วันเสาร์มาถึงแล้ว ผมยังไม่อยากจะเจอหน้ามัน ไม่พร้อมที่จะเจอ แม่ไปวิปัสนาที่วัดอีกแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ที่จริงเอมันเปืดเทอมแล้วตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ปลายเดือนพฤศจิกายน อากาศเริ่มเย็นตอนกลางคืน แต่กลางวันก็ร้อนระอุเหมือนเดิม ผมไม่คิดว่าผมจะหนักใจมากขนาดนี้ ผลของสิ่งที่ทำไปคืนนั้น มันก่อกวนผมได้มากขนาดนี้ ผมนอนไม่หลับตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา คิดวกไปเวียนมา ว่าจะแก้ไขสถานการณ์ที่มันเกิดได้อย่างไร ทำตัวเฉยๆไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็คงไม่ได้ เพราะแม่รู้แล้ว แต่เชื่อว่าแม่คงยังไม่บอกอาจารย์ปริศนา ผมรู้สึกอาย ละอายแก่ใจแม้แต่จะเจอหน้าแม่ในแต่ละวัน แต่แม่เองก็คอยถาม คอยห่วงใย ลำบากใจเหลือเกิน ผมจะทำยังไงดี ผมนอนนิ่งมองเพดานห้อง ผมยังไม่อยากเจอใครในตอนนี้ ผมคิดอยู่นานจึงกดโทรศัพท์ไปหาอาจารย์ปริศนา
"สวัสดีครับ อาจารย์ ผมโยนะครับ"
เสียงผมแหบพร่า
"ว่าไงลูกโย ไม่สบายหรือเปล่า เสียงไม่สู้ดีเลย"
"เอ่อ ผมไม่ค่อยสบายครับ จึงโทรมาบอกอาจารย์ว่า วันนี้คงไปสอนน้องไม่ไหว"
" อ้อ ไม่เป็นไรลูกโย เดี๋ยวแม่ขึ้นไปบอกน้องเขา โยเก่งนะอาทิตย์นี้เห็นตาเอ ขยันอ่านหนังสือ ช่วยทำงานบ้านอีกต่างหาก จนแม่แปลกใจ ไม่เป็นไรลูกเหนื่อยก็พัก ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวแม่ออกไปซื้อกับข้าวมาไว้ให้น้องมัน แต่เอายังไงดี วันนี้แม่ต้องพาตาโอไปค้างที่ปราจีนฯ"
อาจารย์ปริศนาหยุดคิด ผมเองก็แอบถอนหายใจ โล่งใจที่ไม่ได้ไปสอน แต่ก็หนักใจในเรื่องที่อาจารย์ปริศนากำลังจะพูด
" โย ฝากน้องให้ไปค้างที่บ้านได้ไหมลูก ความจริงแม่คุยกับ อรแล้วล่ะ สงสัยยังไม่ได้บอกเรา แม่จะกลับมาก็วันพุธโน่นแน่ะลูก ปล่อยให้อยู่คนเดียว สงสัยจะไม่ดี คงพาเืพื่อนมาค้างแน่ๆ ยังไงรบกวนลูกโยด้วยนะลูก"
นั่นไง ผมกะไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แล้วผมจะบอกปัดไปยังไงล่ะ
"อ้อ ครับ ได้ครับ"
ผม ก็ต้องตอบรับไปแบบนี้สินะ พอวางสายผมก็นอนคิดหนักเลย จะมองหน้ามันยังไง ถ้ามันกวนขึ้นมาอีกล่ะ โอยย ปวดหัว กว่าผมจะลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วลงไปรดน้ำต้นไม้ ทำกับข้าวกินก็เกือบเก้าโมง พอเสร็จก็นอนอยู่โซฟา นอนดูโทรทัศน์ อยากคุยกับจ๋าแต่ก็ยังเคืองที่มันเอาเรื่องนั้นไปบอกแม่ มันโทรมาผมก็คุยไม่มาก แต่มาคิดๆดูแล้ว มันก็ไม่ผิดหรอกผมเองที่เก็บอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้เองทำให้คนรอบข้างเป็น ห่วง ผมนอนมองดูโทรทัศน์ไปโดยที่ไม่รู้เรื่อง จนเผลอหลับไป รู้สึกตัวขึ้นมาเสียงโทรทัศน์ก็เงียบไปแล้ว ผมไม่ได้ปิดนี่
"ตื่นแล้วเหรอคะ"
เสียงที่ผมกำลังหนีอยู่ดังลอยมาจากอีกฝั่งของโซฟา ผมกระเด้งตัวขึ้นทันที
"เห็น นอนเลยไม่ปลุก ผมกำลังทบทวนบทเรียนอยู่"
มัน พูดแล้วหันมายิ้มให้ผม หน้าตามันดูเซียวๆไป คงนอนน้อย ผมคิดไปไกลถึงขนาดนั้น มันหันกลับไปอ่านหนังสืออีก ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี บ้านผมมันคงปีนเข้าจนรู้ลู่ทางแล้ว
"กินข้าวหรือยัง เอ"
ผมถาม แล้วลุกนั่ง
"กินแล้ว ตัวเองหิวเหรอ"
ผมรู้สึกเอียน เลี่ยนขึ้นมาทันทีกับคำพูดที่มันใช้แทนตัวผม
"วันนี้ พี่ปวดหัวนะ คงสอนเราไม่รู้เรื่อง เอาไว้วันหลังนะ"
ผมเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่อยากให้มันพูดอะไรเกี่ยวโยงมาเรื่องนี้มากนัก
"ไม่เป็นไรครับ ยังไงผมก็จะนอนนี่จนถึงวันพุธล่ะ สอนตอนไหนก็ได้"
ผมรู้สึกกลุ้มขึ้นมาทันที ไม่อยากเจอหน้ามันยิ่งได้อยู่กับมันจะทำท่ารังเกียจก็ดูจะเกินไป เราเองที่เผลอตัวไปกับมัน
"งั้นพี่ขึ้นไปนอนพักนะ เราอ่านหนังสือไปก่อน"
ผม เดินขึ้นข้างบนหนีหน้ามันไปเฉยๆ ล็อกห้องแล้วนอนทั้งที่ไม่ง่วง ในใจผมกระวนกระวายเหลือเกิน ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ดูท่าทีมันก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอะไร แล้วทำไมผมจึงต้องหนีหน้ามันด้วย ผมคิดวนเวียน คิดไม่ตกจนผ่านไปนาน รู้สึกหิวขึ้นมา มองดูนาฬิกาหัวเตียงเกือบบ่ายสามแล้ว ผมจึงเดินลงไปข้างล่าง มันยังคงอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม
"เอ หิวข้าวไหม"
ผมถาม มันเงยหน้ามามองแล้วยิ้ม พยักหน้า แววตามันช่างสดใสเหลือเกิน เห็นแล้วน้ำตาจะไหล นี่ผมทำอะไรลงไปกับมัน
"ตัวเองหิวแล้วเหรอ"
ผมไม่ตอบแต่เดินไปที่ครัว ไม่อยากจะทำอะไรเลย มันเดินตามเข้ามา
"พาผมไปดูหนังหน่อย อ่าหนังสือมากปวดตา"
มันพูดขึ้น แล้วขยี้ตา ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่พยักหน้า ดีเหมือนกัน อยู่ในบ้านสองคนแบบนี้ อึดอัดออกไปข้างนอกบ้างก็น่าจะดี
เรา นั่งรถสองแถวออกจากซอยอ่อนนุช วันเสาร์รถก็ยังติดรถสองแถวคนแน่นเราต้องยืนโหนท้ายรถ มันยืนข้างหลังผมหายใจรดต้นคอจนผมอึดอัด หวั่นไหวในใจ ไม่มีทางมันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้ กว่าจะได้ลงจากรถ ผมก็แทบแย่เพราะคนยิ่งแน่นตัวมันก็ยิ่งติดกับผมมากขึ้น ใจผมเต้นตึกตัก เราไปนั่งรถเมล์สาย ๔๘ ไปลงหน้าท้องฟ้าจำลองแล้วข้ามฝั่งไปเมเจอร์
"กินอะไรก่อนไหม" ผมถาม
"อืม ตัวเองอยากกินไรคะ"
"นี่ถามหน่อย พี่ไม่ใช่ผู้หญิงนะ มาค๊งมาคะอะไร"
ผมชักทนไม่ไหว กับคำพูดของมัน
"อ้าวก็อยากพูดอ่ะ ทำไมพูดไม่ได้ ก็เป็นแฟนกันเขาก็พูดแบบนี้ล่ะ"
"ใครเป็นแฟนเธอ"
ผมพูดเสียงแข็ง
"พี่นั่นล่ะ อย่ากวน วันนี้ผมอ่านหนังสือมากเครียด"
มัน พูดหน้าตาเฉยแล้วดันหลังผมเดินนำหน้าขึ้นไปชั้นบน มันดันให้ผมไปยืนหน้าโปรแกรมหนัง ผมไม่ได้สนใจที่จะดู ไม่สนใจว่าหนังเรื่องอะไร รู้สึกอายคนเพราะมีคนเริ่มมอง ผมพยายามขัดขืน แต่ดูปล่าวประโยชน์ เวลาที่ผมจะดิ้นหนี มันบีบบ่าผมแรงๆ บอกให้รู้ว่าอย่าทำ ผมดูเชื่อฟังมันทันที ไม่รู้ทำไม พอมันเลือกรอบได้มันก็ดันหลังให้ผมไปต่อคิวซื้อตั๋ว ผมก้มหน้าอาย รู้สึกหน้าแดงเพราะคนแอบมองแล้วอมยิ้ม พอถึงคิวเรามันก็ดันมายืนข้างหลังผมอีก ทั้งที่เบี่ยงตัวออกมันก็ดึงกลับมา มันเป็นคนเลือกที่นั่ง เหมือนเคย ผมเป็นคนจ่ายเงิน พอซื้อตั๋วเสร็จมันก็เกาะบ่าผมเหมือนเดิม
"เดินห่างๆกันได้ไหม อายคน"
ผมกัดฟันพูด
"อายใครคะ ไม่มีใครมองสักหน่อย"
มันก้มลงพูดข้างหู เหมือนมันแกล้ง
"จะกินไร เร็วๆหิว"
ผมเริ่มเหวี่ยงใส่มัน ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่พามันออกมาข้างนอกบ้าน
"กินโออิชิ"
"โห เงินไม่พอหรอกนะ"
"กิน ขนมก่อนก็ได้ ดูหนังเสร็จค่อยซื้อไปกินที่บ้าน"
ผมถอนหายใจ มันจะอะไรกันหนักหนา มันดันให้ผมขึ้นไปชั้นสาม ร้านเดิม ร้านที่เคยมากินกับพี่ตั้ม
"กินอย่างอื่นไม่ได้เหรอ"
"อ้าว ก็กินง่ายๆ ก่อนไงคะ แล้วค่อยกิน ตัวเองหิวมากไหมล่ะ"
"เออๆ"
เรา เข้าไปสั่งขนมปังกิน มันสั่งทั้งยำมาม่า ขนมปังอีกสี่ห้าอย่าง ผมมองแล้วท้อใจ มันกินหรือมันซื้อไปแจกใคร เวลากินมันไม่คุยเลย แค่เคี้ยวๆแล้วก็ยิ้มให้ผม ส่วนผมเองก็นั่งเคี้ยวตุ้ยๆอยู่ มันกินหมดเร็วมาก
"จะเอาอีกไหม" ผมพูดประชด
"ไม่อ่ะ เดี๋ยวอิ่มมากง่วงนอน"
มันยังมีหน้ามาพูด แต่ก็มองดูรายการอาหารอีก
"อ้าว เฮ้ย ไอ้เชี่ย เอ มึงมาทำไรวะ กูโทรไปบอกเรียน ไอ้ห่า"
เสียงทักที่ดูเหมือนด่ามากกว่าดังมาจากทางเข้าร้าน เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับมันเดินเข้ามาหาเรา
"อ้าว ไอ้ ห่าบอม มึงมาทำไร ก็เรียนนอกสถานที่ไง ไอ้โง่"
ฝ่ายนี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เด็กที่ชื่อบอมนั่งลงข้างๆมันทันที ผมมองหน้าเอ กระอักกระอ่วนใจบอกไม่ถูก
"มึงไหว้ก่อน นี่ครูกู"
มันคงรู้ว่าผมอึกอัด โบ้ยปากให้เพื่อน มันยกมือไหว้ผมแบบกวนๆ
"หวัดดีพี่ ครูมึงหรือเด็กมึง ไอ้ห่ามึงอย่ามาหลอกกู คนนี้เหรอที่มึงบอกว่ารักจริงน่ะ"
ผม รู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที ทำไมเด็กพวกนี้มันถึงไร้มารยาทกันจัง รู้ว่าเรียนชายล้วนแต่จวกกันซึ่งๆหน้าอย่างนี้เลย เอมันคงรู้เหมือนว่าผมคงอึดอัด
"เออ แล้วไง มึงหัดมีมารยาทหน่อย ไอ้ห่า ไปไหนก็ไปเลย คนจะอยู่ด้วยกัน"
"โหมึง พอมีแฟนแล้วไม่เอาเพื่อนเลยนะมึง เออ ไปก็ได้ แต่ว่าเด็กมึง น่ารักดีว่ะ"
"ไอ้ส้นตีน"
ดี ที่ไอ้นั่นลุกไปก่อน เพราะเอมันยกเท้าขึ้นแล้ว มันหันมายิ้มให้ผมตาหวานฉ่ำก่อนที่จะวิ่งออกจากร้าน มันหันมามองหน้าผมยิ้มเขินๆ ผมหน้าตึงไปแล้ว
"ขอโทษน้า เพื่อนผมมันปากไม่ดีอย่างนี้ล่ะ"
"ก็เหมือนเรานี่"
ผมได้ที
"อ่า พูดแบบนี้ไม่งอนแล้วสิ"
มัน หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมเองที่เป็นฝ่ายค้อนประหลับประเหลือก เราเข้าโรงหนังไปตอนสี่โมงกว่า พอเข้าไปถึงที่นั่ง มันก็เอาที่กั้นออกแล้วเอามือสอดมาที่สะโพกผมทันที ผมเด้งตัวออก หันมาทำตาโตใส่มัน แต่มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พอเอนหลังไปอีก มันก็เอามาสอดอีกคราวนี้มันเกาะเอวไว้เลย ผมพยายามแกะมือมันออก แต่ก็ไม่เป็นผล จะด่ามันก็เกรงใจคนในโรงหนัง จะสะดิ้งมาก คนข้างหลังคงได้ด่าเอา ผมจึงยอมให้มันเอามือลูบอยู่ตรงเอว มือมันอุ่นจนร้อน บางทีมันก็เกาเบาๆ บางทีมันก็สอดนิ้วเข้าไปใต้หัวกางเกง ผมเอนหลังให้ติดเบาะมากที่สุดเพราะมือมันจะได้ไม่กระดุกกระดิก พอหนังฉายมันก็โน้มตัวลงมาหอมแก้ม ผมผลักน้ามันออก
"ทำไรน่ะ บ้าเหรอ"
ผมเบี่ยงตัวออก มันไม่ตอบแต่ยิ้มอย่างพอใจที่มันแกล้งผมได้ น่ารำคาญที่สุด ผมจะหนีมันยังไงถึงจะพ้นนะ
"สวัสดีครับ อาจารย์ ผมโยนะครับ"
เสียงผมแหบพร่า
"ว่าไงลูกโย ไม่สบายหรือเปล่า เสียงไม่สู้ดีเลย"
"เอ่อ ผมไม่ค่อยสบายครับ จึงโทรมาบอกอาจารย์ว่า วันนี้คงไปสอนน้องไม่ไหว"
" อ้อ ไม่เป็นไรลูกโย เดี๋ยวแม่ขึ้นไปบอกน้องเขา โยเก่งนะอาทิตย์นี้เห็นตาเอ ขยันอ่านหนังสือ ช่วยทำงานบ้านอีกต่างหาก จนแม่แปลกใจ ไม่เป็นไรลูกเหนื่อยก็พัก ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวแม่ออกไปซื้อกับข้าวมาไว้ให้น้องมัน แต่เอายังไงดี วันนี้แม่ต้องพาตาโอไปค้างที่ปราจีนฯ"
อาจารย์ปริศนาหยุดคิด ผมเองก็แอบถอนหายใจ โล่งใจที่ไม่ได้ไปสอน แต่ก็หนักใจในเรื่องที่อาจารย์ปริศนากำลังจะพูด
" โย ฝากน้องให้ไปค้างที่บ้านได้ไหมลูก ความจริงแม่คุยกับ อรแล้วล่ะ สงสัยยังไม่ได้บอกเรา แม่จะกลับมาก็วันพุธโน่นแน่ะลูก ปล่อยให้อยู่คนเดียว สงสัยจะไม่ดี คงพาเืพื่อนมาค้างแน่ๆ ยังไงรบกวนลูกโยด้วยนะลูก"
นั่นไง ผมกะไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แล้วผมจะบอกปัดไปยังไงล่ะ
"อ้อ ครับ ได้ครับ"
ผม ก็ต้องตอบรับไปแบบนี้สินะ พอวางสายผมก็นอนคิดหนักเลย จะมองหน้ามันยังไง ถ้ามันกวนขึ้นมาอีกล่ะ โอยย ปวดหัว กว่าผมจะลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วลงไปรดน้ำต้นไม้ ทำกับข้าวกินก็เกือบเก้าโมง พอเสร็จก็นอนอยู่โซฟา นอนดูโทรทัศน์ อยากคุยกับจ๋าแต่ก็ยังเคืองที่มันเอาเรื่องนั้นไปบอกแม่ มันโทรมาผมก็คุยไม่มาก แต่มาคิดๆดูแล้ว มันก็ไม่ผิดหรอกผมเองที่เก็บอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้เองทำให้คนรอบข้างเป็น ห่วง ผมนอนมองดูโทรทัศน์ไปโดยที่ไม่รู้เรื่อง จนเผลอหลับไป รู้สึกตัวขึ้นมาเสียงโทรทัศน์ก็เงียบไปแล้ว ผมไม่ได้ปิดนี่
"ตื่นแล้วเหรอคะ"
เสียงที่ผมกำลังหนีอยู่ดังลอยมาจากอีกฝั่งของโซฟา ผมกระเด้งตัวขึ้นทันที
"เห็น นอนเลยไม่ปลุก ผมกำลังทบทวนบทเรียนอยู่"
มัน พูดแล้วหันมายิ้มให้ผม หน้าตามันดูเซียวๆไป คงนอนน้อย ผมคิดไปไกลถึงขนาดนั้น มันหันกลับไปอ่านหนังสืออีก ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี บ้านผมมันคงปีนเข้าจนรู้ลู่ทางแล้ว
"กินข้าวหรือยัง เอ"
ผมถาม แล้วลุกนั่ง
"กินแล้ว ตัวเองหิวเหรอ"
ผมรู้สึกเอียน เลี่ยนขึ้นมาทันทีกับคำพูดที่มันใช้แทนตัวผม
"วันนี้ พี่ปวดหัวนะ คงสอนเราไม่รู้เรื่อง เอาไว้วันหลังนะ"
ผมเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่อยากให้มันพูดอะไรเกี่ยวโยงมาเรื่องนี้มากนัก
"ไม่เป็นไรครับ ยังไงผมก็จะนอนนี่จนถึงวันพุธล่ะ สอนตอนไหนก็ได้"
ผมรู้สึกกลุ้มขึ้นมาทันที ไม่อยากเจอหน้ามันยิ่งได้อยู่กับมันจะทำท่ารังเกียจก็ดูจะเกินไป เราเองที่เผลอตัวไปกับมัน
"งั้นพี่ขึ้นไปนอนพักนะ เราอ่านหนังสือไปก่อน"
ผม เดินขึ้นข้างบนหนีหน้ามันไปเฉยๆ ล็อกห้องแล้วนอนทั้งที่ไม่ง่วง ในใจผมกระวนกระวายเหลือเกิน ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ดูท่าทีมันก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอะไร แล้วทำไมผมจึงต้องหนีหน้ามันด้วย ผมคิดวนเวียน คิดไม่ตกจนผ่านไปนาน รู้สึกหิวขึ้นมา มองดูนาฬิกาหัวเตียงเกือบบ่ายสามแล้ว ผมจึงเดินลงไปข้างล่าง มันยังคงอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม
"เอ หิวข้าวไหม"
ผมถาม มันเงยหน้ามามองแล้วยิ้ม พยักหน้า แววตามันช่างสดใสเหลือเกิน เห็นแล้วน้ำตาจะไหล นี่ผมทำอะไรลงไปกับมัน
"ตัวเองหิวแล้วเหรอ"
ผมไม่ตอบแต่เดินไปที่ครัว ไม่อยากจะทำอะไรเลย มันเดินตามเข้ามา
"พาผมไปดูหนังหน่อย อ่าหนังสือมากปวดตา"
มันพูดขึ้น แล้วขยี้ตา ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่พยักหน้า ดีเหมือนกัน อยู่ในบ้านสองคนแบบนี้ อึดอัดออกไปข้างนอกบ้างก็น่าจะดี
เรา นั่งรถสองแถวออกจากซอยอ่อนนุช วันเสาร์รถก็ยังติดรถสองแถวคนแน่นเราต้องยืนโหนท้ายรถ มันยืนข้างหลังผมหายใจรดต้นคอจนผมอึดอัด หวั่นไหวในใจ ไม่มีทางมันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้ กว่าจะได้ลงจากรถ ผมก็แทบแย่เพราะคนยิ่งแน่นตัวมันก็ยิ่งติดกับผมมากขึ้น ใจผมเต้นตึกตัก เราไปนั่งรถเมล์สาย ๔๘ ไปลงหน้าท้องฟ้าจำลองแล้วข้ามฝั่งไปเมเจอร์
"กินอะไรก่อนไหม" ผมถาม
"อืม ตัวเองอยากกินไรคะ"
"นี่ถามหน่อย พี่ไม่ใช่ผู้หญิงนะ มาค๊งมาคะอะไร"
ผมชักทนไม่ไหว กับคำพูดของมัน
"อ้าวก็อยากพูดอ่ะ ทำไมพูดไม่ได้ ก็เป็นแฟนกันเขาก็พูดแบบนี้ล่ะ"
"ใครเป็นแฟนเธอ"
ผมพูดเสียงแข็ง
"พี่นั่นล่ะ อย่ากวน วันนี้ผมอ่านหนังสือมากเครียด"
มัน พูดหน้าตาเฉยแล้วดันหลังผมเดินนำหน้าขึ้นไปชั้นบน มันดันให้ผมไปยืนหน้าโปรแกรมหนัง ผมไม่ได้สนใจที่จะดู ไม่สนใจว่าหนังเรื่องอะไร รู้สึกอายคนเพราะมีคนเริ่มมอง ผมพยายามขัดขืน แต่ดูปล่าวประโยชน์ เวลาที่ผมจะดิ้นหนี มันบีบบ่าผมแรงๆ บอกให้รู้ว่าอย่าทำ ผมดูเชื่อฟังมันทันที ไม่รู้ทำไม พอมันเลือกรอบได้มันก็ดันหลังให้ผมไปต่อคิวซื้อตั๋ว ผมก้มหน้าอาย รู้สึกหน้าแดงเพราะคนแอบมองแล้วอมยิ้ม พอถึงคิวเรามันก็ดันมายืนข้างหลังผมอีก ทั้งที่เบี่ยงตัวออกมันก็ดึงกลับมา มันเป็นคนเลือกที่นั่ง เหมือนเคย ผมเป็นคนจ่ายเงิน พอซื้อตั๋วเสร็จมันก็เกาะบ่าผมเหมือนเดิม
"เดินห่างๆกันได้ไหม อายคน"
ผมกัดฟันพูด
"อายใครคะ ไม่มีใครมองสักหน่อย"
มันก้มลงพูดข้างหู เหมือนมันแกล้ง
"จะกินไร เร็วๆหิว"
ผมเริ่มเหวี่ยงใส่มัน ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่พามันออกมาข้างนอกบ้าน
"กินโออิชิ"
"โห เงินไม่พอหรอกนะ"
"กิน ขนมก่อนก็ได้ ดูหนังเสร็จค่อยซื้อไปกินที่บ้าน"
ผมถอนหายใจ มันจะอะไรกันหนักหนา มันดันให้ผมขึ้นไปชั้นสาม ร้านเดิม ร้านที่เคยมากินกับพี่ตั้ม
"กินอย่างอื่นไม่ได้เหรอ"
"อ้าว ก็กินง่ายๆ ก่อนไงคะ แล้วค่อยกิน ตัวเองหิวมากไหมล่ะ"
"เออๆ"
เรา เข้าไปสั่งขนมปังกิน มันสั่งทั้งยำมาม่า ขนมปังอีกสี่ห้าอย่าง ผมมองแล้วท้อใจ มันกินหรือมันซื้อไปแจกใคร เวลากินมันไม่คุยเลย แค่เคี้ยวๆแล้วก็ยิ้มให้ผม ส่วนผมเองก็นั่งเคี้ยวตุ้ยๆอยู่ มันกินหมดเร็วมาก
"จะเอาอีกไหม" ผมพูดประชด
"ไม่อ่ะ เดี๋ยวอิ่มมากง่วงนอน"
มันยังมีหน้ามาพูด แต่ก็มองดูรายการอาหารอีก
"อ้าว เฮ้ย ไอ้เชี่ย เอ มึงมาทำไรวะ กูโทรไปบอกเรียน ไอ้ห่า"
เสียงทักที่ดูเหมือนด่ามากกว่าดังมาจากทางเข้าร้าน เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับมันเดินเข้ามาหาเรา
"อ้าว ไอ้ ห่าบอม มึงมาทำไร ก็เรียนนอกสถานที่ไง ไอ้โง่"
ฝ่ายนี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เด็กที่ชื่อบอมนั่งลงข้างๆมันทันที ผมมองหน้าเอ กระอักกระอ่วนใจบอกไม่ถูก
"มึงไหว้ก่อน นี่ครูกู"
มันคงรู้ว่าผมอึกอัด โบ้ยปากให้เพื่อน มันยกมือไหว้ผมแบบกวนๆ
"หวัดดีพี่ ครูมึงหรือเด็กมึง ไอ้ห่ามึงอย่ามาหลอกกู คนนี้เหรอที่มึงบอกว่ารักจริงน่ะ"
ผม รู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที ทำไมเด็กพวกนี้มันถึงไร้มารยาทกันจัง รู้ว่าเรียนชายล้วนแต่จวกกันซึ่งๆหน้าอย่างนี้เลย เอมันคงรู้เหมือนว่าผมคงอึดอัด
"เออ แล้วไง มึงหัดมีมารยาทหน่อย ไอ้ห่า ไปไหนก็ไปเลย คนจะอยู่ด้วยกัน"
"โหมึง พอมีแฟนแล้วไม่เอาเพื่อนเลยนะมึง เออ ไปก็ได้ แต่ว่าเด็กมึง น่ารักดีว่ะ"
"ไอ้ส้นตีน"
ดี ที่ไอ้นั่นลุกไปก่อน เพราะเอมันยกเท้าขึ้นแล้ว มันหันมายิ้มให้ผมตาหวานฉ่ำก่อนที่จะวิ่งออกจากร้าน มันหันมามองหน้าผมยิ้มเขินๆ ผมหน้าตึงไปแล้ว
"ขอโทษน้า เพื่อนผมมันปากไม่ดีอย่างนี้ล่ะ"
"ก็เหมือนเรานี่"
ผมได้ที
"อ่า พูดแบบนี้ไม่งอนแล้วสิ"
มัน หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมเองที่เป็นฝ่ายค้อนประหลับประเหลือก เราเข้าโรงหนังไปตอนสี่โมงกว่า พอเข้าไปถึงที่นั่ง มันก็เอาที่กั้นออกแล้วเอามือสอดมาที่สะโพกผมทันที ผมเด้งตัวออก หันมาทำตาโตใส่มัน แต่มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พอเอนหลังไปอีก มันก็เอามาสอดอีกคราวนี้มันเกาะเอวไว้เลย ผมพยายามแกะมือมันออก แต่ก็ไม่เป็นผล จะด่ามันก็เกรงใจคนในโรงหนัง จะสะดิ้งมาก คนข้างหลังคงได้ด่าเอา ผมจึงยอมให้มันเอามือลูบอยู่ตรงเอว มือมันอุ่นจนร้อน บางทีมันก็เกาเบาๆ บางทีมันก็สอดนิ้วเข้าไปใต้หัวกางเกง ผมเอนหลังให้ติดเบาะมากที่สุดเพราะมือมันจะได้ไม่กระดุกกระดิก พอหนังฉายมันก็โน้มตัวลงมาหอมแก้ม ผมผลักน้ามันออก
"ทำไรน่ะ บ้าเหรอ"
ผมเบี่ยงตัวออก มันไม่ตอบแต่ยิ้มอย่างพอใจที่มันแกล้งผมได้ น่ารำคาญที่สุด ผมจะหนีมันยังไงถึงจะพ้นนะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น