วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 42

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา แวบแรกที่คิดขึ้นมาคือเอ ผมคว้าหาตัวมันในความมืด เอไม่อยู่แล้ว ผมควานหาทั่วทั้งเตียง ใจสั่นหวาดกลัว เอไปไหน ใจสั่นระริก เดินงมฝ่าความมืดไปเปิดไฟ เอไปแล้วจริงๆ เอมันไปจากผมแล้ว ความมืดมิดมันปกคลุมในใจ ผมเคยห่างมันหลายวันไม่ได้เจอหน้าหลายวันแต่ก็อิ่มใจว่ายังไงเสียก็คงได้เจอ แต่คราวนี้ผมใจหายหลุดลอยไป มันไปแล้วผมจะได้เจอกับมันอีกไหม แต่เอมันคงไม่อยากให้แม่เห็นเพราะเกรงว่าแม่จะลำบากใจ ผมคิดแบบนี้ได้จึงค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย นี่เรากำลังแอบพบกันอยู่หรือ นี่ความรักเรามันมีกำแพงสูงตระหง่านขวางกั้นเสียแล้วหรือ ภาพน้ำตาที่อาบสองแก้มมัน ผมเองใจยิ่งร้าว สายตาที่วิงวอนขอความเห็นใจเคลือบไปด้วยม่านน้ำตา เอมันคงเจ็บปวดไปไม่น้อยกว่าผม เสียงข้อความเข้ามา ผมรีบคว้าโทรศัพท์มาเปิดดูทันที มีหลายสายที่ไม่ได้รับ เป็นเบอร์ของพล แต่สิ่งที่ผมสนใจคือข้อความ ข้อความจากเอ

"ตัวเอง เค้ารักตัวเองมากนะ เค้าไม่ยอมง่ายๆหรอก อยู่เคียงข้างเค้านะ เราจะสู้ไปด้วยกัน"

ผมทรุดกายลงกับพื้น น้ำตาพลันไหลออกมา ปวดใจเหลือเกิน ไม่เคยรู้สึกท้อแท้อย่างนี้เลย สงสารเอ สงสารตัวเอง ทั้งยังแม่อีกคน ผมสะอื้นไห้ออกมาอีกครั้ง อยากจะกอดมันเหลือเกิน เอ เธอจะรู้ไหมว่าตอนนี้ฉันทรมานเหลือเกิน ยิ่งรักเธอมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวในใจ ผมไม่รู้ว่ารักมันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้ว่าตอนนี้มันมากมายเหลือเกิน พอรักมันมากใจผมก็บอบช้ำ นี่ผมมีกรรมอันใด ผมพร่ำเพ้อพรรณากับตัวเอง ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา แสบตาน้ำในตาเหือดแห้งไป นาฬิกาบอกเวลาตีสี่ครึ่ง ผมยันกายลุกขึ้นลากร่างไร้วิญญาณลงมาจากห้อง เห็นแสงไฟในครัวสว่างจ้า แม่นั่นเอง ผมยืนนิ่งหยุดลังเลอยู่ ละอายแก่ใจแม้จะมองหน้าแม่ ผมทำให้แม่ร้องไห้เสียใจ ผมเป็นลูกที่เลวใช่ไหม ผมยืนนิ่งอยู่นานจึงเดินลงไปจากบันไดอย่างช้าเนิบนาบราวกับกลัวที่จะถึงที่ หมาย

"อ้าว โย เป็นยังไงลูก ดูซิ ร้องไห้จนตาบวม แดงก่ำแล้วนั่น ไปๆ ไปล้างหน้าล้างตา"

เสียงแม่แจ่มใส มองผมด้วยความห่วงใย เสียงของแม่ไม่เหมือนเมื่อคืนที่แสนเย็นชาไร้ความรู้สึก ผมยิ่งเจ็บแปลบขึ้นมาในใจ แม่คงพยายามทำให้ผมไม่คิดมาก คราใดที่ผมเห็นแม่ทุกข์ใจ แม่จ๋ารู้ไว้เถิดผมเองกำลังตกนรกทั้งเป็น ผมเดินกลับขึ้นไปล้างหน้าล้างตาแล้วอาบน้ำ พออาบน้ำค่อยรู้สึกโล่งตัวขึ้นมาหน่อย ผมเดินลงมาอยากจะใส่บาตรเผื่อจิตใจมันจะสดใสเห็นทางสว่างขึ้นบ้าง แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว แม่ตื่นเช้ากว่าทุกวัน คงจะนอนไม่หลับ ผมเดินลงมายกของออกไปนอกบ้าน

"น้องมาค้างที่นี่เหรอลูก"

แม่ ถามขึ้นมาผมถึงกับสะอึก สะดุ้งพูดอะไรไม่ออก นิ่งอยู่ไม่พูดสักคำก้มหน้าดูโถข้าว

"แม่ไม่ว่าหรอกนะโย แม่รู้ว่าเราเองก็ลำบากใจ คงทุกข์ใจไม่น้อย แม่ห่วงแต่น้องมันกลัวจะหุนหันพลันแล่น ยิ่งดูเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่ เราเป็นพี่คอยบอกคอยเตือนน้องมันด้วยนะลูก"

แม่พูดเสียงอ่อนโยน ผมรู้สึกแปลกใจ แต่อีกด้านผมก็รู้สึกเหมือนมีน้ำทิพย์มาพรมที่กลางใจ

"แต่ เราถูกสั่งห้าม ไม่ให้.......เจอกัน นี่ครับแม่"

ผมพูดติดๆขัดๆ เหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ เปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก แม้จะพูดออกมาก็ยังก้มหน้าอยู่

"คนรักกันห้ามได้ด้วยเหรอลูก แม่ไม่ว่า พี่ปริศนาจะห้ามก็เรื่องของเขา แม่ไม่ได้สนับสนุนให้มันเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเป็นไปแล้ว เราจะมาแก้ที่ปลายเรื่องมันเห็นจะไม่เข้าที ตอนนี้เราจะทำยังไงที่จะประครองน้องมันให้ไปในทางที่ถูกที่ควรจะดีกว่า แม่เองก็เสียใจนะลูกที่มันเกิดเรื่องแบบนี้ แต่แม่เชื่อว่าลูกเองก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างทุกวันนี้ เอาเถอะ คนรักกันก็ยังดีกว่าเกลียดกัน"

แม่พูดเสียงราบเรียบไม่เย็นชาเหมือน เมื่อคืน แม่ลูบหัวผมเบาๆ ผมก้มลงกราบที่อกแม่ อิ่มใจ เหมือนคนหลงทางอยู่กลางทะเลทรายเดินทางอย่างอ่อนแรงแล้วเจอบ่อน้ำ แม่คือคนที่ผมรักที่สุดในชีวิต แม่คือทุกอย่างในชีวิตนี้ ผมรักแม่ รักแม่เกินกว่าที่จะพูดออกมาได้ ผมเก็บของแล้วเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทำงาน ผมออกจากบ้านเช้ากว่าทุกวัน นั่งรถไฟฟ้า เหม่อลอยจิตใจคิดวกไปเวียนมา แม้ถึงสถานีหมอชิตแล้วผมก็ยังคงนั่งอยู่ ยามเดินเข้ามาสะกิดผมถึงสะดุ้งลุกออกไป ผมนั่งแท็กซี่ไปที่ทำงานเพราะถ้านั่งต่อรถอย่างอื่นคงใจลอยเลยที่ทำงานไปอีก ผมถึงที่ทำงานเช้าก่อนใคร ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานมองเอกสารอยู่อย่างนั้นเหมือนกำลังจะหาคำตอบจาก เอกสารที่จ้องอยู่ แต่สายตาผมเพ่งลึกเข้าไปในกระดาษมองทะลุออกไป จิตใจผมวนเวียนคิดถึงเรื่องเมื่อคืน คำพูดทุกคำ สายตาของอาจารย์ปริศนา น้ำตาของแม่ "วิปริต" "เลี้ยงลูกให้ผิดเพศ" คำพูดเหล่านี้มันทำลายโสตประสาทผมหลอกหลอนให้จิตใจผมกระเจิงอยู่ ผม "วิปริตหรือ" "ผมวิปลาสผิดเพศมันน่ารังเกียจขนาดนี้เชียวหรือ"

"โย เป็นยังไงบ้าง ฉันรู้เรื่องหมดแล้วแก เอโทรบอก แก โอเคไหม"

เสียงพล ปลุกผมให้ตื่นจากความฝันอันโหดร้าย ผมสะดุ้ง ได้แต่มองหน้าพลแล้วพยักหน้า ไม่พูดอะไร แล้วผมก็หันกลับมามองที่เอกสารเหมือนเดิม

"ไอ้เด็กเปรต แหมไม่ชอบฉันก็ไม่น่าจะทำกันขนาดนี้เลย เลวที่สุด อย่าให้เจอนะจะด่าให้เสียคนไปเลย ไอ้ห่า"

พลสบถออกมา ผมได้แต่มองจมดิ่งลึกอยู่กับห้วงความคิดของตัวเอง

"อย่าคิดมากนะแก มันต้องมีทางออก เดี๋ยวแม่เอก็เข้าใจเองล่ะ"

เข้าใจเหรอ คงไม่มีทางคงไม่มีใครอยากเห็นลูกตัวเองวิปริตผิดเพศหรอก เอมันต้องเป็นผู้ชายธรรมดาที่มีครอบครัวที่แสนอบอุ่นอย่างที่อาจารย์ปริศนา วาดฝันไว้ ฉันเองนั่นล่ะที่ก้าวเข้ามาทำลายความฝันของเขา ฉันเองที่ทำทุกอย่างมันพัง มันแย่อยู่อย่างนี้ มันคงสมควรแล้วที่ฉันจะทนทุกข์ทรมาน ผมแย้งพลในใจ

"แก ฮึก.......ฉัน"

ผมพยายามจะพูดออกมาแต่ก้อนอะไรมันลงไปจุกคอ ร้องไห้ออกมา สะอื้น เหมือนเค้นเอาความช้ำเลือดช้ำหนองให้ออกมากับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา พลปรี่เข้ามากอดมันคงตกใจ

"ไม่เป็นไรนะแก ใจเย็นๆ อย่าคิดมาก"

พล ปลอบ แต่ในใจผมมันแหลกเหลวไปหมดแล้ว จะมีอะไรมาปลอบประโลมใจผมมันถึงจะดีขึ้นได้ ใจที่ตกห้วงเหวลึกมืดมิดหนาวเหน็บ จะมีแสงอันใด จะมีไออุ่นจากใครที่คอยช่วยเยียวยาหัวใจ

"โอ้โห โย มาแต่เช้าเลย ชนะพี่อีกนะเนี่ย"

เสียงทักดังมาจากประตู ผมปาดน้ำตาออกจากสองแก้มแล้วรีบก้มหน้าทำทีว่าทำงานอยู่ พลตอบรับแทน มันทักอยู่กับพี่เขาสักพักพยายามดึงความสนใจให้ไปทางอื่น ผมไล่น้ำตาออกไปแล้ว ทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด พอถึงเวลาทำงานผมก็พยายามดึงสติสมาธิทั้งหมดให้จดจ้องอยู่กับงาน แต่เอาไปเอามาผมทำอะไรไม่ได้เลย ภายในใจมันเหมือนภูเขาไฟที่ครุกรุ่นรอวันประทุ เอกสารที่พี่ภาเอามาให้แปลผมก็ทำไม่ดีต้องแก้ใหม่ จนพลต้องเอาไปแปลให้ มันคอยเดินมาตบบ่าผมเบาๆ ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดเผื่ออากาศมันจะทำให้ข้างในมันเย็นลงได้บ้าง พี่ภาเรียกผมเข้าไปพบตอนเกือบเที่ยง

"เป็นอะไรไปโย ดูไม่ดีเลย มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ เล่าให้พี่ฟังได้นะ"

พี่ภาถามอย่างห่วงใย ผมก้มหน้านิ่งมองใต้โต๊ะพี่ภาอยู่อย่างนั้น ส่ายหน้า

"เปล่าครับพี่ ผมไม่สบายใจนิดหน่อย"

ผมพูดออกไปเสียงเบา

"ไหวไหมโย ถ้าไม่ไหวพักก่อนได้นะ พี่ว่าเราคงไม่สบายใจมาก ไม่เคยเห็นเป็นแบบนี้"

พี่ ภายังคงสงสัย นี่ผมเป็นอะไรไปแล้ว แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออกเลยหรือ การงานเสียหมดเพราะสิ่งที่หมักหมมอยู่ในใจ

"แก เด็กนั่นโทรมา มันอยากเจออยากขอโทษ ไปด้วยกันหน่อยนะ เดี๋ยวแม่จะฉะให้กลับบ้านไม่ถูกเลยนี่ ไอ้เด็กเปรต"

พลกวักมือเรียก พอผมออกมาจากห้องพี่ภา ผมไม่ได้ยินดียินร้ายด้วย ไม่อยากจะรับรู้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว พอถึงเวลาเที่ยงผมก็ออกไปกินข้าวกับพล นั่งเขี่ยข้าวอยู่อย่างนั้นไม่ได้เอาเข้าปากสักคำ พลเองก็ได้แต่ถอนหายใจ  มันคงเป็นห่วงผมมากเหมือนกัน ผมไม่ได้อยากทำให้มันเป็นแบบนี้เลย แต่ผมฝืนยิ้มฝืนให้ตัวเองร่าเริงไม่ได้เลย เวลายิ้มก็ยิ้มแห้งๆ ไม่มีชีวิตชีวา พอกินข้าวเสร็จเราก็กลับเข้าไปทำงาน ทำได้พักเดียวผมก็เดินออกมาข้างนอก ออกมาสูดอากาศ แดดจ้าแรง ผมเดินฝ่าไปเซเว่น แต่เดินเข้าไปโดยไม่มีจุดประสงค์ เดินเหม่อลอยวนเวียนไปมา เดินออกมาโดยไม่มีอะไรติดมือมาเลย พอเลิกงานพลก็ลากมือผมขึ้นรถไปด้วย ตอนแรกผมจะไม่ไป ไม่รู้จะไปทำไม ไม่อยากเจอใครไม่อยากให้ใครเห็นสภาพอันย่ำแย่ของผม แต่พลมันก็เหมือนรู้ พอลากขึ้นรถได้ผมก็นั่งนิ่งไม่เอื้อมมือไปเปิดเพลงเหมือนอย่างเคย ผมไม่พูดอะไรสักคำ แค่พยักหน้าเวลามันชวนคุย พลคอยชำเลืองมองผมอยู่ตลอดเวลา ขอโทษนะพล ฉันไม่มีกระจิตกระใจแม้แต่จะพูดอะไร พอถึงที่นัด เป็นที่เดิมที่เราเคยนัดกัน ภาพของเอก็สะท้อมแจ่มชัดขึ้นมา รอยยิ้มที่ผมรัก ท่าทางยียวนกวนประสาทที่ผมไม่รู้จักเบื่อ เอ ฉันรักเธอมากนะ เธอรู้ไหม คิดแล้วรื้นน้ำตาก็ปกคลุมลูกตา ผมต้องกระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาไป พลลากผมขึ้นไปชั้นบน ถึงร้าน บอมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว มันยังใส่ชุดนักเรียน นั่งก้มหน้าอยู่ พลปรี่เข้าไปหาทันที

"ว่าไง ไอ้เด็กปากเปราะ"

พล แขวะตั้งแต่เดินยังไม่ถึงที่ มันเงยหน้าขึ้นมามองเราทั้งสอง ผมก็ต้องตกใจ เพราะใบหน้ามันบวมเปล่ง ปากเจ่อห้อเลือด เบ้าตาก็แดงคล้ำ เสื้อผ้ามอมแมม

"หวัด ดีครับพี่"

มันยกมือไหว้ แล้วหลบตาผม

"ไปฟัดกะหมาที่ไหนมาล่ะ โดนน้อยไปนะเนี่ย"

"พล"

ผมปรามเพราะพลยังแขวะมันไม่เลิก

"ผม มาขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ"

มันพูดลอดไรฟันออกมา เหมือนว่ากลัวดอกพิกุลจะร่วง

"รู้สึกตัวด้วยเหรอว่าทำผิด เรารู้ตัวไหมว่าทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ไม่ชอบพี่ ก็ไม่เห็นต้องทำกันถึงขนาดนี้ เอกับโยเขาไม่รู้เรื่องด้วย พี่เป็นคนอยากรู้จักเราเองเลยขอให้เอติดต่อให้ แต่ดูเราทำสิ ทำให้คนรักกันเขามีปัญหา สะใจหรือยัง"

พลพูดเสียงดังจ้องมันเขม็ง

"พี่ ผมไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้นะ ผมแค่อยากแกล้งไอ้เอมัน ไม่คิดว่าแม่มันจะ"

มัน เงยหน้าขึ้นมาจ้องพลอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน แต่มันก็ลดเสียงลงตอนท้ายประโยค เหลือบมามองผมแล้วหลุบตาลง

"ผมขอโทษ นะพี่"

เสียงมันเครือๆ ยิ่งฟังยิ่งร้าวจับใจ

"ทำไมต้องทำอะไรกันรุนแรงขนาดนี้ด้วย เอ นี่เหลือเกินจริงๆ"

ผมพูดออกไป มองมันอย่างห่วงใยเพราะดูท่าคงเล่นกันแรงเหมือนกัน หน้าตาถึงได้บูดเบี้ยวแบบนี้

"ต่อให้มันทำเยอะกว่านี้ผมก็ทนได้ครับ พี่ ถ้าทำให้ไอ้เอกลับมาเป็นเหมือนเดิม มันเปลี่ยนไป มันเกลียดผมไปเลย ผมไม่รู้จะทำยังไงดี"

บอมระบายออกมาอย่างคับแค้นใจ

"เป็นยัง ไงล่ะ ตอนทำไม่คิด โดนซะบ้าง สม"

"พล พอได้แล้ว"

บอมจ้องหน้า พลอย่างโกรธแค้น ผมต้องปรามเอาไว้

"นี่มันก็ไปกินเหล้า ทั้งที่มันเลิกกินมาตั้งนานแล้ว คงเพราะพี่ที่ทำให้มันเลิก"

"อ้อ เพื่อนไม่ชวนสินะ ถึงแจ้นมาบอก"

"พี่"

มันลุกขึ้นกำหมัด จ้องหน้าพลยังกับจะควักตับไตใส้พุงออกมา

"พล พอแล้ว"

ผมพูด เสียงดุแล้วมองมัน

"นั่งลงก่อนเถอะบอม ค่อยๆพูดกัน เอเองก็ทำเกินไปเป็นเพื่อนกันแท้ๆ ทำไมต้องรุนแรงถึงขนาดนี้ด้วย เจ็บไหม เรากินข้าวหรือยังครับ เดี๋ยวพี่พาไปกินข้าว แล้วไปหาหมอนะ"

ผมพูด เสียงอ่อนโยน อ่อนล้าในใจ

"แม่พระเหลือเกิ๊น"

พลยังไม่ยอม หยุด ผมต้องหันไปจิกด้วยสายตามันถึงยอมนิ่ง

"ผมไม่เป็นไรหรอกครับพี่ แค่นี้มันยังน้อยไป อย่างที่พี่เขาบอกจริงๆ เพราะมันยังเจ็บน้อยกว่าที่เอมันเป็นอยู่ ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้นะครับ พี่ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ"

มัน พูดเสียงเศร้า เหมือนมันร้องไห้ แต่ผมมองไม่เห็นเพราะมันก้มหน้าอยู่

"เอา เถอะบอม อย่าคิดมาก ไม่เกี่ยวกับเราหรอก สิ่งที่มันผ่านมาแล้วมันทำอะไรไม่ได้หรอก ที่ทำได้คือแก้ปัญหาไป สักวันแม่เอก็ต้องรู้อยู่ดี ยังไงพี่กับเอก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้ เราไม่ผิดหรอก ไม่ต้องคิดมาก เรื่องเอเดี๋ยวพี่จัดการให้ ไม่ต้องเป็นห่วง เราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่พาไปหาหมอ ล้างแผลสักหน่อย นี่ถ้าพ่อแม่เราเห็นไม่เอาเรื่องแย่หรือ"

ผมพยายามตัดบทให้จบโดยเร็ว เห็นใจมัน แต่เอของผมล่ะ ป่านนี้มันจะเป็นยังไง ยิ่งได้ยินว่าไปกินเหล้า เวลามันเมา อ๊วกใครจะดูแล ใครจะคอยกอดมัน ผมเป็นห่วงมันเหลือเกิน น้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง ผมกระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาไปจากหางตา ผมลุกขึ้นเดินนำหน้าทุกคนไป พลฉุดบอมให้เดินคู่กับมัน ตอนแรกมันเหวี่ยงมือออก แต่พลก็ไม่ยอม พอหลับหลังผมพลก็กัดน้องมันไม่ยอมหยุด เสียงมันทะเลาะกันไม่ใช่เบาจนผมต้องหันมาดึงแขนบอมเอาไปเดินคู่กัน แล้วเอ็ดพลมันก็ทำหน้ามึนใส่คงจะหมั่นไว้บอมมัน

"ผมรู้แล้วล่ะครับ ว่าทำไมเอมันถึงรักพี่ ผมไม่แปลกใจเลย ถ้าเป็นผมเองผมก็คงรักพี่เหมือนกัน"

บอมมองหน้าผม ไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำพูดของมันแม้แต่น้อย พี่ไม่ได้ดีเด่อะไรหรอกนะบอม พี่ทำให้ใครต่อใครเสียใจ เพียงเพราะรสนิยมส่วนตัว หรือที่อาจารย์ปริศนาเรียกว่า "วิปริตวิปลาส" อย่าเอาเพียงแค่เปลือกนอกของพี่มาตัดสินเลยว่าพี่คู่ควรสำหรับความรักจากใคร คิดมาก็สะท้อนยอกให้ใจเจ็บช้ำปวดร้าว บาดแผลนับวันมันไม่มีทีท่าว่าจะหายเลย ยิ่งกรีดลึกทรมาน เวลาใครพูดอะไรขึ้นมาผมก็เอามาตีใส่มันให้แผลมันเปิดเจ็บช้ำกว่าเดิม ผมอมยิ้มแห้งๆให้บอมแล้วรีบเดินไปร้านอาหาร  เรากินข้าวเสร็จพลก็ขับรถพาเราไปคลีนิกแถวอโศก เพราะตอนเรียนเคยไปหาบ่อยครั้งและรู้จักกับหมอประจำร้านด้วย หมอล้างแผลทำความสะอาดให้บอม ผมก็นั่งรอกับพล ในใจผมคิดถึงแต่เอผมพยายามกดโทรศัพท์หามันทุกห้านาที แต่มันไม่รับสายเลย ทำอะไรอยู่นะคนดี เธอทำอะไรอยู่ พูดให้ได้ยินเสียงสักหน่อยเถิด ฉันใจจะขาด ได้โปรดเถิด รับสายฉันหน่อย ผมเหมือนคนบ้ามองแต่โทรศัพท์ ทั้งเขียนข้อความ ทั้งโทรออก แต่ปฏิกริยาตอบรับไม่มีเลย มันยิ่งเป็นเหมือนไฟสุมใจให้ร้อนรนกว่าเดิม

พลขับรถมาส่งผมที่บ้าน ตอนแรกบอมจะกลับบ้านเองเพราะคงทะเลาะกับพล แต่ผมขอไว้ มันจึงยอม รายของผมนั้นยิ้มมุมปากทันทีเมื่อได้ไปส่งบอมมันที่บ้าน ผมต้องกำชับพลว่าอย่าว่าน้องมันอีก แล้วผมก็ให้เบอร์บอมไปถ้าหากพลว่าอะไรให้รายงานผม ไม่อยากทำแบบนี้แต่ไม่รู้ทำไมไม่อยากให้ทุกอย่างมันเลวร้ายลงไปมากกว่านี้

ผม ถึงบ้านเกือบสามทุ่ม แม่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะผมอยู่คุยกับแม่ครู่ใหญ่จึงขึ้นไปอาบน้ำชำระความ เหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน พอเสร็จผมก็ล้มลงบนเตียงแหงนมองเพดานอย่างหดหู่ คิดถึงเอที่เคยนอนคลอเคลียอยู่ข้างกาย ป่านนี้มันจะเป็นยังไงนะ ผมเอาโทรศัพท์มากดโทรหามันอีกครั้ง อยากได้ยินเสียง พลันก็มีโทรศัพท์เรียกเข้ามาเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้น ผมลังเลก่อนจะกดรับ

"สวัสดี ครับ"

ผมกรอกเสียงตามสายไป

"เอ่อ พี่โยหรือเปล่าครับ ผมบ๊อบนะครับ เป็นเพื่อนเอ"

เสียงอีกฝั่งดังมามันทำให้ผมกระเด้งตัว ลุกขึ้น

"ครับ ใช่ครับ เออยู่กับเราหรือ"

น้ำเสียงผมร้อนรน

"ครับ พี่ มันเมามาก มันขอให้ผมโทรหาพี่"

"เอเป็นอะไรมากไหม แล้วตอนนี้อยู่ไหนครับ น้อง"

ผมเร่งถามเพราะร้อนใจ

"มันเมา พี่ พากลับก็ไม่กลับ จะคุยกับพี่ท่าเดียว นี่มันก็แดกเหล้าไปคนเดียวเลย ไม่รู้หิวเหล้ามาจากไหน พี่มารับมันหน่อยสิครับ"

หลังจากวางสายผมก็ เปลี่ยนเสื้อผ้ารีบออกจากบ้านทันที บอกแม่ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง แม่เข้าใจไม่ได้ห้ามอะไร ผมนั่งแท็กซี่ไปยังพัฒนาการซอยสามสิบบ้านของบ๊อบที่โทรมาเมื่อครู่ จากบ้านผมถึงพฒนาการไม่ไกลกันมากนัก พอถึงผมก็โทรหาบ๊อบอีกที รอสักพักมันก็ออกมารับ ผมเดินตามเข้าไปในบ้าน ไม่มีใครภายในบ้าน มันเดินนำขึ้นไปบนห้องมัน พอเปิดห้องเข้าไปผมก็ยืนนิ่งอยู่ มีเพื่อนมันอีกสองคน พวกมันดูเหมือนจะเมาเหมือนกันแต่ยังนั่งอยู่ ผมกวาดสายตามองหาเอ มันนอนแผ่อยู่บนเตียงทั้งชุดนักเรียน นอนดิ้นไปมา

"เอ"

ผม เรียกออกมา ใจหล่นลอยหายไป สภาพมันน่าสงสารเหลือเกิน มันร้องไห้อยู่ดิ้นคว้านั่นคว้านี่อยู่

"ตัวเอง อยู่หนาย ที่ร้ากกูอยู่หนาย อ้ายเหี้ย มึงพาเมียกูมาหาหน่อย อ้ายเหี้ย"

มันพูดทั้งน้ำตา ผมยืนนิ่งดูอยู่ บ๊อบมันหันมามองผมแล้วพยักหน้าให้ ผมน้ำตาร่วงออกมาทันที ปวดใจเหลือเกิน

"เอ เอ กลับบ้าน"

ผม เข้าไปเขย่าตัวมัน

"ม่ายกลับ กู ม่ายกลับ กูจาคุยกับ ที่ร้ากกู มึงโทรหา ที่ร้ากกูให้หน่อย อ้ายเหี้ย บ๊อบ"

มันปัดมือผมออก ผมทรุดตัวลงนั่งข้างตัวมัน ร้องไห้ ลูบตามแขนที่มีรอยฟกช้ำ ใบหน้ามันก็ฟกช้ำ สงสารจับใจ

"เอ ฉันเอง นี่ฉันเอง"

ผมพูดออก ไปเสียงเครือไปด้วยน้ำตา เพื่อนมันคงแปลกใจแต่ผมมองไม่เห็นใครแล้วในตอนนี้ คนที่ผมห่วงใยคนที่เป็นดวงใจอยู่ตรงหน้า เขากำลังทรมานด้วยฤทธิ์เหล้าหรือจะด้วยอะไรก็ตามแต่ มันทำให้ใจผมร้าวรานเหลือเกิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น