พลพาผมขึ้นมาบนห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้แม้มันพาขึ้นมายังไงพลนั่งกอดบ่าผมอยู่บนเตียง บอมมันนั่งดูเราอยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ มันไม่ร้องไห้แล้วแต่ยังดูเศร้าๆอยู่ ผมจะระบายความทุกข์ที่หนักอึ้งมืดแปดด้านนี่ออกจากใจยังไงดี พอหยุดร้องไห้แม้นั่งเฉยๆน้ำตาก็ไหลออกมา แค่คิดถึงหน้ามันสูดลมหายใจเข้า มันก็เจ็บแปลบในใจน้ำตาเอ่อล้นออกมา พยายามไม่คิดถึงแต่ผมทำไม่ได้ ผมหยุดคิดถึงมันไม่ได้ เหมือนหัวใจหมดแรง ไม่มีกำลังจะทำอะไรได้ต่อ
"มัน ต้องดีขึ้นแก มันต้องดีกว่านี้"
พลสะอื้นลูบบ่าผมอยู่ ผมเม้มปากกัดกลืนความเจ็บช้ำลงไปในคอ
"แกเข้มแข็งไว้นะโย"
ผม เข้มแข็งมาโดยตลอด แม้ตอนเลิกกับพี่ตั้มมันควรจะเจ็บช้ำกว่านี้แต่ผมก็เสียใจอยู่ไม่นาน แต่นี่ผมยังรักมันอยู่เต็มหัวใจ ผมรู้ว่ามันเองก็รักผมอยู่เต็มอกเช่นกัน แต่ทำไมมันเจ็บปวดยิ่งกว่าเลิกลาแยกจากกันเสียอีก ให้แยกจากกันแบบนี้ทำไมมันเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกิน เหมือนดังใจไม่เคยได้เจอแสงใดจะส่องนำทาง มืดมิด เหน็บหนาว ดึงตัวเองออกมายังไงดี พอแล้ว โย พอแล้ว ผมคร่ำครวญในใจ
"แก .....ฉัน....ฮึก......ฮึก....เสียใจ"
ผมพูดไม่เป็นคำสะอื้นออกมา
"ร้องไห้ ให้พอแก ร้องออกมา ถ้ามันจะทำให้แกรู้สึกดีขึ้น อย่าเก็บมันไว้"
ผม เม้มปากลูบหัวผม มันพยายามไม่สะอื้นออกมา คงสงสารสมเพชเวทนาผม ตั้งแต่รู้จักกันมาส่วนมากผมจะเป็นคนที่คอยปลอบเพื่อน คอยให้กำลังใจให้คำแนะนำ เพื่อนไม่เคยเห็นน้ำตาของผมเลย พลเคยบอกว่าผมมองโลกในแง่ดีเกินไป คงจะจริง แต่ตอนนี้สิ่งนั้นหายไปไหนแล้ว โลกนี้ช่างมืดมนโหดร้ายเสียเหลือเกิน แค่รักกันมันผิดมากนักหรือ แค่ผมรักมันผมก็วิปริตหรือ ถ้าผมหักห้ามใจได้ ถ้าผมทำได้ วันนี้ผมคงไม่มานั่งทนทุกข์อยู่แบบนี้ เพราะผมหักห้ามใจตัวเองไม่ได้ อานุภาพรักมันรุนแรงเกินกว่าที่ใจผมจะต่อต้าน พอรักแล้วผมกลับจมลงสู่ห้วงเหวแห่งความโทมนัสอดสู ภาพแผ่นหลังของเอที่ลับตาไปวันนั้นอยู่ในหัว ผมน่าจะคว้าแขนมันไว้ โอบกอดอีกสักเพียงวินาที แค่เพียงสักวินาที ให้ได้สูดเอากลิ่นกาย กลิ่นลมหายใจนั้น แต่ผมปล่อยให้มันเดินลับตาไป ผมสะอื้นหนักกว่าเดิม ยกกำปั้นขึ้นทุบหน้าอกตัวเอง เป็นกลายเป็นบ้าไปแล้ว ผมทำแบบนี้สามครั้งแล้ว ผมหายใจไม่ออก จุกอยู่ในใจ ทุบให้มันเจ็บ ทุบให้รู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ยังรับรู้รสของความเจ็บปวดอยู่ ผมทุบอกตัวเองพลจับมือห้าม
"โย แกอย่าทำแบบนี้ โย"
พลตะคอกใส่หู แต่ผมก็ไม่หยุด
"แก ฮือ ฮือ ทำไมทำแบบนี้ โย พอแล้วๆ ฉันขอร้อง"
"พี่โย อย่าทำครับ พี่"
ทั้ง พลและบอมเข้ามาจับมือผมไว้ ผมเสียสติไปแล้ว ดิ้นพล่าน
"อ้ากกกกกกกก กกกกก"
ผมกรีดร้องออกมาซุกหน้าลงบ่าของพล
"ทำไม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
"โย อย่าทำแบบนี้ อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำ............แบบนี้"
พลสะอื้น กอดผมแน่น ผมจับบ่ามันเขย่าหนักกว่าเดิม บอมเองก็ยืนนิ่งน้ำตาไหลอยู่มันคงไม่เคยเจอคนบ้าแบบนี้มาก่อน จิตผมหลุดลอยไปแล้ว แค่คิดถึงใบหน้ามัน รอยแผลเป็นที่คิ้วซ้าย รอยยิ้มอันนั้น เอาคืนมาให้ผมได้ไหม อย่าเอามันไปไหนเลย สงสารผมบ้าง สงสารผมเถิด ผมกำลังจะขาดใจตาย อย่าพรากสิ่งเดียวที่ใจผมรักไปจากผมเลย ยิ่งคิดยิ่งสะอื้น กรีดร้องออกมา ขยุ้มบ่าของพลจนบอมมันมาดึงออก
"เอ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! เอ "
ผมร้องครวญครางหามัน แค่หวังว่าเสียงนี้จะสื่อไปถึงใจมันว่าผมคิดถึงมันเหลือเกิน อยู่แห่งหนใด ขอให้รับรู้ไว้ ว่าคิดถึงเหลือเกิน ขอวอนสายลมใดจะพัดพาเสียงนี้ล่องลอยไป บอกเอให้ที ผมรักและคิดถึงมันมากเพียงใด ผมสะอื้นไห้อยู่นานพลกอดไว้แน่น บอมยืนลูบหลังผมอยู่ จนผมหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ผมดึงพลังออกมาจากร่างเพื่อร้องไห้ พอเหนื่อยก็นอน ไม่ฝัน ไม่คิดถึง ไม่คิดอะไร ผมอยากจะนอนหลับอย่างนี้ไปนานแสนนาน เผื่อว่าใจมันจะได้พักบ้าง
ที่ ใดมีรักที่นั้นย่อมหนีไม่พ้นทุกข์ช่างเป็นสัจธรรมที่จริงแท้เสียนี่กระไร แต่ก่อนรักแต่เหมือนจะคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วควบคุมความคิดและหัวใจ ได้ ปล่าวเลยแท้จริงผมก็แพ้หัวใจตัวเอง แต่หากให้เลือกว่าอยู่แบบไม่ได้รักมัน แล้วไม่เป็นทุกข์ กับการที่ได้รักมันหมดหัวใจแล้วมีสภาพแบบนี้ ผมก็ยังจะเลือกที่จะรักมัน พอรักแล้วถอดถอนยาก เป็นกรรมของผมโดยแท้ ไม่เพียงแต่ตัวเองที่ทนทุกข์คนรอบข้างพลอยทุกข์ไปด้วย
ผมลืมตางัว เงียขึ้นมา ภาพแรกที่ผุดขึ้นกลางใจ เอ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ อย่าเสียใจนะเอ เข้มแข็งไว้นะ อย่าเป็นเหมือนฉัน พอคิดน้ำในตาก็เอ่อท่วมท้นขึ้นมา พลนั่งอยู่เตียงมันคุยกับบอมอยู่
"ตื่น แล้วเหรอแก เป็นไงบ้าง"
พลเอื้อมมือมาจับที่ขา ผมไม่ตอบ ไม่รู้จะบอกมันว่ายังไงดี ให้บอกว่าไม่เป็นไรแล้วหรือ มันก็เห็นสภาพที่เอน็จอนาถอยู่แก่ตา ผมจึงเงียบอยู่อย่างนั้น
"ไปกิน อะไรหน่อยเถอะแก จะค่ำแล้ว"
จะค่ำแล้ว นี่ผมนอนไปนานขนาดนี้เชียวหรือ ผมส่ายหน้ารับรู้สิ่งที่เพื่อนพูด
"โย อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย ฉันรู้ว่าแกเสียใจมาก แต่ทำร้ายตัวเองมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก ถ้าน้องมันกลับมาเห็นแกเป็นอย่างนี้แล้วมันจะทนไหวเหรอ"
เสียงพลก้อง เข้ามาในหัว เตือนสติ จริงสินะ ผมจะมานอนทนทุกข์ทำไม เพื่ออะไร ถ้าเอมันกลับมาเห็นสภาพผมตอนนี้ล่ะ ผมยันกายลุกขึ้น มองหน้าพลกับบอม สายตาสองคู่ให้กำลังใจผมอยู่ แต่รื้นน้ำตามันปิดบังทำให้มองไม่ชัด ผมพยักหน้าพลเข้ามาประครองร่างที่ไร้วิญญาณของผมให้ลุกจากเตียง ผมเดินลงมาข้างล่างด้วยแรงพยุงของบอมกับพล ผมเหมือนคนป่วยไปแล้ว แม่นั่งอยู่ข้างล่างมองด้วยสายตาห่วงใย แววตาแม่ดูปวดร้าวกว่าผมหลายร้อยเท่านัก ผมเป็นลูกที่แย่ แม่เสียใจเพราะผม แม่ร้องไห้เพราะความเห็นแก่ตัวของผม เสียใจเหลือเกิน จะพร่ำพูดว่าเสียใจอีกสักพันล้านครั้ง มันจะทดแทนแววตาที่ฉายแววมาตอนนี้ได้ไหม โย ผมประนามตัวเอง
"กินข้าว กินปลาซะลูก แล้วไปนอนพัก อย่าทำร้ายตัวเอง"
แม่เข้ามาลูบหน้าลูบตา แววตาเศร้ารันทดบาดลึกลงไปกลางใจ ผมเม้มปากพยายามไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา ผมกินข้าวไม่เยอะกลืนไม่ลง แม้แต่น้ำก็รู้สึกว่ากำลังกลืนทรายลงไปในลำคอ ทุกคนก็คอยลุ้นให้กำลังใจอยู่สายตาทุกคู่เป็นห่วงผมเหลือเกิน ผมพยายามไม่มองไม่อยากให้น้ำตาไหลออกมาอีก อยากจะขอโทษ ก้มลงกราบเท้าแม่ ให้สมกับที่ผมทำให้แม่ชอกช้ำใจ แต่ถ้าทำไปตอนนี้ผมคงมีอาการเดิมเหมือนเมื่อตอนกลางวัน ผมคิดว่าผมเป็นคนดีมีศีลธรรมอยู่ในใจเหมือนอย่างที่แม่คอยพร่ำสอนมา ไม่เคยให้กิเลสล่วงล้ำเข้ามาครอบงำใจได้มากมายเพียงนี้ แท้จริงแล้วกิเลสมันบังตาผมจนแยกแยะอะไรไม่ออก แค่คำว่ารักเขา คำเดียว มันกดผมลงต่ำจมพื้นได้ถึงเพียงนี้ แม้จะโงหัวเงยคอขึ้นมาดูแสงสว่างก็หนักถ่วงอยู่ ผมได้แต่ ขอโทษในใจกลืนมันลงไปกับความช้ำใจ
พลนอนเป็นเพื่อน มันไปส่งบอมก่อนแล้วค่อยกลับมา ผมนอนมองเพดานห้องสายตาไม่เปลี่ยนจุดศูนย์กลาง กระพริบตาช้ามองอยู่เนิ่นนานเหมือนต้องการหาคำตอบอะไรจากเพดาน ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า พลเดินเข้ามาในห้องมันนั่งลงข้างๆมองอย่างห่วงใย
"แก กินยาก่อนจะได้หลับสบาย"
พลยื่นยาเม็ดสีขาวพร้อมแก้วน้ำให้ ผมเชื่อฟังมัน ที่จริงผมเป็นเหมือนหุ่นยนต์ไปแล้ว มันบอกอะไรก็ทำแต่ไร้ซึ่งจิตไร้ซึ่งชีวิต ผมกลืนยาลงคออย่างยากลำบากแล้วล้มตัวลงนอนท่าเดิม มองที่เดิม
"จ๋า มันก็จะแต่งงานแล้ว กลุ่มเราเริ่มแยกย้ายกันแล้วเนอะ อีกายกับอีกบก็แรดไปวันๆ อยากกลับไปเป็นนักศึกษาอีกจังนะแก"
พลนอนลง ข้างๆ มันพูดเสียงเรียบ
"ยังจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหม ที่แกเดินเอ๋อหลงทางเข้าห้องน้ำหญิงน่ะ เพราะเขินรุ่นพี่ ถาปัตย์ ชื่ออะไรนะที่เป็นนักกีฬาทีมมหาฯลัยน่ะ อ้อ ไอ้พี่ทอม"
ผมนิ่งฟัง อยู่ จิตคิดตามที่พลพูด
"แหม ฉันต้องเข้าไปดึงเอาไว้ ตอนนั้นนะแก ฉันคิดว่าฉันชอบแกนะ เพราะแกน่ารักมาก แต่พอคุย ต๊าย เป็นเพื่อนสาวหรอกเหรอเนี่ย แต่ฉันก็ดีใจนะที่ได้รู้จักแก"
ผมอมยิ้ม ขึ้นมาได้ น่าแปลก แม้หัวใจจะหม่นหมองมืดมนอยู่ แต่อดีตที่งดงามมันก็ทำให้เรายิ้มได้เหมือนกัน
"ฉันรู้นะว่าแกแอบ ชอบพี่เค้าตอนนั้น แต่เอาไปเอามา พี่ทอม ดันมีผัวซะนี่ ต๊าย สปีชี่เดียวกัน แล้วจำตอนที่เจออีกบกับอีกายได้ไหม คิดแล้วขำ กล้ามาก อีกบนี่ทาปากแดงหน้าขาวมาเชียว ส่วนอีกายก็แต่งเครื่องราชย์มาระยับเต็มตัว ไม่ได้ดูหนังหน้าตัวเองเล๊ย"
พลพูดแล้วหัวเราะ ผมยิ้มออกมาได้ คิดถึงเพื่อนๆตอนนั้น ความจริงภาพมันก็ยังแจ่มชัดเช่นกัน ภาพอดีตที่งดงามระหว่างเพื่อน แล้วตอนนี้ผมเป็นอะไรไปภาพเหล่านั้นผมลบเลือนมันไปเอง ทั้งที่มันไม่ได้หายไปไหนเลย
"แกเองก็เวอร์เหมือนกันล่ะ ใส่กางเกงรัดติ้ว"
ผมพูดขึ้นมาบ้าง แต่สายตายังมองเพดานอยู่
"ต๊าย แก ก็มันเป็นเทรนนี่ เขาเอาฟิตธรรมดา ส่วนชั้นก็ต้องเยอะกว่าชาวบ้านเขาสิ ถ้าไม่เยอะไม่ใช่พลรัตนาหรอก อิอิ"
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ พลเองก็หัวเราะ คุยกันสักพักตาก็เริ่มหนักจนหลับไปตอนไหนไม่รู้คงจะเหนื่อยกับสิ่งที่ผจญมา ทั้งวัน
ผมตื่นขึ้นมางัวเงียลุกขึ้น มึนๆหัว เหลือบดูนาฬิกา หกโมงเย็น อืม ห๊า หกโมงเย็น! นี่ผมนอนข้ามวันข้ามคืนเชียวหรือ ผมสะดุ้งรีบเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา นี่มันหกโมงเย็นของวันอาทิตย์ จำได้ว่านอนเมื่อคืนสามทุ่ม ตายจริง เมื่อคืนก็ไม่ได้อาบน้ำ ผมเดินลงไปข้างล่าง เห็นแม่นั่งดูข่าวอยู่ ผมเดินไปนั่งข้างๆแม่
"เป็น ไงบ้างลูก นอนหลับสบายไหม"
แม่หันมาถามแล้วลูบหัวเบาๆ
"โย หลับไปข้ามวันข้ามคืนเลยเหรอแม่"
"จ๊ะ โยคงเพลีย นอนเยอะๆน่ะดีแล้ว"
"แล้ว พล"
"อ้อกลับไปตั้งแต่บ่ายแล้วล่ะลูก เพราะเห็นบอกมีนัด หิวข้าวไหม แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว"
แม่ถามแววตาห่วงใยยิ่งนัก ผมพยักหน้าเพราะหิวอยู่เหมือนกัน เราไปกินข้าว ผมกินเยอะกว่าปกติเพราะเมื่อคืนก็กินน้อยแล้วก็นอนข้ามวันอีก ในท้องโครกคราก
"โย ลองไปวัดกับแม่ไหมลูก เผื่อจะสบายใจขึ้น"
แม่ พูดขึ้นมากลางโต๊ะกินข้าว ผมสูดลมหายใจเข้า แม้จะตื่นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจก็ยังระบมอยู่
"ครับ"
"แม่ ทนไม่ได้นะโยที่เห็นเราเป็นแบบนี้ จะเจ็บปวดแค่ไหนแม่รู้ ถือว่าแม่ขอร้อง"
แม่ วิงวอน เป็นครั้งแรกที่แม่ขอร้องผม หลายอย่างที่ผมไม่เคยเห็นแม่ทำมาก่อน เพราะผมหรือนี่ผมทำให้แม่เสียใจขนาดนี้เลยหรือ ผมรีบกินข้าวแล้วเก็บกวาด ขึ้นห้องไป ร้องไห้อีกแล้ว คราวนี้ไม่ได้คิดถึงเอ แต่เป็นสายตาแม่คู่นั้น คู่ที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก สายตาที่ห่วงใยผมมาโดยตลอด เป็นรักที่บริสุทธิ์ปราศจากสารเคลือบแคลงใดๆ แต่วันนี้สายตาคู่นั้นหม่นหมองเจ็บปวดเศร้าสร้อยเหลือเกิน เพราะผมใช่ไหม เพราะผมคนเดียว ผมสะอื้นอยู่ใจจะขาด
"พ่อจ๋า...........พ่ออยู่ ไหน..........โย เจ็บเหลือเกิน พ่อ จ๋า........โยทำแม่เสียใจ โยทำให้พ่อผิดหวัง.......โย เสียใจ โยจะทำยังไงดี พ่อจ๋า....ฮึก ฮึก....โยเป็นลูกไม่ดี.........โยทำให้แม่ร้องไห้ พ่อจ๋า........โย ใจจะขาด"
ผมคร่ำครวญนอนพนมมืออ้อนวอน เผื่อว่าพ่ออาจจะเฝ้าดูอยู่ น้ำตาไหลอาบแก้มเปียกหมอน ความทรมานใจเช่นนี้เมื่อไหร่มันจะจบจะสิ้นไปเสียที ผมไร้เรี่ยวแรงจะสู้ต่อ ยิ่งรู้สึกผิดยิ่งเสียใจตรมในอกทนทุกข์หนักเพิ่มขึ้น ผมจะทำยังไงดี ผมมองไม่เห็นทางใดเลย
พี่ภาบังคับให้ผมลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์เพราะพล คงไปรายงานสภาพที่น่าอดสูของผม พี่ภาไล่ผมกลับบ้านตอนไปถึงที่ทำงานวันจันทร์ ทั้งที่ผมพยายามจะบอกว่าผมยังทำงานไหว แต่พี่ภาไม่ยอม พลเองก็ไม่ยอม ผมหงอยกลับบ้าน พอถึงบ้านจึงตัดสินใจไปวัดกับแม่ ผมเตรียมชุดขาวไปด้วย เราออกจากบ้านตรงไปวัดธรรมมงคล ขอให้แสงแห่งธรรมโปรดสาดส่องมาให้ทางลูกด้วยเถิด ผมตั้งจิตที่สั่นคลอนอธิษฐานหน้าพระประธาน นับจากนี้ถ้าหากกรรมใดที่ลูกก่อทั้งในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ทั้งด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี มโนจิตก็ดี โดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ขอให้กรรมนั้นทุเลาเบาบางด้วยเถิด ให้ลูกมีแรงใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป ให้ลูกได้มีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมต่อไปด้วยเถิด ผมก้มลงกราบ
สัพ เพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
"มัน ต้องดีขึ้นแก มันต้องดีกว่านี้"
พลสะอื้นลูบบ่าผมอยู่ ผมเม้มปากกัดกลืนความเจ็บช้ำลงไปในคอ
"แกเข้มแข็งไว้นะโย"
ผม เข้มแข็งมาโดยตลอด แม้ตอนเลิกกับพี่ตั้มมันควรจะเจ็บช้ำกว่านี้แต่ผมก็เสียใจอยู่ไม่นาน แต่นี่ผมยังรักมันอยู่เต็มหัวใจ ผมรู้ว่ามันเองก็รักผมอยู่เต็มอกเช่นกัน แต่ทำไมมันเจ็บปวดยิ่งกว่าเลิกลาแยกจากกันเสียอีก ให้แยกจากกันแบบนี้ทำไมมันเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกิน เหมือนดังใจไม่เคยได้เจอแสงใดจะส่องนำทาง มืดมิด เหน็บหนาว ดึงตัวเองออกมายังไงดี พอแล้ว โย พอแล้ว ผมคร่ำครวญในใจ
"แก .....ฉัน....ฮึก......ฮึก....เสียใจ"
ผมพูดไม่เป็นคำสะอื้นออกมา
"ร้องไห้ ให้พอแก ร้องออกมา ถ้ามันจะทำให้แกรู้สึกดีขึ้น อย่าเก็บมันไว้"
ผม เม้มปากลูบหัวผม มันพยายามไม่สะอื้นออกมา คงสงสารสมเพชเวทนาผม ตั้งแต่รู้จักกันมาส่วนมากผมจะเป็นคนที่คอยปลอบเพื่อน คอยให้กำลังใจให้คำแนะนำ เพื่อนไม่เคยเห็นน้ำตาของผมเลย พลเคยบอกว่าผมมองโลกในแง่ดีเกินไป คงจะจริง แต่ตอนนี้สิ่งนั้นหายไปไหนแล้ว โลกนี้ช่างมืดมนโหดร้ายเสียเหลือเกิน แค่รักกันมันผิดมากนักหรือ แค่ผมรักมันผมก็วิปริตหรือ ถ้าผมหักห้ามใจได้ ถ้าผมทำได้ วันนี้ผมคงไม่มานั่งทนทุกข์อยู่แบบนี้ เพราะผมหักห้ามใจตัวเองไม่ได้ อานุภาพรักมันรุนแรงเกินกว่าที่ใจผมจะต่อต้าน พอรักแล้วผมกลับจมลงสู่ห้วงเหวแห่งความโทมนัสอดสู ภาพแผ่นหลังของเอที่ลับตาไปวันนั้นอยู่ในหัว ผมน่าจะคว้าแขนมันไว้ โอบกอดอีกสักเพียงวินาที แค่เพียงสักวินาที ให้ได้สูดเอากลิ่นกาย กลิ่นลมหายใจนั้น แต่ผมปล่อยให้มันเดินลับตาไป ผมสะอื้นหนักกว่าเดิม ยกกำปั้นขึ้นทุบหน้าอกตัวเอง เป็นกลายเป็นบ้าไปแล้ว ผมทำแบบนี้สามครั้งแล้ว ผมหายใจไม่ออก จุกอยู่ในใจ ทุบให้มันเจ็บ ทุบให้รู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ยังรับรู้รสของความเจ็บปวดอยู่ ผมทุบอกตัวเองพลจับมือห้าม
"โย แกอย่าทำแบบนี้ โย"
พลตะคอกใส่หู แต่ผมก็ไม่หยุด
"แก ฮือ ฮือ ทำไมทำแบบนี้ โย พอแล้วๆ ฉันขอร้อง"
"พี่โย อย่าทำครับ พี่"
ทั้ง พลและบอมเข้ามาจับมือผมไว้ ผมเสียสติไปแล้ว ดิ้นพล่าน
"อ้ากกกกกกกก กกกกก"
ผมกรีดร้องออกมาซุกหน้าลงบ่าของพล
"ทำไม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
"โย อย่าทำแบบนี้ อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำ............แบบนี้"
พลสะอื้น กอดผมแน่น ผมจับบ่ามันเขย่าหนักกว่าเดิม บอมเองก็ยืนนิ่งน้ำตาไหลอยู่มันคงไม่เคยเจอคนบ้าแบบนี้มาก่อน จิตผมหลุดลอยไปแล้ว แค่คิดถึงใบหน้ามัน รอยแผลเป็นที่คิ้วซ้าย รอยยิ้มอันนั้น เอาคืนมาให้ผมได้ไหม อย่าเอามันไปไหนเลย สงสารผมบ้าง สงสารผมเถิด ผมกำลังจะขาดใจตาย อย่าพรากสิ่งเดียวที่ใจผมรักไปจากผมเลย ยิ่งคิดยิ่งสะอื้น กรีดร้องออกมา ขยุ้มบ่าของพลจนบอมมันมาดึงออก
"เอ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! เอ "
ผมร้องครวญครางหามัน แค่หวังว่าเสียงนี้จะสื่อไปถึงใจมันว่าผมคิดถึงมันเหลือเกิน อยู่แห่งหนใด ขอให้รับรู้ไว้ ว่าคิดถึงเหลือเกิน ขอวอนสายลมใดจะพัดพาเสียงนี้ล่องลอยไป บอกเอให้ที ผมรักและคิดถึงมันมากเพียงใด ผมสะอื้นไห้อยู่นานพลกอดไว้แน่น บอมยืนลูบหลังผมอยู่ จนผมหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ผมดึงพลังออกมาจากร่างเพื่อร้องไห้ พอเหนื่อยก็นอน ไม่ฝัน ไม่คิดถึง ไม่คิดอะไร ผมอยากจะนอนหลับอย่างนี้ไปนานแสนนาน เผื่อว่าใจมันจะได้พักบ้าง
ที่ ใดมีรักที่นั้นย่อมหนีไม่พ้นทุกข์ช่างเป็นสัจธรรมที่จริงแท้เสียนี่กระไร แต่ก่อนรักแต่เหมือนจะคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วควบคุมความคิดและหัวใจ ได้ ปล่าวเลยแท้จริงผมก็แพ้หัวใจตัวเอง แต่หากให้เลือกว่าอยู่แบบไม่ได้รักมัน แล้วไม่เป็นทุกข์ กับการที่ได้รักมันหมดหัวใจแล้วมีสภาพแบบนี้ ผมก็ยังจะเลือกที่จะรักมัน พอรักแล้วถอดถอนยาก เป็นกรรมของผมโดยแท้ ไม่เพียงแต่ตัวเองที่ทนทุกข์คนรอบข้างพลอยทุกข์ไปด้วย
ผมลืมตางัว เงียขึ้นมา ภาพแรกที่ผุดขึ้นกลางใจ เอ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ อย่าเสียใจนะเอ เข้มแข็งไว้นะ อย่าเป็นเหมือนฉัน พอคิดน้ำในตาก็เอ่อท่วมท้นขึ้นมา พลนั่งอยู่เตียงมันคุยกับบอมอยู่
"ตื่น แล้วเหรอแก เป็นไงบ้าง"
พลเอื้อมมือมาจับที่ขา ผมไม่ตอบ ไม่รู้จะบอกมันว่ายังไงดี ให้บอกว่าไม่เป็นไรแล้วหรือ มันก็เห็นสภาพที่เอน็จอนาถอยู่แก่ตา ผมจึงเงียบอยู่อย่างนั้น
"ไปกิน อะไรหน่อยเถอะแก จะค่ำแล้ว"
จะค่ำแล้ว นี่ผมนอนไปนานขนาดนี้เชียวหรือ ผมส่ายหน้ารับรู้สิ่งที่เพื่อนพูด
"โย อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย ฉันรู้ว่าแกเสียใจมาก แต่ทำร้ายตัวเองมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก ถ้าน้องมันกลับมาเห็นแกเป็นอย่างนี้แล้วมันจะทนไหวเหรอ"
เสียงพลก้อง เข้ามาในหัว เตือนสติ จริงสินะ ผมจะมานอนทนทุกข์ทำไม เพื่ออะไร ถ้าเอมันกลับมาเห็นสภาพผมตอนนี้ล่ะ ผมยันกายลุกขึ้น มองหน้าพลกับบอม สายตาสองคู่ให้กำลังใจผมอยู่ แต่รื้นน้ำตามันปิดบังทำให้มองไม่ชัด ผมพยักหน้าพลเข้ามาประครองร่างที่ไร้วิญญาณของผมให้ลุกจากเตียง ผมเดินลงมาข้างล่างด้วยแรงพยุงของบอมกับพล ผมเหมือนคนป่วยไปแล้ว แม่นั่งอยู่ข้างล่างมองด้วยสายตาห่วงใย แววตาแม่ดูปวดร้าวกว่าผมหลายร้อยเท่านัก ผมเป็นลูกที่แย่ แม่เสียใจเพราะผม แม่ร้องไห้เพราะความเห็นแก่ตัวของผม เสียใจเหลือเกิน จะพร่ำพูดว่าเสียใจอีกสักพันล้านครั้ง มันจะทดแทนแววตาที่ฉายแววมาตอนนี้ได้ไหม โย ผมประนามตัวเอง
"กินข้าว กินปลาซะลูก แล้วไปนอนพัก อย่าทำร้ายตัวเอง"
แม่เข้ามาลูบหน้าลูบตา แววตาเศร้ารันทดบาดลึกลงไปกลางใจ ผมเม้มปากพยายามไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา ผมกินข้าวไม่เยอะกลืนไม่ลง แม้แต่น้ำก็รู้สึกว่ากำลังกลืนทรายลงไปในลำคอ ทุกคนก็คอยลุ้นให้กำลังใจอยู่สายตาทุกคู่เป็นห่วงผมเหลือเกิน ผมพยายามไม่มองไม่อยากให้น้ำตาไหลออกมาอีก อยากจะขอโทษ ก้มลงกราบเท้าแม่ ให้สมกับที่ผมทำให้แม่ชอกช้ำใจ แต่ถ้าทำไปตอนนี้ผมคงมีอาการเดิมเหมือนเมื่อตอนกลางวัน ผมคิดว่าผมเป็นคนดีมีศีลธรรมอยู่ในใจเหมือนอย่างที่แม่คอยพร่ำสอนมา ไม่เคยให้กิเลสล่วงล้ำเข้ามาครอบงำใจได้มากมายเพียงนี้ แท้จริงแล้วกิเลสมันบังตาผมจนแยกแยะอะไรไม่ออก แค่คำว่ารักเขา คำเดียว มันกดผมลงต่ำจมพื้นได้ถึงเพียงนี้ แม้จะโงหัวเงยคอขึ้นมาดูแสงสว่างก็หนักถ่วงอยู่ ผมได้แต่ ขอโทษในใจกลืนมันลงไปกับความช้ำใจ
พลนอนเป็นเพื่อน มันไปส่งบอมก่อนแล้วค่อยกลับมา ผมนอนมองเพดานห้องสายตาไม่เปลี่ยนจุดศูนย์กลาง กระพริบตาช้ามองอยู่เนิ่นนานเหมือนต้องการหาคำตอบอะไรจากเพดาน ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า พลเดินเข้ามาในห้องมันนั่งลงข้างๆมองอย่างห่วงใย
"แก กินยาก่อนจะได้หลับสบาย"
พลยื่นยาเม็ดสีขาวพร้อมแก้วน้ำให้ ผมเชื่อฟังมัน ที่จริงผมเป็นเหมือนหุ่นยนต์ไปแล้ว มันบอกอะไรก็ทำแต่ไร้ซึ่งจิตไร้ซึ่งชีวิต ผมกลืนยาลงคออย่างยากลำบากแล้วล้มตัวลงนอนท่าเดิม มองที่เดิม
"จ๋า มันก็จะแต่งงานแล้ว กลุ่มเราเริ่มแยกย้ายกันแล้วเนอะ อีกายกับอีกบก็แรดไปวันๆ อยากกลับไปเป็นนักศึกษาอีกจังนะแก"
พลนอนลง ข้างๆ มันพูดเสียงเรียบ
"ยังจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหม ที่แกเดินเอ๋อหลงทางเข้าห้องน้ำหญิงน่ะ เพราะเขินรุ่นพี่ ถาปัตย์ ชื่ออะไรนะที่เป็นนักกีฬาทีมมหาฯลัยน่ะ อ้อ ไอ้พี่ทอม"
ผมนิ่งฟัง อยู่ จิตคิดตามที่พลพูด
"แหม ฉันต้องเข้าไปดึงเอาไว้ ตอนนั้นนะแก ฉันคิดว่าฉันชอบแกนะ เพราะแกน่ารักมาก แต่พอคุย ต๊าย เป็นเพื่อนสาวหรอกเหรอเนี่ย แต่ฉันก็ดีใจนะที่ได้รู้จักแก"
ผมอมยิ้ม ขึ้นมาได้ น่าแปลก แม้หัวใจจะหม่นหมองมืดมนอยู่ แต่อดีตที่งดงามมันก็ทำให้เรายิ้มได้เหมือนกัน
"ฉันรู้นะว่าแกแอบ ชอบพี่เค้าตอนนั้น แต่เอาไปเอามา พี่ทอม ดันมีผัวซะนี่ ต๊าย สปีชี่เดียวกัน แล้วจำตอนที่เจออีกบกับอีกายได้ไหม คิดแล้วขำ กล้ามาก อีกบนี่ทาปากแดงหน้าขาวมาเชียว ส่วนอีกายก็แต่งเครื่องราชย์มาระยับเต็มตัว ไม่ได้ดูหนังหน้าตัวเองเล๊ย"
พลพูดแล้วหัวเราะ ผมยิ้มออกมาได้ คิดถึงเพื่อนๆตอนนั้น ความจริงภาพมันก็ยังแจ่มชัดเช่นกัน ภาพอดีตที่งดงามระหว่างเพื่อน แล้วตอนนี้ผมเป็นอะไรไปภาพเหล่านั้นผมลบเลือนมันไปเอง ทั้งที่มันไม่ได้หายไปไหนเลย
"แกเองก็เวอร์เหมือนกันล่ะ ใส่กางเกงรัดติ้ว"
ผมพูดขึ้นมาบ้าง แต่สายตายังมองเพดานอยู่
"ต๊าย แก ก็มันเป็นเทรนนี่ เขาเอาฟิตธรรมดา ส่วนชั้นก็ต้องเยอะกว่าชาวบ้านเขาสิ ถ้าไม่เยอะไม่ใช่พลรัตนาหรอก อิอิ"
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ พลเองก็หัวเราะ คุยกันสักพักตาก็เริ่มหนักจนหลับไปตอนไหนไม่รู้คงจะเหนื่อยกับสิ่งที่ผจญมา ทั้งวัน
ผมตื่นขึ้นมางัวเงียลุกขึ้น มึนๆหัว เหลือบดูนาฬิกา หกโมงเย็น อืม ห๊า หกโมงเย็น! นี่ผมนอนข้ามวันข้ามคืนเชียวหรือ ผมสะดุ้งรีบเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา นี่มันหกโมงเย็นของวันอาทิตย์ จำได้ว่านอนเมื่อคืนสามทุ่ม ตายจริง เมื่อคืนก็ไม่ได้อาบน้ำ ผมเดินลงไปข้างล่าง เห็นแม่นั่งดูข่าวอยู่ ผมเดินไปนั่งข้างๆแม่
"เป็น ไงบ้างลูก นอนหลับสบายไหม"
แม่หันมาถามแล้วลูบหัวเบาๆ
"โย หลับไปข้ามวันข้ามคืนเลยเหรอแม่"
"จ๊ะ โยคงเพลีย นอนเยอะๆน่ะดีแล้ว"
"แล้ว พล"
"อ้อกลับไปตั้งแต่บ่ายแล้วล่ะลูก เพราะเห็นบอกมีนัด หิวข้าวไหม แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว"
แม่ถามแววตาห่วงใยยิ่งนัก ผมพยักหน้าเพราะหิวอยู่เหมือนกัน เราไปกินข้าว ผมกินเยอะกว่าปกติเพราะเมื่อคืนก็กินน้อยแล้วก็นอนข้ามวันอีก ในท้องโครกคราก
"โย ลองไปวัดกับแม่ไหมลูก เผื่อจะสบายใจขึ้น"
แม่ พูดขึ้นมากลางโต๊ะกินข้าว ผมสูดลมหายใจเข้า แม้จะตื่นมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจก็ยังระบมอยู่
"ครับ"
"แม่ ทนไม่ได้นะโยที่เห็นเราเป็นแบบนี้ จะเจ็บปวดแค่ไหนแม่รู้ ถือว่าแม่ขอร้อง"
แม่ วิงวอน เป็นครั้งแรกที่แม่ขอร้องผม หลายอย่างที่ผมไม่เคยเห็นแม่ทำมาก่อน เพราะผมหรือนี่ผมทำให้แม่เสียใจขนาดนี้เลยหรือ ผมรีบกินข้าวแล้วเก็บกวาด ขึ้นห้องไป ร้องไห้อีกแล้ว คราวนี้ไม่ได้คิดถึงเอ แต่เป็นสายตาแม่คู่นั้น คู่ที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก สายตาที่ห่วงใยผมมาโดยตลอด เป็นรักที่บริสุทธิ์ปราศจากสารเคลือบแคลงใดๆ แต่วันนี้สายตาคู่นั้นหม่นหมองเจ็บปวดเศร้าสร้อยเหลือเกิน เพราะผมใช่ไหม เพราะผมคนเดียว ผมสะอื้นอยู่ใจจะขาด
"พ่อจ๋า...........พ่ออยู่ ไหน..........โย เจ็บเหลือเกิน พ่อ จ๋า........โยทำแม่เสียใจ โยทำให้พ่อผิดหวัง.......โย เสียใจ โยจะทำยังไงดี พ่อจ๋า....ฮึก ฮึก....โยเป็นลูกไม่ดี.........โยทำให้แม่ร้องไห้ พ่อจ๋า........โย ใจจะขาด"
ผมคร่ำครวญนอนพนมมืออ้อนวอน เผื่อว่าพ่ออาจจะเฝ้าดูอยู่ น้ำตาไหลอาบแก้มเปียกหมอน ความทรมานใจเช่นนี้เมื่อไหร่มันจะจบจะสิ้นไปเสียที ผมไร้เรี่ยวแรงจะสู้ต่อ ยิ่งรู้สึกผิดยิ่งเสียใจตรมในอกทนทุกข์หนักเพิ่มขึ้น ผมจะทำยังไงดี ผมมองไม่เห็นทางใดเลย
พี่ภาบังคับให้ผมลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์เพราะพล คงไปรายงานสภาพที่น่าอดสูของผม พี่ภาไล่ผมกลับบ้านตอนไปถึงที่ทำงานวันจันทร์ ทั้งที่ผมพยายามจะบอกว่าผมยังทำงานไหว แต่พี่ภาไม่ยอม พลเองก็ไม่ยอม ผมหงอยกลับบ้าน พอถึงบ้านจึงตัดสินใจไปวัดกับแม่ ผมเตรียมชุดขาวไปด้วย เราออกจากบ้านตรงไปวัดธรรมมงคล ขอให้แสงแห่งธรรมโปรดสาดส่องมาให้ทางลูกด้วยเถิด ผมตั้งจิตที่สั่นคลอนอธิษฐานหน้าพระประธาน นับจากนี้ถ้าหากกรรมใดที่ลูกก่อทั้งในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ทั้งด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี มโนจิตก็ดี โดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ขอให้กรรมนั้นทุเลาเบาบางด้วยเถิด ให้ลูกมีแรงใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป ให้ลูกได้มีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมต่อไปด้วยเถิด ผมก้มลงกราบ
สัพ เพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ "สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น