญ่ มันพูดขึ้นมาลอยๆ แต่มันแทงใจเหลือเกิน แล้วก็เดินเข้าครัวไปเลย
"โห พูดแค่นี้ทำเป็นค้อน จริงเหรอโย ใครอ่ะ เฮ้ยอย่าบอกนะว่า"
พลมัน ร้องตาม ผมรู้สึกอายเพื่อนเหลือเกิน นี่มันชักจะรู้มากไปแล้ว ผมนั่งลงที่เก้าอี้ในครัว คิดว่าควรจะบอกพวกมันดีไหม ใจหนึ่งก็ไม่มีเรื่องไหนที่เคยปิดพวกมันได้ ใจหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะบอกใครๆได้ง่ายๆ แม้แต่ตัวของผมเอง ผมยังทำใจรับไม่ได้เลย แล้วเพื่อนล่ะมันจะทำใจรับได้เหรอ เรื่องบางเรื่องเราก็ขอให้มันเป็นควาลับฝังอยู่ในใจของเราคนเดียวไปจนวันตาย แต่ท่าทางมันคงไม่ลงง่ายๆ ผมยกถาดน้ำมะตูมออกไป เตรียมใจที่จะเผชิญกับคำถามของเพื่อนๆ เข้มแข็งไว้ โย แกต้องเข้มแข็ง
"แล้วไอ้พลล่ะ แกจะบอกมันไหม"
จ๋ามองหน้าผม สายตามันน่าเห็นใจเหลือเกิน ผมนิ่งแล้วคิด
"อย่างน้อยมันก็เพื่อน เอาเถอะแก มีกันและกันแค่นี้ล่ะ"
ผมเดินออกไปเปิดประตูให้พล มันอยู่ในชุดทำงาน หน้าตาดูตื่นๆ
"เออ มีอะไรกันแก"
พลถาม แล้วมองหน้าผม ผมพยักหน้าแล้วให้มันเดินเข้าบ้าน
"มีอะไรแก"
มันนั่งลงตรงข้ามจ๋า ถามเสียงอ่อนโยน จ๋ามองหน้ามันแล้วเม้มปาก เหมือนมันพยายามไม่ให้ร้องไห้ออกมา พลเหมือนเข้าใจ มันหันมามองผมซึ่งทรุดตัวลงนั่งข้างๆจ๋า ผมหันไปมองจ๋ามันได้แต่ก้มหน้า ผมเองก็ลำบากใจ
"ฉันท้อง แก"
จ๋าพูดออกไปเอง มันคงลำบากใจมากกว่าผม
"อะไรนะ"
พลตะโกนทำท่าตกใจ ผมมองมันเตือนให้มันสงบลงหน่อย เพราะจ๋าคงไม่อยากได้ยินเพื่อนว่ามันอีกรอบ มันค่อยลดเสียงลง
"แล้วพี่ป้อม รู้เรื่องยัง"
มันถามเสียง เครียด จ๋าพยักหน้า
"แล้วเค้าว่าไง"
"กำลังคิดกันอยู่แก พี่ป้อมจะให้ผู้ใหญ่มาขอตอนรับปริญญาเสร็จ"
ผมตอบแทนเพราะจ๋ามันเบะ ปากอีกแล้ว ท่าน้ำตาจะทะลักออกมาอีก
"แล้วป๊าจะยอมเหรอแก รายนั้นก็ยังเรียนไม่จบ แกก็ยังไม่ได้ทำงาน"
คราวนี้มันปล่อยโฮออกมาเลย ใช่เรายังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ ผมบีบบ่าจ๋าเบาๆ แล้วมองพล มันทำหน้าเอ๋อเพราะไม่คิดว่าคำพูดของมันจะไปสะกิดใจมัน เรานั่งนิ่งไม่มีใครพูดอะไร ต่างถอนหายใจ มองหน้ากัน
"แล้วฉันจะทำ ยังไงดีแก"
จ๋าสะอื้น ถามออกมา
"ทำไงได้แก ปล่อยให้มันเลยตามเลย มาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วแกปล่อยให้หลุดได้ไงแก ทำไมไม่ป้องกัน"
พลขึ้นเสียง
"เอาน่าแก ไหนๆ มันก็เกิดขึ้นแล้ว จะด่าว่ามันแล้วมันจะดีกว่านี้ไหม"
"ฉันไม่เข้าใจแกเลยจ๋า แกไม่เคยเป็นแบบนี้ คบใครต่อใคร ไม่เคยยอมเขาขนาดนี้ แล้วแกไว้ใจมันมากขนาดนี้เลยเหรอ ไอ้พี่ป้อมน่ะ"
พลพูดเสียงเครียด ขรึม จ๋ายิ่งสะอื้นไห้
"พล แกก็อย่าไปว่ามันมาก ช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงดี"
ผมพยายามประครองไม่ให้เรื่องมัน ตึงเครียดมากไปกว่านี้ ไม่อยากได้ยินอะไรเครียดๆอีกแล้ว
"ไม่ได้ จะพอง่ายๆไม่ได้ เวลาทำทำไมไม่คิด เวลาเกิดเรื่องแล้วเป็นไง สนุกไหม ก่อนที่จะช่วยคิดขอด่าหน่อยเถอะ มักง่าย"
"พล"
ผมตวาด จ๋าก้มหน้าลงร้องไห้ยิ่งกว่าเดิม
"แกเสียใจเหรอ เราคุยกันกี่รอบแล้วเรื่องป้องกันไม่ป้องกัน แกทำไม"
พลยังไม่ยอมหยุด แต่มันก็พูดยังไม่ทันจบ น้ำตามันก็ร่วง
"แกเสียใจแค่ไหน แกรู้ไว้นะจ๋า ฉันเองก็เสียใจ"
มันสะอื้น
"ทำไม ปล่อยตัวแบบนี้ มั่นใจมากเลยเหรอ ว่ามันจะยอมรับแก ถ้ามันไม่ยอมรับล่ะ รักมันมากเลยเหรอ แกมันรักมันมากกว่าอนาคตของแกเลยเหรอ แกถึงทำแบบนี้"
"ฉัน ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้นะแก มันพลาดแกได้ยินไหม มันพลาด แกจะให้ฉันทำยังไง จะให้ฉันเอามันออกเหรอไอ้เด็กคนนี้"
จ๋าสวนขึ้นมาทั้งน้ำตา ผมเหมือนกำแพงกั้นระหว่างกองทรายกับน้ำทะเล อีกฝ่ายโหมเข้าใส่ อีกฝ่ายก็ไม่อยากให้บอบช้ำ ผมเองที่ปวดใจเหลือเกิน ยิ่งมีแผลในใจ ยิ่งเห็นเพื่อนรักเป็นแบบนี้ ยิ่งแทงใจ
"จะทะเลาะกันอีกนานไหม ได้อะไร หา พวกแกทะเลาะกันให้มันได้อะไรขึ้นมา เสียใจ ทุกคนก็เสียใจ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะขุดขึ้นมาพูดให้ได้อะไร ทำไมไม่ช่วยกันคิด มันไม่ดีกว่านั่งเถียงกันเหรอ"
ผมทนไม่ไหวตะโกนขึ้น น้ำตาซึมหางตาไม่ร้องไห้มาก เพราะร้องมามากพอแล้ว ทั้งสองเงียบ เราทั้งสามกลับมานั่งเงียบอีกครั้ง เสียงสะอื้นปนเสียงถอนหายใจดังเป็นระยะ ลำบากใจเหลือเกิน คิดไม่ออกเลยว่าควรจะทำยังไงดี คิดเรื่องจ๋าเรื่องส่วนตัวของผมก็แทรกเข้ามา
"แล้วแกจะบอกป๊าไหม หรือว่าจะรอให้เขามาขอก่อน"
พลพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ จ๋าส่ายหน้าไม่มีคำตอบ
"เรื่องจะเอาเด็กออก ไม่ต้องคิด คนทั้งคน เวลาพ่อกับแม่มันสนุกสนานกัน เคยคิดป่ะล่ะว่าจะเป็นแบบนี้ มีแต่ครางขออีกๆ เชอะ"
ผมอดอมยิ้มไม่ได้ จ๋าเองก็หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
"อี บ้า"
เราหัวเราะออกมาจนได้ มันเครียดก็จริง แต่ทำยังไงได้ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือนผมกับเรื่องที่สุมอกอยู่ตอนนี้ แต่เราจะยิ้มได้นานสักแค่ไหนเชียว
"นั่นสินะแก อย่าคิดมากเลย ป๊าเขาคงไม่ฆ่าแกหรอก"
ผมปลอบ จ๋าค่อยดูหายเศร้าขึ้นมาหน่อย
"ท้อง สาวน่ะมันไม่ใหญ่หรอกแก อีกไม่กี่เดือนก็รับปริญญาแล้ว พอรับเสร็จก็แต่ง ไม่แปลกหรอก"
พลเสริม
"ว่าแต่แกเถอะ ช่วงนี้เป็นไรเห็นเงียบๆ"
พลหันมาทางผม จ๋าเองก็จ้องมาที่ผม
"ปล่าวนี่ ก็แค่เป็นไข้"
"เป็นไข้ต้องปิดมือถือไม่บอกไม่กล่าวเพื่อนเลย เหรอ แปลกว่ะ"
พลยังคงสงสัย
"เออ นั่นสิ ฉันก็เป็นห่วง ยิ่งมีเรื่อง ยิ่งอยากคุย แต่แกก็ไม่รับโทรศัพท์ มีอะไรหรือเปล่าแก"
"ไม่ มี เออกินน้ำไหมแกคุยตั้งนาน เดี๋ยวไปเอาน้ำมาให้"
ผมเปลี่ยนเรื่อง ไม่คิดจะปิดเพื่อนแต่ยังไม่อยากเล่าตอนนี้ ผมลุกออกจากโต๊ะทันที
"ไม่ ใช่โดนของใหญ่จนไข้ขึ้นเร้อแก ฉันก็เคยเป็น"
ผมหันมาค้อนพลวงใหญ่ มันพูดขึ้นมาลอยๆ แต่มันแทงใจเหลือเกิน แล้วก็เดินเข้าครัวไปเลย
"โห พูดแค่นี้ทำเป็นค้อน จริงเหรอโย ใครอ่ะ เฮ้ยอย่าบอกนะว่า"
พลมัน ร้องตาม ผมรู้สึกอายเพื่อนเหลือเกิน นี่มันชักจะรู้มากไปแล้ว ผมนั่งลงที่เก้าอี้ในครัว คิดว่าควรจะบอกพวกมันดีไหม ใจหนึ่งก็ไม่มีเรื่องไหนที่เคยปิดพวกมันได้ ใจหนึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะบอกใครๆได้ง่ายๆ แม้แต่ตัวของผมเอง ผมยังทำใจรับไม่ได้เลย แล้วเพื่อนล่ะมันจะทำใจรับได้เหรอ เรื่องบางเรื่องเราก็ขอให้มันเป็นควาลับฝังอยู่ในใจของเราคนเดียวไปจนวันตาย แต่ท่าทางมันคงไม่ลงง่ายๆ ผมยกถาดน้ำมะตูมออกไป เตรียมใจที่จะเผชิญกับคำถามของเพื่อนๆ เข้มแข็งไว้ โย แกต้องเข้มแข็ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น