วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 51

ผมตื่นแต่เช้ามาเตรียมอาหารเพื่อใส่บาตร พลลุกมาช่วยอีกคน ดอกไม้เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว พอเสร็จก็ไปอาบน้ำ แม่รออยู่ก่อนแล้ว ผมเดินไปปลุกบอม มันขี้เซากว่าเอเยอะต้องเขย่าอยู่นานกว่าจะรู้สึกตัว พอตื่นมาก็นั่งจ้องหน้าผมไม่พูดไม่จา จนผมกลัว ต้องเรียกอีกทีมันถึงรู้สึกตัว กว่าจะให้มันไปอาบน้ำได้ก็เกือบสาย พลต้องมายืนบ่นใส่ พอใส่บาตรเสร็จก็มาทำกับข้าว บอมนั่งดูโทรทัศน์กับแม่ แต่นั่งดูท่าไหนไม่รู้ปรากฏว่านั่งหลับ พอเราไปเจอก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้


"ต๊าย เหลือเกินจริงๆนะไอ้นี่"

พลพูดแล้วเข้าไปจะแกล้งมัน

"นี่แกอย่าไปแกล้งมันสิ มันคงไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้"

"แหมแล้วตอนมันไปโรงเรียนล่ะแก ไม่ต้องตื่นเช้าเหรอ"

"แหม ก็เราเล่นปลุกมันซะตีห้า มันคงตื่นไปโรงเรียนเวลานี้หรอกนะ"

"ไอ้ บอม!!!!"

พลตะโกน บอมสะดุ้งตื่น ทำหน้าเหรอหรา เราหัวเราะแม่เองก็หัวเราะ

"แหมหลับลึกแบบนี้เดี๋ยวก็โดนปองร้ายหรอกแก"

"เฮ้ย อย่านะ อย่ามายุ่งกับผม"

มันทำท่ากลัวกระเถิบไปติดพนักโซฟา

"ตอนแรกว่าจะไม่อ่ะนะ แต่พอเห็นหลับลึกแบบนี้ทำอะไรไปแกก็คงไม่รู้ตัว อิอิ จะยอมฝืนใจทำ"

"บ้า ทุเรศ คนฉวยโอกาศ"

"เกินไป ไอ้บอม ฉันล้อเล่นหรอก แหมน่าพิศมัยตายล่ะแกน่ะ"

"ไม่รู้ล่ะ อย่ามายุ่งกับผม"

"เออ บอมกินน้ำส้มก่อนไหมเดี๋ยวพี่ไปเอาให้ หรือจะเอานม"

ผมตัดบทก่อนที่แม่จะหนักใจเพราะเริ่มมองแล้ว

"เอานมครับ"

"ต๊าย กินนม"

"ทำไม ผมกินนมดิตัวถึงโตกว่าคนที่ไม่กินอย่างพี่ไง"

"ฉันหุ่นดีย่ะ แหม ตัวโตแล้วไง มีน้ำยาเหรอ"

"พล"

ผมปรามเพราะมันเริ่มจะวกมาเรื่องลามกอีกเหมือนเคย

"ไปรอข้างนอกไปแก เอาอะไรป่ะจะได้ยกออกไปทีเดียว"

ผมดุมันแล้วไล่ออกไปรอข้างนอก มันเดินกระฟัดกระเฟียดออกไปรอที่ม้าหินอ่อนข้างนอก ผมยกถาดใส่ของกินเล่นมาให้พวกมัน พอกินข้าวเสร็จตอนสายก็เอาพระลงมาจากห้องแม่ ผมตั้งโต๊ะหมู่บูชาที่ลานหน้าบ้าน เอาดอกไม้ที่เตรียมไว้มาประดับ เตรียมน้ำอบแล้วก็ปูเสื่อสวดมนต์ก่อนที่จะสรงน้ำพระ พอเสร็จผมก็เอาพวงมาลัยดอกมะลิมาไหว้แม่ ขอพร

"โย โตขึ้นอีกปีนะลูก ผ่านอะไรมาก็ไม่น้อย ตั้งจิตให้มั่นอย่าไหวเอน คิดให้ดีก่อนพูด ก่อนทำ มีสติ อย่าได้เจ็บได้ไข้ สิ่งที่ผ่านที่ล่วงมาแล้วปล่อยวางให้มันดำเนินไปตามกรรม แม่ดีใจที่มีโย ไม่เคยเสียใจเลย ไม่ว่าโยจะทำอะไรเพราะแม่มั่นใจว่าโยเป็นเด็กดีของแม่เสมอ"

แม่ลูบหัวให้พรอยู่ น้ำตาซึมผมกราบลงตักแม่ พอเสร็จพลก็มาไหว้แม่บ้าง บอมเห็นมันก็ทำตาม มันบอกว่ามันไม่เคยทำแบบนี้ เขินๆแต่ก็อยากทำ แม่ให้พรมันคงถูกใจเพราะยิ้มร่าเริง พอบ่ายแก่ๆเราก็เตรียมตัวไปเล่นน้ำที่สีลมอีกเหมือนเคย ผมคิดว่าจะเล่นเป็นวันสุดท้ายแล้ว เพราะปกติจะไม่เล่นน้ำมากเพราะกลัวไม่สบาย เราออกจากบ้านสี่โมงกว่า แดดยังร้อนจ้าเหมือนบ่ายโมง นั่งรถไฟไปเหมือนเดิม วันนี้คนเยอะกว่าเดิมเสียงโห่ร้องยังอื้ออึงดังกระหึ่มทั่วบริเวณถนนสีลม เราเดินไปเล่นที่ซอยสี่เหมือนเดิม เจอกบกับกายเต้นอยู่บนลำโพงหน้าร้านเดิม

"อีพลขึ้นมาสิแก"

กบร้องทักแล้วดึงแขนผมให้ฝ่าคนเข้าไปอยู่ใกล้ๆลำโพง บอมอยู่ข้างหลังผม

"ต๊ายตะวันยังไม่ตกดินเลยแก มาดูผีปอบพวกนี้แก่กล้าสามารถ"

"นี่ อย่ามาเยอะนะ จะขึ้นไม่ขึ้น"

กบแว๊ดกลับมา

"ไม่เอาหรอกแก เด๊่ยวโยมันไม่มีเพื่อนอยู่ข้างล่าง"

พลบอกแล้วเดินดันคนเข้ามาหาผมกับบอม

"ต๊าย ตัวอ่อน น่ารักจังเลยครับน้อง"

แต่ยังไม่ถึงผมพลก็ปรี่เข้าหาเด็กกลุ่มที่อยู่ข้างหน้าแล้วเอาแป้งดินสอพองละลายน้ำประคนนั้นคนนี้ชุนละมุนอยู่

"ไปประแป้งกับเขาสิบอม"

ผมแนะเพราะเห็นมันชะเง้อดูอยู่

"ไม่เอาอ่ะ กินเบียร์ดีกว่า"

"กินแต่วันเลยเหรอ มาเดี๋ยวพี่สั่งให้ พลๆ แกเอาเบียร์ไหม"

ผมร้องถามพลที่กำลังนัวเนียอยู่กับเด็ก

"น้องครับ กินเบียร์ไหมเดี๋ยวพี่เลี้ยง"

พลเสนอมีหรือที่เด็กมันจะไม่สน กินเป็นไม่เป็นก็เอาไว้ก่อน สรุปพลสั่งเบียร์มาเป็นลัง บอมเองก็กินไม่มากเพราะผมห้ามไว้ ตอนแรกทำหน้ามุ่ยแต่มันก็ยอมฟัง ผมไม่ค่อยอยากจะประแป้งหรือสาดน้ำใครเพราะวันนี้รู้สึกไม่สนุกคนเยอะเกิน ยิ่งค่ำคนยิ่งแน่นเบียดเสียดกันเข้ามาเหตุการณ์น่าจะเป็นเหมือนเมื่อคืน ผมจึงงอแงชวนพลกลับ ตอนแรกมันก็เย้วๆอยู่บอมเองก็ดูสนุกไปกับฝูงชน แต่ด้วยความเห็นแก่ตัวของผมเราจึงตกลงใจกลับ เรากลับตอนหกโมงกว่าๆ เพราะผมรู้สึกเหมือนจะไม่สบาย พลแวะไปส่งผมก่อนแล้วก็ไปส่งบอม ผมอาบน้ำแล้วลงมากินข้าว กินยาเสร็จก็ขึ้นบ้านไปนอนพัก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเบอร์ที่ไม่เคยเห็น ผมรีบคว้าโทรศัพท์มารับ

"ตัวเอง เค้าเองน้า"

ผมอึ้งพูดไม่ออก หัวใจเต้นแรงอีกครั้ง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงนี้ คิดถึงเหลือเกิน

"เอ"

ผมร้องออกไป

"สุขสันต์วันเกิดน้า เค้าโทรมาช้าไปหน่อย โทษทีน้า เค้าทำใจไม่ได้ที่จะโทรหาตัวเอง กลัวว่าจะหนีลงมากรุงเทพฯ"

"เอสบายดีไหม ทำไมหายเงียบไปเลย รู้ไหมว่าเป็นห่วง"

ผมพรั่งพรูออกไป น้ำตาไหลออกมาตอนไหนไม่รู้ตัว

"เค้าขอโทษนะคะ เค้าคุยกับลุงใหญ่แล้ว ลุงเค้าสงสาร เค้าบอกจะช่วยคุยกับแม่ให้ ตัวเอง เรามีความหวังแล้ว เค้าเลยโทรหาตัวเอง ตัวเองคิดถึงเค้าไหม"

เสียงมันไม่แจ่มใสเหมือนเคย คงทุกข์ใจมาก โถ เอ

"คิดถึง คิดถึงมากรู้ไหม เอ อย่าทำแบบนี้ เอไม่ได้เจ็บคนเดียวนะ ฉันเองก็เจ็บ อย่าหายไปแบบนี้"

ผมกัดปากตัวเองให้น้ำตาไหลอย่างเดียวไม่ให้สะอื้นออกมา

"เค้าเป็นคนไม่ดี เค้าทำให้ตัวเองเจ็บ เคยสัญญาไว้แล้ว แต่ทำไม่ได้ เค้าขอโทษน้า อย่าโกรธเค้าน้า ที่รัก"

มันก็ร้องไห้ ผมสะท้อนเจ็บลึกลงไปในใจลึกลงไปในใจ ได้ยินเสียงมันแทนที่จะดีใจกลับปวดร้าว

"เค้าทรมานเหลือเกิน อยากอยู่กับตัวเอง อยากอยู่ใกล้ๆ ถ้าแม่ยอมแล้วเราไปอยู่ด้วยกันน้า"

"เอ คิดถึงเอ มากรู้ไหม คิดถึงมากเหลือเกิน"

"เค้าก็คิดถึงตัวเอง นี่เค้าผอมลงเยอะเลย ไม่กินข้าวคิดถึงตัวเอง"

"ไม่ดีนะเอ อย่าทำร้ายตัวเอง คิดถึงกันก็ดูแลตัวเองดีๆ"

น่าประหลาดที่น้ำตาที่ไหลออกมาจากตอนแรกที่เสียใจ แต่พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคยรักเสียเหลือเกิน ใจเต้นระริกมีแต่ความปรีดา ผมคุยกับเออยู่สักพักจึงปล่อยให้มันไป ความสุขที่ดูเลือนรางหายไปเปล่งแสงทอประกายอีกครั้ง เอให้เบอร์มือถือมาเพราะลุกใหญ่ที่มันบอกเห็นใจและคงกลัวว่าหลานจะทำร้ายตัวเองไปมากกว่านี้จึงซื้อมือถือให้ ผมดีใจ มีความสุขที่สุด ผมนอนหลับไปด้วยความอิ่มเอมในใจ อย่างน้อยก็รู้ว่าในความมืดนั้นยังมีแสงสว่างอยู่ เป็นลางที่ดีที่อาจารย์ปริศนาจะยอมเข้าใจหรือเปิดใจบ้าง ใจชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง

หลังจากวันเกิดดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผมคุยกับเอทุกวันถึงแม้จะอยู่ห่างกันแต่อย่างน้อยก็รู้ว่ามันก็คิดถึงผมมากเหมือนกัน เราประครองรักให้กันและกันแม้มันจะมีขวากหนามมากมายเพียงใด น้ำหล่อเลี้ยงใจที่ได้รับมันเหมือนจะเหือดหายไปแค่เพียงข้ามคืน เพราะเอโทรมาบอกหลังจากสงกรานต์ได้เพียงสัปดาห์เดียวว่าอาจารย์ปริศนาขึ้นไปอาละวาดที่เชียงใหม่

"ตัวเอง แม่ทะเลาะกับลุงใหญ่อ่ะ เค้าจะทำยังไงดี ทำไมแม่ไม่เข้าใจเสียที ทำไม"

เอเสียงเศร้าเหมือนมันกำลังร้องไห้ ผมจุกพูดไม่ออก เหมือนทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแต่ทำไมมันกลับตาลปัตรแบบนี้ ผมใจหายตอนนี้ไม่ได้ร้องไห้ รู้สึกชินกับความเสียใจ หัวใจมันชาชินไปแล้ว น้ำตาเหือดแห้งไป ในใจปวดร้าวแต่มันก็ไม่แสดงอาการอะไรออกมา เหมือนจำยอมรับกับสภาพ ผมได้แต่ปลอบใจอย่าให้มันคิดมาก มันต้องมีทางออกสักทางให้เราสองคนก้าวเดินไป แม้จะริบหรี่เต็มทีแต่ผมเชื่อเสมอว่าตราบใดที่เราเกาะกุมมือกันไป ฝ่ามรสุมหัวใจไปด้วยกันสุดท้ายแล้ว แสงสว่างแห่งใจนั้นก็รออยู่เบื้องหน้าไม่ไกล แต่ทว่าพอเอวางสายไปเหมือนความทุกข์ตรมทั้งหลายทั้งปวงมันได้ดันมาทางผม หลับตาลงเหมือนความมืดมิดมันปกคลุมทั่วทั้งใจ มันมืดกว่าไร้แสงมันแฝงไปด้วยความเหน็บหนาวที่เสียดแทงกายและใจอยู่ ผมเผชิญกับเรื่องบั่นทอนหัวใจอีกแล้วหรือ พอสิ้นเสียงจากเอเหมือนหัวใจผมแตกสลายไปทันตา ผมล้มลงเตียงเหม่อมองเพดานห้องอยู่อย่างนั้น น้ำตาไหลออกมา ไม่สะอื้น มันเจ็บจุกอยู่กลางใจ ปวดร้าวไปทั่วทุกขุมขน ผมยกมือเอากำปั้นทุบอกตัวเองอีกครั้ง เจ็บจุกเข้าไปข้างในหายใจไม่ออก กรรมนี้ช่างมหันต์นัก ทุบเพื่อเตือนสติว่าผมยังมีลมหายใจแม้มันกำลังจะขาดรอนๆ ผมกัดปากตัวเองจนเจ็บความเค็มประแล่มๆของเลือดไหลซึมผ่านคอลงไป ไม่สะอื้นออกมาแม้แต่น้อย แต่ทำไมรู้สึกอ่อนล้ากว่าการที่ร้องไห้แล้วสะอื้น หัวอกที่กลัดหนองมานานเหมือนโดนสะกิดให้มันบวมปวดยิ่งกว่าเดิม หวังว่ามันจะดีขึ้นแค่เพียงข้ามคืนก็เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ถ้ารักนี้มันยากนัก ให้มันจบให้มันพอลงตรงนี้จะดีไหม ให้มันจบเสียที ผมต้านทานไม่ไหวแล้ว ทำไมเอไม่บอกเลิกผมไปเลย ผมยอมเจ็บที่สุดวันนี้ ดีกว่าเจ็บสะสมเพิ่มพูนมากขึ้นทุกวัน ผมควรจะทำยังไงดี หรือจะบอกมันให้ตัดใจจากกันไป เผื่อว่าเรื่องทุกอย่างมันจะได้ดีขึ้น ผมทุกข์คนเดียวผมทนได้ แต่คนรอบข้างเป็นทุกข์ด้วยผมทนไม่ได้ เสียใจจนไม่รู้จะเอาคำใดมาทดแทน ปวดใจไม่รู้จะมีอะไรเจ็บไปกว่านี้อีกไหม แต่ถ้าให้บอกเลิกกัน ผมเองก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี แค่เพียงคิดว่าวันไหนที่ใจจะไม่ได้คิดถึงมัน ผมก็สั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ แค่คิดว่าลมหายใจอุ่นนั้นจะไม่มีโอกาศได้สูดกลิ่นเข้าไปอีกแล้ว ใจผมก็หลุดปลิวลอยหายไป เจ็บยิ่งกว่าตอนนี้ที่แม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นมากมาย แต่อย่างน้อยก็ได้รัก อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าผมจะต่อสู้ไปเพื่ออะไร เพื่อคำว่ารัก เพื่อเขาคนนั้น เพื่อลมหายใจอุ่นนั้น เพื่อกลิ่นกายที่ผมปรารถนา เพื่อเอ

ผมนอนไม่ได้ข่มตาให้หลับแต่ใจมันตื่น ผมลุกขึ้นมาสวดมนต์แล้วนั่งสมาธิ ผลคือน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไหล จะมีธรรมอันใดเข้าถึงจิตใจที่หมกมุ่นไฟกิเลสครอบงำอยู่เช่นนี้ ผมทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเสียใจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น