วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 7

ผมถึงมหาฯลัยตอนเก้าโมงกว่า เดินไปม้านั่งที่ประจำประจำหน้าคณะ เห็นกบนั่งอ่านหนังสืออยู่ก่อนแล้ว กบเป็นเพื่อนร่วมคณะ ที่สนิทกันพอสมควร อีกคนคือกาย ผมกับจ๋ารู้จักสองคนนี้และสนิทกันเพราะพล ทั้งสามคนนี้เป็นขาเที่ยวกลางคืน มักจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังอยู่เสมอ กบเป็นเด็กต่างจังหวัด ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น นครราชสีมา ส่วนกาย เป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะ เพราะที่บ้านทำธุรกิจส่งออก อัญญมณี มีรีสอร์ท อยู่เกาะช้างสองแห่ง แต่กายมักจะไม่ค่อยอวดตัวเองนัก เว้นแต่ของใช้ส่วนตัว เพราะ กายถือเป็นเจ้าแม่แบรนด์เนม แข่งกับพล กบนั่งหน้ามุ่ย ก้มอ่านหนังสืออยู่


"อ้าว กบ มานานแล้วเหรอ แล้วกายล่ะ"


ผมทัก แล้วนั่งลงตรงข้าม


"มันไปแรดที่โรงอาหาร นี่แก วันเกิดอีพลน่ะ ไปหลังสวนกันนะแก เดี๋ยวชั้นจะกรีดตาไปให้แกดู ได้ตัวใหม่มา"

กบเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เล่าอย่างเบิกบาน


"แกซื้อเองเหรอ ยี่ห้ออะไรล่ะ"


"เปล่าหรอก ของอีกายมัน"


กบตอบ หน้าเผือดลง นิดเดียวแล้วก็ ตีสีหน้าขึ้นมาใหม่


"ก็ของมันเยอะแก ของแมค มันไม่ใช้แล้ว ชั้นก็เลยจุ๊บมา นี่แกดู ยังใหม่ๆ อยู่เลย"


กบล้วงเอา อายไลน์เนอร์ในกระเป๋าออกมาอวด ผมก็มองดูโดยไม่มีความรู้อันใดจะไปคุยกับมัน ได้แต่พยักหน้า แปลกที่สองคนนี้มันชอบซื้อของแบบนี้ ทั้งที่กายเอง หน้าตาก็จัดว่าดี ดีกว่าใครในกลุ่มเสียอีก ส่วนกบ แต่งหน่อยก็ดี

"อ้าว โย มานานยัง"


เสียงกายทักมาจากข้างหลัง จ๋าเดินมากับกายด้วย


"นี่ แก วันนี้ไปกินหมูกระทะกัน เดี๋ยวชั้นโทรนัด นังพลให้"


จ๋าบอก พลางนั่งลงข้างผม


"อีกบ แกทำอะไรน่ะ ต๊าย ยังกะผีกระสือ"

จ๋าร้องเสียงหลง แล้วล้มตัวลงใส่ผมหัวเราะเสียงดัง


"อีบ้า แกทำอะไร อีกบ ต๊าย เป็นตุ๊ดซะเปล่า กรีดตาก็ไม่เป็น"

กายเสริม เราสามคนหัวเราะ ที่กบ กรีดขอบตาดำปี๋เหมือนหมีแพนด้า ผมก็นึกว่ามันก้มหน้าทำอะไร กรีดตานี่เอง กบวิ่งหนีไปเข้าห้องน้ำ กว่าที่เราสามคนจะหยุดหัวเราะ ก็เล่นเอาปวดท้อง น้ำหูน้ำตาไหล พอสิบโมงครึ่งก็เข้าเรียน สรุปนั่งเรียนทั้งคาบ เต็มไปด้วยความทรมาน เพราะกลั้นหัวเราะ เพราะถึงแม้กบจะลบออก แต่ลอยดำก็ยังไม่จางเท่าไหร่ ผมว่ายิ่งไปกระจายความดำให้มันกว้างขึ้น เป็นหมีแพนด้าไปจริงๆ อาจารย์ก็แซว กบต้องวิ่งเข้าห้องน้ำอีกรอบ อาจารย์เองก็หัวเราะ จนไม่สอน แต่เป็นสั่งงานแทน กว่าจะหมดคาบเรียนเล่นเอาเกือบตาย เพราะกลั้นขำจนปวดท้อง เราลงมานั่งที่เดิม แต่ก็ต้องลดความสนุกสนานลงทันที เพราะโต๊ะข้างๆ มีเด็กคณะออกแบบ นั่งอยู่สี่คน หนึ่งในนั้นคือนัท เพื่อนของกายสมัยปีหนึ่ง เคยเที่ยวด้วยกันอยู่พักใหญ่ แต่ก็ทะเลาะกัน เพราะนัทขี้โอ่เกินไป กายเลยไม่ชอบ จากเพื่อนกัน ก็กลายเป็นไม่ถูกกันไปเลย ฐานะทางบ้านของนัทถือว่าร่ำรวยเพราะพ่อของนัททำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ สร้างคอนโด นัทไม่เหมือนกับกายตรงที่ โอ้อวดสุดจะบรรยาย ของใช้ก็ต้องนำเข้า รถก็ต้องขับเบนซ์ อะไรมาใหม่ มันต้องเอามาอวดเพื่อนก่อนใคร อีกสามคนเป็นเบ้ให้มัน ผมไม่ค่อยสนใจ รู้สึกจะชื่อ แดน เก่ง หนุ่ม เห็นกายเคยบอกว่า เป็นกระเทยปลายแถว ไม่มีใครเอา ไม่มีรสนิยม พูดจาไม่เข้าหูคน ทำตัวต่ำทราม ประมาณนี้ ที่ยอมคบกับนัท เพราะ นัทเองก็ไม่มีคนคบ เอาเงินซื้อกันไว้ ผมไม่ได้ใส่ใจนักเพราะไม่เคยเสวนาด้วยสักครั้ง

"ต๊าย อี หนุ่ม แกได้กลิ่นอะไร มั้ยแก เหม็นๆ"


เสียงของ แดน แปร๋นขึ้นมา


"เออ นั่นสิ อีเก่ง แกไปเหยียบขี้มารึปล่าววะ"


หนุ่ม เสริม


"นี่พวกแก กลิ่นนี้น่ะ มันเป็นกลิ่นคนจน เหม็นสาปคนจนไงแก"


ตัวแม่มันสรุปให้ เราสี่คนยืนมองหน้ากัน ไม่รู้มันเจาะจงว่าใคร แต่เห็นกายหน้าแดง

"นี่กบ พวกที่เพิ่งรวยน่ะ เขาเรียกว่าอะไรนะแก"


กายพูดเน้นเสียง สายตาจ้องมองหน้า นัทอย่างกับจะกินเลือด กินเนื้อ


"พวกเศรษฐีใหม่ไงแก อุ๊ยต๊าย ไม่อยากจะสมาคมหรอกนะ พวกมีแต่เงิน แต่ไม่มีมารยาท"


กบจีบปากจีบคอ

"อีดอก มึงว่าใคร"


นัทเด้งตัวลุกขึ้นยืน ชี้หน้ามาที่เรา เพราะมันดูไม่ออกว่าชี้ใครจริงๆ


"เห็นจะจริงว่ะกบ ดูสิ สำเนียงส่อภาษา กริยา ส่อสกุล จริงๆ"


กบเบะปาก


"อี เหี้ย มึงว่าใคร"


หนุ่มลุกขึ้น ชี้หน้ากาย


"อุ๊ย คุณขา มีเยอะเหรอคะที่บ้าน ถึงเอามาแจกชาวบ้านเขาไปทั่วแบบนี้ อีชั้นไม่รับหรอกนะคะ ตัวเหี้ยน่ะ"


กบเน้นเสียงคำสุดท้ายแล้วถลนตาใส่ เสียงกรี๊ดกร๊าดดังกว่าเดิม ผมจับแขนกายไว้


"พอๆ แก อายคนเขา ไปข้างนอกกัน"


"จะอายทำไมแก ทีมันยังไม่อาย หน้าหนา หน้าทน มาว่าชาวบ้านเขาจนอย่างนั้น จนอย่างนี้ ถ้าพ่อมึงรวยจริง เอาไปแจกคนจนโน่น อีควาย อย่าดีแต่ปาก แม่งขอเอาตีนลูบปากมันสักหน่อย"


กาย ถลกแขนเสื้อขึ้น พร้อมเดินหน้าเต็มที่ ผมต้องรั้งมันไว้สุดกำลัง


"มึงมาสิ แล้วกูพูดไม่ถูกไง จนแล้วไม่เสือกยอมรับวะ แข่งอะไรมันแข่งได้ แต่บุญวาสนาน่ะนะมึง คงไม่มีหวังหรอกชาตินี้"


"ดู เพื่อนแต่ละคนของมันสิ นัท กุ๊ยทั้งนั้น ต๊าย คงสูบกันเลือดซิบๆ"


เสียงหลุดออกจากปาก นังแดน


"โอ๊ย ต๊าย พูดไม่หัดมองดูตัวเอง อีห่า คนที่เป็นปลิง น่ะพวกมึง แล้วคนที่เป็นคนในร่างควายให้สูบน่ะ อีนัท"


กบวี๊ดใส่


"อีสัตว์ ขอตบปากเน่าๆของมึงหน่อยเถอะ"


หนุ่มกับนัท ทำท่าจะโผมาพร้อมกัน กายเข้าไปกันกบไว้ กบเองก็ไม่ยอมถอย ผมเองก็มือติดแขนมันเข้าไปด้วย จ๋าเองก็รั้งแขนกบอยู่


"พอๆ แก ไปได้แล้ว จะทะเลาะกันทำไม"


ผมพูดกึ่งตะโกน


"มึงอย่าเสือก ลูกอีครูบ้านนอก เดี๋ยวปากแตกหรอกมึง"


อีนัทมันโพล่งออกมา ผมเหมือนคนเอาโคลนสาดใส่ ในวันที่แต่งตัวอย่างดี จะไปงานแต่งงานเพื่อนประมาณนั้น รู้สึกหูร้อน ใจสั่น ร้อนหน้าไปหมด ผม แย่งเอาหนังสือมาจากกบ ที่มันอาสาถือให้เพื่อนๆ ปาลงไปตรงกลางระหว่างกลุ่ม ที่กำลังจะวิวาทกัน ผมตรงเข้าไปจะผลักอกมัน แต่กาย อุ้มตัวผมไว้ ตัวลอยเลย กลับกันกับที่ผมเคยห้ามมัน


"มึงว่าไงนะ"


ผมพูดเสียงแข็งกึ่งตะโกน ตาขวางมองหน้ามัน


"มึงเป็นใคร มึงรู้จักกูดีแค่ไหน มึงถึงกล้าว่าถึงแม่กู พ่อมึงรวยแล้วมึงตายไม่เป็นใช่มั้ย"


"มึงรีบพาเพื่อนมึงไปไหนก็ไปเลย ก่อนที่เพื่อนกูจะฆ่ามันตาย"


จ๋าตะโกนบอก พวกมันด่าทออะไรอีกไม่รู้ ผมหูอื้อตาลายไปหมด สติหลุด นี่หรือที่เขาบอกโกรธจนควันออกหู พอพวกมันไป กายก็ดึงผม รีบเดินผ่านคนที่เริ่มมามุงดูไปที่มันจอดรถ พอเริ่มมีสติ ก็รู้สึกเสียใจ เพราะถ้ามีเรื่องกัน ทีนี้คงไม่ต้องเอามันล่ะ ใบปริญญา ที่จริงด่าทอกันมากมายกว่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรมไทย รู้สึกอายคนเหมือนกัน เหมือนจะมีแต่รุ่นน้อง ที่นั่งอยู่หน้าคณะ คงไม่เคยเห็นผมในรูปแบบนี้ อีกทั้งรุ่นพี่เกย์กลุ่มใหญ่ ทะเลาะกันกลางมหาฯลัย เรารีบออกมาจากมหาฯลัย ทันทีก่อนที่เรื่องจะแดงไปมากกว่านี้

"ต๊าย น่ากลัวนะแก ไม่เคยเห็นแกโกรธ"


กบ นั่งอยู่ข้างหลังกับจ๋า เกาะเบาะของกายแล้ว ยื่นหน้ามาพูด


"เออ พวกแก รู้น้อยไป อย่าไปว่าแม่ของมันเชียว จะเข้าโรงบาลไม่รู้ตัว"


จ๋าเสริม ที่จริง ผมก็ไม่มีปมอะไรนะ แค่ไม่มีพ่อ แต่ทำไมไม่รู้ เวลาใครพูดถึงแม่ในแง่ร้ายผมจะเหมือนโดนปีศาจเข้าสิง เพราะผมรู้ว่าแม่ผมเป็นคนดี ดีที่สุด


"เออ นั่นสิ แรงฉิบหาย เพิ่งเคยเห็นนะเนี่ย แกเห็นหน้าอีนัทป่ะล่ะ หน้าซีดยังกะไก่ต้ม ปากดีนัก"


"เกือบไม่ได้ใบปริญญาแล้วเชียว"


ผมพูดออกมา


"เห็นนิ่งๆ เวลาโกรธ น่ากลัวนะแก ต๊ายชั้นกลัว"


"หล่อนกลัวตัวเองเถอะ นังกบ แหม เบ้าตายังดำอยู่เลยนะยะ"


จ๋ากัด ผมเองก็อดหัวเราะไม่ได้ สรุป เราทั้งหมดก็หัวเราะออกมาจนได้ บางทีเวลาเราอยู่ในสภานการณ์คับขัน เรื่องที่ตลกๆ ก็เปลี่ยนสถานการณ์นั้นได้เหมือนกัน

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 6

ผมกลับถึงบ้าน ก็ขึ้นไปล้มตัวลงเตียงทันที ทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้ เวียนหัวไปหมดเลย เหมือนเอาตัวเองเข้าไปฝึกให้อดทน ต่อสิ่งยุยง โอย จะไหวไหมนี่ ผมเผลอหลับไป จนแม่มาปลุกไปกินข้าว ผมคุยกับแม่สักพักก็ขอตัว เข้าห้อง กะจะไม่อาบน้ำ แต่ก็เหนียว เหนื่อยตัวเหลือเกิน อาบน้ำเสร็จ โทรหาพล ดันปิดเครื่อง คงอยู่กับเด็กจริงๆ โทรหาจ๋าก็ได้


"แกจะนอนยัง จ๋า" ผมถาม
"ยัง แก เป็นไงยะ เสียงเหมือนคนเพิ่งไปออกรบมาเลย"
"เออสิแก เหนื่อยเป็นบ้า เวียนหัวเลย"
"เอาน่ะแก เดี๋ยวก็ชิน มันหน้าตาเป็นไงวะ ไอ้เด็กคนนี้"
"ก็กวนตีนไง แม้แต่หน้าตามัน ก็กวนตีน นี่ถ้าไม่ได้เกี่ยวพันกัน ฉันคงไม่แม้แต่จะคุยกับมัน"
"โห ขนาดนั้นเชียว"


ผมระบายออก จ๋าก็ไม่พูดอะไรมาก เพราะมันแค่อาทิตย์แรก ไม่รู้ว่าต่อไป ผมจะทนได้ไหม หรือบางทีอาจจะชิน อย่างที่จ๋าว่า ผมเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ตื่นมาตอนเกือบหกโมง พอเข้าห้องน้ำเสร็จก็ออกไปรดน้ำต้นไม้ แล้วก็มาทำข้าวต้ม ขี้เกียจหุงข้าว แม่ตื่นเกือบเจ็ดโมง แต่ลงมาในสภาพที่พร้อมจะออกไปโรงเรียน


"โย ไปอาบน้ำก่อนเถอะลูก เดี๋ยวไปทำงานสาย"
"อ้อ วันนี้พลมารับครับ"
"อ้าว พลมาทำธุระแถวนี้หรือ ไม่เป็นไรลูกเดี๋ยวแม่จัดการเอง โยไปอาบน้ำเถอะ"


แม่เข้ามาตักข้าวต้มใส่ถ้วย ผมจึงขึ้นไปอาบน้ำ พออาบเสร็จ พลก็โทรมา
"แก เสร็จยัง ทำไรกินวะ"
"ข้าวต้ม แกอยู่ไหนแล้วล่ะ ถ้ามาถึงแล้ว แม่อยู่ข้างล่าง ขอแต่งตัวก่อนแป๊บนึง"


ผมรีบแต่งตัว เตรียมกระเป๋า แล้วลงมาข้างล่าง แม่กินข้าวเสร็จแล้ว


"แม่เสร็จแล้วเหรอครับ พลยังไม่มาอีกเหรอครับแม่ เห็นบอกอยู่หน้าปากซอยแล้ว"
"จ๊ะ ยังเลยนี่ลูก เอ๊ะ นั่นไง พูดถึงก็มาพอดี แม่ต้องรีบไปนะ วันนี้แม่มีประชุม"


ผมเดินออกไปส่งแม่ที่รถ พอดีกับพลลงมาจากรถ


"หวัดดีครับแม่ จะไปแล้วเหรอครับ"
"จ๊ะลูก กินข้าวมายังจ๊ะพล มีข้าวต้มนะ วันนี้แม่รีบ แล้วไปยังไงมายังไงถึงมารับกันได้ล่ะ"


แม่ถามพลางง่วนอยู่กับการจัดของในรถ


"อ้อ ผมมาธุระแถวนี้น่ะครับ เลยแวะมารับโย"


ผมเดินไปเปิดประตูบ้านให้แม่ พลเดินมากระซิบ


"เด็ดมากแก มีเรื่องจะเมาท์"


คงหมายถึงเด็กที่ มันไปค้างด้วยเมื่อคืน พอแม่ขับรถออกไปจากบ้านแล้ว ผมก็ปิดประตู


"ไปกินข้าวก่อนเถอะแก เดี๋ยวสาย พี่ภาเอาตายแน่"


ผมเร่ง แล้วเดินนำหน้าเข้าบ้าน ไปก่อน พลเดินตามมา


"น่ารักมากแก น้อง ดาม โดนใจอย่างแรง ตัวจริง น่ากินมาก อร่อยมาก"
"นะ กินข้าวก่อนเถอะ แล้วค่อยเล่าบนรถ เดี๋ยวฉันกินข้าวไม่ลง"


ผมต้องห้ามมันก่อน เพราะถ้าปล่อยให้เล่า มาเป็นฉากๆ เห็นถึงไส้ถึงพุง


"ขึ้นทางด่วนละกันแก ฉันจ่ายค่าทางด่วนให้"


ผมบอกเพราะออกจากบ้านช้าเกือบ ๘ โมง


"โห แกไม่ต้องรีบหรอก เจ๊เขาไม่ว่าหรอก ยิ่งมีแกมาด้วย ผ่านชัวร์"
"ไม่อยากมีปะวัติ เดี๋ยวภาพติดลบ เจ๊แกยิ่งไว้ใจอยู่"
"เออ เล่าต่อ น้องดาม น่ะ แก เรียนอยู่ ปีสองเอง ที่ฉันบอกวันก่อนเจอใน เอ็ม น่ะ ดูรูปก็น่ารักแล้วนะ ตัวจริง อยากจะกรี๊ด"
มันเหมือนความสุขจะล้นออกมาทางปาก แสดงท่าทางเหมือนเพิ่งได้รถคันใหม่


"เอาแบบ คร่าวๆก็ได้นะแก ไม่ต้องรายละเอียดมาก จะเอียนซะก่อน"
"ไม่ได้แก มันต้องถึง น้องดามอยู่ตรงลุมพินีนี่เอง ที่บ้านเขาซื้อคอนโดไว้ เป็นคนแรกที่เจอนะ ที่รูปสู้ตัวจริงไม่ได้ คนก่อนหน้านี้ รูปอย่างกับเทพ คงจบตกแต่งรูปมา ตัวจริงยังกับ จรกา ตอนน้องดามลงมารับนะ ใจฉันบอกแล้วล่ะว่า ใช่ น้องคนนี้แน่ๆ ขาวเนียน อมชมพู"
"เวอร์ คนอะไรจะขาวเนียน อมชมพู" ผมกัด
"พอไปถึงห้องนะแก อยากจะโถมเข้าหาทันที แต่ก็ต้องคุยกันก่อน พอเป็นพิธี ฉันก็ขอนอนค้างเลย บอกดึกแล้วไม่อยากกลับ อิอิ น้องเขาก็ไม่ว่าอะไร ฉันจึงไปอาบน้ำ แก น้องเขาขออาบน้ำด้วย ถอดกางเกงออก อกอีแป้นจะแตก เยส มันใช่น่ะแก มันใช่ สิ่งที่หามานาน"


พลทำท่าทาง ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ


"ทำไม ใหญ่มาก ว่างั้น"
"ไม่อยากจะเชื่อแก ตัวก็ไม่ใหญ่กว่าฉันมากมาย แต่ เป้าเลิศ ฉันก็เลย ถวายบัวให้เลย"
"โห ไม่ลงไม่ล้างมันก่อนเหรอ"
"ล้างทำไมเสียเวลา น้องเขาชอบมาก โอ๊ย ยังคิดถึงสีหน้า ที่เซ็กซี่อยู่เลย ไฮ มาก"


ผมเริ่มไม่อยากจะฟังแล้ว เพราะรู้สึกมันคงล้วงลึกถึงไส้ใน เพราะปกติ มันจะเล่าแม้แต่ ตอนใส่ถุงยาง เอาทุกรายละเอียด


"แก ฟังเพลง หน่อยเถอะ อยากฟัง วันก่อนไปได้ยินมา มาดอนน่า ซิงเกิ้ลใหม่ แกเคยฟัง หรือยัง Isaac"
"แกมีแผ่นเหรอ" มันยอมคล้อยตาม
"เออ ไร้ท์มาแล้ว"


ผมรีบเปิดกระเป๋าเอาซีดีที่ไรท์มาสอดเข้าไปในเครื่องเล่น


"ต๊าย ป้าแกจะหอนอะไร ขนาดนั้นยะ"
"คนที่หอนไม่ใช่ ป้าแก เสียงก็ผู้ชายขนาดนั้น นี่มีเวอร์ชั้น มิกซ์ด้วยนะ แกน่าจะชอบ"


ผมกดเลื่อนเพลง


"ต๊าย เลิศ นี่แก วันเกิดฉันน่ะ อย่าลืมนะ จะพาไปแดนซ์ เดี๋ยวจะพาน้องดามไปด้วย"


วันเกิดพล คือวันที่ ๑๒ ตุลาคม ปีนี้ ตรงกับวันศุกร์พอดี


"แต่อยู่ได้ไม่นานนะแก เพราะแกก็รู้ ฉันต้องไปสอน ไอ้นั่น"
"เออ แล้วเมื่อวานมันแผลงฤทธิ์ อีกป่ะ"


ผมเปลี่ยนเรื่องได้สำเร็จ แต่ก็ต้องยอมเล่าเรื่องตัวเองแลก เพราะไม่อย่างนั้น มันคงวกเข้าเรื่อง ใต้สะดือมันอีกเป็นแน่ ผมเล่าให้พลฟัง แต่ตอนนี้ไม่เครียดเหมือนเมื่อวานแล้ว


"มันต้องเจอชั้น เด็กแบบนี้ ชอบ อิอิ จะเอาให้เงยหัวไม่ขึ้นเลย แล้วทำไมมันตัวใหญ่ล่ะแก กรรมพันธ์เหรอ"
"อืม พ่อมันตัวใหญ่ น้องมันก็ตัวใหญ่ แต่มันเล่นบาสด้วยล่ะ เลยสูงกว่าปกติ"


เราคุยกันจน ถึงที่ทำงาน เกือบ ๙โมง เฉียดฉิว พี่ภายังไม่มา ผมเลยออกไปซื้อน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋มาเผื่อพล งานผมก็เป็นปกติ ทำทุกอย่างเหมือนเคย พยายามจะเรียนรู้งานให้มากที่สุด เอาไปเอามา ผมจะผันตัวเองไปเป็นเหมือนเลขาฯพี่ภาไปเสีย ปกติแกไม่มีเลขาฯ เพราะต่างคนก็ต่างทำงาน แต่ผมจัดคิวงานให้แก นัดลูกค้า สรุป แกให้ผมทำเลขาฯเป็นหลัก ว่างๆ ค่อยไปช่วยคนอื่น พลเองก็ทำเหมือนผม แต่จะคอยดูรายได้กับรายจ่ายเสียมากกว่า คนในครอบครัว ย่อมไว้ใจกันมากกว่าคนนอกเป็นเรื่องธรรมดา


"เออ โย วันพุธ มีเรียนนี่ แกไปหน่อยสิ ฉันจะมาทำงาน"
"แล้วแก โดดกี่รอบแล้วล่ะ"


ถ้ามีเรียน เราจะผลัดกันไปเรียน เพราะที่เหลืออีกวิชาเดียว เป็น ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ไม่ยากเท่าไหร่ อาจารยืก็ไม่เข้มงวดมากนัก เพราะเข้าใจว่าเราติดวิชาแกอยู่เล่มเดียว เพราะบางคนก็ได้งานทำแล้ว บางคนก็ทำอย่างอื่น
สรุปผมต้องเป็นคนไปเรียน มีจ๋าอีกคนหนึ่ง เพราะรายนั้น ไม่ทำงาน ช่วยที่บ้าน ขายวัสดุก่อสร้าง แล้วก็ออกเดทกับพี่ป้อม


วันอังคาร


ผมตื่นเช้ากว่าเมื่อวานเพราะได้นอนแต่หัวค่ำ กิจวัตรประจำวันยังคงเป็นปกติ แม่ออกจากบ้านเช้ากว่าเดิมเพราะมีเวรยืนหน้าโรงเรียน ผมออกจากบ้าน ๗ โมงครึ่ง เพราะเผื่อรถติดในซอยอ่อนนุช ถ้าออกสายกว่า ๗ โมงครึ่งมีหวังไปถึงที่ทำงานสาย วันนี้ พี่ภา นัดลูกค้าไว้ที่ เซ็นทัลลาดพร้าว แกพาผมไปด้วย ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเจอลูกค้า ก็ไปคอยเดินตามหลังพี่ภาล่ะครับ ทำท่าจดนั่นจดนี่ หยิบตัวอย่างให้พี่ภา เอาให้ลูกค้าดู กว่าจะกลับเข้าบริษัทกว่าเย็นพอดี สรุปวันนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก เพราะชีวิตตามปกติของผมจะเป็นไปในลักษณะนี้ ยกเว้นทุกเสาร์อาทิตย์ นับจากนี้ ต้องคอยเวียนหัวกับ ความทะลึ่งของเด็ก อย่าง ไอ้เอ

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 5



ผมล้างจานเก็บครัว เสร็จก็โทรศัพท์หาจ๋า อยากจะปรึกษาสักหน่อย เพราะรู้สึกว่าศึกวันนี้คงยังไม่จบแค่นี้
“แก มันเอาใหญ่เลยนะ ยั่วโมโหตลอดเวลาเลย ฉันจะทำไงดี”
ผมพูดเสียงเบา เพราะกลัวมันได้ยิน
“อะไรโย แกกลัวเด็ก ม.๕ ด้วยเหรอ ไม่ยักรู้ ยั่วมาก็ด่ามันไปสิ อย่าให้มันกำเริบ”
“โอยทำไปหมดแล้วแก ทั้งด่าแบบผู้ดี ด่าแบบผู้ร้าย มันสนที่ไหนล่ะ ฉันคนด่านี่สิจะบ้าตาย”
“แกก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนสิแก ตีมึนเข้าไว้ แอ๊บแบ๊วใส่มันเลย”
“นะ ถ้าเป็นพลก็ดีสิ จะให้มันรู้ไปเลย”
ผมวางสายจากจ๋า โดยไม่รู้สึกว่าช่วยอะไรได้มากนัก แต่ก็ยังดีที่ได้ระบายออก เมื่อครู่เหมือนมันโกรธจริงๆ หรือว่าผมวุ่นวายกับมันมากเกินไป เจ้ากี้เจ้าการ ขี้บ่น มันคงจะรำคาญ ผมคิดพลางย่องขึ้นไปข้างบน ประตูห้องปิดสนิท ผมเงี่ยหูฟัง ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา หรือว่ามันโกรธจริงๆ หว่า ผมคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ผมเลื่อนมือไปบิดลูกบิดช้าๆ เขานั่งพิงเตียงอยู่ เตรียมตัวเรียนเต็มที่ ผมเองที่เป็นฝ่ายประหม่า เอาละสิ มันคงโกรธจริงๆ ชิ ดีเหมือนกันจะได้สอนอย่างเดียว ไม่ต้องออกนอกเรื่อง

“ช้าจังเลยพี่ เดี๋ยวผมก็ง่วงก่อนหรอก”  

มันเงยหน้าขึ้นมายิ้ม ส่วนผมก็งงสิครับ อะไรของมันนี่ หรือว่ามันอาจจะคิดได้ ที่ผมบอกไป

“พอดี พี่เก็บของอยู่น่ะ พักก่อนได้นะจะได้ไม่เครียด”

ผมพูดไปแก้เก้อ เพราะไม่รู้ว่าพูดอะไรกับมันดี มันนับเป็นคนที่เก่งมากในเรื่องปั้นหน้า ตอนอยู่ข้างล่าง หน้ายังบูดอยู่เลย แต่ถ้ามันไม่ได้ปั้นหน้า ทำไมมันเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วขนาดนี้ ผมคิดอยู่ในใจ พอดีกับโทรศัพท์มันดัง

“เฮ้ย กูเรียนอยู่ ไอ้สัตว์ กูก็ขอมีความรู้บ้างดิ ไอ้เหี้ย มึงทำห่าอะไรอยู่วะ”
มันคงคุยกับเพื่อน แต่อย่างนี้ไม่น่าเรียกว่าคุย น่าจะเป็นการบริภาษกันเสียมากกว่า ผมตกใจเหมือนกันเพราะมันคุยเสียงดัง แต่ผมก็ทำท่าเปิดหนังสือ ไปเรื่อยเปื่อย ไม่สนใจ ไม่ได้ยินที่มันคุยกัน


“แค้นี้นะไอ้เหี้ย กูจะเรียน มึงจะไปก็ไปไอ้สัตว์ แม่งยั่วฉิบหาย”

มันวางแล้วแล้วหันมามองผม ซึ่งนั่งทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ที่จริงมันก็เป็นปกติของเด็กที่คุยกับเพื่อน เพียงแต่ผมไม่ค่อยพูด จะหนักสุด ก็แก กับ ฉัน มึงกูบ้าง ถ้าโกรธจริงๆ น้อยมาก จะด่า ก็อีบ้า ขุดเผือกขุดมันมาด่า

“ฟังเพลงไหมพี่”

มันถามขึ้นคงอึดอัดที่ผมไม่ยอมพูดอะไร ผมไม่ตอบได้แต่พยักหน้า ที่จริงกลัวมันจะแจกไอ้ตัวที่มันเพิ่งจะคุยกับเพื่อนเมื่อครู่ให้ผม คงไม่ไหวจะรับ มันลุกขึ้นไปเปิดเครื่องเสียง พอเครื่องเสียงทำงาน ผมก็เป็นอันสติแตก เพราะเพลงที่มันฟังจะออกร็อค รวมทั้งมันแหกปากไปตามเพลง เปิดก็เสียงดัง

“นี่ เปิดเบาๆ ไม่ได้เหรอ หนวกหู” ผมตะโกน

มันมองแบบไม่พอใจ แล้วก็ปิดเพลงเสีย แต่แวบหนึ่งผมเห็นมันอมยิ้ม รู้สึกเสียวสันหลังวาบ มันกลับมานั่งที่เดิม แล้วมองหน้าผม

“เจี้ยวแข็งว่ะพี่”

ไอ้บ้า แล้วแกมาบอกฉันทำไมล่ะ ผมด่ามันในใจ เอากูอีกแล้ว แต่ผมก็ทำเป็นนิ่ง ไม่สนใจมัน แต่มันกลับเอาครึ่งตัวพาดมาที่โต๊ะ จมูกเกือบชนกับจมูกของผมเหลือช่องว่างอยู่ไม่กี่เซ็นต์ ผมเด้งตัวออก

“มันแข็งจริงๆนะพี่ จับดูดิ”

มันยังมีหน้ามาพูด อย่างลอยหน้าลอยตา แถมยังอมยิ้มคงเห็นว่าผมหน้าแดงเพราะอายหรืออะไรก็ไม่ทราบ

“เรามาเรียนต่อเถอะ ในเมื่อเธอจะไม่พัก”

ผมพยายามทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอีกเหมือนเคย

“เรียน เรืองบนเตียงดีกว่าไหมพี่ เนี่ยมันไม่ยอมลงเลยอ่ะ”

โอ๊ย ไอ้เวร กวนประสาท อยากจะเหยียบให้มันหักไปเลยดีไหม จะได้เงียบสักที ผมเม้มปากกัดกราม ด่ามันในใจ พุทโธ พุทโธ  ผมพยายามเรียกสติกลับคืนมา

“นะนะ พี่จับให้หน่อย อยากให้พี่จับจริงๆนะ”

น้ำเสียงของมันตอนนี้ มันทำให้ผมรู้ว่ามันจงใจที่จะกวนประสาท อย่างนี้มันต้องเกลือจิ้มเกลือ ผมคิด

 “ไม่อยากจับครับ ไม่ถนัดน่ะ ถนัดแต่ทำอย่างอื่น อยากลองไหมล่ะ”

ผมเหลือบตาลงต่ำไปยังเป้าหมายที่ต้องการ เขากระเด้งตัวกลับทันที

 “เฮ้ย ไหนบอกไม่ใช่ตุ๊ด อะไรวะ”
”อ้าว แล้วทำอย่างนี้ทำไมล่ะ อย่ายั่วให้มากเดี๋ยวจะหาว่าพี่ไม่เตือน อย่างเธอน่ะไม่ใช่แนวพี่หรอกอย่าพยายามเลย” ผมเบะปาก
 “ทำไมผมไม่ดีตรงไหน”

อ้าวไอ้นี่อุตส่าห์พูดให้เสียกำลังใจ

“เอาเถอะ เอ ถือว่าพี่จะไม่มองเธอในเรื่องแบบนั้นหรอก ไม่ต้องกลัว เราจะเริ่มเรียนจากตรงไหนดี”

ว่าแล้วผมก็เปิดหนังสือ รู้สึกสะใจที่ทำให้มันหายบ้าได้

 “พี่ถามจริงๆเถอะ เขาทำกันยังไงเหรอ ผู้ชายกับผู้ชายเนี่ย” เขายังยื่นหน้ามาถาม

“นี่ จะอยากรู้ไปทำไม หรืออยากจะเป็นเหรอ ทำไมไม่คิดจะถามเรื่องที่ว่าพี่จะสอนยังไง สอนอะไรไม่ดีกว่าเหรอ”
”บ้าดิ ก็แค่อยากรู้ใครจะอยากเป็นตุ๊ด วิปริต”

ผมอยากจะด่ามันนักแต่ก็ห้ามใจเพราะถ้าโต้คารมคงจะยาว

“ไหนลองบอกพี่ซิ ประโยคนี้หมายถึงอะไร”
ผมเขียนประโยคสั้นๆให้เขาดู
 “ไม่รู้ อ่านออกอย่างเดียว”
มันเกาหัวแกรกๆ
”แล้วแปลไม่ออกเหรอ”
”ก็ไม่เชิง แต่ไม่รู้ว่ามันยังไง”
”อะไร ยังไง” ผมเริ่มงง
 “ลองเขียนประโยคสั้นๆ ซิ เอา ผมอยากจะดูหนังเรื่อง transformers”

ผมตั้งประโยคให้ มันหยิบปากกาขึ้นแล้วลังเลอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยเขียน แล้วก็ยื่นให้ผมดู

 “เอาล่ะ ไหนลองแยกว่าอันไหนเป็นกริยา อันไหนเป็นกรรมให้พี่ดูหน่อยซิ”
ผมยื่นกลับคืน มันเกาหัวแกรกๆ ถ้ามีเหาอยู่บนหัวนี่ เหาคงได้แช่งชักหักกระดูก เพราะมันเกาแรงเหลือเกิน มันลังเลสักพักจึงวงกลมตัวหนังสือ
“พี่รู้แล้วล่ะว่าเราจะเริ่มจากตรงไหนดี”
 ผมพยายามเอาวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ถ่ายทอดให้มัน แต่ดูเหมือนจะยากสักหน่อย เพราะมันสับสนกับรูปประโยค กับการใช้กริยา

“พี่วันหลังทำให้ผมบ้างดิ”

มันโพล่งขึ้น หลังจากที่ทำตามตัวอย่างที่ผมสอนไป

”ทำอะไรครับ”

ผมยังก้มหน้าดูหนังสือที่มันเขียนเพื่อดูความถูกต้อง

“ก็ทำอย่างที่พี่ทำกับผู้ชายคนอื่นน่ะ”

ไอ้นี่ ผมเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เขาทันที
“เอ” ผมแว้ดใส่ 
 “จะทำตอนนี้เลยไหมล่ะ หา จะได้หมดเรื่องกันเสียที อยากรู้มากนักเหรอ”
”ก็แค่อยากรู้” มันยิ้มอย่างพอใจ
“มีเรื่องอื่นตั้งมากมายให้เรียนรู้ คิดบ้างสิ ไม่ใช่คิดแต่เรื่องแบบนี้”

ผมรู้สึกว่าโกรธ เหมือนคนเอาเข็มมาทิ่ม หรือกำลังนอนสบายๆแล้วมีมดคันไฟมากัด แต่ก็ไม่ได้ๆ จะให้มันเบนความตั้งใจของผมไม่ได้


“ไหนลองออกเสียงประโยคที่เขียนซิ “

ผมวกกลับเข้าตำรา มันก็ทำเป็นไม่ใส่ใจในสิ่งที่เพิ่งพูดออกมา แล้วออกเสียงเหมือนเด็กอนุบาล

“เคยดูหนังฝรั่งหรือเปล่าเอ”
”เคยดิพี่”
”ดูเขาพากย์เสียงหรือซาวด์แทรก”
”แหมพี่ อย่างผมต้องดูพากย์ไทยสิ ขี้เกียจอ่าน” อ้าว กรรมแท้ๆ
“วันหลังเดี๋ยวพี่เอาหนังมาให้ดู”
”ไม่เอาหนังโป๊นะพี่ ของผมมีอยู่เยอะแล้ว”

ผมได้แต่ส่ายหัว มันจะยั่วไปถึงไหนเนี่ย

“เวลาเราพูดภาษาอังกฤษ เราต้องออกเสียงให้ถูกนะ แล้วก็คำบางคำไม่จำเป็นต้องลากเสียงเหมือนเด็กท่องสูตรคูณอย่างนั้นก็ได้”
”พี่พูดให้ฟังหน่อยดิ”

ผมพูดประโยคง่ายๆให้เขาฟัง

 “โห อย่างนี้เพื่อนผมต้องว่ากระแดะแน่ๆ ออกเสียงซะเหมือนฝรั่งเลย”
อ้าว กรรมอีกแล้วอีกแล้วกู ทีพูดที่โรงเรียน หรือมหาฯลัย มีแต่คนชม

“แล้วเราคิดว่ามันดูเหมือนได้เรียนมากว่าที่เราพูดเมื่อตะกี้รึเปล่าล่ะ อันไหนมันดูน่าฟังกว่า” ผมย้อนเขาทันที

“ไม่มีใครจะว่าเรากระแดะหรอกนะเอ คนที่เขาว่าอย่างนั้นเพราะว่าเขาทำไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ต้องไปใส่ใจเขา เราเสียเงินเรียนแม่เราเป็นคนจ่ายค่าเทอม เราเรียนไม่เก่งไอ้คนที่ว่าเรากระแดะน่ะ เขาช่วยติวเราสอนเรารึเปล่าล่ะ มันมีแต่จะเหยียดหยัน เพราะฉะนั้น ทำในสิ่งที่คิดว่าดีและถูกต้องไม่ต้องไปสนใจคนอื่น”
”โหเทศน์เป็นชุดเลยโว้ย”
”ไม่ได้เทศน์ แค่บอกให้ฟัง”
”นั่นล่ะเทศน์ เหมือนแม่เลย”  โอ๊ย กูเซ็ง จะต่อปากต่อคำกับมัน ผมร้องในใจ
“เอาเถอะ ไหนเราลองพูดซิ” ผมตัดรำคาญ
“ไม่ คำนี้ต้องพูดอย่างนี้” ผมออกเสียงให้เขาดู
“ถ้าเราไม่อยากขยับปากมาก เราก็พูดอย่างนี้ก็ได้ แต่มันจะเหนื่อยเพราะจะใช้พลังจากคอมากกว่าปกติ ไหนลองใหม่ซิ”

มันยังทำท่าล้อเรียนผมอย่างสนุกสนาน แต่ผมก็พยายามเอานะโม เข้าข่ม มันเป็นมารชั้นเยี่ยมทีเดียว ถ้าไม่ติดแม่ผมรู้จักกับอาจารย์ปริศนานะ ผมเขกกบาลมันไปหลายทีแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 4

เอนุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดิมแต่ไม่ใส่เสื้อ มีผ้าเช็ดตัวคล้องคอ ผมจ้องเขาอย่างไม่ตั้งใจ


 “ทำไมจ้องจังล่ะพี่ อยากดูของผมเหรอ”


“ไอ้บ้า น่าดูตายล่ะ”


รู้สึกเขินเหมือนกัน แต่ผมเองก็ไม่หลบสายตา เพราะท่าทำเกินจริตเดี๋ยวมันก็เข้าใจเป็นอย่างอื่นอีก ขี้เกียจจะต่อความยาว สาวความยืดกับมัน ในใจก็พยายามดึงสติเถียงกับตัวเองว่าจะอยู่หรือกลับบ้านดี


“โห ดูใหญ่เลยโว้ย จะเข้ามาถูหลังให้ผมไหมล่ะพี่ เผื่ออยากจะดูมากกว่านี้”


“รีบๆอาบเข้าเถอะ เสียเวลา”


ผมตัดรำคาญ เพราะรู้ว่ามันคงถนัดเรื่องกวนใจคนอื่นอยู่แล้ว ขืนไปโต้คารมด้วยมีหวังยาว สรุป อยู่ต่อก็อยู่ ไหนๆมันก็มาขั้นนี้แล้ว ผมวุฒิภาวะเยอะกว่ามัน อย่าปล่อยให้ใจวอกแวก มันจะมาไม้ไหนก็ต้องอดทน เข้มแข็งไว้นะโยๆ ผมปลอบตัวเองเหมือนเด็ก แล้วรีบเดินเข้าไปในห้อง ตอนแรกกะว่าจะเก็บผ้าห่มให้ แต่ถ้าทำ มันคงพูดไม่หยุดเลยไปเตรียมหนังสือที่จะสอนมัน แล้วก็นั่งอยู่เก้าอี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือ เข้มแข็งไว้ๆ ไม่ฟุ้งซ่านๆ จะสอนมันเรื่องไหนดี เรื่อง Tense มันก็ยังไม่ได้ แต่การใช้ Verb ก็ยังอ่อน จะเอาจากตรงไหนดี กรรมแท้ๆ ผมคิดวกไปเวียนมา ไม่เข้าไม่ออก พยายามดึงสติ และจิตวิญญาณกลับมาไม่ให้ลอยไปตามคารมที่ผ่านมาของมัน ไม่คิดๆ


“คิดอะไรอยู่เหรอพี่ ใจลอยเชียว”


 ผมสะดุ้ง เพราะมันมายืนอยู่ข้างหลังแล้วคร่อมผมไว้ หน้าแทบจะติดกันจนได้กลิ่นสบู่


“โอ๊ะ ทำไมไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า”


ผมไม่รู้จะพูดอะไร


“ก็กำลังจะใส่อยู่นี่ไง ตัวหอมนะเนี่ย ยิ่งอยู่ใกล้ๆยิ่งหอม”


 ว่าแล้วมันก็สูดหายใจเข้าแรงๆ มันแกล้งผม ผมยังสั่นอยู่เพราะตกใจ ไม่ใช่ไม่เคยเจอแบบนี้ แต่ไม่ได้คาดหวังอีกแล้วว่าจะเจอ มันเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ส่วนผมทั้งโมโหทั้งตกใจ รู้ทั้งรู้ว่ามันจงใจแกล้ง แต่ในใจก็กระเจิดกระเจิง เหมือนคนวิ่งหนี วัวบ้าในทุ่งกว้าง ยิ่งหนี มันยิ่งตาม


“เฮ้ย”


 ผมอุทานด้วยความตกใจ เพราะมันคลี่ผ้าเช็ดตัวลงมากองที่พื้น โดยที่ตัวล่อนจ้อน ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า


“ทำไมพี่ หน้าตาตกใจเชียว เฮ้ย อย่ามองผมแบบนั้นดิ ไหนบอกไม่ใช่ตุ๊ด”


มันรีบนุ่งกางเกงขาสั้นสวมเสื้อยืดทันที


“เอ่อ”


 ผมพูดไม่ออก ไม่ได้อยากจะมอง แต่มันเหมือนใครจับหน้าไว้ไม่ให้หันหนี ไม่คิดว่ามันจะกล้าทำได้มากขนาดนี้ หรือมันอาจจะไม่คิดอะไร ไม่นะ ผมก็ไม่ได้คิดอะไร โอย วันนี้มันอะไรกันนี่ โมโหก็โมโห อยากจะเตะมันสักที กวนดีนัก มันทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเดินมาที่โต๊ะแล้วไปหยิบโต๊ะญี่ปุ่นมากาง เดินมาหยิบสมุดกับปากกา


“จะเริ่มกันยังล่ะพี่ ผมไม่อยากเสียเวลา”


แหม ไอ้เวร ดูมันพูด ผมได้แต่ถอนหายใจ มันทำให้ความคิดที่กระเจิดกระเจิงเตลิดเปิดเปิงกลับมาทันที


“อ่ะนะ”


ผมพูดไม่ออก เหมือนว่ามันผลักความผิด ความอัปยศอดสูมาใส่ผมโดยสิ้นเชิง ผมต้องจำใจเดินไปนั่งลงตรงข้ามมัน อย่างเคย มันอมยิ้ม ยิ้มเหมือนคนที่ถือไพ่เหนือกว่า เป็นยิ้มที่อยากจะต่อยปากมันสักที


“วันนี้เราจะเรียนเรื่อง tense ละกัน พี่ขอเทสต์หน่อยนะ ว่าเราพื้นฐานเป็นยังไงบ้าง อ่ะ ประโยคนี้เป็นประโยคอะไรครับ”


ผมเขียนประโยคขึ้นมาแล้วยื่นให้เขาดู


“ลายมือไม่สวยอ่ะ อ่านไม่ออก”


 เฮ้อ กูจะรอดไหมเนี่ย ชั้นเนี่ยนะลายมือไม่สวย ไม่อยากจะคุย ตอนเรียนอยู่ชั้นเดียวกับแก ชั้นก็เป็นตัวแทนคัดไทยนะเว้ย ผมด่ามันอยู่ในใจ ต้องดึงกลับมาเขียนใหม่


“อ่ะอ่านได้ไหม”


ผมพยายามควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด เท่าที่จะทำได้ ไม่อยากเล่นเกมกับมันแล้ว เหนื่อย


“อะไรล่ะพี่ เอ่อ มันน่าจะเป็น simple tense ป่ะ”


เขาตอบอย่างลังเล ไม่รู้ว่าแกล้งหรือลองภูมิ


“ I was sick. ประโยคนี้เป็น past tense โดยเราจะดูจากกริยา หรือ verb ซึ่งกริยา หรือ verb นี้เป็นตัวระบุการกระทำว่าเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต วิธีง่ายๆ ที่เราจะสังเกตว่าประโยคนั้นๆ เป็นประโยคอะไร ตัวอย่าง I was in Chaingmai last week with my girlfriend. ซึ่งนอกจากจะมีกริยาเป็นตัวบอกว่า เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว คือได้อยู่มาแล้ว เป็นตัวระบุ ยังมี last week เป็น adverb ขยายว่าได้เกิดขึ้นเมื่อไหร่”


ผมเอาดินสอวงกลมให้มันดู วันนี้มันดูสนใจกว่าวันแรก แต่ก็มีบ่อยครั้งที่มันจ้องหน้าผมแล้วก็ยิ้มๆ ตอนแรกผมก็เขม่นใส่มัน แต่คิดๆดูแล้วมันน่าจะกำลังยั่วโมโหผมอยู่ จึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อนบ้าง ผมสอนเรื่อง tense จนถึงเที่ยง มันหัวเร็วกว่าที่คิด นี่ถ้ามันเอาหัวเร็วๆของมันมาคิดเรื่องการเรียน ผมว่ามันน่าจะเป็นนักเรียนเรียนดีคนหนึ่ง แต่นี่ดันเอาสมองส่วนดีมาใช้งานในทางที่ผิด กรรมของอาจารย์ปริศนา ผมพอรู้แล้วว่าทำไมมันถึงเรียนวิชานี้ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันเองนั่นล่ะที่ทำท่าไม่ใส่ใจเอง ทั้งที่พื้นฐานเป็นคนหัวไว


“ไปกินข้าวกันเถอะ”


ผมชวน มันก็พยักหน้าไม่ยักพูดอะไรแฮะ มันเดินนำหน้าลงมาจากห้อง ผมเดินตามลงมา มันเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว


“มีอะไรกินไม่รู้ หิวแล้วเนี่ย”


เหมือนจะพูดให้ผมสนใจ แต่ผมคิดว่ามันพูดกับตัวเองมากกว่า ผมเปิดดูในหม้อมีแกงจืดเมื่อเช้า รู้สึกเมื่อวานอาจารย์ปริศนาก็ทำแกงจืดนี่


“แกงจืด”


ผมพูดขึ้นลอยๆ


“อะไรวะ แม่ทำเป็นแต่แกงจืดเหรอ วันก่อนก็แกงจืด กินทุกวันเลย”


 มันบ่น ผมไม่อยากพูดอะไรมาก จึงไปเปิดตู้เย็นดูของว่ามีอะไรที่จะพอทำให้ไอ้คุณชายมันยัดได้ไหม ผมเอาไก่ออกมา กับพริกหยวก ทำอย่างเดียวนี่ล่ะ ไม่ต้องหลายอย่าง ผมจะผัดไก่ใส่พริกหยวกให้มันกิน แล้วก็อุ่นแกงจืดนั่นล่ะ


“เปิดแก๊ส ตรงไหน”


ผมถาม แล้วหันไปหามัน


“ตรงโน้น”


มันใช้ปากบุ้ยชี้ทาง


“สบายจังนะ มาช่วยหั่นพริก”


 ผมออกคำสั่ง


“ไม่เอาอ่ะ ทำไม่เป็น พี่นั่นล่ะทำ”


 “ทำไม่เป็นก็กินแกงจืดนี่ล่ะง่ายดี” ผมชักรำคาญ


“ไม่เอา ไม่กินแกงจืด”


“ไม่กินก็มาหั่น อย่ามากความ”


 ผมหันหลังเอาไก่ออกจากล่อง แล้วไปแช่น้ำ ไม่สนใจมันอีก สรุปมันก็ต้องเดินลากเท้ามาล้างพริก โฮะๆ รู้สึกสะใจ


“นี่คุณ หั่นกินนะไม่ใช่หั่นให้หมู นี่ หั่นแบบนี้”


ผมทนดูมันทำไม่ได้ เพราะเอามีดสับๆ ชิ้นใหญ่โต


“บอกแล้วทำไม่เป็น ก็ยังจะให้ทำอยู่นั่นล่ะ”


 “ทำไม่เป็นแล้วไม่ฝึก ไม่หัด เมื่อไหร่จะเป็น อย่ามาทำเป็นคุณหนู ไม่ทำก็ไม่ต้องกิน”


ผมขึ้นเสียง พูดแล้วก็น่าเห็นใจอาจารย์ปริศนา ลำพังลูกชายคนเล็กคงไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้เจ้าตัวปัญหานี่ ท่าจะทำกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย แม่เล่าว่าแต่ก่อน อาจารย์ปริศนาเคยจ้างแม่บ้าน แต่พอสามีเสียเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ แกก็เลิกจ้างเพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ต้องทำเองทุกอย่าง น่าเห็นใจ แต่ลูกชายมันจะรู้ไหมว่าแม่มันลำบากแค่ไหน ทำตัวเป็นคุณชายจับอะไรก็ร้อง


“ว่าแต่พี่ทำเป็นเหรอ”


 มันถามเมื่อหั่นพริกเสร็จ


“เป็นไม่เป็นก็กินได้ละกัน กลัวก็กินแกงจืด” ผมขู่


“โห ขู่ได้ขู่ดี จำไว้นะ”


มันย้อน จำไว้นะ ตายล่ะสิมันจะเอาคืนไม้ไหนอีกหนอ ผมหน้าซีดไป ทำไมต้องเกรงกลัวมันด้วยนะ ผมด่าตัวเองในใจ ผมเลยสั่งมันทำโน่นทำนี่แก้อาการของตัวเอง แม้มันจะบ่น แต่ก็ทำ พอเสร็จผมก็ตักข้าวใส่จานให้มัน


“เจียวไข่อีกดีกว่า”


 ผมพูด เพราะดูท่า ยักษ์คงเข้าสิงมัน แค่วางจานกับข้าวลงมันก็จ้ำก่อนแล้ว ผมเดินไปเจียวไข่อีกสามฟอง เดินกลับมาผัดพริกไก่ผมพร่องไปครึ่งจานแล้ว


 “โห เบาๆ พ่อคุณ ทีเมื่อเช้าไม่รู้จักลงมากิน”


 ผมเหน็บ แต่ดูเหมือนมันไม่สนใจ ระหว่างกินข้าวมันไม่พูดสักคำ ตั้งหน้าตั้งตากิน คงจะหิวจัดเพราะกินข้าวสองจานพูนๆ


“อิ่มจัง”


 มันพูดอกมาแล้วเอาหลังเอนพนักพิง อย่างสบายใจ ผมอิ่มตั้งนานนั่งมองดูมันอยู่


“กินเสร็จก็ไปล้างจาน” ผมออกคำสั่ง


“โอ๊ย ไม่เอาหรอก ไม่เคยทำ” มันพูหน้าตาเฉย


“กินเสร็จก็ต้องล้างจานสิ เราไม่ล้างแล้วใครจะล้าง”


 “ก็เดี๋ยวแม่กลับมาล้างเองล่ะ ขึ้นไปงีบก่อนดีกว่า” ดูมัน


“ไม่ได้ ไม่รู้เหรอว่าแม่ เขาเหนื่อยแค่ไหน แค่ล้างจาน ทำไมจะทำไม่ได้ มันยากเย็นนักเหรอ”


ผมทำเสียงดุ


“ทำไมต้องทำเสียงดุ อย่างนี้ด้วยวะ”


 “วะกับใคร เราไม่ใช่เด็กๆแล้วนะเอ พี่เป็นพี่เธอนะ ที่บอกอยู่เนี่ย ก็เพราะเห็นใจแม่ของเธอ แค่เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะเป็นหัวหน้าครอบครัวได้ยังไง”


ผมได้ที สวดไปอีกชุดใหญ่


“ผมยังไม่คิดที่จะมีครอบครัว มีแต่แฟนแต่เดี๋ยวก็คงเบื่อ”


มันยังดันทุรังไปได้อีก


“ นี่ ไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ เธอเป็นลูกคนโตนะ ตอนนี้ก็จะ ๑๘ อยู่แล้ว น่าจะเป็นที่พึ่งให้กับ แม่และน้องได้ แต่นี่อะไร กลับเป็นคนที่ไม่เอาไหนที่สุด” ผมพูดลอยๆ


“พี่” มันโมโห ตบโต๊ะเสียงดัง จนผมเองสะดุ้ง มันจ้องผมเขม็ง


“พี่มาสอนแค่ ภาษาอังกฤษผมนะ ไม่ใช่มาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวผม”


มันลุกขึ้นยืน ตัวที่ใหญ่อยู่แล้วเวลามันลุกนี่ยังกับยักษ์ ผมใจแป้วไปเหมือนกัน มันโกรธหน้าแดง กว่าตอนที่ปลุกมันเสียอีก


“ขอโทษ ก็แค่เตือนๆ”


ผมเสียงอ่อย ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียงอ่อยให้มัน


“งั้น เราขึ้นไปรอข้างบน อ้อ เธอไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้หรอกนะ สิ่งที่พี่พูดไป ถ้าไม่ใช่แม่เธอบอกให้ช่วยสอน ช่วยเตือน ฉันก็คงไม่พูด เพราะในชีวิตของพี่ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีเด็กคนไหนมาตวาดใส่พี่แบบนี้เหมือนกัน”


ผมเอาอาจารย์ปริศนามาเป็นข้ออ้าง มันเงียบเสียงลง ทำหน้าคิดเล็กน้อย เกลียดจังเลยเวลามันทำหน้าตาแบบนี้ อยากเข้าไปถีบมันสักที ผมพูดเสียงเรียบต่ำ มันดูหน้าเจื่อนไป แล้วก็สะบัดก้นเดินขึ้นบ้านไป พร้อมกับสบถเบาๆ ผมไม่อยากจะเล่า นับเป็นกรรมของผมเถอะที่ต้องเจอเด็กแบบนี้








Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 3

ผมตื่นตอนหกโมง ด้วยเคยตื่นเช้าจนชิน ถึงจะนอนดึกแค่ไหน พอหกโมงร่างกายมันก็ปลุกให้ตื่นเอง ผมเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ลงมาที่ครัว ทำอาหารดีกว่า ว่าแล้วก็เปิดดูตู้เย็น เห็นเนื้อปลากะพงอยู่ในแพ็ค วันนี้ทำข้าวต้มปลาดีกว่า ทำไปนานเท่าไหร่ไม่รู้จนได้ยินเสียงแม่เดินลงมาจากบนบ้าน
 “ตื่นแล้วเหรอครับแม่ วันนี้โยทำข้าวต้มปลา แม่จะทานเลยไหม กำลังร้อนๆเชียว”
แม่ใส่กางกางขาสั้นกับเสื้อยืดสีปูนตัวโคร่ง ผมเผ้าจัดเรียบร้อยแล้ว
“ตื่นนานแล้วลูก ใส่บาตรเสร็จล่ะ แต่แม่กลับขึ้นไปไหว้พระ ยังไม่กินหรอกลูก แม่จะไปรดน้ำต้นไม้สักหน่อย เมื่อวานเห็นกุหลาบกำลังตูมเชียว”
ว่าแล้วแม่ก็เดินออกไปหน้าบ้านรดน้ำต้นไม้


หน้าบ้านของเราแม้จะไม่กว้างใหญ่นัก แต่แม่ก็ปลูกไม่ดอกไว้เต็ม มีทั้งมะลิที่ปลูกไว้ริมรั้วข้างบ้านน้าสา ยาวจากกำแพงหน้าบ้านจรดตัวบ้าน อีกฝั่งที่มีต้นจำปี ข้างๆก็มีกุหลาบอยู่สามสี่กอ ปกติผมเป็นคนรดน้ำต้นไม้ตอนเช้าๆ ส่วนแม่จะคอยมาเก็บผลผลิต เพราะแม่นอนดึกกว่าผม ปกติผมจะตื่นช้ากว่านิดหน่อย แต่เมื่อคืนคงนอนดึกไปหน่อย ผมเทน้ำส้มสำเร็จใส่แก้วแล้วเดินเอาออกไปให้แม่ ผมนั่งลงตรงม้าหินอ่อนดูแม่รดน้ำอย่างสบายใจ


“เออ สอนน้องเป็นไงบ้างลูก”
แม่ถามคำถามเมื่อคืน โดยที่สายตายังคงมองกอกุหลาบอยู่
“อ้อ ก็ดีครับ” ผมตอบแบบไม่ค่อยเต็มเสียง ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ


“น้องเขาดื้อล่ะสิ เห็นพี่ปริศนาก็บอกอยู่เหมือนกัน กลัวว่าโยจะทนไม่ได้ เพราะตาเอค่อนข้างจะเกเรอยู่สักหน่อย คงจะดื้อเงียบ ยังไงก็อดทนเอานะลูก เราโตกว่าน้องมัน เห็นอะไรไม่ดีก็คอยบอกคอยเตือนน้องมัน อย่าเอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่” แม่หันมา
ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไง แม่คงรู้ เพราะผมปิดแม่ไม่ได้สักเรื่อง
“น้องเอ ก็ดีนี่ครับแม่ เห็นตั้งใจเรียนดี”
ผมตอบแก้เก้อไป แต่ความจริง เอก็หัวไว เพราะเท่าที่สอนเบื้องต้นไปเมื่อวาน เวลาถามเขาตอบได้ และดูเหมือนที่เขาไม่เก่งวิชานี้เพราะ เขาไม่ใส่ใจเอง ทั้งที่จริงเป็นคนฉลาดมาก นับว่าฉลาดเป็นกรดเลยทีเดียว


 “งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ นัดน้องไว้เก้าโมงเดี๋ยวสาย ข้าวต้มอยู่ในครัวนะครับแม่”
ผมต้องรีบเลี่ยงตัวออกมา แต่ความจริงแม่ก็คงไม่ซักหรอก เพราะแม่เองก็รู้เหมือนกัน ว่าผมเองก็ปากแข็ง


พออาบน้ำเสร็จก็ออกจากบ้าน เดินออกมาจากซอยอ่อนนุช ๒๔ แล้วก็นั่งรถสองแถวออกมาลงตรง คาร์ฟูล แล้วเดินไปข้ามสะพานลอยไปนั่งรถเมล์ วันอาทิตย์รถไม่ติด คงไปถึงที่เอกมัยรวมเดินเข้าซอยน่าจะ แปดโมงกว่าๆ ผมกดกริ่ง คราวนี้เริ่มไม่ประหม่า แต่พอคิดว่าวันนี้ มันจะมาไม้ไหนกับผมอีก ก็ชักจะหวั่นๆ ความจริงเงินค่าจ้างก็ไม่มากมายนัก แต่ด้วยความสัมพันธ์ทางแม่ กับอาจารย์ปริศนา ทั้งตัวอาจารย์ปริศนาเองเป็นคนเข้าไปขอร้องผมถึงบ้าน จะบอกปัดไปก็จะเสียทางแม่ ผมจึงรับสอน ไม่คิดเลยว่าเด็กมัธยมปลาย คนที่ตัวใหญ่กว่าเด็กธรรมดาจะทำให้ผมหวั่นใจได้เพียงนี้


“หวัดดีครับ ครู”
เสียงโอทัก ผมยกมือไหว้ตอบ แหมทีคนเป็นน้องนี่น่ารักอย่างกะคนละท้องแม่
 “หวัดดีครับ น้องโอ ตื่นแต่เช้าเชียว ไม่ไปว่ายน้ำเหรอครับ”
“กำลังจะไปครับ เมื่อวานโอว่ายน้ำเป็นแล้ว ง่ายมาก วันนี้จะไปว่ายท่าใหม่”
 “เก่งจังครับโอ” ผมชม


โออยู่ชั้น ประถมสี่ ตัวโตกว่าเด็กประถมสี่ ถ้าจะให้คาดคงเป็นเพราะพันธุกรรม อย่างที่อาจารย์ปริศนาบอก
“แม่กำลังเตรียมของอยู่ครับ ส่วนพี่เอ ยังไม่ตื่น ครูกินข้าวมาแล้วเหรอครับ”
โอยังคงพูดจ้อยๆ นำหน้าผมเข้าบ้าน
“น้องโอ ทำไมเรียกพี่ว่าครูล่ะครับ พี่แค่มาสอนพิเศษเสาร์อาทิตย์เองนะ”
 ที่จริงผมรู้สึกซาบซ่านต่างหาก ไม่เคยได้ยิน เคยได้ยินแต่เด็กๆเรียกแม่ ว่าครู แต่พอมาได้ยินเอง หัวใจพองโตเชียว ความรู้สึกดีมากๆ
“ก็ครูเป็นคนสอนพี่เอ นี่ครับ แม่บอกว่าคนที่สอนเราเป็นครูได้ทั้งนั้น ครูไม่ชอบเหรอครับ” ผมอมยิ้ม
รู้สึกเขิน เด็กสองคนนี่เหมือนกันอยู่อย่างคือเวลาพูด บางทีก็ไม่เหมือนเด็ก อีกอย่าง นี่ล่ะนะลูกครู
“เปล่าครับ พี่ชอบ”
“อ้าวโย มาแล้วเหรอลูก มาๆ กินข้าวกับโอ แม่ทำแกงจืดหมูตำลึง ร้อนๆเชียวลูก”
อาจารย์ปริศนาร้องทักมาจากในบ้าน เมื่อเห็นผมก้มถอดรองเท้า ผมต้องรีบเด้งตัวขึ้นยกมือไหว้เป็นพัลวัน


“วันนี้ก็ยุ้งยุ่ง ตาโอก็ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ คงจะชอบว่ายน้ำ เมื่อวานว่ายไม่ยอมขึ้น จนครูฝึกต้องขู่เอาถึงยอม เราก็กลัวมันจะเป็นไข้ กลับมาไปแย่งเล่นเกมกับพี่อีก แม่ล่ะปวดหัว ส่วนรายนั้น ตื่นหรือยังไม่รู้แม่ยังไม่ได้ปลุก อย่าว่าแม่เลยนะลูกโย ลำพังลูกคนเดียวนี่ก็กระเตงไปนั่นมานี่ ดันมามีสองคน ไปกันใหญ่เลย”


ว่าแล้วอาจารย์ปริศนาก็หัวเราะ บ่นแต่ขำ ผมก็งง แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่เครียด โอนั่งกินข้าวอย่างตั้งใจ คงอยากจะไปว่ายน้ำเต็มที ส่วนผมขอตัวมานั่งที่โซฟา เตรียมเอกสารที่จะสอนเจ้าตัวดี
“โอๆ กินเสร็จไปปลุกพี่เอด้วยนะลุก พี่โยเขามารอแล้ว เวรกรรม คนสอนมาตรงเวลา คนเรียนมันไม่เอาไหนเลย”
“ไม่เอาหรอก โอไปปลุกมากินข้าวแล้ว พี่เอไม่ยอมตื่น”   โอพูดพลางเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ
“งั้นกินเสร็จเอาของไปเก็บที่รถนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่ไปปลุกพี่เขาก่อน โทษทีนะลูกโย น้องมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ วันหยุดทีไรตื่นสายทุกที โยนั่งเล่นไปก่อนนะลูก ของกิน น้ำเนิ้มอยู่ในตู้เย็นนะลูก ถือว่าเป็นบ้านของตัวเอง”
 อาจารย์ปริศนาหันมาทางผม น้ำเสียงแกดูอบอุ่นเหมือนแม่ ถึงจะบ่นให้ลูก แต่เสียงบ่นนั้นก็เต็มไปด้วยความห่วงหาอาทร อาจารย์ปริศนาขึ้นไปชั้นบน ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจ มองดูจอโทรทัศน์


“น้องเขาตื่นแล้วนะลูก ให้อาบน้ำแป๊บเดียว งั้นแม่ฝากด้วยนะ แม่ต้องไปก่อนละ ตาโอนั่งรอในรถแล้ว ขอบใจมากนะโย”
อาจารย์ปริศนาเดินมาตบบ่าผมเบาๆ ผมลุกขึ้นเดินออกไปส่ง โอดูร่าเริงมาก โบกไม่โบกมือให้ พอรถเลี้ยวออกไปจากบ้านผมก็ไปปิดประตูหน้าบ้าน แล้วก็เข้ามาในบ้าน นั่งดูโทรทัศน์รอเออาบน้ำ ดูไปนานจนจะสิบโมงไม่เห็นทีท่าว่ามันจะลงมา หรือเรียกผมสักคำ ยังคงเงียบกริบ ผมตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นบน ผ่านประตูห้องน้ำเห็นเปิดอยู่ แสดงว่าออกมาแล้ว ผมจึงเคาะประตู


“เอๆ เสร็จหรือยัง” เงียบ “เอๆ พี่เข้าไปนะ”
ผมพูดกึ่งตะโกน ผมค่อยๆเปิดประตูเข้าไป ไม่เห็นมีแสงใดเล็ดลอดออกมาจากห้อง ผมเปิดประตูเข้าไปเต็มที่ แสงจากภายนอกสาดเข้ามา เขายังนอนอุตุอยู่ที่เดิม รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ผมปราดเข้าไปข้างๆเตียง
“นี่เอ ทำไมยังไม่ตื่น” ผมพูดเสียงดัง
“อือ อือ”
 เขาครางอยู่ในคอแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง
“อือ อือ อะไร จะเที่ยงอยู่แล้วเนี่ย พี่มารอตั้งนานรู้ไหม”
ผมตะโกนดังกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่กระดิก ผมเม้มปากอย่างแค้นใจ เอากูอีกแล้ว ไอ้เด็กบ้า ผมวางเป้ลงแล้วเดินไปเปิดผ้าม่าน ปิดแอร์ เปิดหน้าต่างทุกบาน


 “โว้ย อะไรนักหนาวะ คนจะนอน”
เขาดีดตัวขึ้นทันที ตะโกนใส่ผม ตกใจเหมือนกัน ผมทำเป็นไม่ได้ยินเดินมาเปิดไฟ


 “อะไรวะ แม่งกวนตีน คนจะนอน”
เขาตะโกน หน้าตาดูเอาเรื่อง แล้วก็เอาผ้าห่มคลุมโปง เหมือนเดิม ผมยืนนิ่งอยู่นาน นี่ไม่ทันได้สอนกันเลย จะอารมณ์เสียแล้ว ทนวะทน เพื่อแม่เอ้าอย่างน้อย ผมบอกตัวเอง


“เอ มันสายมากแล้วนะ”
ผมพูดเสียงเครียด เพราะรู้สึกโกรธเหมือนกัน ผมเดินไปห่างเตียงพอสมควรเพราะกลัวโดนลูกหลงมัน มีคนเคยบอกเวลาคนนอนอย่าไปกวน เพราะถ้าเจอพวกโมโหร้ายอาจจะซวยได้


“โว้ย จะนอนโว้ย”


เขาตะโกนในผ้าห่ม ผมหมดความอดทน เพื่ออะไร ผมถามตัวเอง


 “งั้นพี่ขอโทษนะที่มารบกวน”


ผมพูดเน้นคำ ไม่คิดว่าจะยอมเขาง่ายๆแบบนี้ ทั้งที่เมื่อคืนบอกกับตัวเองว่าจะทน ไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน จะยอมทน แต่เจอเข้าแบบนี้ เขาเดายากเหลือเกิน ปกติผมไม่เคยโดนใครตะคอกใส่ เว้นแต่ตอนรับน้อง อันนั้นก็ยกไปเพราะเรารู้และเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอมาใช้ชีวิตปกติประจำวันแบบนี้ ไม่ได้คาดหวัง ผมก้มลงหยิบเป้อย่างห่อเหี่ยว ท้อใจ ในใจก็เต้นโครมคราม ทั้งโกรธทั้งโมโห เขาลุกพรวดพราดขึ้นมา ตายังปรือๆอยู่ เขามองผมเหมือนคนที่มากวนเวลาอันเป็นส่วนตัวของเขาจริงๆ
“นอนต่อเถอะ พี่ขอโทษที่กวน พี่คงกลับล่ะ”
ผมก็จ้องเขาเขม็งเหมือนกัน ผมหันหลังเดินออกจากห้อง


“เดี๋ยว” เขาตะคอก
 ผมชะงัก เพราะตกใจ


“อะไรวะ ขี้น้อยใจเหมือนผู้หญิงเลย ไหนบอกไม่ใช่ตุ๊ดวะ”


 เหมือนโดนเขากระโดดถีบข้างหลังหัวคะมำไปข้างหน้า ผมหันหน้าไปทันที


“นี่ มันจะมากไปแล้วนะ ฉันเป็นเพื่อนเล่นเธอเหรอ ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน แล้วก็ขอโทษ ที่เสนอหน้าเข้ามาเอง”


 ผมตวาดไปด้วยความโมโห สะบัดหน้ากลับทันที ไม่เอาแล้วเด็กแบบนี้ ใครสอนก็คงเอามันไม่อยู่หรอก ผมเดินออกจากห้อง แต่เขากระโดดมาคว้ามือไว้


“เฮ้ยพี่โย ผมขอโทษ นะนะ ยกโทษให้ผมนะ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมง่วงน่ะพี่ นะนะ อย่าโกรธเลยนะ ผมขอโทษ ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”


เขาอ้วนวอนรั้งข้อมือผมไว้ ผมก็สะบัดออก รู้สึกรังเกียจยังไงพิกล


“เอไม่พร้อมที่จะเรียน ก็ไม่ต้องเรียน”


ผมยังเน้นเสียง แต่เสียงเบากว่าเมื่อครู่ เพราะรู้สึกว่าเวลาออกมาจากห้องเสียงมันสะท้อนดังกว่าเดิมอีก


“เฮ้ยพี่ ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”


เขาพูดคำเดิม เสียงออดอ้อน ท่าว่ามันแสดงละครเก่ง ก็น่าจะใช่ ถ้าคนอื่นมาเห็นตอนนี้คงเหมือนผมกำลังรังแกเด็ก ม.ปลาย


“ไม่เป็นไรหรอก เอไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นชีวิตประจำวันของเธอ พี่ไม่ถือ เรื่องแม่ของเธอก็ไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยวพี่จะบอกท่านเอง ว่าพี่ไม่มีคุณสมบัติที่จะสอนเธอเอง ไม่ใช่เป็นเพราะเธอ”


ผมหยุด เพราะรำคาญที่เขาเขย่ามือ ที่จริงผมแกะไม่ออก ผมยังโมโหอยู่ แทบจะไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย นี่หรือที่เขาบอกโกรธจนลมออกหู


“โธ่พี่ ผมขอโทษ พี่จะให้ผมทำยังไงล่ะเนี่ย พี่ถึงจะยอม”


ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่อายไม่แอบ ทำให้เขาเห็นว่าผมกำลังรวบรวมสมาธิ เขาคงคิดได้ว่าถ้าผมไม่สอนจริงๆแล้ว อาจารย์ปริศนาคงมีมาตรการที่จะจัดการกับเขาเป็นแน่ คิดแล้วก็แอบสะใจ แต่นะเราเองก็จะยอมเพราะเด็กมันเป็นแบบนี้ก็ใช่เรื่อง


“ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะ พี่รู้ว่าเธอไม่อยากเรียน หรือไม่ชอบให้ใครมากวนใจเธอ รู้ไว้นะ ถ้าไม่ใช่ว่าอาจารย์ปริศนาอยากเห็นเธอสอบเข้าเรียนวิศว ตามที่เธออยากเรียน พี่ก็จะไม่ช่วย เงินมันไม่ได้สำคัญหรอก แต่พี่สงสารคนที่เป็นแม่ ผู้หญิงคนเดียวอุตส่าห์ อดทนต่อความยากลำบากเพื่อที่จะทำให้ฝันของลูกชายเป็นจริง ถึงแม้ลูกชายจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม”


ผมเน้นคำสุดท้าย จ้องหน้าเขาเขม็ง หน้าเขาสลดลงทันที แววตาดูน่าสงสารขึ้นมา ในใจผมเองก็ตกใจ พูดแรงไปหรือเปล่า เขาก้มหน้านิ่ง แต่ยังกุมข้อมือผมอยู่ แต่ด้วยความที่เขาตัวสูงกว่าผมถึงแม้ว่าเขาจะก้มหน้า กริยาอาการต่างๆ ก็ใช่ว่าผมจะไม่เห็น เขาก้มหน้าเพื่อที่จะอมยิ้ม พระแม่ลักษมี มือข้างที่เว้นจากการเกาะกุมของเขา ฟาดไปเต็มแรงที่บ่า


“โอ๊ย พี่ตีผมทำไมเนี่ย เจ็บนะ”


เขาร้องพร้อมกับกระโดดหนี


“หนอย เลว ไอ้เราก็คิดว่าสลดใจ เหลือขอที่สุด”


ผมกะตามเข้าไปฟาดอีกที เพราะโมโหน็อตหลุดไปแล้ว


“ตลกมากเหรอ หา ที่ฉันพูดแล้วมันตลกมากนักเหรอ”


คราวนี้ผมไม่ได้สนใจว่าเสียงจะก้องบ้านแล้ว ตวาดเสียงดังลั่น คิดว่าถ้าเขาสำนึกได้ประโยค


“เอาเถอะ”


ก็กำลังจะตามมา แต่เวรแท้


“เปล่า ไม่ตลก”


เขายังมีหน้ามาพูด สีหน้าไม่มีความเศร้าสลดเหมือนเมื่อครู่เลย กับดูร่าเริงกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่


“เปล่า แล้วยิ้มอะไรหา นิสัยเสีย”


ผมตวาดไล่กวดเขาให้จนมุม


“เปล่าพี่ แต่เวลาพี่โกรธแล้วแก้มแดงๆ น่ารักดี”


 เหมือนโดนน้ำเย็นสาดตอนเล่นน้ำสงกรานต์ เขาพูดหน้าตาเฉยขณะที่ผมรู้สึกเหมือนลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ


“ไอ้บ้า”
ทำไมไม่เข้าใจ ผมเขินมัน เขินมาก รู้สึกอาย เหมือนโดนล้อ


“โหยิ่งอาย ยิ่งหน้าแดง น่ารักนะเราเนี่ย”


กรรมของยศภาคที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ ผมอายครับ อายโดยไม่รู้สาเหตุ จากที่เราเป็นต่อมัน โดนหักมุมให้เราเป็นรอง ตายแล้วเพิ่งรู้ว่าผมแพ้คำเยินยอ ไม่ใช่สิ เคยโดนคนพูดแบบนี้มาก็เยอะ ทำไมไม่อายขนาดนี้ โอ๊ย อะไรกัน ผมด่าทอตัวเองอยู่ในใจ


“ผมขอโทษจริงๆนะพี่ ผมขออาบน้ำแป๊บเดียว นะนะ”


เขาเข้ามาเขย่าแขนให้ผมตื่นจากภวังค์ แล้วก็วิ่งกลับเข้าไปในห้อง ผมสิ ยืนหน้าแดงอยู่ เพราะโกรธผมเชื่อว่าโกรธเยอะกว่าอาย ไม่มีทางผมไม่อายมันหรอก นี่ถ้ามันรู้ว่าผมอ่อนให้กับเรื่องง่ายๆ แบบนี้แล้ววันหลังมันก็จะเอาใหญ่อีกสิ ไม่ได้ๆ ผมยังยืนอยู่ที่เดิม รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลม ไม่มีร่าง ยืนเอ๋ออยู่จนมันวิ่งออกมาจากห้อง