วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 17

ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้า เสียงเต้นของอะไรสักอย่างดัง ตุ๊บๆ อยู่ข้างหู ผมลืมตาขึ้นห้องยังคงมืด แม้จะมีแสงสว่างลอดเข้ามาตามผ้าม่านแล้วก็ตาม ผมขยับตัว ก็โดนกับคนตัวใหญ่ที่นอนอยู่ติดกัน ใช่สิเรื่องเมื่อคืน พลันผมก็คิดไปถึงเรื่องที่ตามมา มันจะเป็นยังไงนะนับจากนี้ ไม่น่าเลยเรา แค่ความหวั่นไหวชั่ววูบ มันจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไป จะมองหน้าอาจารย์ปริศนายังไง จะบอกแม่ว่าอะไร ความคิดในแง่ลบวนเวียนอยู่ในหัว ผมมองดูมันนอนหลับอย่างสบายใจ แปลก ผมเองก็หลับสบาย รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ไม่เคยมีใครนอนกอดผมข้ามคืน แม้แต่พี่ตั้มเองก็ไม่เคย ผมมองดูตัวเองในผ้าห่ม นอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของมันเหมือนเด็กที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ ผมขยับตัวแกะแขนมันออกจากตัวแล้วลุกขึ้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดไปในทางนั้น มันไม่มีทางเป็นไปได้ ผมไม่เคยชอบมันเลย อีกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

"จะไปไหนคะ"

มันงัวเงียถาม ผมไม่ตอบมันพยายามดันตัวลุกขึ้น ทั้งที่ตายังลืมไม่เต็มตา

"โอ๊ย แขนผม"

มันร้อง แล้วกลับไปนอนเต็มหลัง

"โอ๊ย มันชา เจ็บจังเลยพี่"

มันร้องทำหน้าเหยเก ผมนั่งมอง เพราะคิดว่ามันคงแสดงละครอีก แต่ดูท่าคงไม่ใช่เพราะมันคงเหน็บกินจริงๆ

"ก็นอนแบบนี้ทั้งคืน มันก็ชาสิ ไหน"

ผมพูดประชด แต่ก็เข้าไปยกแขนมันมาบีบนวด แต่มันก็ร้อง เจ็บๆ อยู่ตลอด แขนข้่างที่โดนกัดก็ยังเป็นแผลพันผ้าอยู่ ข้างนี้จะพิการอีกไหม

"ค่อยยังชั่วหรือยัง"

ผมถาม แต่ก็ยังไม่หยุดนวด

"ยัง มันยังชาๆ อยู่เลย จะพิการไหมเนี่ย"

"อืม คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะแขนข้างนี้"

"ไม่เป็นไร ถ้าพี่จะนวดให้ผมทุกวัน"

มันยังมีหน้ามาพูดเล่น ผมบีบแรงขึ้นจนมันร้อง แสดงว่าไม่เจ็บแบบเหน็บกินแล้ว

"พอล่ะ น่าจะไม่เป็นไรแล้ว"

ผมลุกขึ้น มันคว้าตัวไว้ทันที

"จะไปไหนคะ ไม่ให้ไป"

ผมกลับมานอนอยู่ท่าเดิม พูดตามจริงผมรู้สึกแปลกๆ แต่มันก็เป็นแบบนี้ไม่ได้ ไม่มีทาง

"ไปเข้าห้องน้ำ"

ผมพูดเสียงแข็ง แต่มันยังคงนัวเนียอยู่ สักพักมันจึงยอมปล่อย

"ผมรู้สึกดีจริงๆเลยพี่ รู้งี้เอาพี่เป็นแฟนตั้งนานล่ะ ไม่ปล่อยไว้นานแบบนี้หรอก"

ผม ไม่สนใจฟังหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าห้องน้ำ พอเสร็จผมก็ลงไปข้างล่างเลย ไปนั่งเหม่ออยู่ในครัว คิดไม่ออก กลุ้มใจ สมองมันตื้อไปหมด ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ไม่พอผมเดินออกไปจะรดน้ำต้นไม้ แต่ก็นั่งเหม่ออยู่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน เปิดน้ำอยู่อย่างนั้น ไม่มีต้นไม้ต้นไหนโดนน้ำ อาจารย์ปริศนาอุตสาห์ไว้วางใจให้คอยเป็นพี่ คอยบอกคอยสอน แม่เองก็วางใจ เพราะเชื่อใจผมมาตลอด ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง แล้วผมทำอะไรลงไป ผมทำลงไปได้ยังไง ทำไมปล่อยให้กิเลสมันครอบงำจิตใต้สำนึก ทำไมปล่อยให้ตัวเองหน้ามืดตามัวไปแบบนั้น แล้วผมจะสอนมันต่อยังไง แล้วผมจะมองหน้ามันยังไงในฐานะ ครูกับศิษย์ นั่งอยู่นานแสนนาน ผมจึงลุกมาเจียวไข่ พอเสร็จก็ไปตามมันลงมากินข้าว มันยังคงละลาบละล้วงผมเหมือนเดิม แต่ผมก็ไม่พูดอะไร

"เอ เรามาคุยกันเรื่องเมื่อคืนเถอะ"

ผมโพล่งออกมา แต่กว่าจะพูดมันออกมาได้มันแสนยากเย็น เหมือนมีใครมาคอยปิดปากเอาไว้

"ผมยังทำไม่ถูกใจเหรอ งั้นเดี๋ยวกินข้าวเสร็จไปต่อกัน"

"เรื่องเมื่อคืน ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ"

ผมยังคงพูดต่อไม่สนใจคำยั่วยุของมัน

"พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นละกัน"

เสียงผมแผ่วเบาเหมือนกระซิบ มันเงียบทันที

"ทำไม พี่รังเกียจผมมากขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมต้องให้ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่ก็น่าจะรู้ว่าผมทำ ไม่ใช่เพราะคะนอง"

มันจ้องหน้าผม เสียงแข็ง นับเป็นครั้งแรกที่เห็นมันดูจริงจังกับคำพูดขนาดนี้

"แล้วแต่เราจะคิด แต่พี่ไม่เห็นว่ามันจะเป็นผลดีกับเราทั้งสองคน พี่เป็นคนสอนเธอนะ พี่ทำใจไม่ได้"

"งั้นก็ไม่ต้องสอนแล้ว ถ้าพี่ลำบากใจ แค่พี่คบกับผม"

"เอ เธอไม่เข้าใจหรอก แม่เธอล่ะ จะว่ายังไง แม่พี่ล่ะจะคิดยังไง มันเป็นไปไม่ได้ เอ"

ผมพยายามอธิบาย

"ทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้ ทีพี่คบคนอื่นแม่พี่ยังไม่ว่า แล้วคบกับผมมันจะเสียหายตรงไหน"

" มันไม่ใช่แบบนั้น เข้าใจพี่ด้วย เรายังมีอนาคตอีกไกลนะ เอ อย่ามาเสียคนเพราะพี่ อย่าทำแบบนี้ พี่อยากให้เราเป็นในสิ่งที่เราหวังไว้ พี่อยากเห็นเรามีครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ใช่แบบพี่"

น้ำตาผมคลอเบ้า รู้สึกหดหู่เหลือเกิน รู้สึกยากเกินจะอธิบาย ไม่อยากให้มันเป็นเหมือนผม เหมือนผม คำๆนี้รู้สึกอายตัวเองเหลือเกิน ผมเป็นตัวประหลาดไปแล้วหรือ ผมแย้งตัวเองในใจ ทั้งที่ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยรู้สึกอายตัวเองเลย นอกจากวันนี้

"เราคบกันผมก็ไปถึงสิ่งที่ผมหวังไว้ได้เหมือนกัน เราคบกันมันก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นได้เหมือนกัน ทำไมพี่"

"เอ"

ผมพูดอะไรไม่ออก รู้สึกตันจุกอยู่ที่คอ ไม่ได้อยากร้องไห้ให้มันเห็น แต่น้ำตามันก็ไหลออกมา

"ผมไม่สนใจหรอก ว่าแม่หรือ แม่อรจะว่าอะไร ผมจะบอกท่านเอง ว่าผมจะคบกับพี่"

"เอ ถ้าเธอทำแบบนั้น ชาตินี้เราไม่ต้องเจอหน้ากันอีก"

ผมตะโกนทั้งน้ำตา มันนิ่ง ตาแดงเหมือนกัน

"สรุป มันเพราะอะไร พี่ ทำไม พี่ถึงไม่อยากคบกับผม ทำไม"

มันเสียงดังเหมือนกัน น้ำตาคลอเบ้า

"มันเป็นไปไม่ได้ เอ เข้าใจพี่ไหม มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะยังไง"

"ผมไม่สน คอยดู ผมจะทำให้พี่เห็นว่าเราคบกันได้ พี่คอยดู"

มัน ลุกขึ้น เดินออกไปจากบ้าน ผมนั่งหมดอาลัย น้ำตาไหลไม่รู้จะทำยังไง โทษตัวเองที่ให้เรื่องมันลามมาถึงขั้นนี้ พอใจหรือยังล่ะ ผมด่าตัวเอง ผมร้องไห้อยู่นานจนน้ำตาแห้งไปเอง ความคิดต่างๆนานาสุมเข้ามาในหัว คิดจนรู้สึกมึนๆหัว ไม่มีใจจะทำอะไร ผมกลับขึ้นไปนอนต่อ นานแค่ไหนไม่รู้ตื่นขึ้นตอนแม่มาเขย่าตัว

"โยๆ เป็นอะไรไปลูก"

แม่ถาม ผมงัวเงียจะลุกขึ้นแต่รู้สึกหนักหัวเหลือเกิน

"นั่นเสื้อผ้าตาเอหรือเปล่าลูก น้องมานอนนี่เหรอเมื่อคืน"

แม่ถามแต่ผมยังคงหลับตาเอามือกดขมับ ปวดหัวเหลือเกิน

"ปวดหัวหรือลูก"

แม่ถามอย่างห่วงใย พลางลูบผมแล้วจับหน้าผาก

"นอนเถอะ เดี๋ยวแม่ไปทำข้าวต้มให้"

แม่ นั่งมองผมอยู่สักพักก็ลงไปจากห้อง แม่คงรู้แล้วว่าผมผิดปกติไป เพราะนอกจากจะไม่พูดสักคำ ผมยังเอาแต่หลับตา ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ใจ ร้อนรนเหลือเกิน อยากลงไปคุยกับแม่ แต่ก็หนักหัวเหลือเกิน ปวดไปทั้งท้ายทอยลามขึ้นมาขมับ

ตอนเช้าผมก็ตื่นไม่ไหว ปวดหัวยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อคืนนอนคิดทั้งคืน แม่เองก็คงห่วง เพราะเดินมาดูผมหลายรอบ พอพ้นสายตาแม่ผมเองก็สะท้อนใจร้องไห้ไม่รู้กี่ที ทั้งอาทิตย์ผมพยายามทำตัวให้ยุ่งมากที่สุด ตอนทำงานพอว่างจากงานของตัวเองก็อาสาช่วยพี่ๆ จนพลมันสงสัย ผมเล่าให้มันฟัง แปลกที่มันไม่พูดไร้สาระ แต่กลับพูดให้กำลังใจผม มันคงเห็นสภาพ จ๋าเองก็คอยโทรมาตลอด ที่จริงพวกมันจะนัดเจอ แต่ผมไม่อยากจะคุยอะไรมาก อยากอยู่คนเดียว แต่พออยู่คนเดียวผมก็คิดมาก จึงพยายามทำทุกอย่างในบ้าน ตั้งแต่หน้าบ้าน จนถึงหลังบ้าน แม่เองก็คงสังเกตุได้ว่าผมแปลกไป ผมพูดน้อยลงแม้จะพยายามทำตัวร่าเริงเหมือนเดิม แต่แม่คงรู้ เพราะท่านเลี้ยงมาของท่าน มีหรือเรื่องแค่นี้แม่จะไม่รู้

"โย ไหนมาคุยกันหน่อยสิลูก"

แม่เดินมานั่งตรงม้าหินอ่อน บอกผมที่กำลังแต่งกิ่งมะลิอยู่ ผมรู้สึกร้อนวูบเสียวสันหลัง ร้อนๆหนาวๆ จ๋ามันคงไม่บอกแม่หรอกนะ ผมคิด

"เป็นอะไรไปลุก ดูมีอะไรในใจ"

แม่จ้องหน้าผมที่นั่งก้มหน้ามองพื้น

"ไม่มีอะไรนี่แม่ โยแค่เหนื่อยๆ"

"เรื่องน้องเหรอ ลูก"

ผมสะดุ้ง มองหน้าแม่ จ๋ามันบอกแน่ๆ

"เอ้อ ไม่นี่ครับแม่ น้องมันก็ตั้งใจเรียนดี ไม่มีอะไรนี่ครับ"

ผมพุดตะกุกตะกัก

"มีอะไรกันหรือเปล่า ดูเราไม่สบายใจเลย"

มีอะไรกันหรือเปล่า ผมไม่ได้ดีความหมายไปในทางเดียวกับแม่ มีอะไรกัน ใช่ครับแม่ เรามีอะไรกัน ผมถึงต้องมานั่งทุกข์อย่างนี้ไง

"ไม่มีนี่แม่ ไม่มีครับ"

ผม ร้อง โบกไม้โบกมือ ปฏิเสธสุดตัว แม่มองหน้าผมแล้วถอนหายใจ ที่จริงผมไม่เคยปิดแม่สักเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องไหน รู้สึกละอายใจเหลือเกิน ขอโทษนะครับแม่ ผมพูดไม่ได้จริงๆ ผมบอกแม่ไม่ได้

"โย เป็นอะไรไปลูก แม่บอกแล้วนี่ จะพูดอะไร จะทำอะไร ให้ตรองให้หนัก อย่าให้ใจนำเสียทุกเรื่อง แม่ไม่รู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่ไม่ว่าหรอก สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ทำอะไรกับมันได้ แม่เชื่อว่าโยคงพยายามแล้ว อย่ามานั่งเป็นทุกข์นะลูก เพราะเราไม่ได้ทุกข์คนเดียว แม่เองก็เป็นทุกข์ เพื่อนๆ ก็เป็นทุกข์ สิ่งที่ผ่านก็ให้มันผ่านไป หน้าที่ของเราคือประครองน้องมันให้ไปให้ถึงสิ่งที่เขาหวังไว้"

ผมก้ม หน้าซบแขนตัวเอง ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย แม่รู้แล้ว ผมอายแม่เหลือเกิน แม่ลูบหลังผมเบาๆ เพราะนานแล้วตั้งแต่เด็กๆ ที่แม่เห็นผมร้องไห้ ผมเสียใจที่ทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปในทางนี้ ผมเสียใจนะครับแม่

     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น