"พี่ ผมหิวข้าว พาไปกินข้าวหน่อยดิ"
มันพูดขึ้นตอนที่เราอยู่ในรถแล้ว
"อยากกินอะไร เอ วันนี้เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง เล่นละครหล่อได้ใจมาก"
พลมองผ่านกระจกมองหลัง
"จริงนะพี่ ผมอยากกินอาหารญี่ปุ่น"
"ได้สิ ไปที่ไหนกันดี เซนทรัลเวิลด์ ไหม"
"ดีๆ พี่"
ทั้งสองคุยกันอย่างออกรส ส่วนผมได้แต่นั่งนิ่งไม่รู้จะพูดอะไรดี
"นั่งเงียบเชียว ตัวเองหิวข้าวเหรอ"
มันมากอดที่เบาะเอาหน้ามาจ่อเกือบถึงแก้ม ผมสะดุ้งผงะหน้าออก
"แหม เอ เห็นใจพี่บ้างอย่าหวานใส่กันให้มาก พี่อิจฉาไปหมดแล้วเนี่ย"
"ขอหน่อยพี่ วันนี้วันพิเศษ ไม่เจอหน้าตั้งหลายวัน ผมคิดถึงแฟนผมจะแย่อยู่แล้ว"
มันไม่เคยพูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นเลย ผมรู้สึกอายหน้าแดง
"ไอ้บ้า"
ผมทำเสียงแข็งใส่
"แหมแก ไม่ต้องอายชั้นหรอก ต๊ายน่ารักแบบนี้นี่เอง พี่โยถึงแอบอมยิ้มอยู่คนเดียวตอนที่เราแสดงอยู่บนเวที"
"บ้าเหรอแก"
"นั่นๆ ดูสิเขินหน้าแดงแล้ว"
พลยังล้อ ผมรู้สึกอายมากกว่าเดิม นี่ผมเป็นอะไรไปทั้งที่แต่ก่อนจะล้อเรื่องแบบนี้ผมไม่รู้สึกอายมากมายขนาดนี้
"จริงเหรอคะ เค้าดีใจนะเนี่ย"
มันจับหน้าผมมาหอมทันที
"ไอ้บ้า พอๆ คุยเรื่องอื่นได้ไหม หนวกหู"
ผมทำตาโตใส่มันฟาดงวงฟาดงาแล้วเอาหลังไปพิงประตูรถเพราะมันจะดึงตัวผมไม่ได้ แม้เข็มขัดนิรภัยจะรั้งแต่ก็ดีกว่าให้เพื่อนกับไอ้ตัวดีพูดจาแทะโลม
"พอเถอะ เอ เห็นมั้ย แฟนเราน่ะอายหน้าแดงม้วนไปแล้ว เดี๋ยวมันกินข้าวไม่ลง แค่นี้ก็ล้นออกมาท่วมรถอยู่แล้ว"
พลหัวเราะชอบใจ มันเองก็หัวเราะ พลถามเรื่องเล่นบาสมันค่อยยอมเปลี่ยนเรื่องคุย ผมนั่งอยู่อย่างนั้นจนเมื่อยหลังเราเลี้ยวเข้าถนนชิดลมแล้วเลี้ยวอีกทีตรงแยก รถติดจนขยับได้ทีละนิด กว่าจะถึงที่หมายก็เกือบสองทุ่มเราขึ้นไปชั้นห้า ร้านอาหารเป็นแถวทั้งโซน พลเดินนำเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น ส่วนไอ้ตัวดีเดินเกาะบ่าผมไม่ยอมปล่อย วันนี้ผมกลับอายมันมากกว่าเดิม หน้าแดงตลอดเวลา มันเหมือนรู้ยิ่งแกล้งเข้าไปอีก บางทีก็กอดเอว เผลอก็เอาเป้ามาถู ผมได้แต่เขินอายหน้าแดงไป ไม่ด่ามันเหมือนเก่า เวลากินก็นั่งกอดเอวผมตลอด ทั้งที่ปากคุยกันกับพลอย่างสนุกสนาน
"วันนี้ไปนอนกะตัวเองดีกว่า แม่ยังไม่กลับ อิอิ"
มันพูดขึ้นตอนกินข้าวเสร็จ ผมไม่ว่าอะไรรู้สึกใจเต้นตึกตัก ไม่มีบทพูด
"ให้พี่ไปส่งที่ไหนจ๊ะ เอ ที่บ้านหรือที่"
พลเว้นช่วงแล้วหันมามองผม ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะ ผมงอนเดินนำหน้าไปก่อน ไอ้ตัวดีวิ่งตามแล้วกอดบ่าไว้
"อย่าเดินเร็วสิคะ เค้าเพิ่งกินอิ่มๆ เดี๋ยวจุกตายหรอก"
"สม"
ผมพูดออกมาแต่หน้ายังงออยู่
"ไม่หายงอนเดี๋ยวหอมแก้มนะคะ"
มันพูดแล้วทำท่าจะโน้มคอลงมาจริง
"บ้าเหรอ คนเยอะแยะ"
ผมอายหนักเข้าไปอีก ผลักมันออกพัลวัน
"ต๊าย เห็นใจชาวบ้านเขาด้วยนะยะ หวานกันกลางห้างเนี่ย"
"คนมันรักกันน่ะพี่"
มันพูดเสียงดัง ผมอยากจะมุดแทรกปูนหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ เพราะเรากินเสร็จเกือบสามทุ่ม เป็นเวลาห้างปิดคนก็ทยอยออกจากห้าง คนหันมามองกันใหญ่
"รักพี่เค้า ก็ถนอมหน่อยนะเอ อย่าทำอะไรมันรุนแรงจนเป็นไข้ไปอีกล่ะ มันยิ่งบางๆอยู่"
ผมมองพลขวับค้อนตาเขียว พวกนี้มันจะรุมผมไปถึงไหน พอพูดจบก็หัวเราะชอบใจทั้งสองคน
"แก ไม่ต้องไปส่งหรอก รถท่าจะติด เดี๋ยวนั่งรถไฟกลับดีกว่า"
ผมพูดตอนเดินลงมาเกือบถึงชั้นสอง ชั้นที่มีทางเชื่อมกับรถไฟฟ้า
"เอางั้นเหรอแก เออ พรุ่งนี้น่ะ ไม่ต้องไปทำงานนะ เจ๊เขามีเดท ฉันก็จะโดดไปหาเด็กเหมือนกัน นี่น้องเอ แนะนำเพื่อนให้พี่สักคนสิ"
พลพูดกึ่งหัวเราะ
"จะไหวเหรอพี่ กินเด็กน่ะไม่กลัวเขาว่าเอาเหรอว่ากินหญ้าอ่อน"
"นี่มากไป แล้วเราล่ะ เขาเรียกอะไร"
"โอ๊ย ผมน่ะคนละอย่าง ของผมเขาเรียกวัวเด็กชอบเคี้ยวหญ้าแก่"
ผมรำคาญมันทั้งสองคนเหลือเกิน พูดแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนานไม่คิดถึงใจผมเลย ผมเหมือนโดนมันทั้งสองคนนินทาต่อหน้า มันพูดเหมือนผมไม่มีตัวตน ผมบอกลาพลแล้วเดินนำหน้าออกจากห้างไปเลย ไอ้เอวิ่งตามตะโกนบอกลากันโดยไม่สนใจคนอื่น ไม่รู้จักอายบ้างเลย
"จะรีบไปไหนคะ ตัวเล็ก"
มันดึงแขนไว้
"กลับบ้าน"
ผมพูดห้วนๆ
"เดี๋ยวดิลงไปเดินดูไฟก่อนดิ นะนะ"
มันอ้อนแล้วลากมือผมเดินลงบันไดทันที
"สวยเนอะ ตัวเองชอบไหม"
มันถามอยู่ข้างๆ เสียงดนตรีดังมาจากที่ต่างๆรอบทิศ ยิ่งใกล้วันปีใหม่ผู้คนยิ่งออกมาจับจ่ายใช้สอย บ้างก็มาดูไฟแสงสีตามสถานที่ต่างๆ ตอนค่ำลมเย็นดี รู้สึกสบายตัว แสงไฟระยับที่สาดส่อง เหมือนหิ่งห้อยตัวใหญ่หลายพันตัวเปล่งแสงพราวทั่วทั้งบริเวณ สวยจัง อยากเห็นบ้านเมืองมีแสงไฟอย่างนี้ไปตลอดจัง
"เหม่อเชียว ชอบเหรอคะ"
มันก้มลงมากระซิบข้างหู ผมสะดุ้ง
"ไปนั่งตรงนั้นดีกว่ามีที่นั่งแล้ว"
มันชี้บอกม้านั่งที่อยู่รอบลานน้ำพุ มันลากแขนผมไป ผมก็เดินตามมันอย่างง่ายดาย แม้ผู้คนจะเยอะดูเบียดเสียดกัน แต่ก็รู้สึกดีกว่าเมื่อครู่ เพราะดูเหมือนไม่มีใครสนใจมองใคร มันกุมมือผมแน่น เรานั่งลงตรงม้านั่งรูปครึ่งวงกลมมองไปทางน้ำพุ ต้นคริสต์มาสต้นใหญ่มีไฟสีต่างๆประดับระยับราวเอาดาวทั้งท้องฟ้ามาโปรยรายรอบไว้ มันนั่งเบียดตัวติดกับผมมือนึ่งกุมมือผมไว้ อีกมือก็เอื้อมมากอดเอว
"เค้ารู้สึกดีที่สุดเลย"
มันกระซิบ ผมไม่มีทีท่าว่าจะสะดิ้งกันมันออก กลับรู้สึกเพลินไปกับบรรยากาศรอบๆตัว อีกอย่างผมรู้สึกดีเหมือนกันนะที่มีมันอยู่่ด้วยในตอนนี้ ผมล้วงกระเป่าที่มันเอาไปสะพายควานหาของ
"หาอะไรคะ"
ผมหยิบเอาพวงกุญแจลูกบาสเล็กๆออกมาให้มัน ผมซื้อไว้วันก่อนที่ออกไปเจอลูกค้ากับพี่ภาที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เป็นลูกบาสสีส้มทำจากเซรามิกเคลือบสีสด
"อ่ะ พี่ให้"
ผมยื่นให้มัน อายแต่ก็คงต้องให้ คิดไว้ว่าอย่างน้อยช่วงนี้มันก็ตั้งใจเรียน อีกอย่างผมเป็นคนสอนมันควรจะมีกำลังใจให้มันบ้าง แม้ค่ามันจะไม่มากมาย แต่ก็เอาเถอะ ดีกว่าไม่มีอะไรให้มัน รอให้มันทวงเองเดี๋ยวจะลำบาก มันยิ้มมองผมตาฉ่ำ
"ขอบคุณครับ"
มันพูดแล้วกุมมือผมที่ถือพวงกุญแจ ผมก็ไม่ขัดขืนมองตามันเหมือนกัน
"เค้ารักตัวเองนะ"
ผมตาโตขึ้นมาทันที แล้วแกะมือออก นี่ผมปล่อยให้มันล่วงเลยเผลอตัวเผลอใจไกลขนาดนี้เชียวหรือ
"แม้เราจะรู้จักกันไม่นาน แต่เค้ารู้แล้วว่าเค้ารักตัวเอง"
มันพล่าม
"เอ"
ผมพูดไม่ออก ใจหนึ่งรู้สึกดีใจเนื้อเต้นที่ได้ยิน แต่อีกใจกลับหดหู่เหลือเกิน มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง
"ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งใจจะขาด เค้าไม่เคยคิดจะรักใครได้เท่านี้มาก่อน แต่พอเจอตัวเอง เพิ่งรู้ว่าการที่ได้รักใครสักคน มันรู้สึกดีอย่างนี้เอง"
"ไปถ่ายรูปดีกว่า"
ผมตัดบทไป ไม่อยากให้มันถลำลึกไปมากกว่านี้ ผมคิดไม่ออกจริงๆว่าเรื่องราวในวันข้างหน้ามันจะเป็นไปในรูปแบบไหน ผมไม่ปฏิเสธว่าตอนนี้ผมเองก็เริ่มรู้สึกดีกับมันเหมือนกัน เทียบกันแล้วเวลาที่มันอยู่กับผมแม้จะไม่นานมาก แต่ถ้าพี่ตั้มเองคบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เขายังมีเวลาอยู่กับผมไม่มากเท่ามันเลย เจอกันแค่ประเดี๋ยวประด๋าว อีกอย่างเวลาอยู่กับพี่ตั้มผมไม่รู้สึกว่าหัวใจผมพองโตเท่าอยู่กับมันเลย แต่ผมก็ต้องหักห้ามใจกดมันลงไปให้อยู่ส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ผมมีหน้าที่ต้องสอนมัน มีจรรยาบรรณของความเป็นครูอยู่ในสายเลือด รีบตัดไฟเสียตั้งแต่มันแค่จะเริ่มก่อ เจ็บตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้่มันลามใหญ่โตเกินกว่าจะแก้ไขได้ ผมจะทำยังไงได้ เคยเจ็บกว่านี้ก็เคยมาแล้วแค่เรื่องเท่านี้เจ็บอีกสักทีจะเป็นอะไรไป
เอมันก็ดีอย่างดูไม่เครียดกับอะไรเลย มันขอให้คนถ่ายรูปให้เราหลายรูป ท่าทางมันดูมีความสุขมาก เรากลับบ้านเกือบสามทุ่มบนรถไฟคนก็ยังแน่น เรายืนตรงขบวนกลางๆตรงรอยต่อของขบวน ผมยืนหลังพิงผนังรถไฟติดริมหน้าต่าง มันยกแขนขึ้นดันผนังรถไว้ทำให้เราหันหน้าเข้าหากัน ยิ่งคนเยอะเท่าไหร่หน้าผมยิ่งจะชนคอมันทุกที ผมรู้สึกใจเต้นตึกตักหายใจไม่สะดวก
"เป็นไรคะ หน้าแดงเชียว"
มันก้มลงถาม ผมยิ่งหน้าแดงใจสั่นไปใหญ่บ่ายหน้าหนี
"เถิบออกไปหน่อยสิ"
ผมพูดเบาเหมือนกระซิบ
"หือ อะไรนะคะ"
มันเหมือนแกล้งมันเอาหูมาใกล้ปากผม
"เถิบไปหน่อย อายคน"
คำสุดท้ายพูดเบาเหลือเกิน คนที่อยู่ข้างๆเริ่มมอง
"อายเหรอ เค้าไม่เห็นอาย ดีออกอยู่แบบนี้ เค้าชอบ"
แกชอบ แต่ฉันไม่ชอบ ผมด่ามันในใจแต่จะให้มันขยับตัวไปก็คนแน่นเกิน ผมต้องทนก้มหน้าจนถึงอโศกคนลงเยอะผมถึงดันมันออกไปได้ แต่มันก็ยังยันแขนไว้กับผนังรถไฟอย่างนั้น มันมองผมตลอดทางยิ้มกริ่ม คนมองก็มอง ผมอายก็อาย แต่ในใจลึกๆผมกลับรู้สึกดีอย่างประหลาด ลมหายใจอุ่นๆของมันรดหน้าอยู่ นี่ผมคิดเลยเถิดกับมันแล้วหรือ
วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น