วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 60

ผมนั่งทรุดตัวลงกับโซฟา น้ำตาซึมแต่ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย นี่น้องคนนั้นท้องจริงๆหรือ ไม่น่าจะจริงเพราะผมเชื่อใจเอเชื่อว่มันมั่นคงต่อผม แม้มันจะรางเลือนเต็มที แต่จะทำยังไงดี ถ้าหากเอต้องรับผิดชอบขึ้นมา เรื่องมันจะเป็นไปในรูปแบบไหนกัน ผมคิดไม่ออกเลย

"แก ใจเย็นๆ มันไม่มีอะไรหรอกน่า อีนั่นดูก็รู้ท่าทางคงร่านแรด แกคิดดูจะมีผู้หญิงที่ไหนบากหน้ามาขอให้เกย์ปล่อยผู้ชายให้ ทุเรศที่สุด ผู้หญิงดีๆเขาคงไม่ทำกันหรอก นี่คงจะจับเอมัน เฮ้อพูดมาก็สงสารเอ นี่พวกแกไปสร้างเวรสร้างกรรมอะไรกันมาชาติที่แล้ว ทำไมรักมันถึงหฤโหดขนาดนี้"

พลมาตบบ่าเบาๆ มันพูดแบบนี้คงเห็นว่าผมไม่ฟูมฟายทำร้ายตัวเองเหมือนแต่ก่อน แต่หารู้ไม่ที่ไม่ฟูมฟายในใจมันยิ่งร้อนรนกว่าเดิมเสียอีกเป็นหลายเท่านัก

"ฉัน ไม่รู้แก ถ้าเอต้องรับผิดชอบขึ้นมาจริงๆล่ะ"

ผมพูดออกไปเสียงเครียด

"ไม่ หรอกแก คิดมาก จับตรวจดีเอ็นเอเลยสิถ้าเด็กออกมา"

"ฉันสงสารเด็กนั่น ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะแรดไม่แรด แต่ถ้าลงทุนทำขนาดนี้แสดงว่ามันก็รักชอบเออยู่ไม่น้อยทีเดียว"

"โห แก จะแม่พระไปถึงไหน รักชอบแล้วไง มันนะที่มาแย่งของคนอื่น มันมาทีหลัง"

"ถึง ฉันมาก่อน อะไรล่ะที่ผูกฉันไว้ระหว่างฉันกับเอน่ะ"

ผมสวนขึ้นพลนิ่ง

"ก็ ความรักไงแก"

"มันนามธรรมไปหน่อยไหมแก สิ่งที่เด็กนั่นมี แต่ฉันไม่มี และไม่มีทางมีคือลูก กฎหมายคุ้มครองสิทธิแน่นอนที่สุด แล้วเกย์อย่างฉันล่ะ จะบอกศาลเตี้ยที่ไหนว่ามีรักอยู่เต็มหัวใจ รักมันเต็มอกแล้วเขาจะฟัง"

"โย ฉันรู้แก ว่ามันยาก แต่เชื่อเอดูสักที ไหนๆเรื่องมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เราทำอะไรได้แก"

"นั่น สินะ นอกจากนั่งทุกข์ใจอยู่แบบนี้"

"โย"

ผมไม่พูดอะไรอีก ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดไปมันจะเป็นการระบายออกหรือทำให้สบายใจก็ตาม แต่ในใจผมมันไม่มีทางระบายออกหมด มันกักมันขังเป็นสนิมเกาะกินหัวใจอยู่ ทำไมนะยิ่งรักมันมากผมก็ยิ่งทุกข์ทรมานมาก น้ำตามันเป็นเพื่อนคลายทุกข์ก็จริงแต่เวลานี้ น้ำตาคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น วันเวลาที่สร้างร่วมกันมามันสวยงามเหลือเกิน แม้จะไม่ได้รักได้ชอบมันในตอนแรก แต่ตอนนี้ทั้งหัวใจมีมันคนเดียว ในเมื่อรักมาเจอทางแยกให้ต้องเลือกระหว่างความถูกต้องดีงามตามวิถีสังคม กับความรักที่มีอยู่ในใจ ผมเกลียดคำนี้ที่สุด ความถูกต้อง ทำไมเกย์อย่างผมถึงมีข้อด้อยด้านสรีระเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เวลาที่ต้องให้สังคมตัดสิน ค่านิยมนี้มันมีตั้งแต่โลกถือกำเนิด แล้วสร้างผมให้มาเป็นเกย์ทำไม!!!!!

หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็นั่งแน่ นิ่งอยู่ปลายเตียงพลลงไปนอนกลิ้งอยู่ที่นอนแล้ว ผมเหม่อมองไปทั่วบริเวณห้อง ถ้าผมหลับตาผมก็ไม่เห็นอะไรแล้ว จะปิดตาจากสิ่งที่ไม่พึงตาก็ย่อมทำได้ ถ้าหากผมปิดหูเพื่อหลีกหนีเสียงอันใดในโลกนี้ผมก็ทำได้ แต่ใจผมไม่อยากจะคิดอะไรยิ่งพยายามปิดกั้นมัน หัวใจก็แผ่ความคิดสั่งสมองให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ผมหยุดคิดถึงเอไม่ได้เลย ไม่ได้แม้สักวินาทีเดียว ผมโทรศัพท์ไปหาแต่เอปิดมือถือ ผมกลัวเหลือเกิน เอมันยิ่งหุนหันพลันแล่นกลัวว่ามันจะไปทำอะไรไม่ดีอีก อะไรที่ทำให้ใจผมบอบช้ำมากกว่าเดิม

"บอมเหรอ บอมอยู่กับเอหรือเปล่า"

ผม กดโทรศัพท์ไปหาบอม

"อ้อ พี่ มันเมาอยู่นี่ล่ะ เฮ้ยพี่ ผมสงสารมันว่ะ มันร้องเรียกแต่ชื่อพี่ แม่มันก็เอาไม่อยู่มันด่าเปิงไป เห็นแม่มันจะโทรเรียกลุงใหญ่มากรุงเทพฯ"

บอมเล่าเสียงเครือๆ

"บอม พี่ฝากเอด้วยนะ พี่คุยกับเอหน่อยได้ไหม"

"โห พี่มันพูดไม่รู้เรื่องแล้ว เนี่ยนอนเอามือป่ายนั่นป่ายนี่อยู่"

"บอม ฝากบอกเอด้วยนะ ให้เอเข้มแข็ง อย่าคิดมาก พี่เป็นกำลังใจให้เอเสมอ"

ผมจุกเจ็บยอกเข้าในใจ อยากจะบอกว่ารักเอเหลือเกิน แต่อยากพูดให้มันได้ยิน ตั้งแต่รู้ตัวว่ารักมันผมยังไม่เคยบอกรักมันเลยสักที ผมรออะไรอยู่ ผมจะรอให้เรื่องมันเลวร้ายมากไปกว่านี้ แล้วมาบอกว่ารักตอนที่กำลังจะเสียมันไปน่ะหรือ โง่ที่สุด ผมด่าตัวเองเพราะความปากหนักของตน ความยึดถืออะไรบ้าบอไม่รู้แต่มันทำให้เรื่องราวมันแย่ได้มากขนาดนี้ พลหลับไปแล้ว รัตติกาลที่คืบคลานเข้ามามันค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆ เสียงเข็มนาฬิกาเดิน ติีกต๊อกๆ แข่งกันกับเสียงหัวใจของผม ร้อนใจ ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ผมจะแก้ไขมันยังไงให้ลุล่วงดี ปัญหานี้ดูเหมือนจะหนักหนากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้ามันเป็นจริง หมายความว่าผมกับเอจะกลายเป็นแค่อดีต ลมหายใจอุ่นนั้นจะกลายเป็นเมื่อวาน อ้อมกอดนั้นที่ผมคนึงหา มันจะเป็นเพียงความทรงจำ ผมจะทำยังไงดี ผมกลิ้งไปกลิ้งมานอนไม่หลับ ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่หลับ จนเกือบรุ่งสางผมจึงเผลอหลับไปเพราะร่างกายมันบีบบังคับ

ตอนกลางวัน พลกลับบ้านไปเอาเสื้อผ้า ส่วนผมยังนอนอยู่ตอนที่มันกลับบ้านไป ตื่นเกือบสิบเอ็ดโมงผมก็เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว แล้วเดินลงมาข้างล่าง แม่กลับมาเร็วกว่าทุกครั้ง คงระแคะระคายจากใครว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับลูกเจ้าปัญหาอย่างผม แต่ที่ทำให้ผมไม่อาจจะก้าวขาลงบันไดได้ต่อคืออาจารย์ปริศนา มีชายสูงวัยผมแซมสีดอกเลานั่งอยู่ที่โซฟา ผมอึ้งใจเต้นหล่นหายไป นี่จะมาเอานิยายอะไรกับผมอีก ผมคิดขึ้นมา

"โย มานี่หน่อยลูก"

เสียงแม่เรียก ผมสะดุ้งค่อยๆก้าวลงบันไดไป ผมยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง

"นี่ น่ะเหรอ หนูโยที่ตาเอเพ้อหา หน้าตาน่าเอ็นดูนี่"

เสียงชายสูงวัยทัก หลังจากรับไหว้ผม ผมค้อมตัวเดินผ่านไปนั่งลงข้างๆแม่

"ที่มาวันนี้"

อาจารย์ปริศนาพูดแล้วเหมือนกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอไปอย่างยากลำบาก

"ไม่ได้ มาอาละวาดนะโย ที่ผ่านมาแม่ขอโทษ ไม่คิดเลยว่าการที่คิดว่าจะห้ามลูกตัวเองได้ มันเหมือนยิ่งทำให้มันเสียผู้เสียคนไป แม่เสียใจ"

อาจารย์ปริศนาพูด ออกมาอย่างยากลำบาก ร้องไห้สะอื้นออกมา

"พี่บอกเธอแล้ว คนอย่างเอน่ะ มันเหมือนพ่อมัน ใครห้ามได้ที่ไหน เห็นตอนเธอไหมล่ะ ทั้งที่มันมีคู่หมั้นอยู่แล้ว มันยังไม่ยอม เธอนี่ช่างใจร้ายนะปริศนา ลูกทั้งคน และดูหนูโยสิ น่ารักน่าเอ็นดูออก เห็นบอกทำงานบ้านงานเรือนก็เป็น แล้วที่มันคบกันมา ไอ้คนฝ่ายเราที่ได้ประโยชน์ มีแต่ดีขึ้นกับดีขึ้น"

ชายคนนี้คงเป็นลุงใหญ่ที่เอเคยบอก

"ก็น้องคิดว่าลูกมันต้องเชื่อฟังโอวาท แม่สิคะพี่ใหญ่ ใครจะยอมให้ลุกตัวเอง วิปริ...เอ้อ รักเพศเดียวกันได้ลง น้องยอมไม่ได้"

"อ้าว แล้วที่มาวันนี้จะมาว่าอะไร จะมาบอกอะไรเขา"

"พี่ ใหญ่ น้องยังทำใจไม่ได้ แต่น้องเองก็ทนเห็นสภาพตาเอเป็นแบบนั้นไม่ได้เหมือนกัน น้องยอมแล้ว"

อาจารย์ปริศนาเอามือซุกหน้าร้องไห้สะอื้นออกมา แม่บีบมือผมแน่น ผมน้ำตาซึม

"เธอนี่เหลือเกินจริงๆนะ ฉันเป็นคนแก่ปูนนี้แล้วฉันยังไม่ถือเลย ผู้ชายรักผู้ชาย มันแปลกตรงไหน คนรักกันมันแบ่งเพศแบ่งศาสนา แบ่งวรรณะได้ด้วยหรือปริศนา เธอพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก คนที่รักชายด้วยกันทำไมไปมองว่าเขาวิปริตผิดเพศเสียล่ะ ถ้าเขาเลือกได้เขาอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นไหม เธอเป็นครูสอนคนนะ เรื่องหัวโบราณนี่ยังไม่ก้าวตามโลกไปอีกหรือ นี่มันยุคไหนแล้ว"

ลุงใหญ่พูดแล้วหัวเราะ แต่อาจารย์ปริศนายังคงร้องไห้สะอื้นอยู่

"พี่ปริศนาคะ อรเข้าใจค่ะ ที่ผ่านมาอรเองก็ทรมานใจไม่น้อยไปกว่าพี่เลย ตั้งแต่เกิดมาอรไม่เคยเห็นลูกเจ็บปวดเท่านี้มาก่อน และอรก็คิดว่าเอเองก็คงเจ็บไม่น้อยไปกว่ากัน อรไม่ได้สนับสนุนให้ลุกเป็นแบบนี้นะคะ แต่จะให้อรกักขังทำร้ายลูกให้ลูกเป็นเหมือนที่ใจต้องการ อรเองก็คงไม่ทำ เพราะอย่างที่อรเคยบอก ตั้งแต่โยเกิดมาไม่เคยมีสิ่งไหนเลยที่อรรู้สึกว่าโยคือปมด้อย โยคือหัวใจของอร โยคือความภาคภูมิใจของอร ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไรเพราะอรเชื่อค่ะ ว่าโยเป็นคนดี เอเองก็คงเหมือนดวงใจของพี่ปริศนา แล้วพี่ปริศนาจะบีบดวงใจตัวเองให้เจ็บช้ำทำไมคะ"

"เห็นไหม ไม่มีใครเขาหัวโบราณอย่างเธอหรอก คราวที่ไปอาละวาดที่เชียงใหม่ เอมันก็ไปกินเหล้าเมามายจนเกือบจะเสียท่านังผู้หญิงซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ข้าง บ้านไปแล้วไหมล่ะ ดีนะที่ลุงไปเห็นก่อนเลยรอดเงื้อมมือ"

ผมหูผึ่ง กระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาออกไปให้หมดแล้วจ้องไปที่ลุงใหญ่

"ลุงว่าอะไร นะครับ" 

ผมทำท่าเหมือนรอผลรางวัลใหญ่แล้วไม่เชื่อหูตัวเองในสิ่ง ที่ได้ยิน

"อ้อ นี่ใช่ไหมที่เป็นสาเหตุให้ เอมันกลับมากินเหล้าจนลุงต้องหามส่งโรงบาลตอนเที่ยงคืน มันไม่ได้มีอะไรกันหรอกหนู นังเด็กนั่นมันคอยมาโฉบหน้าบ้านอยู่ประจำล่ะ ตั้งแต่เอไปอยู่กับลุง แต่วันนั้นเอมันประชดแม่มัน มันเลยออกไปกินเหล้านอกบ้าน เพราะปกติลุงไม่ห้ามมันถ้ากินในบ้าน วันนั้นลุงเป็นห่วงก็เลยไปตาม เห็นเด็กนั่นกำลังจะปล้ำตาเออยู่ แต่เสื้อตาเอมันคงถอดยากเพราะมันร้องเรียกแต่ชื่อหนูนั่นล่ะมันเลยดิ้นป่าย ไปมา เด็กนั่นมันก็เลยถอดเสื้อไม่สะดวก ลุงเห็นเลยเอ็ดไป เลยพาตาเอกลับ อ้าวแล้วตาเอไม่ได้บอกหนูเหรอ"

ผมเหมือนเอาเหล็กแหลมตอกกลางอก สมใจหรือยังโย เพราะอะไรวันนั้นถึงไม่ฟังเอ เพราะอะไรถึงเดินหนีมา เพราะอะไรทำไมถึงปล่อยให้เอชอกช้ำทั้งที่เอกอดขาไว้ เอจะบอกความจริงอยู่แล้ว โง่ที่สุด น้ำเน่าที่สุด ผมน้ำตาร่วงลงทันที ผมเม้มปากรู้สึกผิด

"แต่เมื่อวาน......เด็กนั่น บอกว่า ท้อง"

ผมสะอื้นพูดออกไปทีละคำ

"โอ๊ย"

ลุงใหญ่หัวเราะออกมาเสียงดัง

"ดี มันท้องหรือ ลุงกลับไปเชียงใหม่จะไปบอกพ่อมัน ดูซิมันยังจะท้องกับตาเออยู่ไหม เด็กสมัยนี้ แฮ่นเองอยากได้ใครก็จะกุมจับเอาเลยอย่างนั้นหรือ"

ผมเหมือนคนโง่ท่าม กลางหมู่นักปราชญ์ รู้สึกว่าที่ผ่านมาเพราะความเขลาของตนที่ทำให้จิตใจดำดิ่งลงสู่ที่ต่ำ สู่ก้นเหว

"แล้วนี่เธอจะเอายังไง แม่ปริศนา ฉันอุตส่าห์บินมาจากเชียงใหม่ไม่ได้มาฟังเธอพร่ำพรรณา บีบน้ำตาอย่างนี้หนา"

ลุงใหญ่หันไปมองอาจารย์ปริศนา

"ก็ ตามนั้นล่ะค่ะพี่ใหญ่ น้องไม่ห้ามแล้ว รักก็รัก"

"อย่าพูดเพราะเธอไม่มีทางเลือกอย่างนั้น สิ คิดให้ดีตรองให้หนัก วันนี้ตัดสินใจแล้ว ภายหน้าเธอจะมากล่าวหาว่าร้ายใครไม่ได้นา"

"แล้วพี่ใหญ่จะให้น้องทำ ยังไงคะ น้องมีทางเลือกอยู่อีกเหรอ"

อาจารย์ปริศนาแว๊ดขึ้นมา

"ทำไม จะไม่มี แต่ก่อนจะพูดขอถามอะไรเธอหน่อย ที่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เล็กจนมันโตขนาดนี้น่ะ เธออยากได้อะไรจากลูกมัน หือ"

เสียงขรึมของลุงใหญ่ มันทำให้ผมระลึกถึงใครบางคน "พ่อ" ถ้าพ่ออยู่ผมคงกำลังกอดพ่ออยู่ข้างๆแม่

"ก็อยากเห็นมันประสบผลสำเร็จ ในชีวิต มีหน้าที่การงานที่ดี มีครอบครัวที่ดี"

"แล้วครอบครัวที่ดี ของเธอมันคืออะไร หือ"

ลุงใหญ่ยิงคำถามต่อ

"ก็มีพ่อ แม่ ลูก เป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบ"

"อะไรที่ทำให้เธอคิดว่า การที่มี พ่อ แม่ ลูก จะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แสดงว่าเธอก็เป็นครอบครัวที่ล้มเหลวสิ ที่ไม่มีพ่อให้ลูกๆมัน"

อาจารย์ปริศนากัดปากร้องไห้เสียงดังเพราะจน ต่่อคำถาม และคงเจ็บช้ำในใจที่พี่ชายตัวเองต้อนเสียจนมุม

"ฉันไม่ได้ ว่าหรอกนะ คิดแบบนั้นมันก็ไม่ผิด แต่เธอลองคิดดูดีๆ เธอก็โตเป็นแม่คนแล้ว ฉันก็เห็นด้วยกับอรเขานะ เพราะฉันก็ไม่ได้สนับสนุน แต่ถ้าจะให้ฉันกักขัง บีบคั้นหัวใจลูกน่ะ ฉันไม่ทำ เพราะผลมันก็อย่างที่เห็นอยู่ เราให้กำเนิดเขาก็จริง แต่สิ้นเราไปแล้ว เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะประคองตัวไปให้ถึงฝั่ง ทำไมเธอไม่ให้มันตามใจตัวมันเอง เด็กน่ะมันมีแต่โตขึ้นทุกวันๆ มันเรียนรู้เองได้ ถ้ามันอยู่แล้วไม่ใช่ มันไม่ชอบ มันก็ไปของมันเอง คราวนี้เธอก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับบีบคั้นมันหรอก ฉันเข้าใจว่าเธอเป็นครูมีหน้ามีตา แต่มองเข้ามาในครอบครัวเราสิ เราควรจะภูมิใจที่เราเข้าใจลุกเรา เพราะถ้าเธอไม่เข้าใจแม้ลูกตัวเอง ฉันว่าอย่าริอ่านไปสอนลูกคนอื่นเขาเลย"

เสียงอาจารยืปริศนาร้องไห้ เสียงดังกว่าเดิม ผมน้ำตาไหลกุมมือแม่อยู่ ทั้งดีใจทั้งเสียใจระคนปนกันไปทั่ว จิตใจผมอยากจะวิ่งออกไปหาเอเสียตั้งแต่ตอนนี้อยากจะไปกอดมันให้เต็มรัก บอกมันว่าผมรักมันมากเพียงใด ในที่สุดแสงแห่งหวังก็สาดแสงส่องมาหาหัวใจที่กำลังจะตายเพราะความชอกช้ำ ผมรู้สึกปรีดาเป็นที่สุด อยากจะกรีดร้องออกมาด้วยหัวใจที่ชื่นบาน

เสียงออดหน้าประตูดังขึ้นทำลายบรรยากาศที่กำลังจะคลี่คลาย ผมผงะปาดน้ำตาออกแล้วลุกออกไปนอกบ้านเปิดประตู

"บอม!!!!"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น