วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 35

"ก้อนหินบนภูเขาโดนลมเป่ายังสึกไหว

หินผาศิลาอาจยังมิอาจต้านทานได้

สาย ชลที่กัดร่อนให้หินกร่อนและสั่นไหว

หัวใจเป็นก้อนเนื้อฤาจะเหลือแรง น้ำใจ"



ผมตื่นมาในอ้อมกอดของมัน ไฟแสงสียังส่องสว่างอยู่ทั่วห้อง ผมมองหน้าที่หลับสนิท ใบหน้าที่งามเหลือเกินดูสงบนิ่งไม่มีพิษภัย ผมเอานิ้วคลอเคลียหน้ามันเบาๆ ตอนนี้ใบหน้าของคนๆนี้ คือคนที่ผมรู้สึกหัวใจสั่นไหวเวลาที่อยู่ใกล้ หรือแม้แต่อยู่ไกล เขาก้าวเข้ามาในชีวิตผมตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมากขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนกัน ใบหน้าของมันหลับพริ้มอย่างสุขใจ ไรหนวดอ่อนๆเหนือริมฝีปากมันเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับใบหน้า ผมดันกายขึ้นมองดูมันนอนแล้วก้มลงจูบที่หน้าผาก มันเกินเลยไปมากขนาดนี้แล้วนะเอ นับจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันกู่ให้กลับไม่ได้แล้ว ความเสียใจที่รออยู่เบื้องหน้า ผมทำใจยอมรับมันไว้แล้ว เอาเถอะ ยังไงเสียตอนนี้ก็สุุขใจเหลือเกิน

ผมลงมาในครัวเพื่อที่จะทำกับข้าวใส่บาตร เพิ่งตีห้ากว่าๆผมทำอาหารง่ายๆ เป็นรวนไก่ใส่เครื่องปรุง ของหวานก็มีคุ๊กกี้ที่ยังไม่เปิดกล่อง ผมเอามาแบ่งใส่ถุง เสร็จก็เกือบหกโมง ผมเดินขึ้นไปปลุกไอ้ตัวดี มันยังนอนหลับอุตุอย่างสบายใจ ผมเขย่าตัวมันเบาๆ

"เอๆ ตื่นไปใส่บาตรกัน"

"หือ อืม"

มันลืมตางัวเงีย พอลืมตาได้มันก็ฉุดตัวผมลงไปนอนกอดทันที

"ไม่เอา เอ ลุกเดี๋ยวพระหมดก่อน"

ผมพยายามขัดขืน แต่ก็ไม่วายไปหอมแก้มมัน

"ขอกอด หน่อย คิดถึง"

"เดี๋ยวค่อยกอด ลุกก่อน"

ผมดันตัวออกมาจากมันได้ก็เดินลงข้างล่างทันที สักพักมันก็เดินเข้าห้องน้ำ ผมบอกให้ล้างหน้าแปรงฟันก็พอ เราออกมารอพระหน้าบ้านก็หกโมงกว่าๆ เช้าวันใหม่ของปีใหม่ ช่างสดชื่น อากาศเย็นสบาย พระอาทิตย์ทอแสงทองอยู่อีกฟากไล่ความมืดที่ปกคลุมให้หายไป พอพระเดินผ่านมาผมก็นิมนต์พระ เอใส่บาตรอย่างคล่องแคล่ว เราใส่บาตรคนละสองชุดก็เก็บของเข้ามาในบ้าน ผมวางของไว้ที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน แล้วรดน้ำต้นไม้ มันเป็นคนทำผมเองก็ดูต้นไม้ พรวนดินเด็ดใบไม้ที่แห้งออก ตัดดอกกุหลาบที่เกือบบานได้กำหนึ่ง

"เอ รดตรงนี้หน่อย"

ผมร้องบอกมันที่กำลังรดกอมะลิอยู่ มันหันมาแล้วลากสายยางมาฉีดน้ำใส่ตรงที่ผมบอก

"ตัวเองจะเอากุหลาบไป ทำไรอ่ะ"

"เอาไปใส่แจกันในห้องไง"

ผมตอบอย่างอารมณ์ดี

"เหมือน เราแต่งงานกันเลยเนอะ อิอิ เค้าชอบจังแบบนี้"

"บ้าเหรอ"

"อ้าว ก็เหมือนแต่งล่ะน่า ตัวเองสวมแหวนแทนใจเค้าแล้วนิ"

"ไม่ได้สวมเองนะ เธอนั่นล่ะยัดเยียด"

"อ้าว ไม่ยัดเยียดแล้วจะได้เหรอ"

"ไอ้ บ้า"

ผมเขินยิ้มออกมาอย่างไม่ปกปิด ทำไมหัวใจถึงเหมือนโลดแล่นอยู่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เสียเหลือเกิน มีความสุขจริงๆ ผมปล่อยให้มันรดน้ำต้นไม้ต่อไป ส่วนผมก็เข้าไปเก็บกวาดบนบ้าน แล้วก็ลงมาทำข้างล่าง  มันนั่งดูโทรทัศน์อย่างสบายใจ ถ้ามันเป็นแบบนี้ทุกวันก็คงดีสินะ อยากหยุดเวลาแบบนี้ไว้นานๆจังเลย

"ตัว เองๆ มาดูข่าวนี่เร็ว"

มันร้องเรียกน้ำเสียงตื่นเต้น

"อะไร"

ผมโผล่หน้าออกไปนอกครัวเพราะกำลังดูของที่จะทำกับข้าวในตู้เย็น

"ไฟไหม้ เธคแถวทองหล่อ คนตายเยอะเชียวตัวเอง"

ผมเดินออกไปดูข่าวกับมัน ภาพข่าวที่แสดงทางจอโทรทัศน์เป็นภาพคนเดินวุ่นวายไปหมด เสียงบรรยายบอกให้รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเหตุไฟไหม้ที่เธคแห่งหนึ่งมีคนตายหลายสิบ แวบแรกที่คิดขึ้นมาได้ ผมรีบวิ่งไปหยิบโทรศัพท์กดไปหาพลทันที รอสายอยู่นาน มันก็ไม่รับสายสักที ผมโทรเป็นหลายรอบ ใจก็เริ่มไม่ดี เอมันมองส่งสายตาเอาใจช่วย ผมใจร้อนรนโทรไปหาจ๋า

"เออ ว่าไงแก โทรมาแต่เช้า"

"แก ไฟไหม้เธคแกรู้เรื่องไหม ฉันโทรหาไอ้พล ทำไมมันไม่รับสาย เมื่อคืนมันบอกไหมว่ามันจะไปไหน"

ผมใส่เป็นชุด น้ำเสียงสั่นรู้สึกกระวนกระวาย

"ไม่บอกนี่แก แล้วพวกอีกายกับอีกบล่ะแก โทรรึยัง มันไม่ได้โทรหาฉันเลย บอกแค่ว่าจะออกล่าผู้ชาย ตายแล้วๆ"

จ๋าก็ตกใจเหมือนกันเพราะดูเหมือน มันก็คงเพิ่งตื่นยังคงไม่ได้ดูข่าว

"แกโทรหากบ หน่อยเดี๋ยวฉันจะโทรหากาย"

ผมร้อนใจเป็นอย่างมากเป็นห่วงมันขึ้นมา แล้วก็กดโทรศัพท์ไปหากาย ไม่รับสาย ลองอีกที ก็ไม่รับสาย ผมร้อนใจยิ่งขึ้น

"โอ๊ย มันเป็นอะไรของพวกมัน รับสายหน่อย"

ผมโวยวาย เสียงสั่น มันเข้ามาแย่งโทรศัพท์ไปจากมือ

"ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวเค้าโทรให้ ตัวเองนั่งเฉยๆ"

มันเอาโทรศัพท์ผมไปกดโทรแล้วเอาแนบหู ผมนั่งลงมองมันอย่างมีความหวัง อย่าให้มีอะไรเลย คุณพระคุณเจ้า คุ้มครองเพื่อนๆลูกด้วยเถิด ผมยกมือขึ้นพนมมือไหว้ น้ำตาซึมออกมา ร้อนรนเหลือเกิน

"รับแล้วๆ" 

มันพูดแล้วยื่นโทรศัพท์ให้ผม มองดูหน้าจอโทรศัพท์ พลนั่นเอง

"ฮาโหล"

เสียงมันงัวเงีย ผมรู้สึกโล่งใจเหมือนเอาภูเขาออกจากอก

"แกอยู่ไหนพล ทำไมไม่รับโทรศัพท์ หา รู้ไหมฉันเป็นห่วง"

ผมตะคอกเสียงไป

"มี อะไรแก"

มันยังงัวเงียอยู่ยังมีหน้ามาถาม

"แกไม่รู้เรื่อง อะไรเลยเหรอ เมื่อคืนไฟไหม้เธค ฉันก็ใจเสีย โทรหาก็ไม่รับ ฉันกังวลใจรู้ไหม ทำไมทำแบบนี้ หา"

ผมโวยวายน้ำตาไหลมาตั้งต่ตอนไหนไม่รู้ พลเงียบ เอแย่งโทรศัพท์ไปจากมือ

"พี่พล เอนะครับ คือเมื่อคืนไฟไหม้เธคแถวทองหล่อน่ะครับ พี่โยเค้าเป็นห่วง พยายามโทรหา แต่พี่คงยังไม่ตื่น ไม่มีอะไรแล้วนะพี่"

มันพูดแล้วเข้ามากอดผมไว้ ผมพยายามแย่งโทรศัพท์จากมือมันมา รู้สึกโกรธขึ้นมา เราเป็นห่วงแทบตายแต่ดูมันสิยังนอนไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่เอไม่ยอมคืนโทรศัพท์ให้ มันวางสายไปแล้ว

"พี่ยังคุยไม่จบนะเอ เสียมารยาท"

ผมแว๊ดใส่

"ตัวเอง ใจเย็นๆนะคะ พี่พลไม่ป็นไรแล้ว อย่าโกรธสิ นะคนดี วันนี้วันปีใหม่นะ อย่าอารมณ์เสียสิ"

มันพูดเสียงขรึมเตือนสติ ผมจึงนิ่งอยู่พักใหญ่ มันเอามือปาดน้ำตาให้ จริงสินะ วันปีใหม่ผมเริ่มวันด้วยการร้องไห้ใจร้อนรน ไม่ดีเลย แต่คิดไปแล้วตอนนี้ผมมีความสุขมากแต่คนอื่นเขาต้องสังเวยชีวิตให้กับการเฉลิมฉลอง น่าเศร้าเสียจริง ครอบครัวของคนเหล่านั้นล่ะจะเสียใจมากมายแค่ไหนกันนะ แย่จังเลย วันปีใหม่แท้ๆกับต้องจัดงานศพกัน ผมคิดแล้วก็ท้อใจ เอยังกอดผมอยู่มันลูบผมเบาๆ ดูไปแล้วมันก็ทำท่าผู้ใหญ่เกินตัวเสียจริง สักพักพลก็โทรกลับมา

"เออ ว่าไงแก"

ผมเริ่มเปลี่ยนเสียงไม่ เกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อครู่

"ฉันขอโทษแก เมื่อคืนหนักไปหน่อย ขอโทษจริงๆที่ทำให้เป็นห่วง"

"เออ ไม่เป็นไร แล้วไปไหนมาเมื่อคืน  ทำไม่เพิ่งตื่น"

ผมรู้สึกดีขึ้นพอได้ยินเสียงเพื่อน แต่จะว่าไปแล้วพลมันชอบไปเที่ยวสีลม หรือไม่ก็ แถวตลาด อตก มันคงไม่คิดอุตริไปเที่ยวแถวทองหล่อหรอก

"ก็ไปโรงเรียนสตรีเหมือน เดิมล่ะ ก็ไปกับนังสองคนนี่ล่ะเนี่ยนอนกองกันอยู่ เพิ่งกลับมาตอนตีสี่เองแก เมามาก กว่าจะนอนอีก"

โรงเรียนสตรีคือเธคที่พวกมันชอบไป วันสิ้นปีเขาคงเปิดจนเกือบสว่าง

"เออ แก งั้นแกไปนอนต่อเถอะ ฉันโทรมาถามดูเป็นห่วง ไม่มีอะไรแล้วแก  ฝากด่านังสองคนนั้นด้วยนะ"

"อืม ขอบใจนะแก เดี๋ยวขอนอนต่ออีกแป๊บ"

พลวางสายไป เอมันนั่งลงข้างๆแล้วกอดเอวผมไว้ มันยิ้ม

"ยิ้มอะไร"

ผมพูด อายๆ

"ยิ้มสิคะ มีแฟนจิตใจดี ห่วงเพื่อนขนาดนี้ ปลื้มใจที่สุดเลย"

"หิว ข้าวหรือยัง"

ผมเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้สึกอารมณ์เปลี่ยนเร็วเหลือเกิน เมื่อครู่ยังโกรธเพื่อนหน้าแดงอยู่ แต่ตอนนี้รู้สึกเขินอายขึ้นมาอีก

"ยัง ค่ะ เดี๋ยวเค้าไปช่วยทำกับข้าวดีกว่าเนอะ"

มันเอาคางมาถูที่คอ ผมต้องดันตัวมันออกแล้วเดินเข้าครัวไป มันเดินตามมา

"วันนี้เค้าอยาก กินน้ำพริกอ่ะตัวเอง"

"จ๊ะ พ่อคุณ เนรมิตรเอาเนอะ"

ผมพูด ประชด

"ก็รู้อ่ะว่าตัวเองทำได้ อิอิ มีแฟนเก่ง น่ารักนี่เนอะ"

"พอเถอะ นี่เอาผักไปล้าง เปิดตู้เอาหัวหอมไปแกะ ล้างด้วย"

ผมออกคำสั่ง แล้วเปิดตู้เย็นดูของ ปลาไม่มี แล้วจะทำน้ำพริกยังไงเนี่ย ผมคิดในใจ แต่เอ๊ะมีไก่อบเหลือจากวันนั้น เอามาทำน้ำพริกดีกว่า ผมเอาไก่อบออกมาหั่นเป็นชิ้นแล้วเอาไปต้มให้มันยุ่ยๆหน่อย เอปลอกหอมแดงแล้วล้างเสร็จแล้ว ผมจึงเลือกกระเทียมเป็นกลีบๆ กับพริกสดให้มันเอาไปคั่วไฟรวมกับหัวหอม

"ต้องย่างด้วยเหรอคะ"

มันถาม

"อืม มันจะได้หอม เอาไฟอ่อนๆสิ เดี๋ยวไหม้พอดี นี่พอสุกเอามะเขือเทศลงไปคั่วด้วย"

"หือ ยังไงล่ะนี่"

"กิน ได้ก็แล้วกัน สูตรใหม่"

ผมหันไปทำน้ำซุป เอาหัวไชเท้าล้างแล้วหั่น แต่จะทำน้ำซุปก็ยุ่งยากอีก ผมต้องไปเปิดตู้เก็บของแห้งเอาปลาแห้งกับกุ้งแห้งออกมา เอาไปอบในไมโครเวฟพอกรอบก็เอาไปโขลกรวมกัน ห่อผ้าขาวบางทิ้งลงในหม้อแล้วจึงเอาหัวไชเท้าลงไป พอเคี่ยวอยู่พอสมควรก็หั่นไก่เป็นชิ้นๆลงไปสองสามชิ้นพอให้มันเป็นกลิ่น พอเอคั่วพริกเสร็จผมก็ให้มันโขลกพริกกับหัวหอมกระเทียมรวมกัน

"โขลก เบาๆหน่อยสิ เดี๋ยวครกก็แตกพอดี"

ผมเหน็บเพราะมันออกแรงมาก คงทำเอาความมัน พอละเอียดผมก็เอาไก่ที่ต้มยุ่ยแล้วมาฉีกเป็นฝอยๆ แล้วเอาลงไปให้มันตำ คราวนี้ค่อยรู้วิธีตำหน่อย พอเห็นว่าได้ที่ผมจึงตำเองแล้วเอามะเขือเทศคั่วลง แล้วปรุงรส ใช้ได้แฮะ ผมชิม

"เป็นไงบ้าง"

ผมยื่นช้อนให้มันชิม

"ไม่ค่อยเผ็ดอ่ะตัวเอง เค้าอยากกินเผ็ดๆ"

"เดี๋ยวก็ท้องเสียพอดี กินรสนี้ล่ะขี้เกียจเผาพริกลงไปอีก"

"คร้าบบ"

มันทำจมูกย่น แล้วทำท่าจะมาหอม ผมยกสากขึ้น มันจึงถอย พอเสร็จผมก็จัดผักสดใส่ถาดแล้วตักข้าวให้มัน

"อืม อร่อยอ่ะตัวเอง เค้าเรียกน้ำพริกอะไรอ่ะ น้ำซุปก็อร่อย"

"น้ำพริก ไก่เหลือ"

ผม พุดแล้วหัวเราะ เพราะมันเป็นไก่เหลือจริงๆ

"น่ารักจัง แฟนผม"

ผมรีบหุบยิ้มทันที อยากจะแกล้งมัน มันกินข้าวสองจานครึ่ง เกือบหมดหม้อ คงจะหิว พอเสร็จเราก็เก็บล้างทำความสะอาด แล้วออกไปนั่งดูโทรทัศน์

"แม่ อรกลับมากี่โมงคะ"

มันหันมาถาม

"ไม่รู้ น่าจะบ่ายๆ"

มันทำหน้าเจ้าเล่ห์

"อะไร"

"เราก็มีเวลา เหลือสิคะ จะได้จู๋จี๋กันไง"

"บ้า"

ผมค้อน หน้าแดง มันลากผมขึ้นไปบนบ้านทันที ตอนแรกผมก็ขัดขืนแต่ก็ยินยอมแต่โดยดี มันลากผมขึ้นเตียงแล้วกอด

"ไม่ต้องทำอะไรนะ กอดเฉยๆ"

ผมบอก

"อ่า ที่รักอ่า ใจร้าย เห็นไหม น้องชายเค้ามันไม่ยอมอ่า"

"จะกอดหรือจะต้องไม่แตะตัวเลย เลือกเอา"

"อ่า คร้าบบ กอดก็กอด"

มันพรมจูบทั่ว หน้า

"เค้ามีความสุขมากเลยนะตัวเอง อยากอยู่กับตัวเองแบบนี้ทุกวัน"

"ไม่ต้องเรียนต้องทำงานกันว่างั้น"

ผมแย้งขึ้นทันที

"ก็เลิกเรียน เลิกงานไงคะ ได้กอดก่อนนอนทุกวัน แค่นี้เค้าก็พอใจแล้ว รู้ไหมเวลาเค้าดูตัวเองนอน เค้ามีความสุขที่สุด คิดว่านี่ล่ะคือคนที่เค้าจะเฝ้าดูเวลานอนทุกวัน ตื่นมาก็ได้เห็นตัวเองเป็นคนแรก"

มันเพ้อสายตาหวานฉ่ำ

"นิยาย ไปไหม"

"ไม่รู้ล่ะ แต่เค้ารู้สึกแบบนี้จริงๆ รักตัวเองมากนะ รู้ไหม"

ผมมองหน้ามันที่ยิ้มหวานตาฉ่ำเยิ้ม ผมยิ้มแล้วจูบที่หน้าผากมัน ถ้ามันเข้าใจในสิ่งที่ผมทำ อยากให้จูบนี้ถ่ายทอดความรู้สึกในใจ ว่าผมเองก็รู้สึกเหมือนกับมัน แม้ว่าเรื่องราวในอนาคตมันจะบีบคั้นให้จนหนทางเท่าไหร่ก็ตาม แต่ตอนนี้ ผมอยากบอกให้มันรู้ว่าผมเองก็โน้มเอียงไปหามันทั้งหัวใจแล้ว

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 34

ตอนนี้ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้วเว้นเสียเสียงของหัวใจ ไม่รู้ว่าของผมหรือของมันแต่ผมอยากจะกอดมันอยู่อย่างนี้ น้ำตายังคงไหลออกมาจากสองตา อิ่มใจ สุขใจ ปลื้มใจเหลือเกิน


"ร้องไห้ทำไมคะ"

มันกระซิบถาม แล้วจูบที่ขมับ ไออุ่นของริมฝีปากแผ่กระจายไปทั่วใบหน้า ผมส่ายหน้า มันดึงแขนผมไปนอนที่เตียงมันนอนลงไปก่อนแล้วให้ผมนอนทับตัวมันในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน ผมมองดูไฟแสงสีที่สว่างไสวทั่วห้อง เหมือนล่องลอยอยู่ในห้วงของความสุข สวนสวรรค์สักที่ เป้นที่ของผมกับมันสองคนเพียงเท่านั้น อยากจะจดจำภาพแบบนี้ไปนานๆจังเลย มันยกมือผมขึ้น จูบแผ่วเบาที่เรียวนิ้ว

"อุ๊ย"

ผมอุทานเพราะมันเอานิ้วผมแหย่เข้าไปในปากของมัน มันพยายามยัดอะไรเข้าไปในนิ้วนาง "แหวน" ผมพยายามชักนิ้วออก มันจับมือไว้

"อ่ะ เค้าให้ตัวเอง ทีนี่เราก็เป็นแฟนกันโดยสมบูรณ์แล้วน้า"

มันเอานิ้วออกจากปาก ผมยกนิ้วขึ้นมาดู แหวนเงินเกลี้ยงๆที่สวมอยู่นิ้วนาง ผมพลิกมือดูแหวนมีตัวอักษรสลักอยู่ เป็นชื่อของมันเอง ผมรู้สึกละลายหัวใจเต้นแรงไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ ผมเอี้ยวตัวไปมองหน้ามัน มันยิ้มแล้วจูบหน้าผาก

"ตัวเอง รักเค้าบ้าง หรือยังคะ"

เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่นุ่มนวลเหลือเกิน เหมือนมันดังมาจากห้วงที่ไกลโพ้น ผมอบอุ่นใจเหลือเกิน เป็นสุขจนมันล้นออกมาทางตา

"ยัง"

ผมพูดออกไป

"อ้าว ยังไม่รักเค้าอีกเหรอ ว้า จะให้ทำยังไงล่ะเนี่ย ตัวเองถึงจะรักเค้า"

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงพูดแบบนั้นออกไป ทั้งที่ในใจตอนนี้มันเปล่งผลิบานจนเก็บอาการไม่อยู่ ใครดูก็รู้ มันเองก็คงรู้เพราะน้ำเสียงไม่ได้แสดงถึงความน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่น้อย กลับเริงร่าหยอกเย้า

"ไม่ต้องทำอะไรหรอก พอแล้ว"

"ไม่ได้หรอก เค้าอยากจะชนะใจตัวเอง อยากให้ตัวเองรักเค้า ไม่ต้องรักเค้ามากหรอก แค่ค่อยๆรัก เห็นมั้ยว่าเค้าน่ะก็น่ารักนะ"

มันหัวเราะแล้วพรมจูบทั่วใบหน้า ผมยิ้มหน้าแดง ตอนนี้ผมกอดมันอย่างเต็มใจ กลิ่นสบู่อ่อนๆมันช่างน่าพิศวาสเสียเหลือเกิน

"มา เค้ากอดให้หายคิดถึงหน่อย ทำไมนะยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งอยากกอดอยู่ตลอดเวลา"

มันดึงตัวผมเข้าไปกระชับกอด ผมมองหน้ามันพิจารณาทุกจุดบนใบหน้า รอยยิ้มที่ตรึงใจ ไรหนวดอ่อนๆเหนือริมฝีปากแดง ไรฟันขาวเรียงกันเป็นระเบียบ คิ้วดกหนาจนเกือบต่อกันยาวเป็นแผง ดวงตาที่สดใสส่องประกาย ว่าไปแล้วมันหล่อมากทีเดียว ผมเพิ่งสังเกตุยิ่งมองยิ่งหลงไหล ตอนนี้ผมไม่คิดอะไรแล้ว อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีความสุขมาก แค่คืนนี้ก็ยังดี ผมลูบไรผมมันเบาๆ มันก็เอาปลายนิ้วเขี่ยที่ขอบตาของผมแผ่วเบาเคลิบเคลิ้มประดุจฝัน

"ไหนรอยกัดยังเหลืออยู่ไหม"

ผมเอาหน้าแนบปากมันแล้วพูดเบาๆ ก่อนจะดันตัวลุกขึ้น แต่มันก็ยังคงกอดไว้

"ยังเป็นรอยอยู่เลย เจ็บไหม"

"ไม่เจ็บแล้ว เค้าไม่อยากให้มันหายหรอก เป้นสัญลักษณ์แทนตัวคนที่เค้ารักที่สุดไง เห็นไหมรอยเขี้ยวตัวเองน่ะ"

ผมลูบรอยกัดที่เป็นรอยฟันตกสะเก็ดสีดำอย่่างอ่อนโยน นี่ผมทำเกินไปหรือนี่ แล้วรอยที่หลังล่ะ ผมกังวล

"แล้วหลังล่ะ"

ผมมองหน้ามันอย่างรู้สึกผิด ผละออกจากอ้อมกอดของมันแล้วดึงแขนให้ลุกนั่ง ผมคลานไปด้านหลังแล้วถลกเสื้อมันขึ้น รอยแผลยังหายไม่สนิทกลางหลังเป็นรอยดำคล้ำตัดกับสีผิวของมัน เศร้าใจเหลือเกินผมทำไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ ผมเอาปลายนิ้วค่อยๆสัมผัสอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวมันเจ็บ

"เจ็บไหม เอ"

เสียงผมลอดไรฟันออกไป เสียงสั่นเพราะผมเองที่ตอนนี้รู้สึกเจ็บเหลือเกิน

"ไม่เจ็บแล้ว เค้าแข็งแรงน้า แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ก็เตือนให้เค้ารู้ไงว่าแฟนเค้าน่ะ ดุ"

มันยังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมแนบริมฝีปากลงไปบนแผ่นหลังของมัน ถ้าหากมันเป็นมนต์วิเศษก็ขอให้เขาอย่าได้เจ็บปวดเลย

"พี่ขอโทษนะเอ"

ผมพูดออกไป น้ำตาไหลออกมา ตอนผมจูบที่กลางหลัง มันสะดุ้งเล็กน้อย

"ที่รัก เค้ารู้แล้วล่ะว่าตัวเองก็รักเค้า ขอบคุณนะ ที่รักเค้า"

มันหันมาเอามือช้อนหน้าผมประครองขึ้นมา น้ำตาไหลเหมือนกัน มันประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากผมอีกครั้ง ผมยอมรับจูบอย่างเต็มใจ เป้นจูบที่เนิ่นนานหวานจับใจ กว่าเราจะถอนหน้าออกจากกันก็ผ่านไปนาน

"รู้ไหม ทำไมเค้าถึงรักตัวเอง"

มันยังคงนัวเนียอยู่ข้างหู ผมไม่อยากรู้ว่ามันรักผมยังไงหรือเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แต่ว่าตอนนี้ผมอยากอยู่อย่างนี้ไปนานๆ

"ก็ตอนที่ตัวเองไปเจอเค้ากับเพื่อนผู้หญิงบนห้องไง ตอนนั้นรู้สึกว่าแคร์ตัวเองมาก เค้าอยู่ไม่ได้เลย สั่นไปหมด ร้อนรน เค้าโทรถามไอ้ บอม มันก็บอกว่าเค้าน่ะรักตัวเองแล้ว นั่นล่ะเค้าถึงรู้ตัว"

"แล้วไม่สับสนเหรอ คิดดีแล้วเหรอที่จะรักผู้ชายน่ะ"

ผมคิดจะแหย่มัน แต่ที่จริงก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะคิดยังไง

"สับสนดิ ตอนแรกก็คิดอยู่นานล่ะ แต่ตอนนี้มั่นใจแล้ว เค้าคิดไม่ผิดหรอกที่รักตัวเองน่ะ ตั้งแต่รู้จักกันมาตัวเองมีแต่สิ่งดีๆมอบให้เค้าทั้งนั้น ถ้าเค้าไม่รักตัวเองสิแปลก คนน่ารักขนาดนี้ปล่อยไปก็โง่ดิ"

ผมคลอเคลียอยู่อย่างนั้น ความในใจที่เก็บหมักหมมเอาไว้นานมันทะลักออกมา ความในใจผมตอนนี้มันเปิดเผยออกมาหมดเปลือก อยากจะสัมผัสมันอยากจะกอด อยากจะจูบ ผมไม่คิดห้ามตัวเองแล้ว แท้จริงผมปรารถนามันมากขนาดนี้เชียวหรือ มันเองก็ไม่ปกปิดเช่นกัน ยิ่งผมแสดงความรู้สึกมากเท่าไหร่ มันก็แสดงออกมามากขึ้นเท่านั้น

"ทำไมเล็บเท้ายาวจังล่ะ"

ผมพูดขึ้นหลังจากสำรวจทุกส่วนในร่างกายของมัน

"ขี้เกียจตัด"

มันยังคงกอดเอวผมอยู่ ผมนั่งอยู่ตรงกลางหว่างขาของมัน ผมเดินไปหยิบกรรไกรตัดเล็บมาจากตู้

"เอ้ย ตัวเองจะทำอะไรน่ะ"

มันชักเท้าออก ผมดึงกลับมาเหมือนเดิมแล้วเข้าไปนั่งที่เดิม

"ไม่เอานะคะ มันสกปรก"

"เอามานี่ ไม่ตัดสักทีนั่นล่ะยิ่งสกปรก"

ผมดึงขามันมาพาดไว้ที่ตักแล้วลงมือตัดเล็บเท้าให้มัน ตอนแรกก็ไม่คิดจะทำเพราะมันมากไป แต่ไม่รู้ทำไมผมอยากจะสัมผัสมันทุกๆส่วน มันดันตัวขึ้นมามอง ผมทำอย่างใจเย็นไม่ได้รังเกียจ แค่รู้สึกว่าอยากทำ

"รักตายเลยอ่ะ"

"อ้าวรักแล้วตาย แล้วให้พี่ทำไงล่ะ"

"รักหมดใจแล้วเนี่ย"

มันเย้าแล้วลุกขึ้นมานั่งทั้งที่ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม กอดเอวผมแล้วจูบทั่วหน้าและลำคอ เราคลอเคลียกันจนเกือบเที่ยงคืน เวลาที่เรามีความสุขมันเหมือนติดจรวดผ่านไปเร็วเหลือเกิน ส่วนเวลาที่เราเป็นทุกข์เหมือนเข็มนาฬิกาผูกไว้ด้วยก้อนหิน กว่าจะผ่านไปแต่ละนาทีช่างยากเย็น พอถึงเวลาเที่ยงคืน เสียงข้างบ้านโห่ดังลั่น

"สวัสดีปีใหม่ครับ ที่รักของผม"

มันกระซิบข้างหูแล้วจูบ

"ผมรักคุณ"

เสียงดังออกมาจากปากของมัน เราจ้องหน้ากันอยู่นานแสนนาน รอยยิ้มที่ผมรู้สึกตรึงตราใจที่สุด เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่มีความสุขที่สุด แม้ช่วงที่ผ่านมาผมจะเจอกับเหตุการณ์ที่ทุกข์ใจมามากมาย แต่วันนี้มันก็ทำให้ผมใจชื้นอิ่มเอมขึ้นมา หวังว่าในปีใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามานี้ผมจะเจอสิ่งที่ดีกว่าเดิม

"สวัสดีปีใหม่ จ๊ะ พ่อตัวดี"

ผมจูบแก้มตอบแทนมันบ้าง เราสองคนอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน แสงไฟหลากสีในห้องส่องแสงระยิบระยับดุจวิมาน ความสุขในวันนี้แม้มันจะแค่ไม่นานแต่ผมจะจดจำมันเอาไว้หล่อเลี้ยงหัวใจในวันที่มันแห้งเหี่ยว ผมหลับอยู่ในอ้อมกอดของมัน อบอุ่นหัวใจ อยากหลับอยู่อย่างนี้ อยากอยู่ในอ้อมกอดนี้ ตลอดไป


"แม้ลมหนาวมีรักยังอุ่นใจ ถักสายใยสานรักพันธ์ผูกกัน



ด้วยวันนี้อุปสรรคแม้นขวางกั้น จับมือกันให้รักนำทางใจ"

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 33

"แล้วนี่มาทำอะไร"

ผมถาม

"ก็มาอยู่กับ ตัวเองไง วันสิ้นปีอยากจะเค้าท์ดาวน์กะแฟน"

"ไม่ออกไปเที่ยวล่ะ ไปกับเพื่อนๆ มาขลุกอยู่ทำไมที่นี่"

ผมยังพยายามผลักไสไล่ส่งมัน

"อ้าว มีแฟนก็ต้องอยู่กับแฟนสิ เพื่อนมันก็ไปของมัน เพื่อนเค้าเข้าใจ อิอิ วันนี้เค้ามีอะไรให้ตัวเองด้วยน้า แต่รอก่อน อุบไว้ก่อน"

มันพูดอย่างสบายอารมณ์

"พี่ ไม่อยากได้อะไรหรอก"

ผมคิดคำจะพูดต่อไม่ได้จึงเงียบไป

"ไม่อยากได้แต่เค้าจะให้อ่ะ เออ ตัวเองเดี๋ยวเค้าขึ้นไปนอนพักนะ ตัวเองยังไม่ต้องเข้าห้อง"

มันทำท่ามีลับลมคมใน

"นอนก็นอนไปสิ ฉันจะอ่านหนังสือเหมือนกัน ถ้าไม่อยากให้กวนก็มานอนข้างล่าง"

"อ่า คือเค้า อ่า เค้าจะแต่งห้องน่ะ"

มันเหมือนไม่อยากจะบอกแต่ก็ยอมพูด ออกมา

"แล้วทำไมต้องแอบทำ ห้องฉันนะเท่าที่เข้าใจ"

"ห้องของ เรา"

มันสวนกลับ ผมถลึงตาใส่ เพราะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับมัน ไม่รู้เหมือนกันยิ่งพูดกันมากความผมเองที่เป็นฝ่ายใจเต้นแรงขึ้นทุกที แล้วเวลาใจเต้นแรงหน้าก็จะแดงเก็บอาการไม่ค่อยอยู่

"ตามใจ จะทำอะไรก็ทำ แต่บอกไว้ก่อน อย่าทำห้องฉันรกล่ะ"

"ค้าบบ ที่รัก"

มันลากเสียงล้อเลียน แล้วก็ขึ้นห้องไป ผมนั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างล่าง เอาหนังสือมาอ่านก็เริ่มง่วงจึงเผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีก็เกือบค่ำแล้ว เดี๋ยวนี้เหมือนไปแบกอะไรมา เผลอหน่อยไม่ได้หลับท่าเดียว ผมออกไปนอกบ้านเห็นรองเท้าไอ้ตัวดียังวางคู่กันอยู่ ไม่อยากขึ้นไปห้องเลย ผมจึงเดินเข้าไปในครัวคิดว่าจะทำอะไรเป็นมื้อเย็นกินดี เห็นไก่ก็เบื่อ มีหมูก็เซ็ง เฮ้อ นี่ผมจะกินอะไรดี แต่ของกินเมื่อคืนก็ยังเหลืออยู่เอามาดัดแปลงดีกว่า ไก่อบก็เหลือเยอะ แต่แกงถ้าอุ่นอีกไอ้ตัวดีโวยวายแน่ ผมจึงทำแกงป่าไก่อบ กับไข่เจียว เก็บนั่นเก็บนี่จนค่ำ รู้สึกหิวจึงไปเรียกมันลงมากินข้าว มันโผล่หน้าออกมานอกห้อง ไม่ยอมเปิดประตูทั้งบาน

"ทำอะไรน่ะ"

ผมเริ่มสงสัย เพราะท่าทางมันมีพิรุธ

"ปล่าว เค้าแค่แต่งห้องอ่ะ เสร็จแล้ว ตัวเองค่อยดู"

"เออ จะกินไหมข้าว"

ที่จริงผมไม่ได้อยากรู้ มากมายขนาดนั้น อยากทำอะไรก็ทำไป แต่กลัวมันจะรื้อค้นอะไรในห้องน่ะสิ ยิ่งกวนๆประสาทอยู่ด้วย

"อร่อยจังตัวเอง เขาเรียกแกงอะไรอ่ะ"

มันชมแล้วตักแกงเข้าปาก

"แกงป่าประยุกต์"

"หือ ทำไมอ่ะ"

มันทำหน้าสงสัย

"นี่ อย่าถามมาก กินๆไปเถอะ อร่อยก็กิน"

"โห ดุเค้าอีกแล้วอ่า แต่อร่อยจริงๆนะ แฟนเค้าทำกับข้าวอร่อยที่สุดเลย"

ต้นประโยคมันพูดเสียงอ่อน แต่ก็ดีดเสียงขึ้นร่าเริงได้ตลอดเวลา จะว่าไปแล้วผมดุด่ามันสารพัด แต่มันก็ทำเป็นไม่สนใจ จะว่ามันไม่รู้สึกก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะอะไรมันถึงทนทำตัวร่าเริงอยู่เสมอ ผมแวบคิดขึ้นมา พอกินข้าวเสร็จผมก็เก็บข้าวของ มันอยู่ช่วยล้างจาน

"มาๆ เดี๋ยวเค้าล้างเอง เดี๋ยวนี้เค้าทำเป็นแล้ว"

ผมจึงได้แต่ยืนดูอยู่ ห่างๆ ท่าทางมันดูทะมัดทะแมง ผมแอบยิ้ม ดูไปมันก็น่ารักดีนะ

"ตัวเอง หยิบผ้าเช็ดจานให้หน่อยสิคะ"

ผมสะดุ้ง ไม่ได้นะโย เผลอใจแบบนี้ไม่ได้ จิตใต้สำนึกอีกส่วนค้าน ผมยื่นผ้าเช็ดจานให้มัน แล้วก็ปล่อยมันทำไป ปลีกตัวออกมาข้างนอกบ้าน ผมนั่งลงม้าหินอ่อน มองต้นไม้เหม่อไปไกลแสนไกล จุดตกของสายตาคือต้นไม้ แต่มันเหมือนผมมองออกไปไกลโพ้น ไม่มีจุดจบ ที่จริงพลโทรมาชวนไปเที่ยวสีลม แต่ผมไม่อยากไป อยากจะอยู่บ้าน นอนพักสมอง ส่วนลึกถ้าผมไปไอ้ตัวดีจะอยู่ยังไง มันอุตส่าห์ดั้นด้นมาหา แม้จะไม่ได้ร้องขอก็ตาม ผมสะดุ้งอีกครั้งเพราะมันเข้ามากอด

"บ้าเหรอ ที่นั่งมีเยอะแยะ มานั่งเบียดทำไม"

ผมดิ้นแต่มันยิ่งกอดแน่นขึ้น

"คิดถึงอ่ะ กอดหน่อย ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งคิดถึง นี่ตัวเองรู้ไหม เวลาที่ไม่เจอตัวเองน่ะ เค้าคิดถึงตัวเองมากนะกางเกงในที่ตัวเองซื้อให้เค้าใส่ทุกวันเลยน้า อิอิ ซักจนยุ่ยแล้ว"

"เวอร์"

มันเอาหน้าซุกตรงซอกคอเบียดตัวเข้ามา ราวกับจะผสานให้เป็นร่างเดียว ผมถอยจนจะตกจากม้านั่ง

"ฉันจะไปอาบน้ำ ปล่อย"

"เดี๋ยวดิ เค้ายังไม่หายคิดถึงเลย"

มันหอมแก้มกอดรัดผมแน่น นี่มันคิดถึงหรือมันหมั่นเขี้ยวกันแน่

"แล้วไหน ของจะให้"

ผมเปลี่ยนเรื่องเผื่อจะเปลี่ยนความสนใจมันบ้าง

"เดี๋ยวสิคะ สำหรับคนพิเศษต้องมีอะไรพิเศษอยู่แล้ว รอหน่อยน้า"

ผมจนปัญญาจะเบี่ยงเบนความสนใจมันแล้ว ปล่อยให้มันกอดรัดให้พอใจ แต่กว่ามันจะยอมคลายกอด ผมก็หน้าแดงตัวแดงไปหมด ผมผละออกมันตอนที่มันคลายมือ

"จะ ไปไหน"

มันพยายามจะคว้ามือไว้

"ไปอาบน้ำสิ เหนียวตัวจะตายอยู่แล้ว"

"เดี๋ยวสิคะ เดี๋ยวเค้าไปหยิบเสื้อผ้าให้ บอกแล้วไงอย่าเพิ่งเข้าห้อง"

"เอ๊ะ ตกลงทำอะไรกับห้องฉันเนี่ย"

ผมขึ้นเสียงเพราะชักหงุดหงิด

"เซอร์ไพซ์ไงคะ"

"เซอร์พงเซอร์ไพซ์อะไร ไม่สนใจแล้ว จะเข้าห้อง"

"อ่า นะนะ ตัวเอง ยอมเค้าหน่อยน้า ขอวันนี้วันเดียว เดี๋ยวเค้าหยิบเสื้อผ้าให้"

มันพูดจบก็วิ่งขึ้นไปบนห้องทันที ผมได้แต่ยืนหน้าบึ้งอยู่ อ้าปากจะด่าค้างไว้ มันวิ่งกลับลงมาพร้อมกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด มันกวาดครีมบนโต๊ะใส่ถุงกระดาษมาพร้อมสรรพ ตกลงนี่ผมโดนยึดห้องแล้วใช่ไหม ผมมองมันอย่างไม่พอใจ แต่ก็รับเสื้อผ้ากับถุงกระดาษมา ผมเข้าไปอาบน้ำในใจก็คิดว่าไอ้นี่มันคิดจะทำอะไรของมันนะ อยากรู้ก็อยากรู้ แต่ก็ต้องวางมาดเอาไว้ก่อน เดี๋ยวเสียฟอร์ม ผมอาบน้ำเสร็จมันก็ยืนรอหน้าห้องน้ำแล้ว มันอยู่ในชุดใหม่เหมือนกัน หัวยังเปียกๆอยู่ ใส่กางเกงเล่นบาสกับเสื้อกล้ามเข้าชุดกันเหมือนเคย

"อาบน้ำแล้ว เหรอ ถึงเปลี่ยนเสื้อ"

ผมถามมองสำรวจมันตั้งแต่หัวจรดเท้า

"อาบเสร็จแล้ว ก็ตอนตัวเองอาบน้ำเค้าก็ลงไปอาบข้างล่าง รีบแทบตาย แต่ดีหน่อยตัวเองอาบน้ำนาน อิอิ เลยเสร็จก่อน"

"ไอ้บ้า ตกลงจะทำอะไรนี่ แล้วฉันเข้าห้องได้หรือยัง"

"ยัง มันยังไม่ถึงเวลา รอก่อนนะคะ"

"โอ๊ย อะไรนักหนา ฉันจะนอน"

ผมโวยวาย

"จะรีบนอนไปไหนคะ เค้าจะมาเคาท์ดาวน์กับตัวเองนะเนี่ย"

"เชิญทำไปคนเดียวเถอะ ง่วง"

"ไม่ได้ เค้าขอตัวเองแล้วนะ แค่วันนี้วันเดียว นะนะ อยู่กับเค้าก่อน นะคะ"
มันอ้อน ผมขี้เกียจจะเถียงกับมัน เพราะรู้ว่าเถียงไปผมก็สู้มันไม่ได้ เพราะตะบะแตกก่อนทุกที ก็เล่นกวนโมโหขนาดนี้ ผมเดินกระฟัดกระเพียดลงไปข้างล่าง เปิดโทรทัศน์ดู ช่องต่างๆก็มีแต่คนพูดถึงวันสิ้นปี ใช่สินะ วันสิ้นปีเป็นวันที่ทุกคนมีความสุขอยู่กับคนที่รัก ผมเองในใจแล้วก็สุขแต่ทำไมผมถึงพยายามเอาความขมขื่นเข้ามาปะปน ละลายจนความสุขมลายหายไป แต่ก็อย่างว่านี่คือชีวิตจริง เราจะใช้ชีวิตให้มันเหมือนละครก็คงลำบาก ผมยังต้องอยู่กับแม่ดูแลแม่ไปอีกนาน อาจารย์ปริศนาผมก็ยังนับหน้าถือตาแกอยู่ สรุปมันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเดินมานั่งข้างๆ แล้วกอดผมไว้ ตอนนี้ขี้เกียจจะปัดมันออกแล้ว อยากกอดก็กอดไป มันนัวเนียอยู่สักพักก็เดินไปหยิบขนมในตู้มากิน

"ป้อน เค้าหน่อยสิคะ"

มันเปิดกระป๋องมันฝรั่งทอดแล้วยื่นกระป๋องมาให้ผม

"ไม่มีมือเหรอ จะดูทีวี"

ผมทำท่าไม่สนใจ

"อ่า นะนะ ป้อนเค้าหน่อย"

มันไม่ยอมแพ้เอาหน้ามาไซร้ตรงซอกคอ ขามันก็หนีบเอวผมไว้

"อ่ะ"

"โอ๊ย ตัวเองอ่า"

ผมหยิบมันฝรั่งทอดมาเยอะพอสมควรยัดเข้าปากมันทั้งหมด แม้จะเข้าไม่หมดผมก็ดันมันเข้าไป มันพูดเสียงอู้อี้ สำลักออกมา ผมเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ดีสม

"เวลาแกล้งเค้าแล้วตัวเองมีความ สุขเหรอ หัวเราะใหญ่เลย"

มันพูดหลังจากที่บ้วนขนมทิ้ง มันยิ้มมองหน้าผม

"แบบนี้ต้องเอาคืน"

มันกัดฟันพูดแล้วโถมตัวมาทับผมจากนั่งผมก็นอนลงบนโซฟาทันที มันทับผมทั้งตัว แล้วเอามือจี้เอว ผมหัวเราะจนน้ำตาไหล

"หยุด เอ ไม่เอา"

ผมร้องดิ้นไปมา มันยิ่งได้ใจ ผมรู้สึกเหนื่อยหอบ หน้าร้อน น้ำตาไหล มันยิ้มอย่างพอใจจ้องหน้าผมอยู่นาน ลมหายใจมันรดหน้าผม เอาอีกแล้วใจเต้นแรงอีกแล้ว จมูกมันชนกับปลายจมูกผม มันแนบริมฝีปากลงทาบปากผมทันที ใจผมสั่นระริกหลับตา ริมฝีปากมันร้อนปลุกใจให้พองโต มันแหย่ลิ้นเข้ามาในปากผมเผลอตัวเผยอปากรับ รสจุมพิศที่หวานฉ่ำดูดดื่มเกินจะต้านทานไหว ไม่อาจจะปฎิเสธได้ว่ามันเป็นความพึงใจของผมด้วยเหมือนกัน มันผงะหน้าขึ้นผมยังคงหลับตาพริ้ม ผมลืมตาขึ้นมันจ้องหน้าผมแล้วยิ้ม รู้สึกอายขึ้นมา

"ไม่เอาละ เค้าไปนอนดีกว่า ง่วงแล้ว"

มันพูด เสร็จก็ลุกเดินขึ้นข้างบนบ้านไปเลย ผมนอนนิ่งท่าเดิม ใจผมลอยละลิ่วไปไกล เมื่อครู่ผมรู้สึกดีมากเป็นรสจูบที่ผมปรารถนา บ้าไปแล้ว โย แกบ้าไปแล้ว ผมพยายามสลัดความคิดในทางเสื่อมออกไป เดินออกไปนอกบ้าน อากาศวันนี้มันช่างเป็นใจ ลมหนาวแม้จะรู้สึกได้ไม่มาก แต่ก็รู้สึกว่านี่มันคือฤดูที่พิเศษ วันที่พิเศษ ผมควรจะทำยังไงดี นี่ถ้าให้อยู่กับมันสองคน ผมกลัวใจตัวเองเหลือเกินว่าผมจะต้านมันไม่ไหว กลัวว่าผมจะปล่อยใจไปอีกรอบ ถ้าเกิดขึ้นอีกคราวนี้คงไม่ใช่มันหรอกที่จะผลักไม่ออก ผมเองนั่นล่ะที่จะถลำลึกไปกว่าเดิม ตอนนี้ผมสับสนเหลือเกิน นั่งมองความมืดนอกบ้านจนตาเริ่มชินกับความมืดเห็นทุกอย่างรางเลือน ทำไมผมไม่เจอทางสว่างแบบนี้บ้างนะ ยิ่งคิดยิ่งถลำลึกมืดมิดไม่มีทางไป ผมนั่งอยู่นานจนมั่นใจว่ามันน่าจะหลับแล้ว ผมจึงปิดบ้านแล้วขึ้นไปข้างบน ผมคงต้องนอนห้องแม่ ผมเงี่ยหูฟังผ่านประตู ทำไมต้องทำแบบนี้ ผมไม่เข้าใจตัวเอง แต่ถ้าไม่ทำผมคงนอนไม่หลับ ไม่มีเสียงอันใดเล็ดลอดออกมา มันคงหลับแล้วจริงๆ มือผมกำอยู่ที่ลูกบิดประตู ผมยืนทะเลาะกันกับตัวเอง ว่าจะเปิดเข้าไปหรือไปนอนเลย สรุปผมค่อยๆเปิดประตูเข้าไปในห้องของตัวเอง ย่องเบาเหมือนผมมาขโมยอะไรในห้องของตัวเอง ความมืดทำให้ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเพราะกลัวจะไปชนอะไรเกิดเสียงดังขึ้น แสงไฟสว่าง พรึ่บ ขึ้น ผมยืนนิ่งตาค้าง


"When I first saw you I already knew
There was something inside of you
Something I thought that I would never find
Angel of Mine"

เสียงกีตาร์โปร่งดังขึ้น เสียงทุ้มไม่มีความไพเราะเลย แต่มันกลับเคล้ากันได้ดีกับเสียงกีตาร์ลอยมาประทะโสตประสาท ในห้องผมเต็มไปด้วยไปแสงสีระยิระยับเต็มห้องไปหมด ผมยืนนิ่งเหมือนโดนมนต์สะกด มันยิ้มให้ผม

"I look at you looking at me

Now I know why they say the best things are free
Gonna love you boy you are so fine
Angel of Mine

How you changed my world you'll never know

I'm here for now, you helped me grow

You came into my life

Sent from above
When I lost the hope
You show my love
I'm checkin for you
Boy your right on time
Angel of Mine

Nothing means more to me then what we share

No one in this world can ever compare
Last night the way you moved is still on my mind
Angel of Mine

What you mean to me you'll never know

Deep inside I need to show

I never knew I could feel each moment

As if they were new
Every breath that I take
The love that we make
I only share it with you
You, You, You, You

When I first saw you I already knew

There was something inside of you
Something I thought that I would never find
Angel of Mine

How you changed my world you'll never know
I'm here for now you helped me grow
I look at you looking at me
Now I know why they say the best things are free
Checkin' for you boy your right on time
Angel of Mine"

เสียงร้องจบไปแล้ว แต่เสียงดีดกีตาร์ยังคงกังวานอยู่ ผมลอยอยู่บนวิมานอากาศของตัวเอง รู้สึกตัวว่ามีน้ำตาไหลออกมาจากสองตา ตื้นตันใจเหลือเกิน ผมพูดไม่ออก นี่มันทำเพื่อผมขนาดนี้เลยหรือ มันเดินเข้ามาหากอดผมแล้วเอื้อมมือไปลงกลอนประตู

"เค้ารักตัวเองมาก นะ"

เสียงกระซิบดังอยู่ข้างหู ผมเพิ่งรู้ตัว ผมเองก็ไหวหวั่นแล้ว ผมต้านไม่ไหวแล้ว ผมกอดตอบน้ำตาไหลออกมา ไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ แต่รู้ว่าผมรู้สึกมีความสุขที่สุด หัวใจพองคับอกจนแทบจะระเบิดออกมา ผมไม่เคยรู้สึกอย่างนี้ แม้แต่กับพี่ตั้มเอง ผมไม่เคยรู้สึกว่าอายหรือตื่นเต้นตลอดเวลาเมื่ออยู่ใกล้เหมือนอยู่กับมันเลย นี่ผมรักมันแล้วหรือ

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 32

เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว ปี ๒๕๕๑ ผ่านไปรวดเร็วนักมีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย เป็นทุกข์เสียส่วนใหญ่ จากชีวิตที่เรียบง่าย อยู่กับแม่ดูแลกันและกันเหมือนทุกวันที่ผ่านมา มีผู้ชายคนหนึ่งที่เรียกตัวเขาเองว่าแฟนที่คิดว่าซื่อสัตว์ แต่เขาก็ทำร้ายน้ำใจอย่างโหดร้ายที่สุด แต่ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปได้มากจากหน้ามือเป็นหลังมือ คือ เอ เด้กมัธยมห้า อายุ ๑๗ ปี ฟังดูอาจจะเป็นแค่เด็กคนหนึ่งไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ไอ้เด็กมัธยมปลายสูง ๑๘๐ กว่าๆ นี่ล่ะที่กวนใจ จากที่ไม่ชอบขี้หน้า เป็นเกลียด พอเกลียดมันมากๆยิ่งได้เจอกัน ยิ่งได้อยู่ด้วยกัน จนตอนนี้ ผมหวั่นไหวในใจ ทั้งที่พยายามห้ามใจตัวเอง มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ห้ามอะไรฤาจะยากเท่าหักห้ามใจ ยิ่งฝืนใจยิ่งตีกรอบล้อมมัน หัวใจมันยิ่งหาทางไป เป็นอีกปีที่ทรมานหัวใจมากอีกปีหนึ่ง จากที่แต่ก่อนที่มีเรื่องอะไรจะเล่าให้แม่ฟังไม่เคยปิดบัง แต่พอมีไอ้เอเข้ามาในชีวิตผมก็ละอายแก่ใจเกินกว่าที่จะบอกใคร แม้แต่ตัวเองผมก็ไม่อยากจะรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นขึ้นมา มันเสียดแทงใจอยู่ทุกเวลา



คืนก่อนวันสิ้นปีแม่ทำกับข้าวที่บ้านเพราะมีแขกมาเยอะ อาจารย์ปริศนากับลูกชายทั้งสอง พลกับจ๋า พี่ป้อมติดเรียนภาคปฏิบัติมาไม่ได้ กายกับกบ แล้วก็น้าสาข้างบ้าน น้าสากับจ๋ามาช่วยทำอาหาร ผมตื่นแต่เช้าไปตลาดคลองเตยเพราะของเยอะและถูกกว่าตลาดอ่อนนุช มีน้าสาไปเป็นเพื่อน ขากลับแวะรับจ๋ามาด้วย ดูจ๋าแล้วมันคงท้องจริงเพราะช่วงนี้อ๊วกใหญ่ เข้ามาในรถก็จะอ๊วกเพราะบอกเหม็นน้ำหอมปรับอากาศในรถ ลำบากน้าสาต้องควักยาดมที่พกติดตัวให้ดม กว่าจะมาถึงบ้านก็หน้าซีดเซียว จนแม่เห็นต้องตกใจ หายาลมยาหอมให้กินก็บอกเหม็นอีก จนผมต้องสะกิดบอกให้จ๋าทนกินเอาเดี๋ยวแม่สงสัย มันถึงยอมเห็นแล้วก็สงสาร มันดูแย่มากแทนที่จะได้มาช่วยเตรียมนั่นเตรียมนี่กลับมาให้แม่คอยเฝ้า


"ไหวไหมลูก นอนสักพักก่อนเถอะ เรื่องอาหารให้น้าสากับโยทำเราพักก่อน"


แม่ประคบประหงมจ๋าราวกับเป็นลูกตัวเอง ไม่แปลกใจเลยที่เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับผมแม่กับจ๋าจะติดต่อกันโดยตรงและรู้โดยที่ผมไม่ต้องบอก รอแค่ให้แม่มาถาม จ๋ามันรักแม่ผมเหมือนแม่ของมันเองเพราะเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ


"ไหวจ๊ะแม่ หนูนอนดึกค่ะช่วงนี้เลยเวียนหัวบ่อยๆ"


จ๋าแก้ตัว


"เฮ้อ พวกเรานี่ก็แปลก ทำไมนอนดึกนักล่ะลูก รู้อยู่ว่ามันไม่ดี มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าลูก ดูซีดๆไปนะช่วงนี้"


"มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยค่ะแม่ เลยติดนิสัยนอนยากไปเลย"


"ปลงๆบ้างนะลูก คิดไปก็เท่านั้น ปล่อยวางบ้าง เวลาเราวิ่งตามสิ่งที่เราอยากได้ เรามักจะมองไม่เห็นอะไรข้างทางที่เราวิ่งผ่านหรอก เพราะเราไปด้วยความเร็วลองหยุดเดิน อยู่นิ่งๆสักพักเดี๋ยวก็ดีขึ้นเองล่ะ เรานี่ชักจะเหมือนโยขึ้นทุกวัน รายนั้นก็เงียบๆไปช่วงนี้ มีอะไรก็เล่าให้แม่ฟังนะลูก เผื่อแม่จะคิดหาทางให้ได้"


ผมยืนมองแม่กับจ๋าอยู่ห่างๆ ในใจก็ลุ้นอย่าให้มันบอกแม่เลย เพราะแม่คงทุกข์ใจคูณสอง ลำพังเรื่องของผมแม่ก็จะแย่แล้ว ถ้าเอาเรื่องจ๋ามารับรู้อีกแม่คงทุกข์หนักกว่าเดิม


"ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ ถ้ามีหนูเล่าให้แม่ฟังแล้วค่ะ แค่เรื่องพอจะจบมาหนูอยากจะทำงานส่วนตัว อยากใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา แต่ป๊าคงไม่ยอม แค่นี้ล่ะค่ะแม่ หนูเลยเครียด"


จ๋าทำหน้าม่อยลงทันที ผมรู้สึกโล่งใจ แม่เหมือนไม่เชื่อแต่ก็ไม่ซักอะไรต่อ ลูบหัวมันทีหนึ่งแล้วก็เดินเข้ามาช่วยในครัว แม่คุยกับน้าสาเรื่องธรรมะ ผมฟังอยู่สักพักก็ยกของออกมาทำหน้าบ้าน จ๋าออกมานั่งด้วย พอบ่ายๆ พล กาย และกบก็มาถึง มีของขวัญมาด้วย เห็นมันบอกว่าอยากจะจับฉลากที่นี่ด้วย ลำบากผมกับจ๋าต้องออกไปซื้อของขวัญ โดยมีพลขับรถออกไปส่ง เพราะรถมันจอดอยู่นอกบ้าน ผมได้ของขวัญมาสองกล่องให้แม่กล่องหนึ่งของตัวผมเองกล่องหนึ่ง จ๋าก็ได้ของมัน พอบ่ายแก่ๆอาจารย์ปริศนากับโอก็มาถึง ไม่ยักมีไอ้ตัวดีมาด้วย


"เอไปซื้อของขวัญน่ะลูกโย"


อาจารย์ปริศนาทักผม งงเหมือนกันนี่ผมแสดงออกขนาดนั้นเลยหรือ แค่คิดในใจ ผมได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ แต่ดูเจตนาของอาจารย์ปริศนาแล้วคงไม่ได้ระแคะระคายอะไร อาจารย์ปริศนาเอากระเช้าผลไม้มากระเช้าใหญ่ โอดูตัวคล้ำไปมาก แต่ดูตัวโตขึ้นผิดหูผิดตา ผมไม่ได้เจอน้องมันแค่ไม่กี่เดือน ตัวโตขนาดนี้เชียว แววตาของโอดูสดใสมีความมุ่งมั่น อารมณ์ดีเหมือนเคย แม่เอาขนมใส่ไส้ออกมาให้แขกทานก่อน ระหว่างนั้นผู้ใหญ่ก็คุยกัน เด็กๆอย่างเราก็เลยต้องขึ้นไปชุมนุมกันอยู่บนห้องผม ส่วนโอนั่งดูโทรทัศน์อยู่ข้างล่างกับจ๋า เพราะจ๋ามันรู้สึกหงุดหงิด ไม่อยากจะให้ใครกัด เพราะ กายกับกบยังไม่รู้


"ต๊าย นี่เสื้อใครน่ะแก"


กบร้องขึ้นหลังจากมันเห็นเสื้อบาสที่ห้อยอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า ผมไม่ตอบอ้ำอึ้งอยู่


"ของผัวมันสิยะ"


พลพูดขึ้น ผมรู้สึกหน้าชา


"ต๊าย นี่น้องมันย้ายมานอนกับแกแล้วเหรอ"


มันเสียงดัง จนผมต้องจิ๊ปากบอกให้มันเบาเสียง อายเพื่อนก็อาย พลเองก็ยังไม่ได้ขึ้นมาห้องผมเลยตั้งแต่ไอ้เอเข้ามานอน


"ไหน เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย โอ๊ย ใจจะขาด ฉันว่าแล้วเชียวกลิ่นแบบนี้ มันกลิ่นเด็กผู้ชาย"


"มากไปนังกบ แกจะไปอิจฉาอะไรมัน อยากได้เหมือนมันคงยากนะแกน่ะ เพราะหล่อนไม่สวย"


พลแขวะ


"อีนี่ ฉันน่ะอดีตนางงามเขื่อนลำตะคองนะยะ แกพูดอย่างนี้ไม่ด้าย"


กบทำเสียงดัดจริตใส่พล


"แหม อีนางงามสันเขื่อนลำตะคอง สวยนักนี่หล่อนน่ะ นั่งรถกับฉันมาผู้ชายมองเข้ามา เห็นตกใจทุกราย วันก่อนผู้ชายโทรมาบอกว่าในรถมีผีนั่งข้างๆ"


กายกัดกบบ้าง


"อ๊าย หล่อน"


กบพูดไม่ออก มันทำท่างอนตุ๊บป่อง แต่ก็หันหน้ามาหาผม


"ว่ามาสิแก ฉันอยากรู้"


"อะไรล่ะ"


ผมทำท่าเป็นไม่รู้เรื่อง


"ก็เด็กแกน่ะ มาค้างจริงเหรอ"


มันจ้องหน้าผมจะเอาคำตอบ ผมได้แต่ก้มหน้าทำท่าทำอย่างอื่น ไม่อยากพูดถึง แต่ก็ต้องพยักหน้าเพราะมันเซ้าซี้อยู่อย่างนั้น กายอีกคน


"กรี๊ดดด"


"อีบ้า เบาๆหน่อย เดี๋ยวแม่นึกว่าผีเข้าหล่อนนะ"


พลดุ ทั้งสองคนถึงยอมหุบปาก


"อยากรู้อะไรถามฉันนี่ ไม่ต้องไปซักมัน เห็นไหมว่ามันอาย"


"แล้วหล่อนมาอยู่ใต้เตียงเขาเหรอ ถึงจะตอบแทน"


กบย้อน


"อ้าว อีนี่ ถ้างั้นหล่อนก็ไม่ต้องรู้ ฉันรู้เยอะกว่าแกอีกก็แล้วกัน ขนาดน้องมันฉันก็รู้"


"ว๊าย เล่ามาๆ"


ผมรู้สึกอายเพื่อนเหลือเกิน ทั้งที่แต่ก่อนเล่าเรื่องพี่ตั้มให้เพื่อนฟัง แม้จะไม่มากแต่ก็ไม่รู้สึกอายขนาดนี้ พลพูดจริงบ้างหลอกบ้าง แต่ก็เบี่ยงเบนความสนใจจากทั้งคนไปจากผมโดยสิ้นเชิง เราคุยกันอยู่นานจนค่ำจึงลงมาข้างล่าง กินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน อาจารย์เล่าเรื่องโอ อย่างภูมิใจ ไม่อยากจะเชื่อว่าโอได้เป็นนักกีฬาเขตุไปแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ก็จะได้ไปแข่งแล้ว ฟังแล้วก็ปลื้มใจแทน ดูอาจารย์ปริศนามีความสุขมากตอนเล่าเรื่องโอ เรากินข้าวไปสักพักเอก็มาถึง มันหอบกล่องของขวัญมาสามกล่อง มันไม่ได้มองผมเลยทักทายแม่กับน้าสาและเพื่อนๆ กับผมมันยกมือไหว้


"หวัดดีพี่"


มันหันไปสนใจคนอื่น แปลกผมรู้สึกแปลบขึ้นในใจ ทั้งที่ผมรอมัน นั้นสิ นี่ผมรอมันอยู่ เวลาคุยโทรศัพท์กันมันก็ดูไม่ห่างเหินขนาดนี้ แต่มันคงไม่อยากให้อาจารย์ปริศนารู้ อืม ใช่สินะ ผมคิดคำตอบให้ตัวเองเสร็จสรรพ มากไปแล้วโย ทำไมถึงหวั่นไหวไปได้มากขนาดนี้ มันคุยกับคนนั้นคนนี้อย่างสนุกสนาน ทั้งที่ผมบอกตัวเองว่าเข้าใจ แต่ทำไมในใจผมมันรู้สึกแปลกๆ ผมเดินเข้าไปเอาอาหารในครัว


"ทำไมหน้างอๆคะ"


มันตามเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์


"ไม่มีอะไรนี่ เหนื่อย"


"ไม่คิดถึงเค้าเลยเหรอ เค้าคิดถึงตัวเองนะ มากด้วย"


มันอ้อนแล้วลากแขนผมไปข้างหน้าตู้เย็น เพราะมันเป็นมุมที่บังมองไม่เห็นจากข้างนอก


"อะไร"


"งอนอะไรคะ"


"ไม่ได้งอน สนใจอะไร"


"อ่า งอนนะเนี่ย ทำอะไรหว่าตู"


มันหอมแก้มผมทีหนึ่ง ใจเต้นแรง ทำไม ผมไม่เข้าใจ


"บ้าเหรอ เดี๋ยวใครก็มาเห็น"


ผมโวย รู้สึกร้อนหน้าขึ้นมา


"ไม่มีหรอก หอมหน่อย คิดถึงใจจะขาดอยู่แล้ว"


ผมผลักมันออกแล้วยกหม้อออกไปข้างนอก มันหัวเราะชอบใจ ผมเป็นอะไรไป มันเร็วไปไหมโย แค่ไม่กี่วันทำไมปล่อยใจให้มันล่องลอยได้มากขนาดนี้ มันทำอะไรแกไว้ คิดบ้างสิ คิดถึงความจริงบ้าง มันเป็นไปไม่ได้ ผมเถียงตัวเอง นี่ผมกำลังจะเป็นบ้าไปแล้วเหรอ ใจเต้นแรง ทั้งโกรธ ไม่รู้ว่าโกรธอะไร ทั้งฉ่ำใจอย่างประหลาด โอยผมเป็นอะไร


"เป็นอะไรลูกโย หน้าตาไม่ค่อยดีเลย"


อาจารย์ปริศนาทัก ผมสะดุ้ง ทุกคนหันมามอง ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ


"อ้อ พอดีหม้อมันร้อนน่ะครับ"


"อุ๊ย ระวังหน่อยนะลุก เดี๋ยวมือพองพอดี"


อาจารย์ปริศนาร้องแล้วยิ้มให้


"นี่ต้องขอบใจหนูโยเขานะ ที่ช่วยสอนตาเอ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เรียนก็ดีขึ้นจนอาจารย์ประจำชั้นโทรมาชมกับแม่ ช่วยงานบ้านอีก แม่ปลื้มใจมาก คิดไม่ผิดเลยจริงๆที่ให้หนูโยช่วย"


นี่ล่ะ ที่เป็นมีดอันแหลมคมผ่ากลางใจผม แม่มองหน้าผมมองด้วยความเห็นใจ ผมรู้สึกว่าหัวใจมันร่วงลงมาอยู่บนพื้นดิน เจ็บแปลบขึ้นมา


"โย ไปทำฉลากมาจับสิลูก"


แม่บอก สายตาแม่น่าสงสารเหลือเกิน ผมพยักหน้า


"อ้าวอิ่มแล้วเหรอลูก เพิ่งกินไปเอง เราก็อะไรอร เดี๋ยวค่อยทำก็ได้ ฉลงฉลากอะไรนี่ ไม่ใช่จะจับตอนนี้เสียหน่อย"


"โยอิ่มแล้วครับ"


ผมพูดเสียงขาดหาย ไม่รอให้อาจารย์ปริศนาพูดอะไรมากไปกว่านี้ผมทนไม่ได้ นี่คือความจริงนะโย นี่คือสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่สุด ผมทำผิดตั้งแต่แรก ผมปล่อยให้ใจมันออกไปนอกลู่นอกทางเอง ผมเดินขึ้นห้องไปทันที ก่อนเดินมาผมปราดตามองไปทางเอ ดูมันครุ่นคิดอยู่เหมือนกัน ผมรู้สึกหดหู่เหลือเกิน เหตุการณ์มันเริ่มส่อแววยุ่งยาก ลำพังผมทุกข์ใจไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่แม่สิ ผมทำไม่ได้ ผมทำร้ายแม่ไม่ได้ ผมเคยเห็นแม่เป็นทุกข์มาแล้วตอนที่พ่อจากเราไป มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ผมยอมเจ็บปวดเองดีกว่า ผมขอทนทุกข์เองเจ็บปวดเอง อย่าไปแบ่งให้แม่เลย ผมใจจะขาด


"อย่าคิดมากนะแก ฉันเข้าใจ"


เสียงจ๋าดังตามหลังมา


"ฉันสับสนแก ฉันจะทำยังไงดี"


ผมพูดออกไปเสียงเครียด จ๋าเข้ามากอดผม ผมเม้มปากพยายามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา มันไม่แย่ไปกว่านี้หรอกผมปลอบตัวเอง ผมกับจ๋านั่งอยู่บนห้องนานพอสมควรแล้วเราก็ตัดกระดาษมาทำเป็นฉลากจับของขวัญ จ๋าเอาสีเมจิกเขียนหมายเลขบนกล่องของขวัญจนครบตามจำนวนเราจึงออกไปสมทบกับทุกคนบอกให้พล กาย กบ และเอมาช่วยยกของขวัญออกไปข้างนอก เอพยายามมองผมอยู่ตลอดเวลา แต่ผมเองที่เป็นฝ่ายหลบหน้ามัน พอจับฉลากทุกคนไม่ทันสังเกตุ เอมันพยายามจะเข้าใกล้ผมแต่ผมให้จ๋ากันไว้ เห็นจ๋ามันคุยอะไรกับเอไม่รู้ มันก็ยอมอยู่นิ่งๆ ผมจับได้ของกายเป็นน้ำหอม มันยอมลงทุนขนาดนี้เลยหรือ ผมแปลกใจเพราะมันจับได้ของจ๋าซึ่งเป็นผ้าเช็ดตัว แต่ดูมันไม่วิตกกังวลอะไร แม่จับได้ของน้องโอ เป็นครีมอาบน้ำขวดจิ๋วหลายขวดน่ารัก เอมันเข้าใจเลือก น้าสาจับได้ของเอ เป็นหมอนใบใหญ่ลวดลายวัยรุ่น เอจับได้ของผม ดูมันดีใจมาก ทั้งที่ของขวัญเป็นเสื้อยืดสองตัวไม่มีราคาอะไรมาก สีเทากับขาว สกรีนลายใบไม้ตัวหนึ่ง กับตัวอักษรตัวสีเทา ยิ่งไม่อยากให้ความหวังกับมัน เหมือนฟ้ายิ่งแกล้ง


พอดึกทุกคนก็แยกย้ายกลับ จ๋ากับพลกลับเป็นรายสุดท้ายเกือบเที่ยงคืน เราคุยกันเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องจ๋ากับเรื่องของผมเอง ผมอาบน้ำนอนเกือบตีสองกว่าจะหลับก็ดึกมากแล้ว ในใจวุ่นวายคิดวกไปเวียนมา ไม่มีข้อยุติ ที่หลับเพราะคิดจนเหนื่อย ล้าในใจ


วันสิ้นปี ผมตื่นมาตอนเก้าโมงกว่า เห็นแม่นั่งคุยกับน้าสาอยู่ข้างล่าง แม่จะไปนั่งกรรมฐานคืนสิ้นปี ผมก็เห็นดีด้วยไม่ขัดเพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้แม่สบายใจขึ้น ดีที่มีน้าสาที่เป็นคอเดียวกันแม่จึงมีเพื่อน แม่ออกจากบ้านบ่ายโมงกว่าๆ ผมนั่งอยู่ม้าหินอ่อนเหม่อมองต้นไม้ คิดเรื่อยเปื่อย ยิ่งคิดยิ่งจม คิดไม่ออก ผมสะดุ้งเพราะเสียงเคาะประตูบ้าน ผมแค่สะดุ้งแต่ยังนั่งอยู่ที่เดิม จากเคาะเป็นทุบ ผมจึงค่อยๆเดินไปเปิดประตู เอนั่นเอง มันสะพายเป้ใบใหญ่ ในมือถือกีต้าร์ ใส่กางเกงยีนส์เสื้อยืด มันยิ้มแป้น


"นึกว่าไม่อยู่ซะแล้ว"


มันทำหน้าทะเล้นใส่


"จะมาไม่โทรมาก่อนล่ะ"


ผมพูดประชด มันเดินเข้ามาในบ้านแล้ว


"อ้าว ก็มาเซอร์ไพรซ์ ตัวเองไง เค้ารู้นะว่าแม่อรไม่อยู่ อิอิ เลยมา"


"มีธุระอะไร"


"โห คิดถึงแฟนอ่ะค้าบบ จะให้มีธุระอะไรล่ะ"


มันอ้อนวางของลงบนโซฟาแล้วเดินเข้าไปในครัว ทำท่าหาของกิน


"ตัวเล็ก เค้าหิวอ่ะ มีอะไรกินไหม"


มันเปิดนั่นเปิดนี่ดูเหมือนบ้านตัวเอง ผมจึงเดินตามเข้าไป


"ไปนั่งรอ มีแต่ของเหลือเมื่อคืนนะ จะกินไหม"


"กินค้าบบ หิวจนตาลายไปหมดแล้ว อะไรๆก็กิน"


มันล้อเลียนแล้วไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว ผมไปอุ่นแกงกับเอาของทอดมาทอดใหม่ พอเสร็จก็ยกไปให้มัน


"เออ ตัวเล็กเมื่อคืนน่ะ ทำไมทำท่าห่างเหินเค้าจะงล่ะคะ เค้าน้อยใจนะ"


มันพูดขึ้นมา ผมรู้สึกกระตุกในใจ


"ไม่นี่ ก็ทำตัวตามปกติ"


ผมพูดเสียงเรียบไม่มองหน้ามัน


"จริงเหรอ แต่เค้าพยายามจะมองตัวเองตั้งหลายรอบ ตัวเองก็หลบหน้าตลอด ใจไม่ดีเลย เนี่ยเค้านอนไม่หลับเลย"


มันพร่ำพรรณาต่อ ผมไม่อยากจะพูดกับมันในทางให้ความหวัง แต่คิดจะบอกมันตรงๆก็พูดไม่ออกเหมือนมีอะไรมาปิดปากเอาไว้


"ไม่มีอะไรหรอก ผู้ใหญ่อยู่เยอะแยะ"


"เออ นั่นสินะ ตัวเองเค้าว่าจะบอกแม่แล้วนะเรื่องของเรา"


"ไม่ได้"


ผมตะคอกใส่มัน จนมันสะดุ้ง


"อ่า ทำไมอ่ะ ตะคอกเค้าด้วย"


มันทำเสียงอ่อน รู้สึกใจแป้วไปเหมือนกัน มันทำหน้าเจื่อนๆ ผมรู้สึกผิดขึ้นมา


"อย่าเพิ่งเลยเอ ให้ทุกอย่างดีขึ้นกว่านี้ก่อน"


เสียงผมล่องลอยเหมือนออกมาจากส่วนอื่นของร่างกายไม่ใช่ปาก มันเบาดูไร้เรี่ยวแรง เหี่ยวแห้งไม่มีชีวิตชีวา


"เค้าเชื่อตัวเอง รักตัวเองมากนะ ไม่ว่าจะยังไงเค้าก็ไม่ยอมง่ายๆหรอก"


มันพูดน้ำเสียงเข้มแข็งมุ่งมั่นเหลือเกิน นี่จะอะไรหนักหนากับผม ทั้งที่พยายามออกห่าง ทั้งที่พยายามทำใจ แต่เหมือนมันยิ่งรัดยิ่งบีบให้ไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง ผมเหมือนอยู่ในห้องที่ไร้แสงสว่างมองไม่เห็นอะไรเลย ดวงตาไม่รู้สึกชินกับความมืดมิด มันกลับยิ่งมืด ยิ่งน่ากลัว ผมสับสนเหลือเกิน

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 31

When I first saw you I already knew



There was something inside of you


Something I thought that I would never find


Angel of Mine






I look at you looking at me


Now I know why they say the best things are free


Gonna love you boy you are so fine


Angel of Mine










"เอ้ย ตัวเอง ชอบเพลงนี้อ่ะ ใครร้องคะ"

มันชะโงกหน้ามากอดที่เบาะผมตามเคย ผมกำลังเคลิ้มกับเสียงเพลงต้องสะดุ้ง

"อ้อ น้องเอชอบเหรอ เพลงนี้หวานเชียวนะความหมายมันน่ะ"

"ชอบพี่ เพราะดี"

"เพลง Angel of Mine จ๊ะ ของ Monica ร้องให้แฟนเราสิ พี่ว่าน่าจะชอบ"

"บ้า แกนี่ก็ชอบพูดอะไรเวอร์"

ผมพูดแก้เขิน ค้อนพลวงใหญ่

"มันหมายถึงอะไรอ่ะพี่พล"

มันถาม หน้ามองพลแต่ยังเกาะเบาะผมอยู่

"ไหนบอกเริ่มฟังรู้เรื่อง แปลเองสิ"

ผมประชด มันเงียบ แล้วโน้มคอมาหอมแก้มผมทีหนึ่ง

"เอ้ย"

ผมตกใจสะดุ้งหนี

"ต๊าย จะหวานกันไปไหนจ๊ะ บอกว่าให้เห็นใจพี่บ้าง"

"แหมพี่ คนมันมีความสุขอ่ะนะ อย่าอิจฉาเลย"

"เพลงนี้ก้แปลรวมๆว่านางฟ้าของผมไงเอ เหมาะกับเรานะพี่ว่า ฮ่าๆ"

ไอ้พลนี่ก็แปลกคุยกับมันแต่ตามองจิกกัดผมอยู่ตลอด มันรู้ว่าผมจะเก็บอาการอายไม่ค่อยอยู่มันถึงรวมหัวกันแกล้งเอาๆ

"นี่แก แล้วไอ้กายกับกบล่ะโทรหามันรึยัง"

ผมพยายามตัดบทเปลี่ยนเรื่อง

"โทรก่อนออกจากบ้านแล้วมันบอกจะไปรอที่โน่น เออแล้วเอเข้าเธคได้แล้วเหรอ"

"บ้าเหรอแก ยังไม่สิบแปดเลย"

"ยังไม่สิบแปดแค่อายุใช่ไหมเอ แต่อย่างอื่นน่ะคงโตล่วงหน้าไปแล้วเนอะ"

พลหันไปเย้าเอ

"อ่ะนะพี่ ก็ไม่รู้นะครับ แต่รู้ว่าพอตัว ฮ่าๆๆ"

"โทรหาพวกมันหน่อยสิแก"

ผมเริ่มรำคาญสองคนนี้เต็มทนดูเหมือนมันจะเข้ากันได้ดีเหลือเกิน พลยอมโทรหากายแต่โดยดี กายถึงข้าวสารแล้ว รออยู่ทางเข้า พอบอกว่าเอมันมาด้วยพวกนั้นก็คิดแผนอื่นไว้รอเลย เพราะตอนแรกพวกมันอยากไปร้านชินนะม่อน แต่ท่าทางเอคงเข้าไม่ได้ พลหาที่จอดรถตรงลานด้านหลังถนนข้าวสารทางที่จะไปสนามหลวง เราเดินย้อนกลับมานัดเจอกันใหม่ที่หน้าข้าวสารเซ้นเตอร์

"ไหนบอกไม่สบายแก หน้าตาดูแจ่มใสเชียว"

กายทักมาตั้งแต่ไกล ผมพยักหน้า

"แล้วนี่ใครอ่ะ อุ๊ยหล่อเชียว"

กบกระแซะเข้าหาเอ มันขยับตัวมาข้างหลังผมแล้วเกาะเอวทันที

"อย่าบอกนะ ว่า"

"เออ แฟนไอ้โยมัน นี่น้องเอ"

พลดึงแขนกบไว้ ไม่ให้เข้าใกล้เรามากเกินไป

"หา น้อง เอ"

ทั้งกายและกบอุทานพร้อมกัน

"เออ น้องเอ อยู่ ม.5 อายุ 17 ปี พอใจไหม"

พลพูดอย่างรู้ดี

"หา"

อุทานพร้อมกันอีก หน้ามันทั้งสองดูตกใจยิ่งขึ้น

"อะไร อีพวกนี้ จะตะโกนเพื่อ"

พลปรามไว้ เพราะพวกมันเสียงดังจนคนที่เดินไปมาหันมามอง

"ต๊าย โย ร้ายกาจนะแก ฉันอยากได้แทบตายเด็กๆน่ะ ไม่เคยได้ แต่แกนี่นอนมาเลยนะยะ ต๊าย หล่อด้วยนะ"

กบแสดงท่าทีจริตเยอะตามปกติ

"นั่นสิ โห แกไปหามาจากไหนเนี่ย หาให้บ้างสิ"

กายพูดบ้าง ผมรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาในใจ ไม่รู้ทำไม ทำไมเหรอมีแฟนเด็ก แล้วมันน่าภูมิใจขนาดนี้เลยหรือ แล้วทำไมจะต้องทำท่ากันแบบนี้ ผมไม่ได้อยากมีมัน ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ พวกมันเข้าใจบ้างไหม

"นี่ พอแล้วแก พูดอะไรเห็นแก่หน้ามันหน่อย"

พลเสียงดุปรามขึ้น มันคงรู้ว่าผมคงหน้างอแล้ว ทั้งกายและกบมองหน้าผมแล้วทำหน้าเจื่อนๆลงทันที พลเข้าไปกระซิบกระซาบมันสองคน แล้วมันทำตาโต ผมเอาศอกสะกิดเอที่มันเกาะเอวอยู่ มันมองหน้าผมแล้วมองหน้ามัน

"หวัดดีครับพี่"

มันยึกยักอยู่พักใหญ่กว่าจะรู้ว่าผมสื่อให้มันไหว้เพื่อนทั้งสอง มันเกาหัวแกรกๆก่อนยกมือไหว้ เพื่อนทั้งสองยกมือไหว้ตอบแทบไม่ทัน

"เออ ว่าแต่จะไปร้านไหนดีแก น้องมันเข้าไม่ได้นะ"

พลถาม

"ไปหาร้านนั่งนั่งกินเบียร์ก็ได้แก"

"เออแก ไปชาร์มล็อก ดีไหม นั่งสบายๆ"

กบกับกายแนะนำ เราก็เห็นด้วยเพราะถึงแม้จะตรวจบัตรแต่กายมันบอกว่ามันรู้จักคนข้างในไม่น่าจะมีปัญหา เราเดินย้อนไปทางต้นซอยแล้วขึ้นไปชั้นบน มีคนอยู่เต็มร้านคงเพราะเป็นวันคริสต์มาสต์ ชาวต่างชาติที่มีจำนวนมากกว่าคนไทยหนาแน่นไปหมด ร้านนี้มีนักร้องเล่นเพลงสดที่นั่งเปิดโล่งมีพัดลมไอน้ำอันใหญ่เป่าอากาศให้ระบาย เราได้ที่นั่งติดบาร์เพราะกายคุยกับคนที่มันรู้จัก

"เอาอะไรดีแก"

กายถามเมื่อนั่งลงที่นั่ง

"กินเบียร์ดีกว่าแก ง่ายๆเมาเร็วดี"

กบเสริม พลก็พยักหน้า

"ฉันไม่อยากกินเหล้าแก กินค้อกเทลได้ไหม ไม่อยากเมา"

ผมแย้งเพราะปกติไม่ค่อยชอบกินเหล้า เพราะกินแล้วรู้สึกว่าตัวเองเมาแล้วตลก

"แหมแก นานๆที กินหน่อยเถอะ แล้วน้องเอล่ะครับ กินเบียร์ได้ไหมนี่"

กายหันมาถามมันที่นั่งคลอเคลียผมอยู่

"ได้พี่"

"ไม่ได้ บ้าเหรอแก จะให้น้องกินเหล้า เอาน้ำอัดลมพอ"

ผมขึ้นเสียงขัดขึ้นมา

"โห"

มันโอดครวญ

"นี่ล่ะเอ เมียมาคุม เอ้ยมีแฟนมาคุมก็อย่างนี้ล่ะ"

พลกระแนะกระแหน แล้วหัวเราะชอบใจ มันเหมือนคิดอะไรได้ กวักมือให้เอมันโน้มคอเข้าไปหาแล้วกระซิบกระซาบกันอีกรอบ ผมทำท่าไม่สนใจ

"แก นี่กินหน่อยเถอะนะ จิบเบียร์นิดเดียว ไม่เมาหรอกน่า เมาฉันก็ไปส่งให้ถึงห้อง อีกอย่างเอมันก็อยู่ น้องมันไม่ได้กินด้วยนี่"

พลพยายามยุ

"ไม่เอาหรอกแก ไม่อยากเมา ฉันไม่ใช่ฝรั่งจำเป็นต้องฉลองด้วยเหรอ แกจะกินก็กินไปเถอะ ฉันไม่กิน"

"แหม โย เอาหน่อยเถอะ ไหนๆก็หยุดนี่พรุ่งนี้ ไม่ต้องวิตกอะไรหรอกน่า เพื่อนๆมาสนุกกันแกจะมานั่งทำตัวเป็นนางเอกเหรอยะ"

กบประชด ดูพวกมันเข้าขากันยังไงไม่รู้ แปลกๆหวั่นในใจ

"เออ กินก็กิน เมาแล้วรั่วอย่ามาว่ากันล่ะ"

ผมเหวี่ยงเพราะรำคาญ สรุปก็ต้องบยอมกินเบียร์เป็นหลอดกับพวกมัน เสียงนักร้องดังเคล้ากับเสียงสนทนากันจนฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง พวกเราคุยกันสัพเพเหระ พอเบียร์เข้าปากผมก็เมากินไม่กี่แก้ว หน้าก็เริ่มแดง

"เอๆ แฟนเราเมาแล้ว ดูหน้าสิแดงแจ๋เลย"

พลพยักเพยิดมาทางผม

"ม่าย มาว ไหน เอามาอีก"

ผมเริ่มเสียงยาน ควานหาแก้ว ไอ้เอมันยิ้มแล้วกอดเอวผมไว้

"พอแล้วนะคะ ตัวเองเมาแล้วน้า"

มันเอาจมูกมาคลอเคลียแถวกกหูผม

"ม่ายมาว จากินอีก อาวมาอีก"

"ฮ่าๆ แกดูมันสิ แหม พอเมาแล้วได้เรื่องเลย เลื้อยแล้ว"

กายหัวเราะ

"นี่แก น้องเอ หล่อมาก แกโชคดีนะเนี่ย"

กบเสริม

"ดูซิ ดูรักแกออก"

"อ้าว ก็ต้องรักฉันสิ ไม่รักฉันแล้วจะรักคราย"

ผมพูดแล้วหันไปมองหน้ามัน เอยิ้มหวานให้ ผมเลยหอมแก้มมันไปฟอดใหญ่

"โอ้โห เอาแล้วโว้ย ได้เรื่องแล้วเห็นไหมเอ"

"ตัวเล็ก อายคนนะคะ เดี๋ยวเรากลับไปทำที่บ้าน"

มันพูดแต่ก็เอาปากมาพุดอยู่เหนือริมฝีปากผม

"ม่ายอาย ก็เป็นแฟนกันนิ ม่ายอาย"

"ฉันว่าพามันกลับเถอะพล คนมองใหญ่แล้ว"

กายพูด ไม่รู้ว่าพวกมันคุยอะไรกันต่อแต่ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่บนรถ นอนอยู่บนตักมัน ผมงัวเงียขึ้นมา

"ตื่นแล้วเหรอคะ เมานะเรา"

มันเอาหน้ามาซุกท้ายทอยผม

"อะไร เมาเมิว อะไรล่ะ"

"แหม เมื่อกี้เลื้อยใหญ่เชียว เขาบอกว่าเวลาคนเมามักจะพูดเรื่องจริงที่สุดนะแก"

พลมองกระจกมองหลังพูดขึ้น

"ฉันพูดอะไรแก ไม่รู้ล่ะตอนเมาไม่รู้เรื่อง"

มันสองคนรุมผมกันใหญ่ ไอ้ตัวเดียวไม่ยอมปล่อยให้ผมออกห่างคอยกอดอยู่ตลอดเวลา พอถึงบ้านผมก็รีบอาบน้ำแล้วรีบนอนเพราะเกือบจะตีสองแล้ว ส่วนเอมันอ่านหนังสือต่อ เออแปลกดี ผมหลับไปรู้สึกอุ่นใจมากกว่าทุกวัน นี่ผมเริ่มชอบมันแล้วเหรอ ทำไมทุกทีที่มันอยู่ใกล้ๆ หัวใจผมเต้นแรง ลมหายใจมันที่รดหน้าผม ทำไมมันมีพลังร้อนแรงเหลือเกิน นี่ผมเผลอใจแล้วหรือ

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 30

พอลงจากรถไฟเราต้องเดินย้อนกลับไปทางซอย สุขุมวิท 77 วันนี้คงเป็นวันพิเศษของใครหลายๆคน แม้เราจะเป็นชาวพุทธแต่ก็ซึมซับเอากลิ่นอาย เทศกาลแห่งความอิ่มเอิบใจ แม้จะไม่เคร่งอะไรกับเขานักแต่ก็รู้สึกว่าเป็นสุขเหลือเกิน แค่ได้เห็นไฟแสงสีประดับประดาตามร้านค้าต่างๆ ก็รู้สึกได้ถึงความสุข มันยังคงเดินกอดคอผมอยู่ไม่ยอมปล่อย ผู้คนในซอยอ่อนนุชมากมายนัก แม้จะเป็นเวลาที่ดึกมากแล้วแต่ถนนไม่เคยเปลี่ยว ผมรู้สึกชินกับการเกาะแกะของมันไม่อายมากเหมือนแต่ก่อน เพราะถ้าผมยิ่งอายมากมันก็ยิ่งแกล้ง พอทำเป็นชินมันก็กลับคุ้นขึ้นมา เราเดินไปขึ้นรถสองแถวต้องยืนอีกแล้ว เราถึงบ้านเกือบสี่ทุ่ม แม่กลับมาแล้วแต่นั่งทำงานอยู่บนโต๊ะ
 
"เป็นไงลูกเอ ถ่ายรูปมาให้แม่ดูไหม เสียดายจังที่แม่ไม่ว่างไปดู"
 
แม่ทักตอนที่เราเข้าบ้าน
 
"ถ่ายมาครับ ผมเล่นเป็นะพระคริสต์ด้วยนะแม่ มีแต่คนบอกว่าหล่อ"
 
มันเดินตรงไปหาแม่แล้วเล่าอย่างมีความสุข
 
"ก็ลูกเอหล่ออยู่แล้วนี่จ๊ะ ให้เล่นเป็นตัวอะไรก็คงหล่อเหมือนเดิมนั่นล่ะจ๊ะ"
 
แม่ชมมันแล้วหันมาถามผม
 
"ไปไหนกันมาลูก กลับซะค่ำเชียว"
 
"พลพาแวะไปกินข้าวที่เซ็นทรัลน่ะแม่ แวะดูไฟด้วย"
 
ผมตอบแล้วเดินเข้าครัวไป เผื่อมีอะไรให้ล้าง เสียงแม่กับเอคุยกันอย่างออกรส ผมขึ้นไปอาบน้ำก่อน สักพักเอก็ขึ้นมาอาบน้ำ กว่าจะลงไปปิดบ้านก็เกือบห้าทุ่ม พอขึ้นเตียงได้มันก็เข้ามากอดทันที
 
"คิดถึงจังเลย"
 
มันอ้อน
 
"เป็นบ้าเหรอ เจอหน้ากันทั้งวัน จะมาคิดถึงอะไรล่ะ"
 
"ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งคิดถึงอ่ะ นี่ตัวเองเคยฟังเพลงนี้ไหม 
 
I could stay awake just to hear your breathing
Watch you smile while you are sleeping
While you're far away dreaming
I could spend my life in this sweet surrender
I could stay lost in this moment forever"

มันร้องเพลงขึ้นมา เสียงทุ้มใหญ่ไม่มีความไพเราะเลย แต่ชอบฟังรู้สึกจิตใจล่องลอยไปไกลแสนไกลผมแอบยิ้มไม่ได้

"เวอร์แล้ว รู้เรื่องเหรอ"

"รู้ดิ เค้ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ"

มันกอดผมแน่นขึ้นเอามือช้อนหน้าผมให้จ้องหน้ามัน มันมองผมแล้วยิ้ม จูบข้างปากที่แสนอุ่น ผมเคลิบเคลิ้มไปในใจตอนนี้ไม่คิดอะไรแล้ว มันกอดผมนอนอย่างเคย วันนี้ผมยอมให้มันกอดด้วยความเต็มใจ ไม่รู้ว่าเพราะบรรยากาศหรืออะไร แต่รู้สึกดีจริงๆ

วันคริสต์มาสต์ ผมตื่นมาเตรียมตัวใส่บาตรตั้งแต่ตีสี่ มันยังคงนอนอยู่ผมลงมาหุงข้าวทำกับข้าวสองอย่างไก่ผัดขิงกับต้มจืดเต้าหู้ไข่ ขนมหวานแม่ซื้อเม็ดขนุนกับทองหยอดมาตั้งแต่เมื่อคืน ผมตักใส่ถุงแบ่งเป็นชุดๆไว้สี่ชุด พอเสร็จก็ไปพับดอกบัวเตรียมไว้ทำเสร็จก็ตีห้ากว่าๆขึ้นไปอาบน้ำแล้วปลุกไอ้ ตัวดี เพราะมันเร้าๆอยากจะใส่บาตรด้วย แม่ตื่นอาบน้าเสร็จแล้ว กว่าจะเสร็จก็เกือบหกโมง ผมเอาโต๊ะออกไปตั้งหน้าบ้านแล้วให้เอขนของออกไปวาง พระก็เริ่มเดินบิณฑบาตรแล้ว แม่นิมนต์พระ ผมก็ส่งถาดให้แม่แล้วก็ให้เอทำตาม ผมใส่เป็นคนสุดท้าย 

"ชอบใส่บาตรไหมลูกเอ"

แม่ถามตอนเก็บของเข้าบ้าน

"ชอบครับ สนุกดี"

ที่จริงมันถือคริสต์แต่คงไม่เป็นไรเพราะเจ้าตัวรบเร้า อยากทำเอง อีกอย่างไม่เคยเห็นมันพูดถึงพระเจ้าหรือสิ่งที่มันนับถืออยู่เลย ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ช่างแต่วันนี้ผมเห็นมันน่ารักขึ้นเยอะทีเดียว มันรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านผมเองก็ตัดกุหลาบเอามาใส่แจกันให้แม่ ส่วนมะลิยังไม่ออกดอก แม่กินข้าวก่อนเราเพราะต้องรีบออกจากบ้านไปโรงเรียนตามปกติ ผมหยุดไอ้เอก็หยุดเราจึงกินข้าวทีหลัง พอแม่ออกจากบ้านผมก็ชวนมันกินข้าว พอเสร็จผมก็นอนอ่านหนังสืออยู่ข้างล่าง มันก็อ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ

"ตัวเองไปเดินเล่นกันไหม วันนี้วันคริสต์มาสต์นะ"

มัน พูดขึ้นแล้วมองหน้าผมยิ้ม ผมพยักหน้า

"อยากไปไหนล่ะ"

"ไปที่มัน มีไฟสวยๆ แต่มันยังหัววันอยู่เราไปเดินเล่นสวนหลวงก่อนดีไหม"

ผมได้แต่พยักหน้า เราออกจากบ้านเกือบบ่ายสองแดดยังร้อนอยู่ ตอนแรกกะจะไปสวนหลวงเลยแต่ด้วยความที่อากาศร้อนจึงแวะเดินที่ซีคอนสแควก่อน ร้านรวงต่างๆประดับประดาด้วยกระดาษหลากสีทำให้บรรยากาศดูเป็นเทศกาลที่มี ความสุข เราแวะกินข้าวที่ศูนย์อาหารแล้วเดินไปเลือกของขวัญที่ฝั่งโรบินสัน

"ตัว เอง เสื้อตัวนี้น่ารักไหม"

มันหยิบเสื้อยืดสีเขียวมรกตขึ้นมามีลาย สกรีนเป็นรูปหัวใจเป็นเงาๆ ผมมองแล้วพยักหน้า

"ตัวเล็กไปป่ะ เธอตัวเบ่อเร่อ"

"ก็จะซื้อให้ตัวเองนั่นล่ะ ตัวนี้ของขวัญวันคริสต์มาสต์กับปีใหม่ รวมกันเลย"

"มีเงินเหรอเรา ไม่ต้องหรอก พี่ไม่อยากได้อะไร เก็บเงินไว้ดีกว่า"

"มีดิ เก็บตังค์ค่าขนม เอาน่าอยากซื้อให้แฟนน่ะ อย่าคิดมาก"

ผมยิ้มเขินขึ้น มาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ทำไมเดี๋ยวนี้ทนไม่ค่อยได้กับคำหวานของมัน นี่มันเร็วไปหรือที่ผมจะรู้สึกแบบนี้ ผมกำลังทำอะไรอยู่ หักห้ามใจยังไงเหมือนกำลังชี้นำทางให้ใจมันทำในสิ่งที่คัดค้าน

"งั้น พี่ซื้อกางเกงในให้เราดีไหม"

ผมคิดจแกล้งมัน เพราปกติมันใส่แต่กางเกงบอกเซอร์

"อ่า จริงเหรอ เอาๆ จะใส่ตอนอยู่กับตัวเองเท่านั้น"

"อ้าวไม่ใส่ตลอดล่ะ อุตส่าห์ซื้อให้"

"ไม่ เอาอ่ะ เดี๋ยวมันไม่พิเศษ แฟนซื้อให้ทั้งที"

สรุปผมก็ต้องซื้อกางเกง ในให้มันเป็นแพ็กสามตัว มันก็ซื้อเสื้อยืดให้ผม

"ตัวเองเค้าไปห้องน้ำ น้า รอแป๊บเดียวอย่าไปไหนนะ"

มันบอกแล้วเดินไปทันที ผมก็เดินดูเสื้อผ้าต่อไป ผมซื้อบอดี้สเปรย์ของ The Body Shop ให้พลกับจ๋า รวมทั้งกายกับกบด้วย ส่วนแม่ผมซื้อน้ำมันหอมกลิ่นที่แม่ชอบให้

"มา แระ รอนานไหมคะ"

มันเอาคางมาพาดที่บ่า ผมสะดุ้งเบี่ยงตัวออกเพราะคนในร้านไม่ใช่น้อย

"ไปนานจัง"

ผมพูด อ้อมไปแก้เขิน

"ตัวเองซื้อไรอ่ะ เยอะแยะเชียว มาเค้าถือ"

มันแย่งไปถือแล้วเปิดถุงดู เราเดินวนไปวนมาจนเกือบสี่โมงครึ่งแล้วจึงนั่งแท็กซี่ไปสวนหลวง แดดยังจ้าอยู่แต่ก็ไม่ร้อนมากนักเพราะมีต้นไม้เยอะ เราเดินไปยังบึง

"นั่ง เรือกันดีกว่า"

มันเดินตรงไปที่เรือถีบแล้วคุยกับคนให้เช่าเรือ มันจ่ายเงินค่าเช่าเรือเรียบร้อยแล้วลากผมลงไปนั่ง ผมยึกยักเพราะไม่ค่อยชอบบึงหรือน้ำที่เป็นที่กว้างๆไม่รู้ทำไมกลัวนั่นเอง

"ตัว เองไม่ต้องถีบ เดี๋ยวเค้าถีบเอง"

มันพูดแล้วขมักเขม้นถีบเรือออกไป เกือบกลางบึง แล้วมันก็หยุดปล่อยให้เรือลอยไปตามแรงลม

"เหนื่อยเหรอ"

ผม ถามมองหน้ามันที่ยังจ้องหน้าผมอยู่

"ปล่าว แต่อยากอยู่ตรงนี้นานๆ"

มัน ทำตาหวาน ผมมองผ่านไปไกลแสนไกลเพราะไม่อยากให้มันมาหวานอะไรตอนนี้

"ตัว เองดูกลัวๆน กลัวเหรอ"

มันถาม

"บ้าเหรอ ไม่กลัว แต่ไม่ชอบ"

"อ่า แล้วก็ไม่บอก"

"มีเวลาให้บอกไหมล่ะ คิดเองเออเองหมด"

ผมประชด

"น่า นะ อยู่กับเค้าตัวเองไม่ต้องกลัวหรอก สวยดีเนอะ พระอาทิตย์กำลังตกพอดี เค้าอยากพาตัวเองมาที่สวยๆแบบนี้บ่อยๆจัง"

"เพ้อ"

มันพูดตาลอย หวานฉ่ำ ผมก็รู้สึกดีเป็นคนชอบพระอาทิตย์ตกดินอยู่แล้วเป็นทุน บึงน้ำที่กว้างใหญ่กระเพื่อมตามแรงลม แดดตอนอาทิตย์อัสดงกระทบพื้นน้ำแสงแวววาวดั่งแผ่นทอง รู้สึกอบอุ่นในใจ รู้สึกอิ่มเอม อยากมองภาพแบบนี้อยู่ตลอดไป ความสวยงามเบื้องหน้า ความอบอุ่นใจในตอนนี้ อยากให้มันอยู่ตลอดไปจังเลย มันโผเข้ามาจูบผมทันที ผมสะดุ้งจนเรือโคลง ตกใจเพราะมัวแต่เหม่อ อีกทั้งกลัวคนที่อยู่รายรอบจะมองเห็น

"อดใจไม่ไหวจริงๆ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งอยากกอด"

"บ้า คนเยอะแยะ อายคนบ้าง"

"อายทำไม ก็คนเขารักกัน"

มันพูดหน้าตาเฉยยิ้มอย่างพอใจ ผมเองก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ล่องลอยไปกับมันพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันจะมากไปกว่านี้ไม่ได้ แต่จิตใจเรานี่มันบังคับยากเหลือเกิน นี่ผมกำลังเป็นอะไรไป

"เอ พี่ถามหน่อยสิ ทำไมถึงชอบพี่"

ผมพูดออกไปลอยไปกับลม ที่จริงไม่ได้อยากจะถามแต่อยากรู้

"ตอนนี้น่ะเหรอ เค้าไม่ได้ชอบตัวเองซะหน่อย ตอนนี้เค้ารักตัวเอง แต่เริ่มชอบตอนไหนน่ะเหรอ น่าจะเป็นวันแรกๆที่เค้าแกล้งตัวเองแล้วตัวเองแก้มแดง น่ารักดี แต่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่คิดว่าจะชอบได้มากขนาดนี้ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งชอบ ยิ่งอยากแกล้ง"

"โรคจิต"

"ไม่นะ เค้าไม่ได้โรคจิต แต่ตัวเองเคยเป็นไหมล่ะ ยิ่งอยู่ใกล้แล้วยิ่งรู้สึกดี อยากมองหน้าอยู่อย่างนั้น เวลาอยู่กับตัวเองแล้วเค้ามีความสุข เค้ารู้นะว่าตัวเองไม่ได้ชอบเค้า อาจจะเกลียดด้วยซ้ำ แต่เค้าไม่สนหรอก ก็ใจมันรักไปแล้ว อยากจะพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าเค้าเป็นคนที่ตัวเองจะมอบหัวใจให้รักได้"

มันจ้องหน้าผมสีหน้าจริงจัง ผมมองมันหวั่นๆในใจ นี่มันมาไกลขนาดนี้แล้วหรือ เวลาเพียงไม่นานมันจะรักผมได้ขนาดนี้เลยหรือ

"ค่อยๆ ดูกันไป เอ อย่าเพิ่งใจร้อน"

ผมพยายามดึกสติให้มันรวมทั้งผมเองด้วย บางอย่างสิ่งที่เคลือบฉาบภายนอกนั้นอาจจะเป็นน้ำตาลรสหวานติดใจ แต่ลึกๆภายในมันคือบอระเพ็ดที่ขม

"ไม่อ่ะ ไม่ดูแล้ว ไม่มองใครแล้ว ตัวเองอย่าทิ้งเค้านะ เค้ารักตัวเองมากนะ ช่วยนำทางใจให้เค้าด้วย"

มันกุมมือผมแน่นตามองผมอ้อนวอน ผมเม้มปากรู้สึกชุ่มช่ำในใจ ไม่รู้สิ รู้สึกชอบเวลามันบอกว่ามันรักผมเหลือเกินไม่รู้สึกเบื่อ แต่แทรกมาด้วยความปวดร้าวใจเบื้องลึกที่แปลบขึ้นมาผสมกัน ภาพแม่ภาพอาจารย์ปริศนาแวบโผล่ขึ้นมา ผมเผลอใจไม่ได้หรอก ผมทำไม่ได้หรอก

เราลอยเรืออยู่จนค่ำมันจึงปั่นเข้าฝั่ง เราตกลงไม่ไปดูไฟต่อเพราะขี้เกียจ เวลาอยู่กับมันผมมีความสุข มันเริ่มมีมาตอนไหนไม่รู้ทั้งที่แต่ก่อนไม่อยากแม้แต่จมองหน้า แต่ตอนนี้ ผมอยากจะสัมผัสมือมันตลอดเวลา แม้ผมพยายามจะดึงสติตัวเองให้นิ่ง ผมสุขใจมันสุขใจ แล้วคนที่รักผมที่สุดคนที่รักมันที่สุดอย่างแม่ของเราล่ะ ท่านยังจะสุขใจด้วยไหม ผมสับสนเหลือเกิน ไม่อยากคิดอะไร รู้เพียงว่าตอนนี้ผมหัวใจพองโตมันบดบังความมืดมน แต่เวลาที่อยู่คนเดียวความมืดมนดูมันจะแผ่ปกคลุมทุกตารางนิ้วของหัวใจ ผมไม่อยากอยู่ในภาวะแบบนี้เลย ทรมานใจเหลือเกิน

เรานั่งแท็กซี่กลับบ้านถึงประมาณทุ่มกว่า แม่ทำกับข้าวรออยู่แล้ว ผมเดินเข้าไปช่วยแม่ มันเองก็เข้าไปคุยกับแม่ทำเหมือนแม่ตัวเอง ผมเองยังคุยกับอาจารย์ปริศนาไม่เยอะเท่ากับที่มันคุยกับแม่ 

"เออ ลูกเอ แม่เรากลับมาแล้วนะ วันนี้จะกลับบ้านไหมจ๊ะ"

แม่ถามขึ้นตอนกินข้าว

"ไม่กลับครับ เพราะเดี๋ยวก็ต้องเรียนกับพี่เค้าอยู่ดี ผมขี้เกียจไปๆมาๆ แม่อรไม่ว่านะครับถ้าผมจะขอรบกวนต่อ"

"ตายแล้ว ดูพูดเข้าสิ เป็นเด็กเป็นเล้กรู้จักอ้อนผู้ใหญ่ เข้าใจพูดนะเรา เอาเถอะจ๊ะที่นี่ก็เหมือนบ้านเราเองล่ะ แม่ถามเผื่อว่าเราอยากจะกลับไปที่บ้าน"

แม่พูดอย่างอารมณ์ดี

"ก็ผมอ้อนแต่กับแม่อรล่ะครับ คนอื่นไม่อ้อนหรอกเพราะรู้ว่าแม่อรใจดี"

มันพูดแล้วหัวเราะ แม่เองก็หัวเราะ รู้สึกคุยถูกคอกันเหลือเกินนะ ผมรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา

"แล้ววันนี้ไม่ออกไปเที่ยวไหนเหรอลูก วันคริสต์มาสต์นะวันนี้"

แม่ถามมันเพราะรู้ว่ามันเป็นคริสต์

"ต้องให้พี่โยพาไปครับ รออยู่ว่าจะพาผมไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน"

มันพูดแล้วหันมามองผม

"ไหนบอกขี้เกียจออกแล้ว"

ผมพูดขึ้น

"พาน้องออกไปเดินดูไฟบ้างสิลูก หยุดเรียนกันสักวัน เรียนมากๆเดี๋ยวเครียด"

แม่หันมามองผมสายตายังคงห่วงใยเหมือนเดิม ผมมองหน้าแม่เหมือนจะขอคำตอบ ขอคำตอบอยู่ในที แม่พยักหน้า ผมก็ก้มหน้ากินข้าวต่อ พอกินเสร็จก็เก็บกวาดทำความสะอาด พอเสร็จจึงโทรหาพล รายนั้นถ้าชวนออกข้างนอกไม่เคยบอกปฏิเสธ เราตกลงกันว่าจะไปข้าวสารกัน พลจะชวนกายกับกบไปด้วย ส่วนจ๋าท้องอยู่กินเหล้าไม่ได้ เลยข้ามไป ผมให้เอขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวรอเพราะพลจะมารับตอนสี่ทุ่ม พอเออาบน้ำเสร็จผมก็อาบบ้าง ที่จริงไม่ได้อยากจะออกไปเที่ยวไหนเลย อยากจะอยู่บ้าน แต่ทำยังไงได้ เอใส่เสื้อยืดสีเทา สกรีนลายวัยรุ่น กางเกงยีนส์ เสื้อผ้ามันเข้ามาอยู่ในตู้เสื้อผ้าผมเกือบครึ่งแล้ว ท้องรองเท้าชุดนักเรียน มีพร้อม เวลามันอยู่ในชุดปกติมันดูเป็นเด็กวัยรุ่นดูคุ้นตากว่าตอนที่มันใส่ชุดนักเรียน ผมใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ธรรมดา

"ตัวเอง ใส่เยวให้เค้าหน่อยสิ"

มันบอกตอนผมกำลังทาครีมอยู่ มันมายืนมองแต่ก่อนด่ามันเพราะเขินแต่เดี๋ยวนี้ไม่เขินแล้ว

"ผมสั้นแค่นี้ยังจะใส่เยวอีกเหรอ เปลือง"

"อ้าวก็จะได้ดูหล่อๆไง เวลาเดินกับตัวเองจะได้ดูเหมาะสมกัน ทำไงได้ก็มีแฟนน่ารักนี่นะ ต้องทำตัวให้หล่ออยู่ตลอดเวลา"

"เออ มานี่"

ผมรำคาญเรียกให้มันมานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ผมเอาเจลใส่ผมทาที่มิอแล้วถูจนร้อนค่อยๆลูบผมมันจนทั่ว มันดึงเอวผมไปเกาะไว้แล้วมองหน้าผมยิ้ม

"เสร็จแล้ว พอใจไหม"

ผมบอกแล้วหันไปทำให้ตัวเองบ้าง

"โห เค้าหล่อนะเนี่ย ตัวเองดีใจไหมที่มีแฟนเป็นเค้าน่ะ"

มันพูดแล้วเอาหน้ามาวางที่บ่า

"อย่าถามมากได้ไหม ขอแต่งตัวก่อน ไปนั่งรอข้างล่างไป"

"โห ถามหน่อยก็ไม่ได้ แต่เค้าดีใจมากนะที่มีตัวเองเป็นแฟน โชคดีที่สุด"

มันหอมแก้มผมแล้วเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ผมยืนอายหน้าแดงอยู่หน้ากระจก แล้วก็ต้องถอนหายใจ พอรู้สึกดีใจขึ้นมาเมื่อไหร่ ทำไมผมต้องทุกข์ใจผสมมาด้วยตลอดนะ เสียงพลบีบแตรปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมรีบเดินลงไปข้างล่าง เอออกไปแล้ว ผมเดินตามออกไปเห็นมันคุยกับพลอย่างคุ้นเคย

"อิจฉาคนมีแฟนหล่อโว้ย ดูซิ น่ารักน่ากินไปหมด"

พลพูดขึ้นมันเป็นคำทักทาย

"ผมเหรอพี่ เสียใจด้วยครับ ผมมีแฟนแล้ว แฟนผมน่ารักไม่มีทางเปลี่ยนใจไปมองคนอื่น"

มันพูดขึ้นแล้วหัวเราะ

"จ้า ใช่สิพี่มันไม่น่ารัก แหม แล้วที่ให้ติดต่อเพื่อนให้ล่ะ ไปถึงไหนแล้ว"

"เฮ้ยพี่ เพื่อนผมมีแต่ผู้ชาย ไม่มีเกย์หรอก"

"อ้าว แล้วเราล่ะ"

"ผมไม่ได้เป็นเกย์ แต่มีแฟนเป็นเกย์"

"นั่นล่ะพ่อหนุ่มเขาเรียกเกย์"

"ไม่รู้ล่ะ ผมรักของผมนี่เป็นอะไรก็เป็น"

มันสองคนเถียงกัน จนผมต้องสอดขึ้น

"จะไปกันหรือยัง ไม่อยากกลับดึก"

"เห็นมั้ยแฟนเราเร่งแล้ว"

"ตัวเองวันนี้มานั่งกับเค้าข้างหลังนะ ให้พี่พลขับ"

"มากไปๆ ชั้นไม่ใช่คนขับรถนะยะ"

"นั่งคนเดียวนั่นล่ะ เดี๋ยวพี่นั่งข้างหน้า"

ผมพูดแล้วเปิดประตูรถด้านหน้าขึ้นไปนั่งทันที

"อ่าใจร้าย"

มันบ่นพึมพัม พอขึ้นรถได้ผมก็เอื้อมมือไปเปิดเพลงทั้งที่ไม่ใช่รถของตัวเอง แต่พลก็ไม่เคยว่าอะไรผมจึงติดเป็นนิสัยเวลาที่นั่งรถมัน เราคุยกันเรื่อยเปื่อย ส่วนมากเป็นพลกับเอที่คุยกัน ส่วนผมได้แต่นั่งฟังเพราะหัวข้อมันคือเรื่องของผมกับมันเอง