ไม่รู้ว่าจะเนิ่นนานสักเพียงใดหัวใจมันจึงจะฟื้นคืนสภาพ ไม่รู้จะใช้วิธีอะไรรักษาเยียวยาหัวใจ ยิ่งหลับตาภาพความทรงจำยิ่งแจ่มชัด พอลืมตาม่านน้ำตาก็บดบังมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความหมองหม่น ผมนั่งเหม่อลอยมาตลอดทางจนพลจอดรถที่หน้าบ้าน พอบ๊อบสะกิดผมก็เริ่มหวาดกลัว ถึงบ้านแล้ว แม่......แม่ต้องเสียใจมากถ้าเห็นผมในสภาพแบบนี้ สภาพร่างที่ไร้หัวใจไร้จิตวิญญาณ รถจอดสนิทแน่นิ่ง แต่ผมยังไม่ขยับกายของจากที่ สายตามองหน้าบ้านด้วยจิตใจที่ไม่เป็นสุข ผมจะทำตัวยังไงดี ทุกคนเดินลงจากรถไปแล้วเหลือผมที่ยังนั่งคิดไตร่ตรองอยู่ จนพลมาเปิดประตูรถ
"อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแก ทำใจดีๆไว้ จะอะไรยังไงก็คิดถึงแม่ไว้ คิดถึงแม่อรไว้ให้มากกว่าใครทุกคน"
พลตบ บ่าเบาๆเป็นกำลังใจ ผมจึงค่อยๆลงจากมารถ พอเปิดประตูบ้านแม่ยืนรออยู่แล้ว สายตาแม่มองอย่างห่วงใย
"อ้าว ทำไมกลับกันมาเร็วจังลูก แม่นึกว่าจะมาพรุ่งนี้เสียอีก เป็นยังไงบ้าง เอสบายดีไหม"
แม่รับ ไหว้ทุกคนแต่สายตามองมาที่ผม
"แม่!!!!!!!"
ผมร้องออกไปเสียง แหบพร่า วิ่งเข้าไปกอดแม่ ร้องไห้สะอื้นออกมา แม่ไม่ได้แลดูตกใจหรือประหลาดใจเลย อ้าแขนรับผมเข้าไปกอด
"แม่ จ๋า...........เอ"
"ไม่เป็นไรนะลูก ทำใจดีๆ น้องเป็นอะไรไป"
เสียง แม่เริ่มวิตก ผมกอดแม่แน่น
"เอ.......มีคนอื่น.......เอ ปันใจแล้ว....แม่"
ผมสะอื้นออกมา แม่ลูบหัวอย่างอ่อนโยน
"จริง เหรอลูก เอ นี่นะ"
แม่ทำเสียงตกใจเหมือนไม่เชื่อ
"เอาเถอะโย ใจเย็นๆลูก อย่าเศร้าโศกเสียใจให้มาก รู้แน่แล้วหรือว่าน้องมันมีคนอื่น น้องมันบอกหรือว่ามันหมดรักเราแล้ว"
แม่เสียงอ่อนลงจนน่าประหลาด
"ปลง ซะลูก ทำใจให้สบาย คิดซะว่าทำบุญกันมาแค่นี้"
"โยผิดมากเลยเหรอ แม่.....โยผิดมากใช่ไหม โยทำกรรมทำเวรอะไรไว้ ทำไมโยต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้"
ความในใจพรั่งพรูออกมา กอดแม่สะอื้นไห้
"โย.....จะกรรมใด หรือจะเป็นทุกข์ใด ใช่ว่ามันจะไม่มีทางแก้ ใจเย็นๆลูก โยไม่ผิดหรอก น้องมันก็ไม่ผิด ถือว่าไม่มีวาสนาต่อกันนะลูก"
"โยเสียใจ แม่.......โย.....เสียใจ โยทำให้ทุกคนเสียใจ โย.......ขอโทษ"
"แม่รู้โย แม่รู้ อย่างน้อยโยก็รักน้องมัน และแม่ก็เชื่อว่าเอเองก็รักโย แต่ด้วยกรรมที่บดบัง ทำให้เราพรากจากกันไป อย่าเศร้าไปเลยโย เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้วล่ะลูก รักกันไม่จำเป็นต้องครองคู่อยู่ด้วยกัน แค่รักกันด้วยใจ โยเอามันมาเป็นแรงใจสิลูก"
แม่พยายามปลอบผมเนิ่นนาน จนผมยอมสงบลง เพื่อนๆที่นั่งดูอยู่ไม่ปริปากสักคำ ตะวันจวนจะลาลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีส้มแดงที่เคยรักที่เคยชอบ ตอนนี้ทำไมมันดูหดหู่เศร้าสร้อยเสียจริง ตะวันที่จะลาลับไปคงเหมือนเอที่โบกมือลา แต่ไม่มีวันที่จะหวนคืนเหมือนดวงตะวัน แม่บังคับให้ผมกินข้าว พลคอยเตือนสติอยู่ตลอดเวลาว่าแม่เสียใจเพียงใดถ้าผมยังมีสภาพแบบนี้อยู่ ผมพยายามดึงสติออกมาให้มากที่สุดเอามาพยุงร่างที่ไร้จิตวิญญาณนี้ให้ผ่านพ้น แต่ละวินาทีไปให้ได้ แม้มันจะยากลำบากแต่ผมก็จะพยายาม เพื่อ แม่
พล ไปส่งบ๊อบกับบอมแล้ววกกลับมาค้างเป็นเพื่อน ผมนั่งกอดแม่อยู่อย่างนั้น แม่เล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง ทั้งตอนที่เจอพ่อใหม่ๆ ตอนที่จีบกัน พ่อเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ แม่เองก็เรียนมหาวิทยาลัย แม่บอกว่าเจอพ่อครั้งแรกก็รู้สึกรักแล้ว ตั้งแต่คบกันไม่เคยมีวันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่เคยมีวันไหนที่จะรักพ่อน้อยลงเลย แม้ว่าตอนนี้พ่อจะไม่อยู่กับเราแล้วก็ตาม แต่พ่อยังเป็นที่สุดของดวงใจ ผมฟังแล้วก็น้ำตาไหล จริงสินะ แม้จะไม่ได้เอมาครอบครองกอดก่ายเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยผมก็ไม่เคยรักมันน้อยลงไปเลย เพิ่มพูนขึ้นทุกวันมากขึ้นทุกๆวัน
แม่พาผมขึ้นไปสวดมนต์ที่ห้องพลเองก็ตามขึ้นไปด้วย โกฐเถ้ากระดูกพ่อก็อยู่บนหิ้งพระ ผมสวดมนต์ด้วยจิตใจที่ไหวเอน อ่อนล้าหมดแรงใจ กลิ่นธูปหอมส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่วห้องเคล้ากับกลิ่นมาลัยดอกมะลิ พ่อจ๋า......ถ้าพ่อเฝ้ามองเราอยู่ พ่อช่วยดลใจให้โยพ้นทุกข์นี้ที ช่วยลูกด้วย ลูกเสียใจคนเดียวไม่เป็นไร แต่แม่ที่กำลังทุกข์ใจเพราะโย พ่อช่วยแม่ด้วย โยอกตัญญูโยทำให้แม่เสียใจ พ่อจ๋า.....ผมตั้งจิตอธิษฐานน้ำตาไหลซึมออกมา พยายามไม่สะอื้น พอสวดมนต์เสร็จผมก็เข้านอน
"แกทำให้ฉันกลัวรู้ไหมโย"
พลพูด ขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"แกทำให้ฉันกลัวความรัก ถ้าหากรักแล้วทุกข์ทรมานแบบนี้ ฉันขออยู่แบบนี้ดีกว่า ฉันเห็นแกแล้ว ฉันทนไม่ได้"
เสียงมันสื่ออะไรหลายอย่างผมนอนนิ่งมองเพดานในความมืด
"ความ รักมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกแก ฉันเองที่อ่อนแอ อย่างน้อยแม้รักมันจะไม่เป็นดังที่หวัง แต่ฉันก็ไม่เคยเสียใจที่ได้รัก"
ผม พูดเสียงเบาเหมือนกระซิบออกไป ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าที่จะข่มตาให้หลับลงได้ ป่านนี้ เอจะเป็นยังไงบ้างนะ จะหลับหรือยัง จะคิดถึงกันบ้างไหมนะ ทำใจดีๆไว้นะเอ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะไม่ได้รักฉันแล้ว แม้มันจะไม่จริงก็ตามแต่ฉันก็เชื่อมั่นในตัวเธอ ลมจ๋า ช่วยวานนำความในใจไปบอกที่รักฉันให้ที ว่าฉันรักเขาไม่เคยเสื่อมคลาย รักไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป รักมากกว่าเดิม ไม่มีสิ่งใดจะมาบั่นทอนรักนี้ให้ลดน้อยถอยลงเลย แล้วผมก็หลับไปในคืนนั้นด้วยน้ำตา
สัปดาห์ที่จ๋ารอคอยก็มาถึง ผมยังคงเศร้าอยู่แม้จะไม่ร้องไห้แล้วก็ตาม พอวันงานงวดเข้ามาผมก็ต้องวิ่งงานช่วยจ๋า ความจริงเอโทรมาหาเป็นร้อยครั้งแต่ผมไม่ได้รับสาย ข้อความก็ส่งมา
"ได้ โปรด อย่าทิ้งเค้าเลย"
"ที่รักฟังเค้าบ้าง"
"ยกโทษให้เค้าได้ ไหม"
"เค้ารักตัวเองนะ"
"ขอร้องเถอะที่รัก อย่าทิ้งเค้าเลย"
ประโยค วนเวียนอยู่แบบนี้ ผมทำใจลำบากเหลือเกิน ทุกครั้งที่เปิดอ่านคือทุกครั้งที่มีหยดน้ำตา คือแผลในใจที่ไม่เคยจะหาย ตอนแรกว่าจะไม่ส่งกลับไปแล้ว แต่ผมก็อดไม่ได้ ทำใจให้ห่างเหินไม่ได้
"ยัง รักเหมือนเดิม ยังห่วงเหมือนเดิม ไม่ได้ทิ้งไปไหน ไม่เคยหมดรัก"
ไม่ รู้ว่าผมทำถูกหรือทำผิด แต่ความในใจมันเป็นแบบนั้น ผมรู้ว่ามันไม่ดี ถ้าเราจะตัดอะไรสักอย่างต้องตัดใจตัดมันให้ขาด แต่ความรักนี้มันตัดยังไงหรือ เอาอะไรตัดมันถึงจะขาด ผมไม่อยากทำให้เอเสียคนมากไปกว่านี้เพราะผม น้องผู้หญิงคนนั้นอีก เธอจะเสียใจมากมายแค่ไหน นี่วงจรกรรมมันดึงผมให้บาปหนัหนาลงกว่าเดิมอีก
วัน งานมาถึงแล้ว ตอนเช้ามีพิธีรดน้ำสังข์ที่บ้าน ผมก็ตื่นไปแต่เช้าพร้อมแม่ พลเองก็มากับที่บ้าน เพื่อนๆครบหน้า ดูสายตาของทุกคนเป็นห่วงเป็นใยผมนักมีแต่มากอดบ่าไม่พูดเรื่องที่เกิดขึ้น จ๋าเองดูมีความสุขมาก ผมยินดีกับจ๋า แต่เห็นมันมีความสุขขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะย้อนคิดกลับมาหาตัวเอง ภวังค์แห่งความมืดก็ปกคลุมเข้ามาในใจอีก ต้องหลบมุมไม่ให้ใครเห็นหยาดน้ำตา พอเย็นก็มีงานเลี้ยงที่โรงแรมแถวรัชดาฯ โรงแรมที่มีโคมไฟระย้าสวยจับใจ พลอาสามารับผมกับแม่
"นี่แก จะใส่ดำไปเหรอ งานแต่งนะแกเดี๋ยวนังจ๋ามันก็วีนเอา"
พลพูดขึ้นผมถึงกับสะดุ้ง ไม่ได้คิดอะไรเหม่อลอยไป ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบตัวใหม่ออกมาก็ยังดำเทาอยู่ดี
"มาๆ ฉันเลือกให้"
พลต้อง คอยจัดการให้ มันเลือกเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้เล็กๆสีโอรสออกมาจากตู้
"ลอง ตัวนี้ซิ"
ผมหยิบมาใส่โดยไม่ได้สนใจ
"อืมค่อยเข้าท่าหน่อย"
มัน เอาแจ็กเก็ตให้สวมทับอีกตัว แล้วพลก็ทำผมให้ผมนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิตไร้จิตใจ เราออกจากบ้านตอนสี่โมงกว่าๆ เพราะต้องรีบไปช่วยจ๋าดูแลแขก แม่เข้าไปในงานคุยกับม้ากับป๊าของจ๋าเพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ส่วนผมกับพลก็ไปดูจ๋าที่แต่งตัวอยู่
"โย ขอบใจนะสำหรับทุกอย่าง แกด้วยพล"
"แหมแก เป็นเพื่อนกันนี่ แทนคำขอบใจขอยืมพี่ป้อมสักคืนสิยะ"
"อีบ้า ฝันไปเถอะย่ะ"
"อ้าว แก เจ้าสาวเขาไม่ให้ด่าใครนะแกไม่รู้เหรอ"
"แหมแต่จะมาฉกเจ้าบ่าวนี่ ขอตบสักทีเถอะ"
จ๋ากับพลกัดกันตามปกติของมัน เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยสุขของเพื่อนๆกรีดลึดลงไปในใจ
"โย ทำไมทำหน้าแบบนั้นแก มานี่มา"
จ๋ากวักมือเรียกผมเข้าไปใกล้ๆมัน จ๋าดึงตัวผมไปกอด
"แก ฉันรู้ ฉันรู้ทุกอย่างฉันเข้าใจ รู้ไว้นะโย ฉันรักแกมาก แกคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน แต่วันนี้ขอนะอย่าให้ฉันต้องร้องไห้เดี๋ยวช่างแต่งหน้ามาด่าเอา"
จ๋า กระซิบข้างหูผมกระตุกในใจ อยากจะร้องไห้ออกมาแต่ก็ระงับไว้
"อ้าว แล้วฉันล่ะยะหล่อน ไม่ได้เป็นเพื่อนที่สุดของแกบ้างเหรอ"
พลเสียงสูง ขึ้น
"หล่อนก็ที่สุดจ๊ะ เป็นเพื่อนที่กัดได้มันที่สุดไง นังพล"
"อ้าว นังนี่ ตบเจ้าสาวสักทีจะเป็นไรมั้ยเนี่ย"
ผมหัวเราะออกมา แม้จะไม่มากแต่เป็นเสียงหัวเราะที่หายไปนานแสนนาน นั่นสินะ ความจริงแล้ว ความเจ็บปวดมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร มันยังีข้อดีอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเรายังมีชีวิต ยังมีลมหายใจอยู่ จริงไหม
"อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแก ทำใจดีๆไว้ จะอะไรยังไงก็คิดถึงแม่ไว้ คิดถึงแม่อรไว้ให้มากกว่าใครทุกคน"
พลตบ บ่าเบาๆเป็นกำลังใจ ผมจึงค่อยๆลงจากมารถ พอเปิดประตูบ้านแม่ยืนรออยู่แล้ว สายตาแม่มองอย่างห่วงใย
"อ้าว ทำไมกลับกันมาเร็วจังลูก แม่นึกว่าจะมาพรุ่งนี้เสียอีก เป็นยังไงบ้าง เอสบายดีไหม"
แม่รับ ไหว้ทุกคนแต่สายตามองมาที่ผม
"แม่!!!!!!!"
ผมร้องออกไปเสียง แหบพร่า วิ่งเข้าไปกอดแม่ ร้องไห้สะอื้นออกมา แม่ไม่ได้แลดูตกใจหรือประหลาดใจเลย อ้าแขนรับผมเข้าไปกอด
"แม่ จ๋า...........เอ"
"ไม่เป็นไรนะลูก ทำใจดีๆ น้องเป็นอะไรไป"
เสียง แม่เริ่มวิตก ผมกอดแม่แน่น
"เอ.......มีคนอื่น.......เอ ปันใจแล้ว....แม่"
ผมสะอื้นออกมา แม่ลูบหัวอย่างอ่อนโยน
"จริง เหรอลูก เอ นี่นะ"
แม่ทำเสียงตกใจเหมือนไม่เชื่อ
"เอาเถอะโย ใจเย็นๆลูก อย่าเศร้าโศกเสียใจให้มาก รู้แน่แล้วหรือว่าน้องมันมีคนอื่น น้องมันบอกหรือว่ามันหมดรักเราแล้ว"
แม่เสียงอ่อนลงจนน่าประหลาด
"ปลง ซะลูก ทำใจให้สบาย คิดซะว่าทำบุญกันมาแค่นี้"
"โยผิดมากเลยเหรอ แม่.....โยผิดมากใช่ไหม โยทำกรรมทำเวรอะไรไว้ ทำไมโยต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้"
ความในใจพรั่งพรูออกมา กอดแม่สะอื้นไห้
"โย.....จะกรรมใด หรือจะเป็นทุกข์ใด ใช่ว่ามันจะไม่มีทางแก้ ใจเย็นๆลูก โยไม่ผิดหรอก น้องมันก็ไม่ผิด ถือว่าไม่มีวาสนาต่อกันนะลูก"
"โยเสียใจ แม่.......โย.....เสียใจ โยทำให้ทุกคนเสียใจ โย.......ขอโทษ"
"แม่รู้โย แม่รู้ อย่างน้อยโยก็รักน้องมัน และแม่ก็เชื่อว่าเอเองก็รักโย แต่ด้วยกรรมที่บดบัง ทำให้เราพรากจากกันไป อย่าเศร้าไปเลยโย เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้วล่ะลูก รักกันไม่จำเป็นต้องครองคู่อยู่ด้วยกัน แค่รักกันด้วยใจ โยเอามันมาเป็นแรงใจสิลูก"
แม่พยายามปลอบผมเนิ่นนาน จนผมยอมสงบลง เพื่อนๆที่นั่งดูอยู่ไม่ปริปากสักคำ ตะวันจวนจะลาลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีส้มแดงที่เคยรักที่เคยชอบ ตอนนี้ทำไมมันดูหดหู่เศร้าสร้อยเสียจริง ตะวันที่จะลาลับไปคงเหมือนเอที่โบกมือลา แต่ไม่มีวันที่จะหวนคืนเหมือนดวงตะวัน แม่บังคับให้ผมกินข้าว พลคอยเตือนสติอยู่ตลอดเวลาว่าแม่เสียใจเพียงใดถ้าผมยังมีสภาพแบบนี้อยู่ ผมพยายามดึงสติออกมาให้มากที่สุดเอามาพยุงร่างที่ไร้จิตวิญญาณนี้ให้ผ่านพ้น แต่ละวินาทีไปให้ได้ แม้มันจะยากลำบากแต่ผมก็จะพยายาม เพื่อ แม่
พล ไปส่งบ๊อบกับบอมแล้ววกกลับมาค้างเป็นเพื่อน ผมนั่งกอดแม่อยู่อย่างนั้น แม่เล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง ทั้งตอนที่เจอพ่อใหม่ๆ ตอนที่จีบกัน พ่อเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ แม่เองก็เรียนมหาวิทยาลัย แม่บอกว่าเจอพ่อครั้งแรกก็รู้สึกรักแล้ว ตั้งแต่คบกันไม่เคยมีวันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่เคยมีวันไหนที่จะรักพ่อน้อยลงเลย แม้ว่าตอนนี้พ่อจะไม่อยู่กับเราแล้วก็ตาม แต่พ่อยังเป็นที่สุดของดวงใจ ผมฟังแล้วก็น้ำตาไหล จริงสินะ แม้จะไม่ได้เอมาครอบครองกอดก่ายเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยผมก็ไม่เคยรักมันน้อยลงไปเลย เพิ่มพูนขึ้นทุกวันมากขึ้นทุกๆวัน
แม่พาผมขึ้นไปสวดมนต์ที่ห้องพลเองก็ตามขึ้นไปด้วย โกฐเถ้ากระดูกพ่อก็อยู่บนหิ้งพระ ผมสวดมนต์ด้วยจิตใจที่ไหวเอน อ่อนล้าหมดแรงใจ กลิ่นธูปหอมส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่วห้องเคล้ากับกลิ่นมาลัยดอกมะลิ พ่อจ๋า......ถ้าพ่อเฝ้ามองเราอยู่ พ่อช่วยดลใจให้โยพ้นทุกข์นี้ที ช่วยลูกด้วย ลูกเสียใจคนเดียวไม่เป็นไร แต่แม่ที่กำลังทุกข์ใจเพราะโย พ่อช่วยแม่ด้วย โยอกตัญญูโยทำให้แม่เสียใจ พ่อจ๋า.....ผมตั้งจิตอธิษฐานน้ำตาไหลซึมออกมา พยายามไม่สะอื้น พอสวดมนต์เสร็จผมก็เข้านอน
"แกทำให้ฉันกลัวรู้ไหมโย"
พลพูด ขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"แกทำให้ฉันกลัวความรัก ถ้าหากรักแล้วทุกข์ทรมานแบบนี้ ฉันขออยู่แบบนี้ดีกว่า ฉันเห็นแกแล้ว ฉันทนไม่ได้"
เสียงมันสื่ออะไรหลายอย่างผมนอนนิ่งมองเพดานในความมืด
"ความ รักมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกแก ฉันเองที่อ่อนแอ อย่างน้อยแม้รักมันจะไม่เป็นดังที่หวัง แต่ฉันก็ไม่เคยเสียใจที่ได้รัก"
ผม พูดเสียงเบาเหมือนกระซิบออกไป ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าที่จะข่มตาให้หลับลงได้ ป่านนี้ เอจะเป็นยังไงบ้างนะ จะหลับหรือยัง จะคิดถึงกันบ้างไหมนะ ทำใจดีๆไว้นะเอ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะไม่ได้รักฉันแล้ว แม้มันจะไม่จริงก็ตามแต่ฉันก็เชื่อมั่นในตัวเธอ ลมจ๋า ช่วยวานนำความในใจไปบอกที่รักฉันให้ที ว่าฉันรักเขาไม่เคยเสื่อมคลาย รักไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป รักมากกว่าเดิม ไม่มีสิ่งใดจะมาบั่นทอนรักนี้ให้ลดน้อยถอยลงเลย แล้วผมก็หลับไปในคืนนั้นด้วยน้ำตา
สัปดาห์ที่จ๋ารอคอยก็มาถึง ผมยังคงเศร้าอยู่แม้จะไม่ร้องไห้แล้วก็ตาม พอวันงานงวดเข้ามาผมก็ต้องวิ่งงานช่วยจ๋า ความจริงเอโทรมาหาเป็นร้อยครั้งแต่ผมไม่ได้รับสาย ข้อความก็ส่งมา
"ได้ โปรด อย่าทิ้งเค้าเลย"
"ที่รักฟังเค้าบ้าง"
"ยกโทษให้เค้าได้ ไหม"
"เค้ารักตัวเองนะ"
"ขอร้องเถอะที่รัก อย่าทิ้งเค้าเลย"
ประโยค วนเวียนอยู่แบบนี้ ผมทำใจลำบากเหลือเกิน ทุกครั้งที่เปิดอ่านคือทุกครั้งที่มีหยดน้ำตา คือแผลในใจที่ไม่เคยจะหาย ตอนแรกว่าจะไม่ส่งกลับไปแล้ว แต่ผมก็อดไม่ได้ ทำใจให้ห่างเหินไม่ได้
"ยัง รักเหมือนเดิม ยังห่วงเหมือนเดิม ไม่ได้ทิ้งไปไหน ไม่เคยหมดรัก"
ไม่ รู้ว่าผมทำถูกหรือทำผิด แต่ความในใจมันเป็นแบบนั้น ผมรู้ว่ามันไม่ดี ถ้าเราจะตัดอะไรสักอย่างต้องตัดใจตัดมันให้ขาด แต่ความรักนี้มันตัดยังไงหรือ เอาอะไรตัดมันถึงจะขาด ผมไม่อยากทำให้เอเสียคนมากไปกว่านี้เพราะผม น้องผู้หญิงคนนั้นอีก เธอจะเสียใจมากมายแค่ไหน นี่วงจรกรรมมันดึงผมให้บาปหนัหนาลงกว่าเดิมอีก
วัน งานมาถึงแล้ว ตอนเช้ามีพิธีรดน้ำสังข์ที่บ้าน ผมก็ตื่นไปแต่เช้าพร้อมแม่ พลเองก็มากับที่บ้าน เพื่อนๆครบหน้า ดูสายตาของทุกคนเป็นห่วงเป็นใยผมนักมีแต่มากอดบ่าไม่พูดเรื่องที่เกิดขึ้น จ๋าเองดูมีความสุขมาก ผมยินดีกับจ๋า แต่เห็นมันมีความสุขขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะย้อนคิดกลับมาหาตัวเอง ภวังค์แห่งความมืดก็ปกคลุมเข้ามาในใจอีก ต้องหลบมุมไม่ให้ใครเห็นหยาดน้ำตา พอเย็นก็มีงานเลี้ยงที่โรงแรมแถวรัชดาฯ โรงแรมที่มีโคมไฟระย้าสวยจับใจ พลอาสามารับผมกับแม่
"นี่แก จะใส่ดำไปเหรอ งานแต่งนะแกเดี๋ยวนังจ๋ามันก็วีนเอา"
พลพูดขึ้นผมถึงกับสะดุ้ง ไม่ได้คิดอะไรเหม่อลอยไป ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบตัวใหม่ออกมาก็ยังดำเทาอยู่ดี
"มาๆ ฉันเลือกให้"
พลต้อง คอยจัดการให้ มันเลือกเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้เล็กๆสีโอรสออกมาจากตู้
"ลอง ตัวนี้ซิ"
ผมหยิบมาใส่โดยไม่ได้สนใจ
"อืมค่อยเข้าท่าหน่อย"
มัน เอาแจ็กเก็ตให้สวมทับอีกตัว แล้วพลก็ทำผมให้ผมนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิตไร้จิตใจ เราออกจากบ้านตอนสี่โมงกว่าๆ เพราะต้องรีบไปช่วยจ๋าดูแลแขก แม่เข้าไปในงานคุยกับม้ากับป๊าของจ๋าเพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ส่วนผมกับพลก็ไปดูจ๋าที่แต่งตัวอยู่
"โย ขอบใจนะสำหรับทุกอย่าง แกด้วยพล"
"แหมแก เป็นเพื่อนกันนี่ แทนคำขอบใจขอยืมพี่ป้อมสักคืนสิยะ"
"อีบ้า ฝันไปเถอะย่ะ"
"อ้าว แก เจ้าสาวเขาไม่ให้ด่าใครนะแกไม่รู้เหรอ"
"แหมแต่จะมาฉกเจ้าบ่าวนี่ ขอตบสักทีเถอะ"
จ๋ากับพลกัดกันตามปกติของมัน เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยสุขของเพื่อนๆกรีดลึดลงไปในใจ
"โย ทำไมทำหน้าแบบนั้นแก มานี่มา"
จ๋ากวักมือเรียกผมเข้าไปใกล้ๆมัน จ๋าดึงตัวผมไปกอด
"แก ฉันรู้ ฉันรู้ทุกอย่างฉันเข้าใจ รู้ไว้นะโย ฉันรักแกมาก แกคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน แต่วันนี้ขอนะอย่าให้ฉันต้องร้องไห้เดี๋ยวช่างแต่งหน้ามาด่าเอา"
จ๋า กระซิบข้างหูผมกระตุกในใจ อยากจะร้องไห้ออกมาแต่ก็ระงับไว้
"อ้าว แล้วฉันล่ะยะหล่อน ไม่ได้เป็นเพื่อนที่สุดของแกบ้างเหรอ"
พลเสียงสูง ขึ้น
"หล่อนก็ที่สุดจ๊ะ เป็นเพื่อนที่กัดได้มันที่สุดไง นังพล"
"อ้าว นังนี่ ตบเจ้าสาวสักทีจะเป็นไรมั้ยเนี่ย"
ผมหัวเราะออกมา แม้จะไม่มากแต่เป็นเสียงหัวเราะที่หายไปนานแสนนาน นั่นสินะ ความจริงแล้ว ความเจ็บปวดมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร มันยังีข้อดีอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเรายังมีชีวิต ยังมีลมหายใจอยู่ จริงไหม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น