เสียงเคาะประตูดังปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์
"โยๆ แกจะกลับแล้วนะแก ทำอะไรกันยะ"
เสียงกบตะโกนผ่านประตูเข้ามา ผมงัวเงียเพราะเผลอหลับไปกับเอ ผมร้องตอบมันออกไปว่าขออาบน้ำก่อน ผมลุกจากเตียงมองเอที่ยังนอนอยู่ ผมรีบเก็บของใส่กระเป๋า เสื้อเปียกเมื่อคืนหมาดๆ ต้องเอาใส่ถุงพลาสติก พอเสร็จก็มาปลุกเอ
"เอ ตื่นได้แล้วจะกลับบ้านแล้ว"
ผมเย่าตัวมัน งัวเงียตื่นมา
"ยัง เวียนหัวอยู่ไหม"
ผมถามมองมันอย่างห่วงใย มันยิ้มแล้วกอดผมโน้มตัวลงไปกอด
"เร็วๆ รีบไปอาบน้ำ ทุกคนรออยู่นะ"
"ขอกอด แป๊บ นึงน้า คิดถึง"
"พูดแบบนี้หายเวียนหัวแล้วสิ"
"อืม"
มันพยักหน้า ผมให้มันกอดอยู่สักพักก็ไล่ไปอาบน้ำ มันดึงแขนเข้าไปอาบน้ำด้วยกันอีกเหมือนเคย พออาบเสร็จเราก็แต่งตัว ออกจากห้องไปรวมกับเพื่อนๆ ทุกคนยืนรอกันอยู่พร้อมแล้ว เพื่อนแซวตามปกติ เราเช็คเอาท์ออกจากบังกาโลแล้วไปรอรถสองแถวกลับไปที่ท่าเรือ นั่งรอเรืออยู่พักใหญ่จึงได้ข้ามกลับไปฝั่งบ้านเพ แดดตอนบ่ายสามยังแก่ร้อนแรง เอดูสลึมสลือคงยังไม่สร่าง ผมจับกินน้ำส้มแต่กินเยอะมันก็อยากเข้าห้องน้ำ กว่าจะถึงฝั่งได้แทบแย่ เราเดินซื้อของอยู่พักใหญ่จึงขึ้นรถกลับ ขากลับมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดในรถ การสนทนาไม่ออกรสออกชาติเหมือนตอนขามา ทุกคนดูเหมือนหมดฤทธิ์ยา กายขับรถไม่เร็วมากนักเพราะมันเองก็งัวเงียอยู่ เปลี่ยนกันขับกับพลทุกชั่วโมง พี่ป้อมพอขึ้นรถได้ก็นอนเลย เหมือนของผมนั่งกอดเอวผมอยู่พักเดียวก็หลับ ผมต้องนั่งคอยกอดประครองไว้เพราะมันหลับแต่ดิ้น จ๋าคุยกับผมเบาๆ มีพลกับกายตอบรับบ้าง ส่วนกบนั่งสับปะหงกอยู่ กว่าจะถึงกรุงเทพฯก็มืดพอดี แวะปั๊มน้ำมันหลายรอบ กายขับรถไปบ้านผมก่อน ทุกคนทักทายแม่แล้วแยกย้ายกันกลับ เอเดินขึ้นไปนอนข้างบนทันที ไม่ยอมกินข้าว ตอนแรกผมจะไปปลุกให้มันมาอาบน้ำกินข้าวแต่แม่ห้ามไว้อยากให้มันนอนให้เต็มที่
เดือนแห่งความรักมาถึงแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าเดือนนี้มันจะพิเศษอะไร เพราะตอนนี้ผมรู้สึกว่าทุกๆวันมันคือวันแห่งความรัก ความรักของผมตอนนี้มันเบ่งบานเต็มอก เราเจอกันทุกวันตอนผมเลิกงาน ถ้าวันไหนไม่เจอรู้สึกเหมือนใจจะขาดกว่าจะผ่านไปแต่ละวันมันช่างยืดยาวนาน คนที่อยู่แวดล้อมผมก็คงดูออกว่าผมเองดูสดใสขึ้นมาก แม่เองก็ดูรู้ท่านไม่ได้คุยเรื่องนี้อีกเลยแต่บางคราสายตาของแม่ก็ยังคง ห่วงใยอยู่มาก ผมเองก็ไม่ได้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากเหมือนแต่ก่อน ปล่อยให้มันเป็นไปตามแต่มันจะเป็น ผมมีความสุขไม่อยากให้อะไรที่คิดไว้หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมันมาบั่นทอนความสุขอันนี้
วันวาเลนไทน์มาถึงแล้ว ปีนี้ตรงกับวันเสาร์พอดี ผมนัดเอออกไปดูหนังกันตอนกลางวันแล้วค่อยไปกินข้าวกัน ผมจองไว้ที่ร้านเกาะลันตาแถวสนามบิน ผมตื่นแต่เช้ามาเตรียมใส่บาตรเหมือนเคย เดี๋ยวนี้ใส่เป็นประจำทุกเสาร์อาทิตย์ เอเองก็คุ้นกับการใส่บาตรแล้ว แม้มันจะยังไม่ตื่นเพราะอ่านหนังสือดึก ช่วงสอบปลายภาคมันนอนดึกเกือบทุกวัน โทรหาก่อนนอนทุกวัน เมื่อคืนก็ท่าจะนอนดึกเพราะตอนผมนอนมันก็ยังไม่นอน ผมเตรียมทุกอย่างเสร็จก็ขึ้นไปปลุกมัน แม่เองก็เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ช่วงสอบแม่งดไปวัดเพราะง่วนอยู่กับการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ เองัวเงียไม่อาบน้ำล้างแต่หน้า มันยืนตาปรือใส่บาตร พอเสร็จก็ขึ้นไปนอนต่อ ส่วนแม่ก็ทำงานที่ค้างอยู่ ผมก็ไปทำกับข้าว เอตื่นมาอีกทีเก้าโมงกว่า แม่กินข้าวไปก่อนแล้ว ผมกินข้าวกับเอเสร็จก็ให้มันไปอาบน้ำเตรียมตัวไปดูหนังกัน เห็นมันบอกอยากดู A Moment in June ผมก็เออออตาม ตอนนี้ทำอะไรก็ไม่อยากขัด แย้งบ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่คล้อยตามมันไปเสียทุกอย่าง ไม่ได้ตามใจแต่รู้สึกว่าอยากเอาใจมันมากเป็นพิเศษ
"เค้ารักตัวเองนะ คะ"
มันกระซิบตอนอยู่ในโรงหนังแล้วจับมือผมไว้ มันจูบหน้าผากหัวใจผมลอยละลิ่ว มีความสุขใจที่สุด เราดูหนังจบเกือบบ่ายสอง เดินคลอเคลียกันออกมาจากโรงหนัง ตอนนี้ผมไม่อายใครแล้ว มองไม่เห็นใครนอกจากมัน รักมันมากล้นใจ
"ตัวเองไปเดินเล่นสวนหลวง ไหม"
มันชวน ผมพยักหน้า เพราะไม่มีที่ไปกว่าจะค่ำ กลับบ้านก็ขี้เกียจจะทำอะไรประเจิดประเจ้อก็ไม่ได้เพราะแม่อยู่ เรานั่งแท็กซี่ออกจากเมเจอร์เอกมัยตรงไปยังสวนหลวง แดดร้อน มีคนนั่งอยู่ตามใต้ร่มไม้ บ้างก็มาเป็นคู่
"เค้าจะสอบให้ติดวิศวะ ตัวเองจะได้ภูมิใจที่มีแฟนเป็นวิศวกร"
เรานั่งใต้ร่มต้นก้ามกราม ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วแต่ก็ไม่มากนัก
"เรียน อะไรก็ภูมิใจแล้วล่ะ"
ผมพูดยิ้มๆ หยิบเศษใบไม้ออกจากหัวมัน
"เค้าอยากให้ตัวเองมีความสุข ไม่อยากเสียใจที่มีเขาเป็นแฟน"
ผมเอานิ้วปิดปากมัน มองตามันไม่ให้พูดต่อ
"อย่าพูดอย่างนี้เอ ฉันไม่เคยเสียใจ ดีใจเสียอีก แม้มันจะมีอะไรให้คิดมากมาย แต่ตอนนี้ ดีใจ ภูมิใจแล้ว"
"โยๆ แกจะกลับแล้วนะแก ทำอะไรกันยะ"
เสียงกบตะโกนผ่านประตูเข้ามา ผมงัวเงียเพราะเผลอหลับไปกับเอ ผมร้องตอบมันออกไปว่าขออาบน้ำก่อน ผมลุกจากเตียงมองเอที่ยังนอนอยู่ ผมรีบเก็บของใส่กระเป๋า เสื้อเปียกเมื่อคืนหมาดๆ ต้องเอาใส่ถุงพลาสติก พอเสร็จก็มาปลุกเอ
"เอ ตื่นได้แล้วจะกลับบ้านแล้ว"
ผมเย่าตัวมัน งัวเงียตื่นมา
"ยัง เวียนหัวอยู่ไหม"
ผมถามมองมันอย่างห่วงใย มันยิ้มแล้วกอดผมโน้มตัวลงไปกอด
"เร็วๆ รีบไปอาบน้ำ ทุกคนรออยู่นะ"
"ขอกอด แป๊บ นึงน้า คิดถึง"
"พูดแบบนี้หายเวียนหัวแล้วสิ"
"อืม"
มันพยักหน้า ผมให้มันกอดอยู่สักพักก็ไล่ไปอาบน้ำ มันดึงแขนเข้าไปอาบน้ำด้วยกันอีกเหมือนเคย พออาบเสร็จเราก็แต่งตัว ออกจากห้องไปรวมกับเพื่อนๆ ทุกคนยืนรอกันอยู่พร้อมแล้ว เพื่อนแซวตามปกติ เราเช็คเอาท์ออกจากบังกาโลแล้วไปรอรถสองแถวกลับไปที่ท่าเรือ นั่งรอเรืออยู่พักใหญ่จึงได้ข้ามกลับไปฝั่งบ้านเพ แดดตอนบ่ายสามยังแก่ร้อนแรง เอดูสลึมสลือคงยังไม่สร่าง ผมจับกินน้ำส้มแต่กินเยอะมันก็อยากเข้าห้องน้ำ กว่าจะถึงฝั่งได้แทบแย่ เราเดินซื้อของอยู่พักใหญ่จึงขึ้นรถกลับ ขากลับมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดในรถ การสนทนาไม่ออกรสออกชาติเหมือนตอนขามา ทุกคนดูเหมือนหมดฤทธิ์ยา กายขับรถไม่เร็วมากนักเพราะมันเองก็งัวเงียอยู่ เปลี่ยนกันขับกับพลทุกชั่วโมง พี่ป้อมพอขึ้นรถได้ก็นอนเลย เหมือนของผมนั่งกอดเอวผมอยู่พักเดียวก็หลับ ผมต้องนั่งคอยกอดประครองไว้เพราะมันหลับแต่ดิ้น จ๋าคุยกับผมเบาๆ มีพลกับกายตอบรับบ้าง ส่วนกบนั่งสับปะหงกอยู่ กว่าจะถึงกรุงเทพฯก็มืดพอดี แวะปั๊มน้ำมันหลายรอบ กายขับรถไปบ้านผมก่อน ทุกคนทักทายแม่แล้วแยกย้ายกันกลับ เอเดินขึ้นไปนอนข้างบนทันที ไม่ยอมกินข้าว ตอนแรกผมจะไปปลุกให้มันมาอาบน้ำกินข้าวแต่แม่ห้ามไว้อยากให้มันนอนให้เต็มที่
เดือนแห่งความรักมาถึงแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าเดือนนี้มันจะพิเศษอะไร เพราะตอนนี้ผมรู้สึกว่าทุกๆวันมันคือวันแห่งความรัก ความรักของผมตอนนี้มันเบ่งบานเต็มอก เราเจอกันทุกวันตอนผมเลิกงาน ถ้าวันไหนไม่เจอรู้สึกเหมือนใจจะขาดกว่าจะผ่านไปแต่ละวันมันช่างยืดยาวนาน คนที่อยู่แวดล้อมผมก็คงดูออกว่าผมเองดูสดใสขึ้นมาก แม่เองก็ดูรู้ท่านไม่ได้คุยเรื่องนี้อีกเลยแต่บางคราสายตาของแม่ก็ยังคง ห่วงใยอยู่มาก ผมเองก็ไม่ได้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากเหมือนแต่ก่อน ปล่อยให้มันเป็นไปตามแต่มันจะเป็น ผมมีความสุขไม่อยากให้อะไรที่คิดไว้หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมันมาบั่นทอนความสุขอันนี้
วันวาเลนไทน์มาถึงแล้ว ปีนี้ตรงกับวันเสาร์พอดี ผมนัดเอออกไปดูหนังกันตอนกลางวันแล้วค่อยไปกินข้าวกัน ผมจองไว้ที่ร้านเกาะลันตาแถวสนามบิน ผมตื่นแต่เช้ามาเตรียมใส่บาตรเหมือนเคย เดี๋ยวนี้ใส่เป็นประจำทุกเสาร์อาทิตย์ เอเองก็คุ้นกับการใส่บาตรแล้ว แม้มันจะยังไม่ตื่นเพราะอ่านหนังสือดึก ช่วงสอบปลายภาคมันนอนดึกเกือบทุกวัน โทรหาก่อนนอนทุกวัน เมื่อคืนก็ท่าจะนอนดึกเพราะตอนผมนอนมันก็ยังไม่นอน ผมเตรียมทุกอย่างเสร็จก็ขึ้นไปปลุกมัน แม่เองก็เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ช่วงสอบแม่งดไปวัดเพราะง่วนอยู่กับการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ เองัวเงียไม่อาบน้ำล้างแต่หน้า มันยืนตาปรือใส่บาตร พอเสร็จก็ขึ้นไปนอนต่อ ส่วนแม่ก็ทำงานที่ค้างอยู่ ผมก็ไปทำกับข้าว เอตื่นมาอีกทีเก้าโมงกว่า แม่กินข้าวไปก่อนแล้ว ผมกินข้าวกับเอเสร็จก็ให้มันไปอาบน้ำเตรียมตัวไปดูหนังกัน เห็นมันบอกอยากดู A Moment in June ผมก็เออออตาม ตอนนี้ทำอะไรก็ไม่อยากขัด แย้งบ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่คล้อยตามมันไปเสียทุกอย่าง ไม่ได้ตามใจแต่รู้สึกว่าอยากเอาใจมันมากเป็นพิเศษ
"เค้ารักตัวเองนะ คะ"
มันกระซิบตอนอยู่ในโรงหนังแล้วจับมือผมไว้ มันจูบหน้าผากหัวใจผมลอยละลิ่ว มีความสุขใจที่สุด เราดูหนังจบเกือบบ่ายสอง เดินคลอเคลียกันออกมาจากโรงหนัง ตอนนี้ผมไม่อายใครแล้ว มองไม่เห็นใครนอกจากมัน รักมันมากล้นใจ
"ตัวเองไปเดินเล่นสวนหลวง ไหม"
มันชวน ผมพยักหน้า เพราะไม่มีที่ไปกว่าจะค่ำ กลับบ้านก็ขี้เกียจจะทำอะไรประเจิดประเจ้อก็ไม่ได้เพราะแม่อยู่ เรานั่งแท็กซี่ออกจากเมเจอร์เอกมัยตรงไปยังสวนหลวง แดดร้อน มีคนนั่งอยู่ตามใต้ร่มไม้ บ้างก็มาเป็นคู่
"เค้าจะสอบให้ติดวิศวะ ตัวเองจะได้ภูมิใจที่มีแฟนเป็นวิศวกร"
เรานั่งใต้ร่มต้นก้ามกราม ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วแต่ก็ไม่มากนัก
"เรียน อะไรก็ภูมิใจแล้วล่ะ"
ผมพูดยิ้มๆ หยิบเศษใบไม้ออกจากหัวมัน
"เค้าอยากให้ตัวเองมีความสุข ไม่อยากเสียใจที่มีเขาเป็นแฟน"
ผมเอานิ้วปิดปากมัน มองตามันไม่ให้พูดต่อ
"อย่าพูดอย่างนี้เอ ฉันไม่เคยเสียใจ ดีใจเสียอีก แม้มันจะมีอะไรให้คิดมากมาย แต่ตอนนี้ ดีใจ ภูมิใจแล้ว"
มันจับมือผมเอาริมฝีปากงับเบาๆ
"เค้าก็ดีใจมาก ภูมิใจมากนะที่มีตัวเอง เป็นของขวัญจากพระเจ้า เค้ามีความสุขที่สุดเลย"
มันเอนหลังพิงพนัก เต็มแผ่นหลังผ่อนลมหายใจออกมา มันเอามือผมวางที่ตัก ผมมองหน้ามันอย่างไม่รู้จักเบื่อ ทุกอณูบนร่างกายของมันผมไม่รู้จักเบื่อที่จะมอง อยากจะสัมผัสแตะต้องมันอยู่อย่างนั้น
"ตัวเองจำได้ไหม ว่าเค้าบอกรักตัวเองที่นี่นะ กลางบึงโน่น"
"จำได้สิ ไม่เคยลืม"
ผมบีบมือมันเบาๆ เรานั่งมองหน้ากันแล้วยิ้ม ผมมองออกไปไกลแสนไกล ทุกอย่างมันช่างสวยงามเหลือเกิน ดูสดใสไปเสียทุกอย่าง เรานั่งอยู่ตรงนั้นสักพักก็เดินไปเช่าเรือถีบเหมือนเคย แม้อากาศจะร้อน เราช่วยกันถีบออกไปกลางบึง ไอแดดลอยมากับลมกำบังที่กั้นไว้ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ผมรู้สึกร้อนจนต้องบอกให้เอถีบกลับ เราตกลงไปเดินเล่นที่ซีคอน เพราะทนร้อนไม่ไหว พอถึงซีคอนเราก็ตรงไปกินไอติมนั่งแช่อยู่นาน เผลอแป๊บเดียวก็ค่ำ ผมพาเอออกจากซีคอนตรงไปยังร้านเกาะลันตา ร้านอาหารสวยเพิ่มบรรยากาศมีคู่รักหลายคู่นั่งอยู่เกือบเต็มร้าน แต่ผมโทรจองไว้แล้วที่นั่งริมนอกสุดมองเห็นบึงท้องฟ้ามืดออกส้มๆในยามพลบค่ำ แสงเทียนตามโต๊ะอาหารส่องประกายไสว สวยงามเหลือเกิน อีกคนที่นั่งอยู่ข้างผม ใบหน้าใต้เปลวเทียวช่างน่าพิศมัยเสียนี่กระไร ตั้งแต่ยอมรับในใจว่ามันเป็นแฟน เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันมันไม่เคยนั่งห่างจากผมเลย แม้เขาจะจัดที่นั่งให้นั่งตรงข้ามกัน แต่มันก็จะยกเก้าอี้มานั่งติดผมอยู่ดี มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมพึงใจ เรานั่งทานอาหารอย่างเพลิดเพลิน ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แวดล้อม หัวใจมันพองโต ทุกวินาทีมันช่างเป็นสุขเหลือเกิน มีคนเคยบอกเวลาที่เรามีความสุขเราอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนั้น ผมก็เพิ่งมีความคิดเช่นนี้ อยากจะหยุดเวลาเอาไว้อย่างนี้ อยากจะซึมซับทุกความทรงจำเท่าที่ตาจะเก็บภาพได้ เท่าที่ใจจะรู้สึกสุข ให้มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป
เรากลับบ้านเกือบสามทุ่ม เห็นแม่นั่งยิ้มรออยู่ใรบ้าน
"แม่กินข้าวหรือยังครับ"
ผมถาม แล้วไปนั่งข้างแม่
"เรียบร้อยแล้วจ๊ะ ไปกินอะไรกันมา"
"ไปร้านเกาะลันตามาครับแม่ สวยมาก"
"เมื่อกี้พลก็แวะมา เข้าใจทำนะเอเราน่ะ"
แม่หันไปพูดกับเอ ผมมองตามมองมันยิ้มแฉ่งอยู่
"มีบ้างนิดหน่อยครับ"
มันหัวเราะอารมณ์ดี
"อะไรเหรอเอ"
"ปล่าว ไม่มีอะไร"
เอขึ้นบ้านไปก่อนผมนั่งคุยกับแม่ต่อ
"มันคงห้าม ไม่ได้แล้วสินะ ระหว่างโยกับเอน่ะ"
แม่พูดขึ้น ผมรู้สึกหวั่นในใจ มองหน้าแม่ ทำไมวันนี้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งที่แม่ไม่พูดถึงมันนานมาแล้ว ผมได้แต่อึกอักทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี
"เอาเถอะ โย แม่ไม่ว่าหรอก เรื่องของความรัก มันห้ามได้ที่ไหนกัน จริงไหม แต่คิดเผื่อไว้ด้วยนะ ถ้าวันไหนไม่รักกันแล้ว เรายังจะเป็นพี่น้องกันได้อยู่ไหม"
เสียงแม่ราบเรียบ เย็นสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง ผมเม้มปากมองหน้าแม่ สายตาแม่ยากเกินที่จะเดา แม่พยายามจะสื่ออะไรออกมา
"วันนี้รักชอบกัน ก็ถนอมน้ำใจกันให้มากนะลูก อย่าหักหาญน้ำใจกัน เราเป็นพี่ต้องดูแลชี้นำทางน้อง แม่ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นไปแล้ว แม่ไม่ว่าหรอก ยังไงเสียคนรักกันก็ดีกว่าคนเกลียดกัน"
ผมหน้าชาร้อนรนในใจ แม่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็เหมือนแม่ตำหนิผมอยู่ ผมนั่งนิ่งมองหน้าแม่พูดอะไรไม่ออก
"ดูทำหน้าเข้า แม่ไม่ได้ว่าเรานะโย ไปๆ ไปอาบน้ำอาบท่า น้องมันมีอะไรให้โน่นแน่ะ ไปขึ้นไปดู มันน่ารักอย่างนี้สินะ ลูกแม่ถึงใจอ่อนได้"
แม่ยิ้มออหมา เต็มปาก คลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง แต่ความกังวลใจมันก็ยังไม่หายไปง่ายๆ ผมเดินขึ้นไปบนบ้านอย่างล่องลอย เปิดประตูห้องเข้าไป เห็นไฟแสงสีสว่างขึ้นทั้งห้องเหมือนตอนวันปีใหม่ ผมไม่ได้แปลกใจอะไรมากนักเพราะเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว แต่ในห้องผมเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดงใส่แจกันวางอยู่เต็มห้อง ทั้งหัวเตียงบนโต๊ะ
"โอ"
ผมอุทานออกไป เอมันยืนถือช่อกุหลาบอยู่ในมือยิ้ม
"สุขสันต์วันวาเลนไทน์จ๊ะ ที่รักของผม"
ผมงงยืนเอ๋ออยู่ แต่ก็ยื่นมือไปรับช่อกุหลาบมาจากมัน
"ไม่ เห็นต้องทำขนาดนี้เลยเอ"
ผมพูดเสียงเบา ตื้นตันใจเหลือเกิน ไม่ได้คาดหวังให้มันทำถึงขนาดนี้ ไม่ได้อยากได้ขนาดนี้ มันมากไปสำหรับผม ใจผมรับไม่ได้ ผมน้ำตาคลอ กอดมันไว้น้ำตาไหลออกมา
"ไม่มากหรอก สำหรับตัวเองเค้าทำได้ทุกอย่าง เพื่อคนที่เขารักที่สุดในชีวิต"
ผมสะอื้นออกมาอย่างไม่อายพยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้มันไหล แต่ก็เกินกว่าที่จะบังคับมันแล้ว ในใจผมตื้นตันปลาบปลื้มเหลือเกิน นี่หรือน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มยินดี มีความสุขที่สุด
"แล้วไปซื้อมา ตอนไหน"
ผมถามขึ้นตอนที่เรานอนกอดกันท่ามกลางดอกกุหลาบ
"วาน พี่พลไปเหมามา อิอิ แลกกับไอ้บอม"
"วางแผนไว้เหรอ"
"แค่ลองถามพี่พลว่าตัวเองชอบดอกไม้หรือเปล่า พี่พลบอกว่าชอบ เค้าก็เลยอยากจะเซอร์ไพซ์ ตัวเองชอบไหมคะ"
มันถาม ผมหอมแก้มมันแทนคำตอบ เบียดตัวกระชับเข้าหาอกมันมากกว่าเดิม ถ้าผมไม่รักมันสิแปลก ผมรักมันได้มากขนาดนี้ไม่แปลกหรอกใช่ไหม ผมจะสนใจอะไรในเมื่อผมมีความสุขเหลือเกินในตอนนี้ มีความสุขมากจนกลัวขึ้นมาว่าถ้าวันไหนมันไม่เป็นอย่างนี้ ผมยังจะทนใช้ชีวิตอยู่ได้ไหม ผมจะอยู่ต่อไปยังไง แต่เอาเถอะปัจจุบันมันนอนกอดผมอยู่ด้วยความรู้สึกเดียวกัน "รัก" อนาคตผมมองไม่เห็นมันเองก็คงเหมือนกัน เราจะไปคิดให้มันได้อะไรขึ้นมา
คืนที่แสนสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วห้องผมเต็มไปด้วยสีแดงหลากหลายเฉดสี กุหลาบแดงส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั้งห้อง ผมตื่นขึ้นมาทำอาหารสำหรับใส่บาตรแต่เช้าเหมือนเคย วันนี้เอไม่ต้องปลุกเพราะเมื่อคืนมันนอนเร็วงดอ่านหนังสือไปวันหนึ่ง แม่เองก็ตื่นแล้วเราออกมายืนพร้อมหน้ารอพระเดินมาบิณฑบาตร พอเสร็จเอก็รดน้ำต้นไม้ผมก็เข้าไปทำกับข้าว เรากินข้าวตอนแปดโมงกว่าๆ แม่ตรวจข้อสอบต่อ เอเอาหนังสือมานั่งอ่านที่หน้าบ้าน ผมก็อ่านหนังสือนิยายอยู่ข้างๆ คอยชำเลืองมันตลอดเวลา เวลามันมุ่งมั่นอ่านหนังสือ ขมวดคิ้ว ไรหนวดเหนือริมฝีปากช่างน่าดูยิ่งนัก
"ยิ้ม ไรคะ"
มันทักผมหุบปากทันที เผลอตัวคิดล่องลอยไปไกล
"แอบมอง เค้าเหรอ เขินนะเนี่ย"
"บ้า คิดอะไรเรื่อยเปื่อย อ่านต่อไปเถอะ"
ผมแก้ตัว แล้วอ่านนิยายต่อ
"คิดเรื่องเราน่ะเหรอ อิอิ เค้าก็คิดนะ คิดว่านอนกอดตัวเองตัวล่อนจ้อน"
"บ้า ไปเอาแตงโมมากินดีกว่า"
ผมเขินเดินเข้าครัวไป อมยิ้มเข้าครัวแล้วไปปลอกแตงโมใส่จานเอาไปให้แม่ด้วยจานหนึ่งแล้วเอามาให้ คนหน้ากวน ยอดดวงใจของผม ตอนนี้เขาคือคนที่ผมรักที่สุดแล้วไม่รู้ว่ามันเริ่มความรู้สึกนี้ตั้งแต่ เมื่อไหร่ แต่รู้ว่าตอนนี้มันมากมายเหลือเกินมากเสียจนกักเก็บไว้ในใจไม่ได้ มันล้นออกมาปิดไม่อยู่
วันจันทร์ ผมตื่นเช้าเป็นปกติ ปลุกเอให้ตื่นมาอาบน้ำ ผมลงไปทำกับข้าว แม่เองก็ตื่นแล้วเอมีสอบตัวสุดท้าย วิชาที่ผ่านมามันมั่นใจเหลือเกินว่าเกรดเทอมจบมัธยมห้าจะออกมาจนทุกคนตกใจ ผมเองก็คิดว่ามันน่าจะออกมาดีเพราะพักหลังมันอ่านหนังสือหนักเอาการ เอออกจากบ้านก่อนเพราะมันมีสอบแต่เช้าผมออกจากบ้านหลังสุดตอนเจ็ดโมงกว่าๆ นั่งรถมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างออกไปนั่งรถไฟฟ้า เพราะเช้าวันจันทร์ในซอยอ่อนนุชรถติดเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผมถึงที่ทำงานก่อนเก้าโมง พลมาทีหลังผมหน้าตามันยิ้มแย้ม
"นี่เป็นไง แก เซอร์ไพรซ์ไหมวันวาเลนไทน์"
มันถามแล้วยิ้ม
"อืม แล้วแกล่ะไปทำอะไรมา ขอบใจนะที่ไปจัดดอกไม้ให้"
ผมตอบเพราะรู้ว่าพล วางแผนกับเอเรื่องดอกไม้ มันยิ้มๆ
"เรื่องเล็กแก ฉันเต็มใจ"
"ก็ มีค่าตอบแทนไม่ใช่เหรอ น้องอะไรนะ"
ผมรู้ทันมันอีก
"บ้าแก แหมนะ เห็นแกมีความสุขก็เผื่อฉันจะโชคดีบ้าง อย่างน้อยบอมก็เป็นเพื่อนเอ น่าจะน่ารักเหมือนกัน"
มันพูดแววตาดูมีความหวัง
"แล้วน้องมัน รู้ตัวแล้วเหรอว่าจะมีวัวแก่อยากกินอยู่"
ผมกัด
"บ้า แก วัวกงวัวแก่อะไร ฉันก็ดูแอ๊บได้อยู่นะแก คงรู้แล้วล่ะเห็นเอบอกว่าติดต่อให้แล้ว น้องเขาเพิ่งเลิกกับแฟน อิอิ เผื่อจะดามหัวใจให้น้องมันได้"
"จ้า แม่หมอ"
ผมคุยอยู่กับพล พักใหญ่จึงไปทำงาน พอพี่ภามาก็แซวผมใหญ่ พลคงรายงานเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศในที่ทำงานสดใสทั้งวัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอเลิกงานผมกับพลก็ไปหาเอกับบอมที่เซ็นทรัลเวิร์ล ดูพลมันมีความสุขมาก เอนั่งรออยู่ก่อนแล้วในร้านไอติมร้านเดิมที่เราเคยนั่ง ผมกับพลเดินขึ้นไป เอยิ้มมาแต่ไกล น้องบอมนั่งหน้าเอ๋ออยู่ เพราะไม่รู้จะยิ้มหรือจะทำตัวยังไงดี
"หวัดดีพี่พล"
เอทัก แล้วยิ้มให้ มันสะกิดน้องบอมให้ยกมือไหว้เราสองคน บอมก็ยกมือไหว้เก้ๆกังๆ
"กิน อะไรกันหรือยังครับ"
ผมถามแล้วนั่งลงข้างเอ
"ยังเลยตัวเอง พี่พลวันนี้เลี้ยงไรดีพี่"
เอส่ายหน้าแล้วหันไปพูดกับพลอย่างอารมณ์ ดี
"อยากกินอะไรล่ะเอ อาหารจีนไหม"
พลพูดกับเอแต่สายตาจ้อง มองน้องบอมราวกับจะมองให้ทะลุเสื้อผ้า จนน้องมันเขินหน้าแดงขยับออกผมสะกิดเอ
"เอ้อ นี่ไอ้บอมเพื่อนรักผมครับ มึงนี่แฟนกู มึงเคยเห็นแล้วนี่ แล้วนี่พี่พลเพื่อนแฟนกูอีกทีนึง และเป็นพี่กูด้วย"
เอแนะนำ คราวนี้มันผงกหัวให้เหมือนกิ้งก่า
"ไหว้สิไอ้ห่า ไม่มีมารยาทเลยมึง"
เอ ทำเสียงกร่างดุเพื่อน บอมยกมือไหว้แต่ตาพิฆาตเออยู่
"หวัดดีพี่"
"น่า รักจังครับน้องบอม"
พลพูดขึ้น รู้สึกแกร่วๆแทนมันเหมือนกันเพราะบอมมันทำหน้าเหรอหรา
"ผมหล่อเพ่ ไม่น่ารัก ไม่ใช่หญิง"
มันไม่มองหน้าพลแต่มองหน้าผม ผมอมยิ้มเจอแล้วไหมล่ะ ท่าทางคงจะไม่ใช่น้อยเหมือนไอ้ตัวดีของผม
"นั่น ล่ะครับ พี่หมายถึงหล่อ นั่นล่ะ"
พลมันยังไม่ยอมแพ้ พยายามยิ้มหวานให้บอม
"ครับ ผมรู้"
"โห มึงกวนตีนนะ พี่เขาพูดดีๆ เดี๋ยวเถอะมึงจะโดนตีนกู"
"เอ"
ผมปราม เพราะมันพูดออกรสท่าทางคงหมั่นไส้เพื่อน มันหันมายิ้มให้ผมปห้งๆเกาหัวแกรกๆ
"งั้น ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ หิวไหมครับ"
ผมตัดบทเพราะท่าทางคงยาว หนักใจแน่พล คิดจะคบเด็กไม่ใช่ง่าย ผมคิดในใจเพราะกว่าผมจะรู้สึกรักเอได้ก็ไม่ใช่ง่ายมันก็กวนบาทาผมอยู่มาก เหมือนกัน เราตกลงไปกินอาหารไทยกันเพราะน้องบอมไม่กินอาหารจีน บ้านมันเป็นคนจีนอยู่แล้วมันบอกเอียน เราเลยขึ้นไปชั้นห้าระแวกร้านอาหารญี่ปุ่น มีร้านอาหารไทยอยู่สองสามร้านเราเลือกร้านที่ดูดีที่สุดเพราะพลมันอยากจะเอา หน้า เอมันกอดคอผมเดินนำหน้าตลอดปล่อยให้พลทำความรู้จักกับบอมให้มากขึ้น แต่ท่าทางคงกวนอยู่ไม่น้อย เพราะหันไปมองทีไรพลทำหน้าเหลือรับเต็มทน
พลขับรถไปส่งเอก่อนเพื่อนแล้วค่อยไปส่งผม ส่วนบอมลงคนสุดท้ายเพราะบ้านอยู่ถนนศรีนครินทร์ พอถึงบ้านผมก็เข้าไปเก็บของในครัวล้าง แม่เองนั่งตรวจข้อสอบอยู่ พอเสร็จผมก็ขึ้นไปอาบน้ำเปิดเพลงฟังอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้าง ล่าง เสียงคุ้นๆ ผมรีบเดินลงมาข้างล่าง อาจารย์ปริศนานั่นเอง
"เค้าก็ดีใจมาก ภูมิใจมากนะที่มีตัวเอง เป็นของขวัญจากพระเจ้า เค้ามีความสุขที่สุดเลย"
มันเอนหลังพิงพนัก เต็มแผ่นหลังผ่อนลมหายใจออกมา มันเอามือผมวางที่ตัก ผมมองหน้ามันอย่างไม่รู้จักเบื่อ ทุกอณูบนร่างกายของมันผมไม่รู้จักเบื่อที่จะมอง อยากจะสัมผัสแตะต้องมันอยู่อย่างนั้น
"ตัวเองจำได้ไหม ว่าเค้าบอกรักตัวเองที่นี่นะ กลางบึงโน่น"
"จำได้สิ ไม่เคยลืม"
ผมบีบมือมันเบาๆ เรานั่งมองหน้ากันแล้วยิ้ม ผมมองออกไปไกลแสนไกล ทุกอย่างมันช่างสวยงามเหลือเกิน ดูสดใสไปเสียทุกอย่าง เรานั่งอยู่ตรงนั้นสักพักก็เดินไปเช่าเรือถีบเหมือนเคย แม้อากาศจะร้อน เราช่วยกันถีบออกไปกลางบึง ไอแดดลอยมากับลมกำบังที่กั้นไว้ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ผมรู้สึกร้อนจนต้องบอกให้เอถีบกลับ เราตกลงไปเดินเล่นที่ซีคอน เพราะทนร้อนไม่ไหว พอถึงซีคอนเราก็ตรงไปกินไอติมนั่งแช่อยู่นาน เผลอแป๊บเดียวก็ค่ำ ผมพาเอออกจากซีคอนตรงไปยังร้านเกาะลันตา ร้านอาหารสวยเพิ่มบรรยากาศมีคู่รักหลายคู่นั่งอยู่เกือบเต็มร้าน แต่ผมโทรจองไว้แล้วที่นั่งริมนอกสุดมองเห็นบึงท้องฟ้ามืดออกส้มๆในยามพลบค่ำ แสงเทียนตามโต๊ะอาหารส่องประกายไสว สวยงามเหลือเกิน อีกคนที่นั่งอยู่ข้างผม ใบหน้าใต้เปลวเทียวช่างน่าพิศมัยเสียนี่กระไร ตั้งแต่ยอมรับในใจว่ามันเป็นแฟน เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันมันไม่เคยนั่งห่างจากผมเลย แม้เขาจะจัดที่นั่งให้นั่งตรงข้ามกัน แต่มันก็จะยกเก้าอี้มานั่งติดผมอยู่ดี มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมพึงใจ เรานั่งทานอาหารอย่างเพลิดเพลิน ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แวดล้อม หัวใจมันพองโต ทุกวินาทีมันช่างเป็นสุขเหลือเกิน มีคนเคยบอกเวลาที่เรามีความสุขเราอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนั้น ผมก็เพิ่งมีความคิดเช่นนี้ อยากจะหยุดเวลาเอาไว้อย่างนี้ อยากจะซึมซับทุกความทรงจำเท่าที่ตาจะเก็บภาพได้ เท่าที่ใจจะรู้สึกสุข ให้มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป
เรากลับบ้านเกือบสามทุ่ม เห็นแม่นั่งยิ้มรออยู่ใรบ้าน
"แม่กินข้าวหรือยังครับ"
ผมถาม แล้วไปนั่งข้างแม่
"เรียบร้อยแล้วจ๊ะ ไปกินอะไรกันมา"
"ไปร้านเกาะลันตามาครับแม่ สวยมาก"
"เมื่อกี้พลก็แวะมา เข้าใจทำนะเอเราน่ะ"
แม่หันไปพูดกับเอ ผมมองตามมองมันยิ้มแฉ่งอยู่
"มีบ้างนิดหน่อยครับ"
มันหัวเราะอารมณ์ดี
"อะไรเหรอเอ"
"ปล่าว ไม่มีอะไร"
เอขึ้นบ้านไปก่อนผมนั่งคุยกับแม่ต่อ
"มันคงห้าม ไม่ได้แล้วสินะ ระหว่างโยกับเอน่ะ"
แม่พูดขึ้น ผมรู้สึกหวั่นในใจ มองหน้าแม่ ทำไมวันนี้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งที่แม่ไม่พูดถึงมันนานมาแล้ว ผมได้แต่อึกอักทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี
"เอาเถอะ โย แม่ไม่ว่าหรอก เรื่องของความรัก มันห้ามได้ที่ไหนกัน จริงไหม แต่คิดเผื่อไว้ด้วยนะ ถ้าวันไหนไม่รักกันแล้ว เรายังจะเป็นพี่น้องกันได้อยู่ไหม"
เสียงแม่ราบเรียบ เย็นสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง ผมเม้มปากมองหน้าแม่ สายตาแม่ยากเกินที่จะเดา แม่พยายามจะสื่ออะไรออกมา
"วันนี้รักชอบกัน ก็ถนอมน้ำใจกันให้มากนะลูก อย่าหักหาญน้ำใจกัน เราเป็นพี่ต้องดูแลชี้นำทางน้อง แม่ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นไปแล้ว แม่ไม่ว่าหรอก ยังไงเสียคนรักกันก็ดีกว่าคนเกลียดกัน"
ผมหน้าชาร้อนรนในใจ แม่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็เหมือนแม่ตำหนิผมอยู่ ผมนั่งนิ่งมองหน้าแม่พูดอะไรไม่ออก
"ดูทำหน้าเข้า แม่ไม่ได้ว่าเรานะโย ไปๆ ไปอาบน้ำอาบท่า น้องมันมีอะไรให้โน่นแน่ะ ไปขึ้นไปดู มันน่ารักอย่างนี้สินะ ลูกแม่ถึงใจอ่อนได้"
แม่ยิ้มออหมา เต็มปาก คลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง แต่ความกังวลใจมันก็ยังไม่หายไปง่ายๆ ผมเดินขึ้นไปบนบ้านอย่างล่องลอย เปิดประตูห้องเข้าไป เห็นไฟแสงสีสว่างขึ้นทั้งห้องเหมือนตอนวันปีใหม่ ผมไม่ได้แปลกใจอะไรมากนักเพราะเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว แต่ในห้องผมเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดงใส่แจกันวางอยู่เต็มห้อง ทั้งหัวเตียงบนโต๊ะ
"โอ"
ผมอุทานออกไป เอมันยืนถือช่อกุหลาบอยู่ในมือยิ้ม
"สุขสันต์วันวาเลนไทน์จ๊ะ ที่รักของผม"
ผมงงยืนเอ๋ออยู่ แต่ก็ยื่นมือไปรับช่อกุหลาบมาจากมัน
"ไม่ เห็นต้องทำขนาดนี้เลยเอ"
ผมพูดเสียงเบา ตื้นตันใจเหลือเกิน ไม่ได้คาดหวังให้มันทำถึงขนาดนี้ ไม่ได้อยากได้ขนาดนี้ มันมากไปสำหรับผม ใจผมรับไม่ได้ ผมน้ำตาคลอ กอดมันไว้น้ำตาไหลออกมา
"ไม่มากหรอก สำหรับตัวเองเค้าทำได้ทุกอย่าง เพื่อคนที่เขารักที่สุดในชีวิต"
ผมสะอื้นออกมาอย่างไม่อายพยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้มันไหล แต่ก็เกินกว่าที่จะบังคับมันแล้ว ในใจผมตื้นตันปลาบปลื้มเหลือเกิน นี่หรือน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มยินดี มีความสุขที่สุด
"แล้วไปซื้อมา ตอนไหน"
ผมถามขึ้นตอนที่เรานอนกอดกันท่ามกลางดอกกุหลาบ
"วาน พี่พลไปเหมามา อิอิ แลกกับไอ้บอม"
"วางแผนไว้เหรอ"
"แค่ลองถามพี่พลว่าตัวเองชอบดอกไม้หรือเปล่า พี่พลบอกว่าชอบ เค้าก็เลยอยากจะเซอร์ไพซ์ ตัวเองชอบไหมคะ"
มันถาม ผมหอมแก้มมันแทนคำตอบ เบียดตัวกระชับเข้าหาอกมันมากกว่าเดิม ถ้าผมไม่รักมันสิแปลก ผมรักมันได้มากขนาดนี้ไม่แปลกหรอกใช่ไหม ผมจะสนใจอะไรในเมื่อผมมีความสุขเหลือเกินในตอนนี้ มีความสุขมากจนกลัวขึ้นมาว่าถ้าวันไหนมันไม่เป็นอย่างนี้ ผมยังจะทนใช้ชีวิตอยู่ได้ไหม ผมจะอยู่ต่อไปยังไง แต่เอาเถอะปัจจุบันมันนอนกอดผมอยู่ด้วยความรู้สึกเดียวกัน "รัก" อนาคตผมมองไม่เห็นมันเองก็คงเหมือนกัน เราจะไปคิดให้มันได้อะไรขึ้นมา
คืนที่แสนสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วห้องผมเต็มไปด้วยสีแดงหลากหลายเฉดสี กุหลาบแดงส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั้งห้อง ผมตื่นขึ้นมาทำอาหารสำหรับใส่บาตรแต่เช้าเหมือนเคย วันนี้เอไม่ต้องปลุกเพราะเมื่อคืนมันนอนเร็วงดอ่านหนังสือไปวันหนึ่ง แม่เองก็ตื่นแล้วเราออกมายืนพร้อมหน้ารอพระเดินมาบิณฑบาตร พอเสร็จเอก็รดน้ำต้นไม้ผมก็เข้าไปทำกับข้าว เรากินข้าวตอนแปดโมงกว่าๆ แม่ตรวจข้อสอบต่อ เอเอาหนังสือมานั่งอ่านที่หน้าบ้าน ผมก็อ่านหนังสือนิยายอยู่ข้างๆ คอยชำเลืองมันตลอดเวลา เวลามันมุ่งมั่นอ่านหนังสือ ขมวดคิ้ว ไรหนวดเหนือริมฝีปากช่างน่าดูยิ่งนัก
"ยิ้ม ไรคะ"
มันทักผมหุบปากทันที เผลอตัวคิดล่องลอยไปไกล
"แอบมอง เค้าเหรอ เขินนะเนี่ย"
"บ้า คิดอะไรเรื่อยเปื่อย อ่านต่อไปเถอะ"
ผมแก้ตัว แล้วอ่านนิยายต่อ
"คิดเรื่องเราน่ะเหรอ อิอิ เค้าก็คิดนะ คิดว่านอนกอดตัวเองตัวล่อนจ้อน"
"บ้า ไปเอาแตงโมมากินดีกว่า"
ผมเขินเดินเข้าครัวไป อมยิ้มเข้าครัวแล้วไปปลอกแตงโมใส่จานเอาไปให้แม่ด้วยจานหนึ่งแล้วเอามาให้ คนหน้ากวน ยอดดวงใจของผม ตอนนี้เขาคือคนที่ผมรักที่สุดแล้วไม่รู้ว่ามันเริ่มความรู้สึกนี้ตั้งแต่ เมื่อไหร่ แต่รู้ว่าตอนนี้มันมากมายเหลือเกินมากเสียจนกักเก็บไว้ในใจไม่ได้ มันล้นออกมาปิดไม่อยู่
วันจันทร์ ผมตื่นเช้าเป็นปกติ ปลุกเอให้ตื่นมาอาบน้ำ ผมลงไปทำกับข้าว แม่เองก็ตื่นแล้วเอมีสอบตัวสุดท้าย วิชาที่ผ่านมามันมั่นใจเหลือเกินว่าเกรดเทอมจบมัธยมห้าจะออกมาจนทุกคนตกใจ ผมเองก็คิดว่ามันน่าจะออกมาดีเพราะพักหลังมันอ่านหนังสือหนักเอาการ เอออกจากบ้านก่อนเพราะมันมีสอบแต่เช้าผมออกจากบ้านหลังสุดตอนเจ็ดโมงกว่าๆ นั่งรถมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างออกไปนั่งรถไฟฟ้า เพราะเช้าวันจันทร์ในซอยอ่อนนุชรถติดเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผมถึงที่ทำงานก่อนเก้าโมง พลมาทีหลังผมหน้าตามันยิ้มแย้ม
"นี่เป็นไง แก เซอร์ไพรซ์ไหมวันวาเลนไทน์"
มันถามแล้วยิ้ม
"อืม แล้วแกล่ะไปทำอะไรมา ขอบใจนะที่ไปจัดดอกไม้ให้"
ผมตอบเพราะรู้ว่าพล วางแผนกับเอเรื่องดอกไม้ มันยิ้มๆ
"เรื่องเล็กแก ฉันเต็มใจ"
"ก็ มีค่าตอบแทนไม่ใช่เหรอ น้องอะไรนะ"
ผมรู้ทันมันอีก
"บ้าแก แหมนะ เห็นแกมีความสุขก็เผื่อฉันจะโชคดีบ้าง อย่างน้อยบอมก็เป็นเพื่อนเอ น่าจะน่ารักเหมือนกัน"
มันพูดแววตาดูมีความหวัง
"แล้วน้องมัน รู้ตัวแล้วเหรอว่าจะมีวัวแก่อยากกินอยู่"
ผมกัด
"บ้า แก วัวกงวัวแก่อะไร ฉันก็ดูแอ๊บได้อยู่นะแก คงรู้แล้วล่ะเห็นเอบอกว่าติดต่อให้แล้ว น้องเขาเพิ่งเลิกกับแฟน อิอิ เผื่อจะดามหัวใจให้น้องมันได้"
"จ้า แม่หมอ"
ผมคุยอยู่กับพล พักใหญ่จึงไปทำงาน พอพี่ภามาก็แซวผมใหญ่ พลคงรายงานเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศในที่ทำงานสดใสทั้งวัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอเลิกงานผมกับพลก็ไปหาเอกับบอมที่เซ็นทรัลเวิร์ล ดูพลมันมีความสุขมาก เอนั่งรออยู่ก่อนแล้วในร้านไอติมร้านเดิมที่เราเคยนั่ง ผมกับพลเดินขึ้นไป เอยิ้มมาแต่ไกล น้องบอมนั่งหน้าเอ๋ออยู่ เพราะไม่รู้จะยิ้มหรือจะทำตัวยังไงดี
"หวัดดีพี่พล"
เอทัก แล้วยิ้มให้ มันสะกิดน้องบอมให้ยกมือไหว้เราสองคน บอมก็ยกมือไหว้เก้ๆกังๆ
"กิน อะไรกันหรือยังครับ"
ผมถามแล้วนั่งลงข้างเอ
"ยังเลยตัวเอง พี่พลวันนี้เลี้ยงไรดีพี่"
เอส่ายหน้าแล้วหันไปพูดกับพลอย่างอารมณ์ ดี
"อยากกินอะไรล่ะเอ อาหารจีนไหม"
พลพูดกับเอแต่สายตาจ้อง มองน้องบอมราวกับจะมองให้ทะลุเสื้อผ้า จนน้องมันเขินหน้าแดงขยับออกผมสะกิดเอ
"เอ้อ นี่ไอ้บอมเพื่อนรักผมครับ มึงนี่แฟนกู มึงเคยเห็นแล้วนี่ แล้วนี่พี่พลเพื่อนแฟนกูอีกทีนึง และเป็นพี่กูด้วย"
เอแนะนำ คราวนี้มันผงกหัวให้เหมือนกิ้งก่า
"ไหว้สิไอ้ห่า ไม่มีมารยาทเลยมึง"
เอ ทำเสียงกร่างดุเพื่อน บอมยกมือไหว้แต่ตาพิฆาตเออยู่
"หวัดดีพี่"
"น่า รักจังครับน้องบอม"
พลพูดขึ้น รู้สึกแกร่วๆแทนมันเหมือนกันเพราะบอมมันทำหน้าเหรอหรา
"ผมหล่อเพ่ ไม่น่ารัก ไม่ใช่หญิง"
มันไม่มองหน้าพลแต่มองหน้าผม ผมอมยิ้มเจอแล้วไหมล่ะ ท่าทางคงจะไม่ใช่น้อยเหมือนไอ้ตัวดีของผม
"นั่น ล่ะครับ พี่หมายถึงหล่อ นั่นล่ะ"
พลมันยังไม่ยอมแพ้ พยายามยิ้มหวานให้บอม
"ครับ ผมรู้"
"โห มึงกวนตีนนะ พี่เขาพูดดีๆ เดี๋ยวเถอะมึงจะโดนตีนกู"
"เอ"
ผมปราม เพราะมันพูดออกรสท่าทางคงหมั่นไส้เพื่อน มันหันมายิ้มให้ผมปห้งๆเกาหัวแกรกๆ
"งั้น ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ หิวไหมครับ"
ผมตัดบทเพราะท่าทางคงยาว หนักใจแน่พล คิดจะคบเด็กไม่ใช่ง่าย ผมคิดในใจเพราะกว่าผมจะรู้สึกรักเอได้ก็ไม่ใช่ง่ายมันก็กวนบาทาผมอยู่มาก เหมือนกัน เราตกลงไปกินอาหารไทยกันเพราะน้องบอมไม่กินอาหารจีน บ้านมันเป็นคนจีนอยู่แล้วมันบอกเอียน เราเลยขึ้นไปชั้นห้าระแวกร้านอาหารญี่ปุ่น มีร้านอาหารไทยอยู่สองสามร้านเราเลือกร้านที่ดูดีที่สุดเพราะพลมันอยากจะเอา หน้า เอมันกอดคอผมเดินนำหน้าตลอดปล่อยให้พลทำความรู้จักกับบอมให้มากขึ้น แต่ท่าทางคงกวนอยู่ไม่น้อย เพราะหันไปมองทีไรพลทำหน้าเหลือรับเต็มทน
พลขับรถไปส่งเอก่อนเพื่อนแล้วค่อยไปส่งผม ส่วนบอมลงคนสุดท้ายเพราะบ้านอยู่ถนนศรีนครินทร์ พอถึงบ้านผมก็เข้าไปเก็บของในครัวล้าง แม่เองนั่งตรวจข้อสอบอยู่ พอเสร็จผมก็ขึ้นไปอาบน้ำเปิดเพลงฟังอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้าง ล่าง เสียงคุ้นๆ ผมรีบเดินลงมาข้างล่าง อาจารย์ปริศนานั่นเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น