วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 64

พอรู้สึกตัวผมก็ลืมตา ไม่รู้ว่ามันเนิ่นนานผ่านมาแค่ไหน ไม่รู้ว่าคนที่รักผมเขาห่วงใยปวดใจสักเท่าใด นี่ผมหยุดหายใจไปหรือ หัวใจหยุดเต้นไปนานแค่ไหน ภาพที่เห็นตอนนี้คือเพดานห้องสีขาวหม่นๆ ที่แห่งนี้คงเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลที่ผมสิ้นลมหายใจไปแล้วฟื้นคืนมา สายตากวาดไปรอบๆ แม่!!!! แม่นอนฟุบหลับอยู่ข้างเตียง นี่ผมทำร้ายจิตใจแม่อีกแล้วหรือ ความเจ็บปวดที่ผมส่งมอบให้แม่ไม่รู้จักสิ้นสุด หัวใจแม่คงบอบช้ำ รับความทุกข์มาแบกรับไว้มากกว่าผมหลายเท่านัก พลนั่งอยู่ข้างๆกายและกบ จ๋ากับพี่ป้อมนั่งเกาะกุมกันอยู่อีกฝั่ง

"โย!!!!! แกฟื้นแล้วเหรอ"


เสียงพลร้องอุทานออกมาเบาๆ


"แม่"


ผมร้องเรียกแม่ที่นอนฟุบอยู่ กำลังงัวเงียลุกขึ้นเพราะได้ยินเสียงพล


"โย ตื่นแล้วเหรอลูก เป็นยังไงบ้าง"


หัวใจสลาย ดูแววตาแม่ผมสิ ช่างอ่อนล้า แววตาที่ฉายออกมามันเปี่ยมไปด้วยทุกข์กักขังอยู่เนิ่นนาน


"แม่"


ผมร้องเรียกแม่อยู่อย่างนั้น น้ำตาไหลออกมาจากหัวใจ แม่ลุกขึ้นมาลูบหน้าลูบตาผมอย่างเบามือ แม่ทะนุถนอมผมมาตั้งแต่เกิด เลี้ยงผมมาด้วยความรักอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ สั่งสอนผมให้อยู่ในครรลองที่ควร ไม่เคยเลยที่จะตบตีทำให้ผมเจ็บช้ำทั้งกายและใจ แม่เป็นสายน้ำเย็นคอยลูบประโลมให้ผมคลายร้อน เป็นความอุ่นให้ซุกพักกายใจเมื่อผมเหน็บหนาว แล้วผมทำร้ายหัวใจแม่ได้อย่างไร


"ไม่เอาลูก ตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้เลยเหรอ หือ"


ผมจับมือแม่ไว้เอาหน้าซุกมือแม่อยู่อย่างนั้น แม้จะพูดอะไรไม่ถนัดนักเพราะร้องไห้อยู่ แม่จ๋าโปรดรับรู้ไว้ด้วยเถิดลูกขอโทษ เสียใจเหลือเกิน


"แก หยุดร้องได้แล้ว นี่พวกเราร้องไห้กันยังไม่ได้หยุดเลยนะตั้งแต่แกหลับไป แม่ผมว่าแม่กลับไปพักหน่อยเถอะครับ เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง เห็นหมอบอกว่าถ้าพื้นแล้วไม่มีอะไรก็น่าจะกลับบ้านได้แล้ว นอนนานนะแก สามวันแล้วนะ"


พลเข้ามาประคองแม่


"ใช่แม่ เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไปอีก เห็นแม่ไม่กินอะไรเลย เดี๋ยวทรุดไปอีกคน"


จ๋าเดินเข้ามามองผมอย่างห่วงใย


"โย อย่าคิดมากนะลูก แม่ไม่เป็นไรไม่ต้องห่วงแม่ ตอนนี้โยทำใจให้สบาย จะได้กลับบ้านไวๆนะลูก"


แม่ยิ้มให้ ผมพยายามกลั้นน้ำตา แม่โน้มตัวลงกอดผมจูบที่หน้าผาก


"โย แม่รักลูกนะ"


เสียงแม่กระซิบบอก ผมเหมือนน้ำตาจะทะลักออกมากลั้นเอาไว้


"กายแกพาแม่กลับบ้านก่อน เดี๋ยวให้หมอมาตรวจก่อนเดี๋ยวตามไป"


พลหันไปบอกกาย มันก็ลุกมาพยุงแม่ออกไปจากห้อง แม่มองผมจนลับสายตา จะมีไหมในชีวิตนี้ที่จะมีใครรักจริงรักบริสุทธิ์เท่าแม่ นี่ถ้าหากว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ถ้าผมตัดสินใจดื้อดึงที่จะอยู่กับพ่อ แม่ผมล่ะจะอยู่ยังไง คิดขึ้นมาน้ำตาก็จุกล้นขึ้นมาอยู่ตรงคอ พอแม่ลับตาไปผมก็สะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น


"แก เป็นอะไรไปอีก"


จ๋าร้องแล้วมาเกาะแขนผมไว้


"ฉัน......เสียใจ ฉันทำให้แม่.....เสียใจ"


เหนื่อยเหลือเกิน ปวดในใจ ร้าวเข้าไปถึงจิตวิญญาณ


"พอแล้วแก ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว อย่าทำให้ใจหายไปมากกว่านี้เลย"


จ๋าลูบหน้าปาดน้ำตาออกจากหน้า


"นั่นสิแก สงสารแม่ สงสารพวกฉันบ้าง นี่ก็ร้องไห้กันไม่ได้พัก ไม่มีอะไรแล้วนะแก"


พลพูดขึ้น ผมพยายามไล่น้ำตาไปให้พ้น สูดลมหายใจเข้าให้ลึกให้มันหยุดสะอื้น


"น้องโย อย่าคิดมากนะครับ ไม่มีอะไรแล้ว ดูซินอนนานหน้าตาซูบเชียว"


พี่ป้อมเข้าเกาะบ่าจ๋าไว้แล้วพูดเสียงแจ่มใส


"เอ!!!! เอล่ะแก"


ผมลืมนึกไปว่าอีกคนที่ผมรัก อีกคนที่ผมห่วงใย อีกคนที่ทำให้หัวใจผมหยุดเต้น ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ผมเสียงสั่นใจเต้นแรงขึ้นมา


"โอ๊ย รายนั้นแกไม่ต้องห่วง ฟื้นก่อนแกล่ะ เมื่อคืนมันก็มาหาแก แต่แกหลับอยู่ มันดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ปอบเข้าสิง กินดะ"


พลพูดขึ้นแล้วหัวเราะ


"ฉันอยากเจอเอ"


ผมพูดขึ้นสายตาวิงวอนขอร้อง พลกับจ๋ามองหน้ากัน


"จะเป็นหนังเศร้าอีกไหมเนี่ย โอ๊ยแกนี่อะไร ให้ดีขึ้นกว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอ เอมันไม่เป็นไรหรอกน่า แกนั่นล่ะเจอมันใช่จะฟูมฟายออกมาอีกนะ"


จ๋าพูดขึ้นมามันคงรู้ว่าถ้าผมเจอเอผมคงต้องร้องไห้อีก แต่ผมอยากเจอมันจริงๆ


"ไม่แก ฉันจะไม่ฟูมฟายหรอก"


ผมพูดขึ้นเสียงระริก


"อย่านะแก ถ้าฟูมฟายไม่ได้นะ สงสารพวกฉันบ้าง"


จ๋าพูดก่อนจะพยักหน้าให้พล มันเดินออกไปนอกห้อง


"ฉันเป็นอะไรไปแก"


ผมถามจ๋ามองหน้ามัน จ๋าทำหน้าเลิ่กลั่กมองผมแล้วมองพี่ป้อม พี่ป้อมพยักหน้าให้จ๋า


"หมอบอกแกช็อค ร่างกายอ่อนเพลีย หัวใจหยุดเต้น"


"นานแค่ไหน"


ผมถามมันต่อ


"สองนาที"


ฟังดูเหมือนไม่นาน แต่ระหว่างสองนาทีนั้น แต่ละวินาทีมันคงดูยาวนานสำหรับคนที่รักผม


"หมอต้องปั้มหัวใจ แกรู้ไหมฉันจะขาดใจตาย แม่เองก็เกือบช็อคไปนะแก เฮ้อ เอาเถอะไม่เป็นไรแล้ว แกอย่าทำแบบนี้อีกละกัน คราวนี้คงหัวใจไม่หยุดเต้นแค่คนเดียวแน่"


จ๋ายิ้มตอนท้ายประโยค มันนั่งลงข้างเตียงแล้วจับแขนผม จ๋ายิ้มให้กำลังใจ เสียงพลเปิดประตูเข้ามา คนที่เดินตามเข้ามาคือเอ ผมหันไปมอง หัวใจเต้นเหมือนไม่เจอมันนานเป็นแรมปี


"เอ"


ใบหน้าเอดูมีชีวิตชีวาขึ้น แม้ยังมีสายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ มันเดินเข้ามาหาพร้อมด้วยเสาตั้งกระปุกน้ำเกลือ


"ตัวเอง"


เสียงมันสั่นปรี่เข้ามาหา


"เราออกไปข้างนอกเถอะแก คนเขาจะหวานกัน"


จ๋าพูดขึ้นแล้วลุกจากเตียงดึงแขนพี่ป้อมกับพลให้ตามมันไป


"อย่าหักโหมนักล่ะเอ พี่โยเขาพึ่งจะฟื้น"


พลหันมากัดแล้วเดินออกนอกห้องไป


"ตัวเอง เป็นไงบ้าง รู้ไหมเค้าใจจะขาด ตอนที่รู้ว่าตัวเอง"


ผมเอานิ้วขึ้นปิดปากมัน ดันตัวเองขึ้นมาให้ครึ่งนั่งครึ่งนอน


"ฉันรักเธอนะเอ ฉันรักเธอ"


ผมรีบพูดก่อนที่จะกล่าวโทษตัวเองเหมือนแต่ก่อน เวลามีให้พูดไม่พูดมัวแต่มีทิฐิมานะปากหนัก น้ำตาซึมออกมาอีก เอยิ้มแล้วขึ้นมานั่งที่เตียงกอดผมไว้


"เค้ารู้คร้าบ รู้อยู่เต็มอก เค้าก็รักตัวเองมากนะ"


มันพรมจูบทั่วหน้าผาก ผมสูดกลิ่นกายมันเข้าปอด แม้จะมีกลิ่นยาแทรกผสมแต่อย่างน้อยนี่มันก็ไม่ใช่ฝัน ผมกำลังกอดคนที่ผมรักอยู่ ความอุ่นของอ้อมกอดมันแผ่ปกคลุมเข้าไปถึงใจ เป็นสุข ผมให้มันนอนลงข้างๆบนเตียงเดียวกัน ผมเพ่งมองใบหน้าอันเป็นที่รักเนิ่นนาน ไรหนวดที่ผ่านการโกนมันขึ้นเขียวครึ้ม ใบหน้าซูบผอมที่กำลังมีเลือดมีเนื้อขึ้นมา ผมเอานิ้วลูบรอยแผลเป็นที่หัวคิ้วซ้ายอย่างอ่อนโยน


"รักเหลือเกิน เอ"


"ตัวเอง ตอนนี้เลือดตัวเองอยู่ในตัวเค้าน้า เค้าเป็นของตัวเองทั้งกายและใจ โดยสมบูรณ์ อย่าไปไหนจากเค้าอีกน้า เค้าขอร้อง อย่าไปไหนเลย อยู่กับเค้า"


เอเสียงเครือมองหน้าผม มันยิ้มแต่น้ำตาไหลออกมา ผมกอดกระชับมันแน่นขึ้น


"ไม่ไปไหนแล้ว จะไม่ไปไหน จะอยู่ตรงนี้ จะอยู่กับเธอ"


"เค้าสัญญา ต่อจากนี้เค้าจะมีสติ ไม่ทำให้ตัวเองเสียใจอีก เค้าจะฟังตัวเองทุกอย่าง"


เอร้องไห้ออกมาจูบหน้าผากผมแผ่วเบา ผมก็น้ำตาซึมไม่ได้เสียใจแต่ปลาบปลื้มเหลือเกิน


"ตอนที่เค้าฟื้น พอรู้ว่าตัวเองก็นอนโรงบาล เค้าใจจะขาด รู้ไหมคนดี เค้าใจจะขาด"


"เอ ต่อจากนี้คงไม่มีอะไรแล้ว มันผ่านไปแล้ว"


"ต่อให้มีอะไร เค้าก็ไม่ยอมแล้ว ไม่มีทางให้เรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้อีกแล้ว ตัวเองเจ็บเค้าทนไม่ได้"


ผมพรมจูบตามลำคอไม่พูดอะไรปล่อยให้รักมันสื่อออกไปโดยการสัมผัส โดยหัวใจ ผ่านเวลามาเนิ่นนานรักที่บ่มหนองให้ระบมทนทุกข์ แม้ผมจะเฉียดวินาทีของการตาย แม้ผมจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว ผ่านเรื่องวิปโยคโสกเสียน้ำตาอาดูรมานานแสนนาน ต่อจากนี้เหมือนฟ้าเปิดทางให้ เหมือนฟ้าสางหลังฝน รุ้งงามที่ทอสายเป็นประกายอยู่รออยู่เบื่้องหน้าให้เราจับมือกันไปให้ถึงมัน จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามนับจากนี้ ผมจะไม่ปล่อยมือของเอ ผมจะไม่ปล่อยให้ใจต้องทนทุกข์ หรือแผ่ความทุกข์ไปให้คนรอบข้างโดยเฉพาะแม่ ผมทำให้ท่านเสียใจมามากแล้ว ต่อจากนี้ขอให้ผมมีความสุข ขอให้ความสุขนั้นมันแผ่ไปให้ทุกคนที่รายล้อมผม ที่รักผมให้เป็นสุขไปด้วย


ผมคุยกับเอก่ายกอดกันอยู่จนพลพาหมอเข้ามาตรวจผม หมอบอกว่าไม่มีอะไรมากแล้วแค่พักผ่อนให้เยอะๆ อย่าคิดอะไรมาก เพราะหัวใจผมอ่อนแอนัก อย่าไปมีเรื่องสะเทือนใจ ผมออกจากโรงพยาบาลตอนบ่าย สรุปนอนโรงพยาบาลไปสามวันครึ่ง ส่วนเอก็รบเร้าลุงใหญ่กับอาจารย์ปริศนาให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ตอนแรกหมอไม่ยอมแต่มันก็ไม่ยอมเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่ามันพูดอะไรกับแม่มัน แต่ในที่สุดเอก็ได้ออกจากโรงพยาบาลพร้อมผม เอไม่กลับบ้านของมันแต่มันมาพักฟื้นที่บ้านผม กลับถึงบ้านแม่ก็เตรียมกับข้าวไว้แล้ว มีคนมากมายที่บ้าน ของเยี่ยมทั้งของผมกับเอรวมกันเต็มบ้านไปหมด แม่ไล่เราขึ้นไปนอนพักสอนสองทุ่มกว่า พลเองก็อาสานอนเฝ้ากับกบที่ห้องข้างล่าง


เดินทางรอมแรมผ่านราตรีที่เหน็บหนาวยาวนาน ฝ่าดงหนามแหลมคมที่เสียดแทง ไร้สิ้นซึ่งแสงดาวฤาจันทรา ไม่มีดาราดวงใดบอกชี้นำทาง ผมหลับตาให้แรงแห่งใจมันชี้ทางฝ่าเดินไป รู้ว่าไกลแสนไกล รู้ว่าเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด แต่ด้วยแรงแห่งรักแรงแห่งใจ ผมเดินไปจนเห็นแสงแรกอุษาสาง สัมผัสหยาดน้ำค้างต้องแสงสุริยา งามระยับดังใจที่ถวิลหา หัวใจผมชุ่มฉ่ำขึ้นมา ด้วยรักที่มันนำทางใจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น