ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ใจในมันรู้สึกยังไง เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นมันทำให้ใจปั่นป่วน ผมน่าจะหยุดฟังเอแล้วสะสางเรื่องทุกอย่างให้มันจบไป แต่มีใครรู้ใจผมบ้างไหม รักมันมาก มากเสียจนเวลาเห็นมันอยู่กับคนอื่นผมก็โดนปิดหูปิดตา น้อยใจ ผมควรจะมีสติมากกว่านี้ แต่จะเอาสติปัญญาอะไรกับคนที่เมา เมาในรัก เมาเสียจนดึงสติออกมาไม่ได้ แต่พอผ่านเหตุการณ์มาผมก็พอมีสติ ผ่านงานแต่งของจ๋าไปแล้ว กลางเดือนพฤษภาคมโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว บอมบอกว่าเอกลับมากรุงเทพฯแล้ว ใจเต้นสั่นไหวที่ได้ยิน เอโทรหาผมหลายครั้งแต่ผมก็ทำเป็นใจแข็ง อยากจะตบหัวตัวเองเหมือนกัน ผมน่าจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยให้รู้เรื่อง แต่ทิฐิมานะในใจมันก็สั่งห้ามไว้ พลเองก็ว่าผมว่าทำไมไม่คุยกับเอให้รู้เรื่อง แล้วมาคิดเองเออเองร้องไห้ฟูมฟายตีอกชกตัว ทำร้ายตัวเองให้ได้ประโยชน์อะไร ผมได้แต่นิ่งเงียบ บางอย่างที่อยู่ในใจแม้จะพูดจะอธิบายออกไป แต่มันก็ยังทำให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้ ความรู้สึกในใจอธิบายเป็นคำพูดยากเหลือเกิน ผมเข้าใจว่าเพื่อนหวังดีอยากให้เรื่องมันคลี่คลาย ผมก็อยากทำแต่เข้าใจผมไหม แค่ได้ยินเสียงเอ ผมก็จิตล่องลอยไปไหนต่อไหนแล้ว ไม่มีสติ ผมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะได้ยินเสียงมัน รักมากก็เจ็บมาก
ผมทำใจอยู่ นานกว่าจะรับโทรศัพท์ของเอ
"ตัวเอง ทำไมไม่รับโทรศัพท์เค้าเลยอ่ะ เค้าเสียใจนะ ตัวเองไม่ยอมฟังเค้าเลย"
ทันทีที่ผมกดรับสายเอก็พรั่ง พรูออกมา เสียงมันดูตื่นเต้น ระคนปนสะอื้น
"ทำไม ทำไมตัวเองไม่เชื่อเค้า ไม่รักเค้าแล้วเหรอ"
"เอ"
ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี ในใจมันสับสนวุ่นวายไปหมด
"เค้าไม่เคยรักคนอื่น รักตัวเองคนเดียว แต่ทำไมตัวเองไม่ฟังเค้าเลย"
มันพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา
"ฉัน.............. เอ่อ"
"ถึงเค้าจะหลงผิดไปวุ่นวายกับคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะไม่รักตัวเอง ตัวเองให้อภัยเค้าไม่ได้เหรอ ไม่ได้เลยเหรอ"
เสียงมันเครือสะอื้นไห้ พูดรัวเร็วจนผมฟังไม่ทัน
"เอ"
"เค้า ไม่มีกำลังใจจะทำอะไรเลย เค้าผิดเค้ารู้ แต่อย่าเงียบแบบนี้ เค้ายอมรับผิดแล้ว ตัวเองยกโทษให้เค้าได้ไหม"
"อย่าทำแบบนี้อีก นะเอ"
ผมยอมพูดออกไป
"หมายความว่าตัวเอง ยกโทษให้เค้าแล้วเหรอ"
เสียงมันลิงโลดดังออกมานอกโทรศัพท์จนผมต้องยก โทรศัพท์ออกห่างหู
"อืม"
"เค้ารักตัวเองที่สุดเลย เค้าสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เค้าสัญญา"
ผมไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไป คำพูดที่ทำให้มันดีใจได้ขนาดนั้น ส่วนตัวผมเองยังยืนนิ่งงงอยู่ ว่าผมทำอะไรลงไป ในใจมันไม่ปกติแล้ว เอเปลี่ยนเสียงจากสะอื้นเป็นดีใจ แม้จะไม่ได้อยู่ต่อหน้าผมก็รับรู้ได้ หลังจากที่คุยโทรศัพท์กันเอก็นัดเจอผมที่เมเจอร์เอกมัย ผมเองไม่รู้ว่าควรจะไปเจอมันหรือไม่ไปดี ในใจตอนนี้มันแปลกๆไป จากที่รักมากมายล้นใจ ผมรู้สึกหวั่นๆในใจ ความรู้สึกคนเราเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้เชียวหรือ แต่สุดท้ายผมก็ยอมแพ้ต่อความรู้สึกรักที่มีมากกว่าความหวั่นใจ ผมไปเจอมันตามนัด
เออยู่ในชุดนักเรียน ผมสั้นเกรียนที่ยาวขึ้นมาหน่อย ใบหน้ามันหมองคล้ำ เบ้าตาลึก ไรหนวดอ่อนที่ผมเคยรักมันโกนออกแล้ว แผลเป็นที่คิ้วซ้ายยังเด่นชัดอยู่ ผมจ้องหน้ามันอยู่เนิ่นนาน
"คิดถึงเค้าไหมคะ"
เสียงเอปลุกให้ ตื่นจากภวังค์ ผมสะดุ้งพยักหน้า
"เค้าคิดถึงตัวเองน้า คิดถึงมาก"
"เอ ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย"
ผมอยากจะเอื้อมมือไปจับสัมผัสใบหน้ามันเหลือเกิน พออยู่ต่อหน้าเอาเข้าจริงๆแล้วผมยังรักมันมากอยู่นั่นเอง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ใจมันหวั่นไหวออกห่างกลัวไป ทั้งที่ผมรักมันไม่เคยน้อยลงไปเลย
"ว่าแต่เค้า ดูตัวเองดิ เบ้าตาดำแล้ว เป็นน้องหลินปิงไปแล้ว อิอิ"
มันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมยิ้มออกมาได้ เป็นยิ้มในรอบหลายเดือน ยิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำไม่ได้ ทั้งที่เรารักกันมากมายขนาดนี้ เพราะอะไรที่มันบดบังให้เราห่างจากกันนะ กรรมหรือ ความสุขที่หายไปนานส่องแสงสว่างอีกครั้ง ผมจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เอบอกว่ามันทะเลาะกับอาจารย์ปริศนารุนแรง พังทำลายข้าวของ จนอาจารย์ปริศนาต้องส่งไปอยู่กับลุงใหญ่ที่เชียงไหม่ หวังว่าจะให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ไปอยู่ที่โน่นมันก็กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากเมา ลุงใหญ่ก็ห้ามไม่ได้ แต่เอบอกว่าลุงใหญ่เข้าใจที่มันรักผู้ชาย ไม่ได้ว่ายังรับปากอีกว่าจะช่วยพูดกับอาจารย์ปริศนาให้ แต่พอพูดไปอาจารย์ปริศนาก็ลงไปอาละวาด ทะเลาะกันรุนแรงจนเองหนีออกจากบ้าน แล้วเรื่องก็เกิดขึ้น ตอนนี้ผมเข้าใจเอแล้ว ไม่ได้ว่ามันเข้าใจทุกอย่างแล้ว ผมเกือบเสียรักไปเพราะทิฐิมานะของตัวเอง เพราะความที่มัวแต่เศร้าโศกงมงมงายกับความอาดูร ผมโง่เสียจริง ฟังมันตั้งแต่แรกเรื่องมันคงจะคลี่คลายลงไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ไม่ต้องเสียใจทำร้ายตัวเองเป็นบ้าเหมือนอย่างนี้
"ฉันผิดเอง เอ ที่ไม่ฟังเธอ ขอโทษนะ ต่อไปนี้จะฟังเธอ จะเชื่อเธอ"
ผมพูดกับมันด้วยรอยยิ้ม เหมือนฟ้าหลังฝนเหมือนยกภูเขาออกจากอก เหมือนกำลังดำดิ่งลงในบ่อลึกเหวดำแต่ก็มีมือมาดึงคว้าขึ้นมา ไม่คิดว่าความสุขที่เกิดหลังจากมรสุมมันจะรู้สึกดีอย่างนี้ ผมไม่ใช่รักมันมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมีสติเตือนใจตัวเอง ว่าทุกปัญหามันมีทางออกถ้าเราเปิดใจรับฟัง ไม่ใช่มัวแต่เศร้าใจทำร้ายตัวเอง
เอไปส่งผมที่บ้าน ความรู้สึกเดิมๆมันหวนกลับมา เวลาอยู่ใกล้เสียงหัวใจมันที่เต้นผมรู้สึกเพลินเพลินเหมือนฟังดนตรี ลมหายใจอุ่นที่ผมชอบ ความอุ่นจากกายแผ่ออกมา ผมรู้สึกดีเหลือเกิน
"พรุ่งนี้เจอกันที่เดิมนะคะที่รัก เค้าอยากดูหนัง"
"อืม แต่ฉันอาจจะเลิกค่ำนะเพราะงานค้างอยู่เยอะ"
"ดึกก็จะรอ เค้าจะรอกินข้าวกับตัวเอง"
"นะ จะทนหิวได้เหรอ ดึกนะ"
"ทนได้ สิคะ เพื่อตัวเองทนได้ทุกอย่าง"
"เอ หายโกรธบอมหรือยัง"
ผมเปลี่ยนเรื่อง เพราะดูท่าทางเอมันจะรุกหนักกว่าเดิมทั้งที่ยืนอยู่หน้าบ้าน
"โอ๊ย เค้าไม่โกรธมันหรอก วันนั้น ที่ตัวเองโดนไอ้เชี่ยบ๊อบลากไป มันก็อยู่คุยกับเค้า อ้าวแสดงว่ามันไม่ได้เล่าให้ฟังอ่ะดิ"
"อืม มันคงตกใจ เพราะคนบ้าอาละวาด"
ผมพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ดีใจโล่งใจเป็นที่สุด เอกลับบ้านไปแล้ว ผมมองแผ่นหลังมันอย่างเป็นสุข ไม่กังวลเหมือนอย่างแต่ก่อน ผมเข้าบ้านเห็นแม่นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อน กำลังเลือกดอกกุหลาบที่ตัดมา
"เป็นไงบ้างลูก ดูแจ่มใสขึ้นนี่"
ผมยิ้มแล้วไปกอดแม่ ความสุขกับความทุกข์นี่มันก็แปลก ไม่เคยจะปกปิดมันได้เลย
"โยคุยกับเอแล้วแม่ เข้าใจมันผิดไป โยขอโทษแม่ด้วยนะครับ ที่ทำให้แม่เสียใจและเป็นห่วง"
"ดีแล้วลูก เห็นไหมทุกปัญหามีทางออก ถ้าเรามัวแต่เศร้าโศกเสียใจ ม่านน้ำตามันก็บังสติปัญญา แล้วน้องสบายดีเหรอลูก"
"ก็ดีครับแม่ แต่มันโทรมไปหน่อย ผอมลงด้วย"
"อืม น้องมันคงตรอมใจ นี่ล่ะลูก รักกันชอบกันต้องถนอมรักษาน้ำใจ มีสติอย่าหูเบา จิตใจต้องหนักแน่นให้มากเพราะความรักมันทำให้ใจเราล่องลอยไปได้ ถ้าลอยไปตามมันเราเองที่จะทุกข์ จริงไหมลูก"
จริงแท้ที่สุดที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมโตพอที่จะคิดจะตัดสินใจเองได้ แต่ที่จริงแล้ว ผมก็ยังเด็กนักจิตใจผมก็เลยล่องลอยไปตามความรัก ไม่เจอหน้าก็ทุกข์ เจอเขาอยู่กับคนอื่นยิ่งทุกข์ตรมหนักทำร้ายตัวเองฟูมฟายไปยิ่งกว่าเดิม คิดว่าตัวเองมีพระเป็นที่พึ่งทางใจด้วยอานิสงของแม่ที่พาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก แต่ที่จริงแล้วกิเลสก็ครอบงำผมอยู่ ถึงธรรมคำสอนจะดีเลิศสักเพียงใด ผมก็มองเห็นแค่หัวใจและทำตามแต่เสียงเรียกร้องของมัน รับฟังทุกคนแต่ไม่ได้ทำตาม ไม่ได้คิดตาม แค่ฟัง
ความสุขกลับคืน มาหาผมอีกครา ครั้งนี้เป็นความสุขที่ผมมองความรักในอีกแง่มุม ผมไม่งมงายตะบี้ตะบันรักเหมือนเคย อย่างอาจารย์ปริศนาเองก็คงมีเหตุผลของแกที่ทำไมกีดกัน บางเหตุผลเราไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นเข้าใจเห็นดีเห็นงามด้วย แม้ว่ามันจะทำร้ายคนที่เรารักสักเท่าใดก็ตาม เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มีเหตุผลส่วนตัว เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีความคิดมีจิตใจเป็นของตัวเอง ไม่มีใครผิดที่จะคิดมีเหตุผลของตน แต่เราจะทำใจยอมรับกับเหตุผลหรือความคิดของเขาได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง หนึ่ง
ผมเจอเอทุกวันดูเหมือนทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยแล้ว พลเองก็เจอกับบอมเกือบทุกวันเช่นกัน แต่เอไม่อยากไปเจอสองคนเพราะอยากอยู่กับผมคนเดียวให้พอใจก่อน แม้เราจะเจอกันแค่เพียงตอนเลิกงานแต่ก็เพียงพอแล้ว ผมก็รู้สึกเป็นสุขมากแล้ว แม้ในใจอยากจะกอดมันให้สมรักแต่ก็ต้องหักห้ามใจ มันต้องมีสักวันที่ผมได้กอดมันอย่างไม่อายใคร เหมือนเคย ตราบใดมีรัก มันย่อมมีหวัง ผมท่องขึ้นใจ
"เป็นอะไรไปเอ วันนี้หน้าตาไม่ดีเลย"
ผม ทักมันตอนเย็นที่เราเจอกัน เพราะดูเอมีอะไรคิดในใจ สายตาวอกแวก
"ปะ ปล่าว ไม่มีอะไร เค้าคงนอนน้อย ตัวเอง ไปกินไอติมดีกว่า"
เอพยายามเส แสร้งปกปิด ผมก็ไม่ได้ทักอะไรมันอีก เวลาที่อยู่ด้วยกันเอก็ดูพะวง ผมชักไม่สบายใจขึ้นมา
"มีอะไรในใจหรือเปล่า เอ บอกฉันได้นะ"
"ป่ะ ปล่าว ตัวเอง อ่ะ เค้าดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เมื่อคืน ไม่อยากบอก อย่าโกรธเค้าน้า"
"อะไร"
ผมเสียงเข้มขรึมขึ้น
"เค้า เล่นเกมจนเกือบเช้าอ่ะ"
เอทำหน้าเจื่อนๆ
"แหมนะ เขาแจกโล่เหรอ วันนี้ก็รู้อยู่ว่าต้องไปโรงเรียน เล่นได้นะ แต่อย่าเล่นข้ามคืนแบบนี้ เกมน่ะ เล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าแบบนี้จะสอบเข้าได้ไหมล่ะ"
ผมบ่นแต่ไม่ได้รู้สึกโกรธมันเลย แต่เอมันยังดูกังวลอยู่จนผมบอกอีกว่าไม่โกรธ มันถึงทำหน้าดีขึ้น
"ตัว เอง เชื่อเค้านะ ไม่ว่าจะมีอะไร"
"หือ ทำไมล่ะ เชื่ออยู่แล้ว ไม่เชื่อเราแล้วจะเชื่อใคร"
ผมพูดอย่างอารมณ์ดี มองมันด้วยสายตาที่เปี่ยมรัก ยังรักเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงไปเลย ยิ่งฝ่าอุปสรรค ยิ่งรักเพิ่มทวีคูณ ขอให้รักนี้นำทางใจเราทั้งสองคนด้วยเถิด
ผมทำใจอยู่ นานกว่าจะรับโทรศัพท์ของเอ
"ตัวเอง ทำไมไม่รับโทรศัพท์เค้าเลยอ่ะ เค้าเสียใจนะ ตัวเองไม่ยอมฟังเค้าเลย"
ทันทีที่ผมกดรับสายเอก็พรั่ง พรูออกมา เสียงมันดูตื่นเต้น ระคนปนสะอื้น
"ทำไม ทำไมตัวเองไม่เชื่อเค้า ไม่รักเค้าแล้วเหรอ"
"เอ"
ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี ในใจมันสับสนวุ่นวายไปหมด
"เค้าไม่เคยรักคนอื่น รักตัวเองคนเดียว แต่ทำไมตัวเองไม่ฟังเค้าเลย"
มันพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา
"ฉัน.............. เอ่อ"
"ถึงเค้าจะหลงผิดไปวุ่นวายกับคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะไม่รักตัวเอง ตัวเองให้อภัยเค้าไม่ได้เหรอ ไม่ได้เลยเหรอ"
เสียงมันเครือสะอื้นไห้ พูดรัวเร็วจนผมฟังไม่ทัน
"เอ"
"เค้า ไม่มีกำลังใจจะทำอะไรเลย เค้าผิดเค้ารู้ แต่อย่าเงียบแบบนี้ เค้ายอมรับผิดแล้ว ตัวเองยกโทษให้เค้าได้ไหม"
"อย่าทำแบบนี้อีก นะเอ"
ผมยอมพูดออกไป
"หมายความว่าตัวเอง ยกโทษให้เค้าแล้วเหรอ"
เสียงมันลิงโลดดังออกมานอกโทรศัพท์จนผมต้องยก โทรศัพท์ออกห่างหู
"อืม"
"เค้ารักตัวเองที่สุดเลย เค้าสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เค้าสัญญา"
ผมไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไป คำพูดที่ทำให้มันดีใจได้ขนาดนั้น ส่วนตัวผมเองยังยืนนิ่งงงอยู่ ว่าผมทำอะไรลงไป ในใจมันไม่ปกติแล้ว เอเปลี่ยนเสียงจากสะอื้นเป็นดีใจ แม้จะไม่ได้อยู่ต่อหน้าผมก็รับรู้ได้ หลังจากที่คุยโทรศัพท์กันเอก็นัดเจอผมที่เมเจอร์เอกมัย ผมเองไม่รู้ว่าควรจะไปเจอมันหรือไม่ไปดี ในใจตอนนี้มันแปลกๆไป จากที่รักมากมายล้นใจ ผมรู้สึกหวั่นๆในใจ ความรู้สึกคนเราเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้เชียวหรือ แต่สุดท้ายผมก็ยอมแพ้ต่อความรู้สึกรักที่มีมากกว่าความหวั่นใจ ผมไปเจอมันตามนัด
เออยู่ในชุดนักเรียน ผมสั้นเกรียนที่ยาวขึ้นมาหน่อย ใบหน้ามันหมองคล้ำ เบ้าตาลึก ไรหนวดอ่อนที่ผมเคยรักมันโกนออกแล้ว แผลเป็นที่คิ้วซ้ายยังเด่นชัดอยู่ ผมจ้องหน้ามันอยู่เนิ่นนาน
"คิดถึงเค้าไหมคะ"
เสียงเอปลุกให้ ตื่นจากภวังค์ ผมสะดุ้งพยักหน้า
"เค้าคิดถึงตัวเองน้า คิดถึงมาก"
"เอ ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย"
ผมอยากจะเอื้อมมือไปจับสัมผัสใบหน้ามันเหลือเกิน พออยู่ต่อหน้าเอาเข้าจริงๆแล้วผมยังรักมันมากอยู่นั่นเอง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ใจมันหวั่นไหวออกห่างกลัวไป ทั้งที่ผมรักมันไม่เคยน้อยลงไปเลย
"ว่าแต่เค้า ดูตัวเองดิ เบ้าตาดำแล้ว เป็นน้องหลินปิงไปแล้ว อิอิ"
มันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมยิ้มออกมาได้ เป็นยิ้มในรอบหลายเดือน ยิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำไม่ได้ ทั้งที่เรารักกันมากมายขนาดนี้ เพราะอะไรที่มันบดบังให้เราห่างจากกันนะ กรรมหรือ ความสุขที่หายไปนานส่องแสงสว่างอีกครั้ง ผมจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เอบอกว่ามันทะเลาะกับอาจารย์ปริศนารุนแรง พังทำลายข้าวของ จนอาจารย์ปริศนาต้องส่งไปอยู่กับลุงใหญ่ที่เชียงไหม่ หวังว่าจะให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ไปอยู่ที่โน่นมันก็กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากเมา ลุงใหญ่ก็ห้ามไม่ได้ แต่เอบอกว่าลุงใหญ่เข้าใจที่มันรักผู้ชาย ไม่ได้ว่ายังรับปากอีกว่าจะช่วยพูดกับอาจารย์ปริศนาให้ แต่พอพูดไปอาจารย์ปริศนาก็ลงไปอาละวาด ทะเลาะกันรุนแรงจนเองหนีออกจากบ้าน แล้วเรื่องก็เกิดขึ้น ตอนนี้ผมเข้าใจเอแล้ว ไม่ได้ว่ามันเข้าใจทุกอย่างแล้ว ผมเกือบเสียรักไปเพราะทิฐิมานะของตัวเอง เพราะความที่มัวแต่เศร้าโศกงมงมงายกับความอาดูร ผมโง่เสียจริง ฟังมันตั้งแต่แรกเรื่องมันคงจะคลี่คลายลงไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ไม่ต้องเสียใจทำร้ายตัวเองเป็นบ้าเหมือนอย่างนี้
"ฉันผิดเอง เอ ที่ไม่ฟังเธอ ขอโทษนะ ต่อไปนี้จะฟังเธอ จะเชื่อเธอ"
ผมพูดกับมันด้วยรอยยิ้ม เหมือนฟ้าหลังฝนเหมือนยกภูเขาออกจากอก เหมือนกำลังดำดิ่งลงในบ่อลึกเหวดำแต่ก็มีมือมาดึงคว้าขึ้นมา ไม่คิดว่าความสุขที่เกิดหลังจากมรสุมมันจะรู้สึกดีอย่างนี้ ผมไม่ใช่รักมันมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมีสติเตือนใจตัวเอง ว่าทุกปัญหามันมีทางออกถ้าเราเปิดใจรับฟัง ไม่ใช่มัวแต่เศร้าใจทำร้ายตัวเอง
เอไปส่งผมที่บ้าน ความรู้สึกเดิมๆมันหวนกลับมา เวลาอยู่ใกล้เสียงหัวใจมันที่เต้นผมรู้สึกเพลินเพลินเหมือนฟังดนตรี ลมหายใจอุ่นที่ผมชอบ ความอุ่นจากกายแผ่ออกมา ผมรู้สึกดีเหลือเกิน
"พรุ่งนี้เจอกันที่เดิมนะคะที่รัก เค้าอยากดูหนัง"
"อืม แต่ฉันอาจจะเลิกค่ำนะเพราะงานค้างอยู่เยอะ"
"ดึกก็จะรอ เค้าจะรอกินข้าวกับตัวเอง"
"นะ จะทนหิวได้เหรอ ดึกนะ"
"ทนได้ สิคะ เพื่อตัวเองทนได้ทุกอย่าง"
"เอ หายโกรธบอมหรือยัง"
ผมเปลี่ยนเรื่อง เพราะดูท่าทางเอมันจะรุกหนักกว่าเดิมทั้งที่ยืนอยู่หน้าบ้าน
"โอ๊ย เค้าไม่โกรธมันหรอก วันนั้น ที่ตัวเองโดนไอ้เชี่ยบ๊อบลากไป มันก็อยู่คุยกับเค้า อ้าวแสดงว่ามันไม่ได้เล่าให้ฟังอ่ะดิ"
"อืม มันคงตกใจ เพราะคนบ้าอาละวาด"
ผมพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ดีใจโล่งใจเป็นที่สุด เอกลับบ้านไปแล้ว ผมมองแผ่นหลังมันอย่างเป็นสุข ไม่กังวลเหมือนอย่างแต่ก่อน ผมเข้าบ้านเห็นแม่นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อน กำลังเลือกดอกกุหลาบที่ตัดมา
"เป็นไงบ้างลูก ดูแจ่มใสขึ้นนี่"
ผมยิ้มแล้วไปกอดแม่ ความสุขกับความทุกข์นี่มันก็แปลก ไม่เคยจะปกปิดมันได้เลย
"โยคุยกับเอแล้วแม่ เข้าใจมันผิดไป โยขอโทษแม่ด้วยนะครับ ที่ทำให้แม่เสียใจและเป็นห่วง"
"ดีแล้วลูก เห็นไหมทุกปัญหามีทางออก ถ้าเรามัวแต่เศร้าโศกเสียใจ ม่านน้ำตามันก็บังสติปัญญา แล้วน้องสบายดีเหรอลูก"
"ก็ดีครับแม่ แต่มันโทรมไปหน่อย ผอมลงด้วย"
"อืม น้องมันคงตรอมใจ นี่ล่ะลูก รักกันชอบกันต้องถนอมรักษาน้ำใจ มีสติอย่าหูเบา จิตใจต้องหนักแน่นให้มากเพราะความรักมันทำให้ใจเราล่องลอยไปได้ ถ้าลอยไปตามมันเราเองที่จะทุกข์ จริงไหมลูก"
จริงแท้ที่สุดที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมโตพอที่จะคิดจะตัดสินใจเองได้ แต่ที่จริงแล้ว ผมก็ยังเด็กนักจิตใจผมก็เลยล่องลอยไปตามความรัก ไม่เจอหน้าก็ทุกข์ เจอเขาอยู่กับคนอื่นยิ่งทุกข์ตรมหนักทำร้ายตัวเองฟูมฟายไปยิ่งกว่าเดิม คิดว่าตัวเองมีพระเป็นที่พึ่งทางใจด้วยอานิสงของแม่ที่พาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก แต่ที่จริงแล้วกิเลสก็ครอบงำผมอยู่ ถึงธรรมคำสอนจะดีเลิศสักเพียงใด ผมก็มองเห็นแค่หัวใจและทำตามแต่เสียงเรียกร้องของมัน รับฟังทุกคนแต่ไม่ได้ทำตาม ไม่ได้คิดตาม แค่ฟัง
ความสุขกลับคืน มาหาผมอีกครา ครั้งนี้เป็นความสุขที่ผมมองความรักในอีกแง่มุม ผมไม่งมงายตะบี้ตะบันรักเหมือนเคย อย่างอาจารย์ปริศนาเองก็คงมีเหตุผลของแกที่ทำไมกีดกัน บางเหตุผลเราไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นเข้าใจเห็นดีเห็นงามด้วย แม้ว่ามันจะทำร้ายคนที่เรารักสักเท่าใดก็ตาม เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มีเหตุผลส่วนตัว เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีความคิดมีจิตใจเป็นของตัวเอง ไม่มีใครผิดที่จะคิดมีเหตุผลของตน แต่เราจะทำใจยอมรับกับเหตุผลหรือความคิดของเขาได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง หนึ่ง
ผมเจอเอทุกวันดูเหมือนทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยแล้ว พลเองก็เจอกับบอมเกือบทุกวันเช่นกัน แต่เอไม่อยากไปเจอสองคนเพราะอยากอยู่กับผมคนเดียวให้พอใจก่อน แม้เราจะเจอกันแค่เพียงตอนเลิกงานแต่ก็เพียงพอแล้ว ผมก็รู้สึกเป็นสุขมากแล้ว แม้ในใจอยากจะกอดมันให้สมรักแต่ก็ต้องหักห้ามใจ มันต้องมีสักวันที่ผมได้กอดมันอย่างไม่อายใคร เหมือนเคย ตราบใดมีรัก มันย่อมมีหวัง ผมท่องขึ้นใจ
"เป็นอะไรไปเอ วันนี้หน้าตาไม่ดีเลย"
ผม ทักมันตอนเย็นที่เราเจอกัน เพราะดูเอมีอะไรคิดในใจ สายตาวอกแวก
"ปะ ปล่าว ไม่มีอะไร เค้าคงนอนน้อย ตัวเอง ไปกินไอติมดีกว่า"
เอพยายามเส แสร้งปกปิด ผมก็ไม่ได้ทักอะไรมันอีก เวลาที่อยู่ด้วยกันเอก็ดูพะวง ผมชักไม่สบายใจขึ้นมา
"มีอะไรในใจหรือเปล่า เอ บอกฉันได้นะ"
"ป่ะ ปล่าว ตัวเอง อ่ะ เค้าดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เมื่อคืน ไม่อยากบอก อย่าโกรธเค้าน้า"
"อะไร"
ผมเสียงเข้มขรึมขึ้น
"เค้า เล่นเกมจนเกือบเช้าอ่ะ"
เอทำหน้าเจื่อนๆ
"แหมนะ เขาแจกโล่เหรอ วันนี้ก็รู้อยู่ว่าต้องไปโรงเรียน เล่นได้นะ แต่อย่าเล่นข้ามคืนแบบนี้ เกมน่ะ เล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าแบบนี้จะสอบเข้าได้ไหมล่ะ"
ผมบ่นแต่ไม่ได้รู้สึกโกรธมันเลย แต่เอมันยังดูกังวลอยู่จนผมบอกอีกว่าไม่โกรธ มันถึงทำหน้าดีขึ้น
"ตัว เอง เชื่อเค้านะ ไม่ว่าจะมีอะไร"
"หือ ทำไมล่ะ เชื่ออยู่แล้ว ไม่เชื่อเราแล้วจะเชื่อใคร"
ผมพูดอย่างอารมณ์ดี มองมันด้วยสายตาที่เปี่ยมรัก ยังรักเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงไปเลย ยิ่งฝ่าอุปสรรค ยิ่งรักเพิ่มทวีคูณ ขอให้รักนี้นำทางใจเราทั้งสองคนด้วยเถิด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น