ช่วงท้ายปีมีเรื่องเข้ามามากมาย แค่ผ่านไปไม่กี่วันก็จะถึงสิ้นปีแล้ว ผมยังรู้สึกมึนๆกับเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่รุมเร้า จ๋าเองก็ไม่เครียดแล้วเพราะท่าทีพี่ป้อมยังเหมือนเดิมดูจะเห่อลูกขึ้นมากกว่าเดิมอีก ทั้งที่ท้องของจ๋ายังไม่ป่องขึ้นมาเลย ทางบ้านพี่ป้อมรู้เรื่องแล้ว แค่รอเวลาที่จะมาตกลงกันกับผู้ใหญ่ฝ่ายจ๋า เราทำเรื่องขอจบและทำเรื่องรับปริญญาเสร็จก็พากันโล่งใจ เรียนภาคฤดูร้อนเยอะๆนี่ช่วยได้มากจริงๆ ที่ทำงานผมก็ยุ่งจนบางวันกลับค่ำหอบงานกลับมาทำที่บ้านอีกต่างหาก แม่เองพอเด็กสอบกลางภาคเสร็จก็เตรียมเข้าวัดท่าเดียว ท่าทีแม่กับผมยังปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในแววตาลึกๆแม่ก็ยังกังวลอยู่มาก เพราะเดี๋ยวนี้พอวันเสาร์ อาทิตย์ไม่ต้องไปสอนไอ้ตัวดีที่บ้านแล้ว เพราะมันมาตั้งแต่เช้า บางทีมาตั้งแต่คืนวันศุกร์ ผมอยากจะไล่มันกลับบ้านไปแต่มันก็เข้าหาแม่ตลอด อีกทั้งอาจารย์ปริศนาก็โทรมาล่วงหน้า ผมปฏิเสธมันไม่ได้เลยหรือ จะว่าไปแล้วผมรู้สึกชินกับการที่มีมันมาก่อนกวน เพราะเดี๋ยวนี้มันคืบหน้าขึ้นเยอะเรื่องการเรียนสอบกลางภาคได้คะแนนสูงขึ้นจนน่าตกใจ จากที่เคยตกตลอดสำหรับวิชาภาษาอังกฤษ แต่เดี๋ยวนี้คะแนนมันขึ้นมาระดับต้นๆของห้องแม้จะไม่เด่นมาก แต่อาจารย์และเพื่อนมันต่างก็ชมเชย อาจารย์ปริศนาเองก็โทรมาชมผมบ่อยๆ ดูแกมีความสุขมาก แต่ยิ่งอาจารย์ปริศนามีความสุขภาคภูมิใจในการสอนของผมเท่าไหร่ ผมยิ่งรู้สึกผิด ไม่ได้รับรู้ถึงความยินดีนั้นสักเท่าใดนัก เพราะชนักที่ปักอยู่กลางหลัง
ตัวของมันเองก็ดูเปลี่ยนไป เวลาอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ผมเป็นแค่ครูสอนมัน แต่เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองมันจะดูเป็นเด็กขี้อ้อนกวนประสาทยิ่งกว่าเดิม เดี๋ยวนี้มันไม่ล่วงเกินผมแล้ว เวลาที่มันมาค้างที่บ้าน อย่างมากมันก็กอดแล้วหอม เวลาส่วนใหญ่มันเอาไปอ่านหนังสือ บางคืนมันอ่านเกือบเช้า ถ้าอยู่แบบนี้มันก็เป็นผลดีสำหรับผม ความลำบากใจลดน้อยลง เวลาสอนมันก็ไม่กวนตั้งใจเรียน จนบางทีผมเองที่ไปแหย่มัน
อากาศช่วงปลายปีเย็นลงแม้ไม่มากแต่ผมก็รู้สึกได้ว่ามันเป็นฤดูที่มีความสุขสำหรับใครหลายๆคน รวมถึงตัวผมด้วย เวลาตอนเย็นนั่งรถไฟกลับบ้านผมชอบตรงราชดำริที่สุด มันดูมีชีวิตชีวา มีความสุขลอยตลบอบอวลไปทั่ว ที่จริงเขาติดไฟประดับตั้งแต่ต้นเดือนแต่ความรู้สึกมันก็ไม่ดีเท่าช่วงนี้ ผมชอบช่วงนี้ของปีที่สุด อย่างน้อยความสุขกับการเสพทางสายตามันก็เยียวยาความเจ็บปวดทางใจได้มากเหมือนกัน
วันคริสมาสต์ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดี แต่วันพุธผมก็ต้องกลุ้มใจอีกรอบเพราะไอ้เอมันมีงานที่โรงเรียน แสดงละครอะไรนี่ล่ะผู้ปกครองต้องไป ที่จริงมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมแต่อาจารย์ปริศนากลับไม่ว่างพาโอไปตรวจร่างกายเพื่อที่จะคัดตัวเข้านักกีฬาระดับเขตุ ผมคงเป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะอาจารย์ปริศนาโทรมาตอนบ่ายๆให้ผมช่วยไปที่โรงเรียนไอ้ตัวดีให้หน่อย ผมไม่รู้จะบอกปัดไปยังไงดี โทรไปหาแม่รายนั้นก็มีงานที่โรงเรียนอีก ต้องเป็นผมใช่ไหม ผมชวนพลไปเป็นเพื่อนรายนี้ไม่ยักวิตกกังวล กลับดี๊ด๊าเพราะจะได้เข้าโรงเรียนชายล้วน
"นี่แกใส่ชุดนี้ไปเหรอ ไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านฉันก่อนดีกว่า"
พลจับเสื้อตัวเองขึ้นมาดม
"มากไปแก แค่ไปงานโรงเรียนจะอะไรมากมาย"
"แหม ไม่ได้หรอกเผื่อมีเด็กที่ต้องตาต้องใจ จะต้องดูดีอยู่ตลอดเวลา รักษาคอนเซปส์"
"จ้าแม่คนมีคอนเซปส์ ดูสั่นเชียวนะจะเข้าโรงเรียนชายล้วนน่ะ"
"อ๊ะ ไม่ได้หรอก ต้องดูมีชีวิตชีวาหน่อย ฉันว่าเราไปเปลี่ยนเสื้อดีกว่า ฉันไม่ค่อยมั่น"
"แกก็เรียนชายล้วนไม่ใช่เหรอ"
"ก็ตอนเรียนฉันไม่แรดอย่างนี้นี่แก ไม่งั้นฉันคงมีฝามีไปหลายคนแล้ว"
"นี่ไม่แรดเหรอเนี่ย"
เรากัดกันไปมา แล้วมันก็วกมาเรื่องเสื้อผ้าอีกจนผมเบื่อที่จะเถียง
"ตามใจแต่ฉันไม่เปลี่ยนนะ ขี้เกียจ ไปมันอย่างนี้ล่ะ"
"โหแก นี่แกจะไปงานน้องมันหรือจะไปงานศพยะ ดำทั้งชุด"
พลแขวะ เพราะวันนี้ผมใส่เสื้อเชิ๊ตสีดำกับกางเกงแสล็คสีดำรองเท้าหนังก็ดำอีก สรุปทุกอย่างในตัวสีดำ
"ไม่เป็นไรหรอกแก เดี๋ยวนี้เขาก็ใส่กันทั้งนั้นล่ะ ขี้เกียจเปลี่ยน ไปแป๊บเดียว"
"เออ ตามใจ แต่ฉันขอหน่อยละกัน ขอมีสีสันสดใสหน่อย"
ผมขี้เกียจออกความเห็นเพราะท่าทางของพลไม่มีอะไรรั้งได้แล้ว ดูใจของมันจะอยู่ที่โรงเรียนของไอ้เอแล้ว กว่าเราจะออกจากบ้านพลก็เกือบบ่ายสามโมงกว่าแล้ว ขอพี่ภาออกมาก่อน รายนั้นก็ไม่ว่าสักคำ พอเข้าเส้นเพชรบุรีรถก็เริ่มแน่น หน้าโรงเรียนรถติดยาวเป็นแถว
"แกจอดตรงลานจอดรถใต้ดินดีกว่าไหม ท่าทางจะหาที่จอดยาก"
ผมแนะเพราะดูท่าคงจะติดอีกนาน พลมองข้างหน้าตัวเองแล้วพยักหน้า เราหาที่จอดรถตรงลานจอดรถสถานีรถไฟใต้ดินเสร็จก็เดินข้ามถนนมาที่โรงเรียน
"แกไม่ซื้อดอกม๊งดอกไม้ให้น้องมันหน่อยเหรอ อุตส่าห์มา"
"โอ๊ย ไม่เอาหรอกแก มานี่ก็พอแล้ว"
"โหใจดำนะแก เดี๋ยวเด็กมันก็น้อยใจ"
"น้อยจงน้อยใจอะไรล่ะ แกอย่าพูดมากไปแจ้งชื่อให้หน่อย"
ผมดันหลังมันให้ไปแจ้งชื่อกับเจ้าพนักงาน ผมก็ตามเข้าไป
"โหคนเยอะว่ะแก ต๊ายเด็กผู้ชาย"
"น้อยๆหน่อยแก เก็บอาการหน่อย"
"นี่ๆ เขาแสดงละครกันแล้วมั๊ง"
พลเดินนำไปทางหอประชุม ผู้คนเดินขวักไขว่ทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง ผมเดินตามพลไป ท่าทางมันดูมีความสุขมากยิ้มตลอดทาง เราเข้าไปหาที่นั่งในห้องประชุม ได้ที่นั่งแถวกลางๆ บนเวทีมีการแสดงแล้วแต่น่าจะเป็นการแสดงของเด็ก มัธยมต้นเพราะเห็นมีแต่ตัวเล็กๆ พอการแสดงจบเสียงปรบมือก็ดังเกรียวกราว ยังมีการแสดงของแต่ละชั้นอีกหลายชุด ผมนั่งเซ็งอยู่ต่างจากพลที่ดูเหมือนปลาได้น้ำ ไม่รู้จะให้ผมมาทำไม ผมนั่งหน้าบึ้งอยู่ จนการแสดงของนักเรียน มัธยมห้า พลสะกิด
"ถึงเวลาแล้วแก เดี๋ยวฉันยืนโบกไม้โบกมือให้น้องมันดีกว่า เออ ว่าแต่มันเล่นเป็นตัวอะไรล่ะ"
พลหันมากระซิบ
"ไม่รู้ จะยืนเลยเหรอแกอายคนเขา"
"อายทำไม เรามาเป็นผู้ปกครองน้องมันนะ ควรจะภูมิใจ"
ตามใจมันก็แล้วกัน พอเริ่มการแสดง ก็มีเสียงเกรียวกราวเพราะตัวละครแต่ละตัวเหมือนคัดมา น่าจะเป็นเด็กที่เด่นๆของแต่ละห้อง เอ ออกมาแล้วมันเล่นเป็นเหมือนเจ้าชาย มีมงกุฏอยู่บนหัว มีผ้าคลุมเหมือนอัศวินสีขาว เสียงเกรียวกราวท่าทางมันก็คงเด่นไม่น้อย พลลุกขึ้นโบกไม้โบกมือทันที มันหันมาทางเราแล้วยิ้มน้อยๆแล้วแสดงต่อ ผมรีบดึงพลนั่งลง เพราะเริ่มอายคน
"หล่อมากเลยแก ต๊ายเด็กใครเนี่ย"
ผมตีบ่ามันเบาๆ
"ดูสิหน้าแดงแล้ว โน่นแก น้องมันหันมาบ่อยๆ ยิ้มให้มันหน่อยสิ"
พลบุ้ยปากไปทางเวที ผมเหลือบตาตาม มันมองมาจริงๆด้วย สายตาผมประสานกับมันอย่างจัง ผมรีบหลบหน้า ไม่รู้เหมือนกันรู้สึกประหม่าอย่างประหลาด ทำไมวันนี้รู้สึกแปลกๆ ไม่กล้าสู้สายตามันทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกอะไร ผมอดไม่ได้ที่จะมองมัน เวลามันอยู่บนเวที มองมันเล่นละครแล้วก็เพลินดีผมเผลอยิ้มออกมา มันมองมาพอดี ผมรีบก้มหน้ารู้สึกอายยังไงไม่รู้
"แหม ชอบน้องมันแล้วก็ไม่ต้องแอ๊บหรอกแก มาถึงขั้นนี้แล้ว"
พลเหน็บแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย
"บ้าเหรอแก"
"โอ๊ย อย่ามาปิดเลยแก แกปิดฉันไม่ได้หรอก ชอบก็ชอบไปสิใครจะว่าอะไร เคยมีอะไรกันแล้วนี่"
ผมตีมันแรงๆทีหนึ่งแล้วทำตาเขียวใส่ พอดีกับละครจบเสียงปรบมือดังสนั่น พลลุกขึ้นยืนปรบมือออกหน้าออกตา
"เดี๋ยวออกไปซื้อดอกไม้ดีกว่า เห็นร้านในโรงเรียนเมื่อกี้ แกรอที่นี่นะ"
"เฮ้ยไปด้วย"
ผมรีบลุกตามพลออกจากหอประชุมทันที เราเดินออกมาก็เห็นที่ขายช่อดอกไม้ เหมือนเป็นสหกรณ์ที่มีเด็กยืนขายดอกไม้อยู่หน้าร้าน
"ช่อเท่าไหร่ครับน้อง"
พลถามแล้วเข้าสีเด็กทันที
"ช่อนี้ห้าร้อยครับพี่ เอาช่อใหญ่ไหมครับ"
"ช่อใหญ่เท่าไหร่จ๊ะ"
พลยิ้มกริ่มประกบชิดตัวเด็ก จนเด็กมองหน้าแปลกแล้วถอยออกไป
"แก เอาช่อเล็กนี่ล่ะ ไม่ต้องซื้ออันใหญ่มากหรอก"
ผมเดินเข้าไปขัดจังหวะมัน
"ไม่ได้หรอกแก น้องแสดงละครทั้งที พี่เอาช่อใหญ่ๆ นั่นครับ เท่าไหร่จ๊ะ พ่อรูปหล่อ"
"เอ่อ พันนึงครับ"
"จัดเองรึเปล่าจ๊ะโก่งราคาพี่รึเปล่าเนี่ย"
พลมองหน้าเด็กตลอดไม่ได้สนใจดอกไม้เลย น้องอีกคนหยิบช่อดอกกุหลาบขาวกับลิลลี่ช่อใหญ่มาให้ ผมรับเอาไว้กำลังจะควักเงิน
"อ่า ใช่ครับ พวกเราจัดกันเอง"
"อุ๊ย เก่งจัง วันหลังพี่จ้างให้จัดให้ได้ไหมครับเนี่ย เดี๋ยวพี่รับปริญญา อยากได้สวยๆแบบนี้ อ่ะนี่ครับเงิน"
พลรีบควักเงินให้น้องก่อนผมอีก
"ไม่เป็นไรแก เดี๋ยวฉันจ่ายเอง"
ผมร้องบอกมัน
"ไม่เป็นไร น้องฉันเหมือนกัน"
"พี่ก็เอาคนละช่อสิครับ จะได้ไม่ต้องแย่งกันจ่าย"
น้องคนนั้นพูดแล้วยิ้ม
"ไม่หรอกครับน้อง ช่อเดียวก็พอ"
ผมรีบดึงมือมันออกมาจากร้านดอกไม้
"เอ๊ะ แกนี่ยังไง น้องครับมีเบอร์ไหม พี่จะๆได้ติดต่อเรื่องจัดดอกไม้ พี่สนใจจริงๆนะครับ"
"บ้าเหรอแก ไปรีบไป"
ผมดึงมัน เพราะดูท่าว่ามันทำเกินไป เพราะเด็กมันมองกันใหญ่แล้ว กว่ามันจะออกมาจากร้านขายดอกไม้ก็ฉุดกระชากลากถูกันอยู่นาน
"ตัวเล็กๆ ทางนี้"
เสียงตะโกนดังมาจากฟากของตึก ดีนะที่เสียงดนตรีดังคนไม่ค่อยได้ยิน ไม่งั้นคนคงหันมามองเป็นตาเดียวเป็นแน่ ไอ้เอยืนยิ้มแป้นอยู่ มันยังใส่ชุดที่ใส่เล่นละครอยู่ มีคนห้อมล้อมขอถ่ายรูปมันใหญ่
"น้องเอ"
พลตะโกนเรียกเหมือนกัน แล้วมันก็เดินเข้าไปหาเอก่อนผมอีก
"หล่อมากเลยน้องเอ หล่อจนใครบางคนลอยหน้าแดงอยู่ข้างๆพี่"
พลพูดแล้วยิ้มหันมาทางผม มันก็หันมายิ้มเต็มปากเดินออกมาจากกลุ่มคนที่ห้อมล้อมตรงเข้ามาหาผม
"นี่ซื้อดอกไม้ให้เค้าด้วยเหรอ"
มันเข้ามายืนข้างๆแล้วกอดเอวผมทันที
"พี่พลเขาซื้อน่ะ พี่ไม่ได้ซื้อ"
ผมตอบอ้อมแอ้ม พยายามปัดมือมันออกแต่มันก็กอดแน่นกว่าเดิม ไม่อายคน
"นี่ไม่อายคนเหรอ"
ผมกัดฟันพูด
"อายทำไม แฟนอุตส่าห์มา ดีใจจะตายอยู่แล้วเนี่ย"
"มาๆ ถ่ายรูปคู่หน่อยจ้า"
พลร้องขึ้นกันคนออกแล้วถ่ายรูป พอมันถ่ายเสร็จมันก็ให้ผมเป็นตากล้องด้วย กว่าจะเสร็จก็ค่ำแล้ว กว่าจะรอมันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกเกือบทุ่ม นักเรียนส่วนมากกับผู้ปกครองเริ่มทยอยกลับแล้ว บรรยากาศในโรงเรียนเริ่มเงียบ แต่ก็ยังมีกลุ่มนักเรียนเล่นดนตรีอยู่ตามซุ้มต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น เอมันเดินสะพายเป้ตรงมาหา มันยังยิ้มแป้นดูอารมณ์ดี ตอนนี้มันใส่ชุดนักเรียนตามปกติ ดูแตกต่างจากเมื่อตอนที่มันอยู่บนเวทีนัก เพราะตอนที่อยู่บนเวทีมันดูเป็นหนุ่มแต่ตอนนี้มันดูเหมือนเด็ก คนที่ผมคุ้นเคย
วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น