วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 47

เอนอนทับร่างผมซุกหน้าอยู่ซอกคอ เสียงหายใจมันเหนื่อยหอบ ผมเองรื้นน้ำตาไม่เคยจางหายไปเลย ทั้งสุขใจทั้งกังวล หลากอารมณ์ประดังประเดเข้ามา ผมลูบแผ่นหลังมันไปมาแผ่วเบากอดคอมันไว้


"ตัวเอง จำไว้นะ เค้าจะรักตัวเองจนกว่าเค้าจะตาย"

ผมสะดุ้งที่คำพูดมันแทรกขึ้นมาแทนเสียงหอบเหนื่อย

"เอ"

ผมจับหน้ามันยกขึ้น จ้องตามันด้วยน้ำตา

"อย่าพูดแบบนี้ ไม่ อย่าพูดอีก ฉันไม่ชอบ บอกแล้วใช่ไหม อย่าพูดเรื่องเป็นเรื่องตาย"

ผมทำตาดุใส่มันแต่น้ำตาที่เคลือบตาไว้ไม่รู้ว่ามันจะดุได้แค่ไหน มันจ้องผมจริงจัง

"เค้าพูดจริงๆ เค้าคิดว่าถ้าโตไปกว่านี้ เค้าก็คงไม่รักใครได้เท่านี้แล้ว รู้ไหม ในหัวใจเค้ามีแต่ตัวเอง คนเดียวในใจ"

เราจ้องตากันอยู่ ผมเม้มปาก ได้ยินแบบนี้ก็ชื่นใจอยู่หรอก แต่สะท้อนใจเหลือเกิน นี่มันหมายถึงเรื่องราวต่างๆที่รออยู่เบื้องหน้ามันจะรุนแรงกว่านี้อีกหรือ

"รักก็ให้มันนำทางเราไปสู่จุดหมายสิเอ อย่าให้รักมันพาเราจมตกนรกไป พากันไปให้ถึงฝั่งสิ"

ผมพยายามเรียกสติคืนมาให้เราทั้งสองคน แม้จะทุกข์ใจตรมในอกเพียงใดเราจะกอดคอกันจมดิ่งลงเหวไม่ได้

"นี่ล่ะที่เค้ารักตัวเอง เพราะตัวเองไม่เหมือนใคร ตัวเองเป็นขุมพลัง เป็นกำลังใจให้เค้าเสมอมา ตั้งแต่รู้จักกันมา ตั้งแต่รู้สึกรัก ไม่เคยมีวันไหนที่เค้าจะรู้สึกว่ารักตัวเองน้อยลงเลย มีแต่รักตัวเองเพิ่มขึ้น มากขึ้นทุกวัน"

จากสายตาจริงจังเป็นประกายหวานซึ้ง มันลูบหน้าผมอย่างอ่อนโยนจูบหน้าผาก ริมฝีปากอุ่นวาบหวามไปถึงใจ ผมหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข

"เอ ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง อดทนไว้นะ อย่าทำอะไรผลีผลาม จะคิดจะทำอะไรขอให้คิดถึงฉันก่อน ได้ไหม"

น้ำเสียงที่วิงวอนอ่อนโยนอย่างน้อยอยากให้มันฟังผมบ้างสักนิดก็ยังดี

"คร้าบบบ ไม่เชื่อเมียรักแล้วจะฟังใครล่ะคะ"

มันทำหน้าทะเล้นเหมือนเคย นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เห็นใบหน้าแบบนี้ อยากให้มันทำหน้าแบบนี้ตลอดเวลาจังเลย

"บ้า ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ อย่าทำเป็นเล่น"

ผมค้อนใส่

"จ้า ที่รัก เค้าเชื่อตัวเอง จะคิดถึงตัวเองก่อนคิดก่อนทำอะไร สัญญา"

มันจูบลงมาหนักหน่วง ผมเผยอปากรับจูบนั้นด้วยความปรีดา เรากอดก่ายร่างเข้าหากันแนบแน่นราวจะหลอมให้กลายเป็นร่างเดียวกัน ความเจ็บปวดทางกายถูกกลบลบเลือนไปด้วยความปรารถนาทางใจ ไฟราคะลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ทุกอณูของร่างกายผมเอมันซอกซอนไม่มีจุดใดเล็ดลอดสายตาหรือชิวหามันไปได้ เช่นกันเรือนร่างของมันทุกอณูรูขุมขน ผมดอมดมมันอย่างพึงใจไม่มีเบื่อ เราล่องลอยไปบนวิมานจนถึงฝั่งแห่งสวรรค์ เหงื่อกาฬผุดขึ้นอีกครา

"เค้าเจ็บน้องชายอ่า ตัวเอง"

มันอมยิ้มอยู่ ทำหน้าเขินอาย

"สมน้ำหน้าไหมล่ะ กี่รอบแล้วเนี่ย"

ผมก็รู้สึกอาย แต่ก็ยิ้มตอบมัน

"เค้าไม่เอาไหนเลยอ่ะ ห้ารอบเอง ไม่ไหวซะแระ"

"บ้า ฉันไม่ไหวแล้วนะ เจ็บแล้ว"

"หือ ไม่ไหวแล้วเหรอคะ เค้าว่าจะเอาอีกสักสองรอบ"

"บ้า ทำไปคนเดียวเถอะ"

ผมทำท่างอนตุ๊บป่องใส่มัน เอกอดกระชับผมแน่นขึ้น ซุกไซร้อยู่ตรงซอกคอ ผมพลิกตัวขึ้นมานอนทับร่างมันบ้าง เอาเรียวนิ้วลูบที่คิ้วมันแผ่วเบา

"เจ็บไหม"

มันส่ายหน้าแล้วยิ้มให้ผม

"คิ้วแหว่งเลย"

"แต่ยังหล่ออยู่เนอะ"

ผมยิ้มลูบไล้ลงมาที่ใบหน้ามันแผ่วเบา รักที่สุดเต็มหัวใจ

"แล้วคิดยังไงไปตัดผมซะเกรียนเชียว"

"ตัดไปงั้นล่ะ ขี้เกียจสระ ตัวเองไม่ชอบเหรอ"

"เปล่า หล่อดี"

ผมยิ้มเต็มดวงหน้าจูบที่หน้าผากมัน

"อิอิ เห็นมั้ยเค้าน่ะหล่อ มีแผลเป็นยิ่งหล่อ"

"จ้า พ่อรูปหล่อ"

ผมประชดแล้วหยิกแก้มมันเบาๆ เรานอนกอดกันคลอเคลียอยู่จนบ่ายกว่าๆ ผมจึงลงมาทำกับข้าวเอมันคอยกอดอยู่ไม่ห่าง ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยแม้แต่น้อย รู้สึกอิ่มรักล้นสุขอย่างบอกไม่ถูก พอกินข้าวเสร็จเราก็กลับขึ้นไปบนห้องอีก

"อยากอยู่อย่างนี้ไปนานจังเลยเนอะ"

เอพูดขึ้นมาแล้วถอนหายใจ ลมหายใจอุ่นๆของมันรดหน้าผมอยู่ กลิ่นกายที่ผมพึงปรารถนา เรานอนกอดกันจนผมหลับไปมันเองก็หลับ ผมเบียดกายเข้าหา เอเองก็กอดกระชับผมแน่นขึ้นราวกับจะหลอมรวมร่างให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความอบอุ่นจากอกของคนที่รักมันแผ่แทรกซึมเข้ามาในร่างกายทดแทนความเหน็บหนาวที่ฝ่าฟันเผชิญมานาน ผมเองก็อยากอยู่แบบนี้ไปนานๆ ถ้ามีพรวิเศษอันใดที่จะขอแล้วให้มันเป็นจริงได้ ผมขอให้เวลามันหยุดอยู่ตรงนี้ หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แค่ผมกับมัน

ผมตื่นลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่คิดได้คือเอ กลัวว่ามันจะหนีหายไปเหมือนคราวก่อน ผมขยับตัวมันยังนอนกอดผมอยู่ ผมมองหน้ามันตอนนอนหลับ ช่างดูเป็นสุขเสียเหลือเกิน ทำไมนะเอ ทำไมเราต้องเผชิญกับกำแพงขวางกั้นแบบนี้ด้วย ผมกรีดนิ้วบนใบหน้ามันอย่างแผ่วเบา อย่างทะนุถนอม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะรักมันได้มากมายถึงเพียงนี้

"ตื่นแล้วเหรอคะ"

มันงัวเงียถาม ผมจูบลงที่เปลือกตาที่กำลังจะลืมขึ้น

"หิวไหมเอ ค่ำแล้ว"

ผมถามเพราะเหลือบไปดูนาฬิกาบอกเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว เอพยักหน้าแล้วดึงผมลงไปกอดจูบ

"ต่ออีกสักรอบไหมคะ น้องชายเค้าตื่นอีกแล้วอ่ะ"

"บ้าเหรอ นี่จะบ้าพลังไปไหน ไม่เอาแล้ว เจ็บแล้ว"

ผมฟาดที่บ่ามันไปเบาๆ มันทำหน้าทะเล้นใส่แล้วจับมือผมไปจับน้องชายมัน

"ก็อยู่กับตัวเองนี่คะ มันตื่นตัวตลอดอ่ะ"

"งั้นก็อยู่ห่างๆกันสิ ฉันไม่ไหวหรอกนะ วันนึงหลายๆครั้งน่ะ"

"ไม่เอา ไม่อยู่ห่าง แค่นี้ก็ใจจะขาดตายอยู่แล้ว ก็ได้ๆ เค้าไม่ทำแล้วก็ได้ กอดเฉยๆน้า"

มันอ้อนแล้วกอดเอวผมไว้ ปากก็คลึงอยู่แถวท้ายทอย ผมยอมให้มันทำจนพอใจจึงลงมาทำกับข้าว คราวนี้เอออกไปรดน้ำต้นไม้ ภาพคืนวันเก่าๆที่เราอยู่ด้วยกัน ภาพที่ผมเอาไม้กวาดทางมะพร้าวฟาดหลังมันจนกลายเป็นแผลเป็นอยู่กลางหลังจนถึงเดี๋ยวนี้ยังแจ่มชัด คิดขึ้นมาก็สะท้อนใจ ทั้งดีใจเสียใจระคนกันไป ผมชำเลืองมองเออยู่ตลอดเวลา มีสิ่งใดที่จะให้ผมทำเพียงเพื่อเก็บภาพเหล่านี้ไว้ให้นานแสนนาน มองเห็นแม้ยามหลับตา ตื่นมาก็ยังไม่จางหายไป แผ่นหลังมันที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่กับกอมะลิ ผมมีความสุขจังเลย แม้ความสุขนี้มันจะไม่ได้อยู่กับผมไปทุกวัน แต่ตอนนี้ผมอุ่นขึ้นมาในใจ จะให้เผชิญกับทุกข์เพียงใดผมก็ยอมเพียงเพื่อความทรงจำทั้งหลายเหล่านี้

พอกินข้าวเสร็จผมก็ให้เอกลับบ้าน แม้มันจะไยอมกลับง่ายๆ แต่ก็พยายามอธิบายเหตุผล แม้ใจผมเองก็ไม่ได้อยากให้มันพ้นสายตาแม้เพียงวินาที แต่ความจำเป็นที่บีบบังคับ สิ่งที่จะตามมาจากนี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย หรือจะอธิบายให้เข้าใจได้ ลำบากใจ ปวดร้าว แต่ผมยังมีทางอื่นอีกหรือ ใจจริงอยากจะคว้าแขนมันเข้ามากอดเหนี่ยวรั้งไว้ซุกอยู่กับอกนั้นไม่อยากให้ไปไหน แต่ความจริงคือผมต้องกัดฟันบอกให้มันกลับบ้านไป

"เดี่ยวก็เจอกันอยู่ดีล่ะเอ รีบกลับไปเถอะ เดี๋ยวแม่ก็ว่าเอา"

ผมพยายามปลอบประโลม ตอนแรกมันก็ไม่ยอมท่าเดียว ผมต้องเอาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างมันถึงยอมอ่อนลง เรายืนสบตากันอยู่นานแสนนาน จับมือกันอยู่อย่างนั้นจนมืด พอมันหันหลังออกจากประตูใจผมก็หล่นวาบหายไป ราวกับมันได้เด็ดดวงใจผมกลับบ้านไปกับมันด้วย สายตามองแผ่นหลังมันจนเลือนลับตาไป เหมือนเอาเหล็กแหลมมากระทุ้งกลางใจ นี่ผมปล่อยมันไปอีกแล้วหรือ ผมยอมปล่อยมือมันให้หลุดไปอีกแล้ว คิดขึ้นมาก็น้ำตาซึม แต่อย่างน้อยก็ยังอิ่มใจว่าทุกอย่างที่มันทำลงไปเพราะมันมีใจรักผมอยู่เต็มเปี่ยม แม้จะทุกข์ทรมานอีกสักเท่าใด ก็ขอให้มันยังมีใจคงอยู่อย่างนี้ต่อๆไป เพราะเมื่อใดที่ใจมันมีรัก มันก็ย่อมมีหวัง ผมเชื่ออย่างนี้

อาทิตย์นี้ดูเหมือนทุกอย่างจะดูดีขึ้นหลังจากที่เอกลับบ้านไปแล้ว มันไม่หายไปเหมือนเคย มันโทรศัพท์หาทุกวัน ส่วนมากจะเป็นตอนสี่ทุ่มโดยแอบบออกมาโทรที่ตู้โทรศัพท์หน้าบ้าน แม้จะคุยกันไม่นานแต่อย่างน้อยเสียงของมันก็เป็นก็ล่อเลี้ยงหัวใจผมให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในแต่ละวัน ผมรู้สึกดีขึ้นไม่เหม่อลอยมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่เป็นร่างไร้วิญญาณเหมือนแต่ก่อน แม่เองก็ดูเป็นสุขใจมากขึ้น เพื่อนๆก็คลายห่วงลงบ้าง การงานก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเคย มีคนบอกว่าแรงแห่งรักมันสามารถเคลื่อนภูเขาได้ทั้งลูก ผมหัวเราะเมื่อได้ยิน แต่ในทางเปรียบเปรยอุปมาอุปมัย ผมว่ามันทำได้มากกว่านั้น เพราะมันสามารถทำให้เราจมหายไปกับทุกข์แห่งรัก หรือทำให้เราล่องลอยอยู่บนวิมานสีหวานก็เพราะด้วยแรงแห่งรักนี่เอง

"ตัวเอง คิดถึงเค้าไหม"

เสียงแจ่มใสกรอกตามสายมา ผมกลิ้งอยู่บนเตียงเตรียมตัวนอนแต่ก็รอคอยอยู่

"คิดถึงจ๊ะ"

"เค้าอยากไปหาตัวเองจังเลยอ่ะ อยากกอด "

"อดทนเอานะเอ เดี๋ยวก้ได้กอดแล้ว"

"เมื่อไหร่อ่ะ เค้าไม่อยากรอยากกอดตอนนี้"

"แหมนะ อยากได้อะไรก็จะได้ทันตาเลยเหรอ ทนเอาหน่อยสิพ่อคุณ"

ผมเย้ามันอารมณ์ดี

"ก็คนมันรักนี่นา รักอยู่เต็มอก นี่ตัวเอง น้องชายเค้ามันคิดถึงตัวเองอ่ะ ตอนนี้ก็ตื่นอยู่ สู้มือเชียว"

"บ้า เหรอ "

"อิอิ โอ๊ยอยากจะกอด จะจูบให้ชื่นใจเลย"

"แล้วนี่ไม่หลับไม่นอนเหรอจ๊ะ"

"เอ๊ย เหรียญจะหมดพอดี ตัวเอง เค้ารักตัวเองน้า รักตัวเองที่สุด"

มันวางสายไปทิ้งไว้แต่รอยยิ้ม ผมยิ้มให้กับรูปที่ขึ้นหน้าโทรศัพท์เด็กชายหนุ่มหัวเกรียนหัวคิ้วซ้ายมีรอยแผลเป็นตัดความหนาของคิ้วให้ดูบางลง แต่รอยนั้นใช่จะทำให้เขาดูน่าเกลียดแต่กลับเพิ่มเสน่ห์ในใจเท่าทวีคูณ อีกคนที่อิงแอบแนบอกเขาอยู่นั้นดูเป็นสุขแม้จะไม่ยิ้มจนเห็นฟันแต่รอยยิ้มมันเผยออกมาทางตาส่องประกายแห่งความสุขอย่างยากที่จะปิดบัง ผมรู้ดีว่าเขาสองคนมีความสุขมากแค่ไหน เพราะเขาคนนั้นก็คือผมเอง รูปถ่ายบนหน้าจอมือถือนี้เป็นขุมซึ่งแรงใจ มันนำพารอยยิ้มมาให้ตลอดเวลาที่หยิบเอามันขึ้นมาดู เป็นแสงนำทางใจเวลาที่มืดมน เป็นลมอุ่นในคืนที่เหน็บหนาว เพราะนี่คือรักที่ผมมีอยู่เต็มหัวใจ






"แม้รักนั้นดังแสงแรกฤดูหนาว ทอแสงพราวระยับอยู่ไม่รู้หาย






หากรักนั้นดังทิวาราตรีราย เปรียบดังสายฝนโปรยให้ฉ่ำใจ"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น