วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 5



ผมล้างจานเก็บครัว เสร็จก็โทรศัพท์หาจ๋า อยากจะปรึกษาสักหน่อย เพราะรู้สึกว่าศึกวันนี้คงยังไม่จบแค่นี้
แก มันเอาใหญ่เลยนะ ยั่วโมโหตลอดเวลาเลย ฉันจะทำไงดี
ผมพูดเสียงเบา เพราะกลัวมันได้ยิน
อะไรโย แกกลัวเด็ก ม.๕ ด้วยเหรอ ไม่ยักรู้ ยั่วมาก็ด่ามันไปสิ อย่าให้มันกำเริบ
โอยทำไปหมดแล้วแก ทั้งด่าแบบผู้ดี ด่าแบบผู้ร้าย มันสนที่ไหนล่ะ ฉันคนด่านี่สิจะบ้าตาย
แกก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนสิแก ตีมึนเข้าไว้ แอ๊บแบ๊วใส่มันเลย
นะ ถ้าเป็นพลก็ดีสิ จะให้มันรู้ไปเลย
ผมวางสายจากจ๋า โดยไม่รู้สึกว่าช่วยอะไรได้มากนัก แต่ก็ยังดีที่ได้ระบายออก เมื่อครู่เหมือนมันโกรธจริงๆ หรือว่าผมวุ่นวายกับมันมากเกินไป เจ้ากี้เจ้าการ ขี้บ่น มันคงจะรำคาญ ผมคิดพลางย่องขึ้นไปข้างบน ประตูห้องปิดสนิท ผมเงี่ยหูฟัง ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา หรือว่ามันโกรธจริงๆ หว่า ผมคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ผมเลื่อนมือไปบิดลูกบิดช้าๆ เขานั่งพิงเตียงอยู่ เตรียมตัวเรียนเต็มที่ ผมเองที่เป็นฝ่ายประหม่า เอาละสิ มันคงโกรธจริงๆ ชิ ดีเหมือนกันจะได้สอนอย่างเดียว ไม่ต้องออกนอกเรื่อง

ช้าจังเลยพี่ เดี๋ยวผมก็ง่วงก่อนหรอก  

มันเงยหน้าขึ้นมายิ้ม ส่วนผมก็งงสิครับ อะไรของมันนี่ หรือว่ามันอาจจะคิดได้ ที่ผมบอกไป

พอดี พี่เก็บของอยู่น่ะ พักก่อนได้นะจะได้ไม่เครียด

ผมพูดไปแก้เก้อ เพราะไม่รู้ว่าพูดอะไรกับมันดี มันนับเป็นคนที่เก่งมากในเรื่องปั้นหน้า ตอนอยู่ข้างล่าง หน้ายังบูดอยู่เลย แต่ถ้ามันไม่ได้ปั้นหน้า ทำไมมันเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วขนาดนี้ ผมคิดอยู่ในใจ พอดีกับโทรศัพท์มันดัง

เฮ้ย กูเรียนอยู่ ไอ้สัตว์ กูก็ขอมีความรู้บ้างดิ ไอ้เหี้ย มึงทำห่าอะไรอยู่วะ
มันคงคุยกับเพื่อน แต่อย่างนี้ไม่น่าเรียกว่าคุย น่าจะเป็นการบริภาษกันเสียมากกว่า ผมตกใจเหมือนกันเพราะมันคุยเสียงดัง แต่ผมก็ทำท่าเปิดหนังสือ ไปเรื่อยเปื่อย ไม่สนใจ ไม่ได้ยินที่มันคุยกัน


แค้นี้นะไอ้เหี้ย กูจะเรียน มึงจะไปก็ไปไอ้สัตว์ แม่งยั่วฉิบหาย

มันวางแล้วแล้วหันมามองผม ซึ่งนั่งทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ที่จริงมันก็เป็นปกติของเด็กที่คุยกับเพื่อน เพียงแต่ผมไม่ค่อยพูด จะหนักสุด ก็แก กับ ฉัน มึงกูบ้าง ถ้าโกรธจริงๆ น้อยมาก จะด่า ก็อีบ้า ขุดเผือกขุดมันมาด่า

ฟังเพลงไหมพี่

มันถามขึ้นคงอึดอัดที่ผมไม่ยอมพูดอะไร ผมไม่ตอบได้แต่พยักหน้า ที่จริงกลัวมันจะแจกไอ้ตัวที่มันเพิ่งจะคุยกับเพื่อนเมื่อครู่ให้ผม คงไม่ไหวจะรับ มันลุกขึ้นไปเปิดเครื่องเสียง พอเครื่องเสียงทำงาน ผมก็เป็นอันสติแตก เพราะเพลงที่มันฟังจะออกร็อค รวมทั้งมันแหกปากไปตามเพลง เปิดก็เสียงดัง

นี่ เปิดเบาๆ ไม่ได้เหรอ หนวกหู ผมตะโกน

มันมองแบบไม่พอใจ แล้วก็ปิดเพลงเสีย แต่แวบหนึ่งผมเห็นมันอมยิ้ม รู้สึกเสียวสันหลังวาบ มันกลับมานั่งที่เดิม แล้วมองหน้าผม

เจี้ยวแข็งว่ะพี่

ไอ้บ้า แล้วแกมาบอกฉันทำไมล่ะ ผมด่ามันในใจ เอากูอีกแล้ว แต่ผมก็ทำเป็นนิ่ง ไม่สนใจมัน แต่มันกลับเอาครึ่งตัวพาดมาที่โต๊ะ จมูกเกือบชนกับจมูกของผมเหลือช่องว่างอยู่ไม่กี่เซ็นต์ ผมเด้งตัวออก

มันแข็งจริงๆนะพี่ จับดูดิ

มันยังมีหน้ามาพูด อย่างลอยหน้าลอยตา แถมยังอมยิ้มคงเห็นว่าผมหน้าแดงเพราะอายหรืออะไรก็ไม่ทราบ

เรามาเรียนต่อเถอะ ในเมื่อเธอจะไม่พัก

ผมพยายามทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอีกเหมือนเคย

เรียน เรืองบนเตียงดีกว่าไหมพี่ เนี่ยมันไม่ยอมลงเลยอ่ะ

โอ๊ย ไอ้เวร กวนประสาท อยากจะเหยียบให้มันหักไปเลยดีไหม จะได้เงียบสักที ผมเม้มปากกัดกราม ด่ามันในใจ พุทโธ พุทโธ  ผมพยายามเรียกสติกลับคืนมา

นะนะ พี่จับให้หน่อย อยากให้พี่จับจริงๆนะ

น้ำเสียงของมันตอนนี้ มันทำให้ผมรู้ว่ามันจงใจที่จะกวนประสาท อย่างนี้มันต้องเกลือจิ้มเกลือ ผมคิด

 ไม่อยากจับครับ ไม่ถนัดน่ะ ถนัดแต่ทำอย่างอื่น อยากลองไหมล่ะ

ผมเหลือบตาลงต่ำไปยังเป้าหมายที่ต้องการ เขากระเด้งตัวกลับทันที

 เฮ้ย ไหนบอกไม่ใช่ตุ๊ด อะไรวะ
อ้าว แล้วทำอย่างนี้ทำไมล่ะ อย่ายั่วให้มากเดี๋ยวจะหาว่าพี่ไม่เตือน อย่างเธอน่ะไม่ใช่แนวพี่หรอกอย่าพยายามเลย ผมเบะปาก
 ทำไมผมไม่ดีตรงไหน

อ้าวไอ้นี่อุตส่าห์พูดให้เสียกำลังใจ

เอาเถอะ เอ ถือว่าพี่จะไม่มองเธอในเรื่องแบบนั้นหรอก ไม่ต้องกลัว เราจะเริ่มเรียนจากตรงไหนดี

ว่าแล้วผมก็เปิดหนังสือ รู้สึกสะใจที่ทำให้มันหายบ้าได้

 พี่ถามจริงๆเถอะ เขาทำกันยังไงเหรอ ผู้ชายกับผู้ชายเนี่ย เขายังยื่นหน้ามาถาม

นี่ จะอยากรู้ไปทำไม หรืออยากจะเป็นเหรอ ทำไมไม่คิดจะถามเรื่องที่ว่าพี่จะสอนยังไง สอนอะไรไม่ดีกว่าเหรอ
บ้าดิ ก็แค่อยากรู้ใครจะอยากเป็นตุ๊ด วิปริต

ผมอยากจะด่ามันนักแต่ก็ห้ามใจเพราะถ้าโต้คารมคงจะยาว

ไหนลองบอกพี่ซิ ประโยคนี้หมายถึงอะไร
ผมเขียนประโยคสั้นๆให้เขาดู
 ไม่รู้ อ่านออกอย่างเดียว
มันเกาหัวแกรกๆ
แล้วแปลไม่ออกเหรอ
ก็ไม่เชิง แต่ไม่รู้ว่ามันยังไง
อะไร ยังไง ผมเริ่มงง
 ลองเขียนประโยคสั้นๆ ซิ เอา ผมอยากจะดูหนังเรื่อง transformers”

ผมตั้งประโยคให้ มันหยิบปากกาขึ้นแล้วลังเลอยู่พักหนึ่งแล้วค่อยเขียน แล้วก็ยื่นให้ผมดู

 เอาล่ะ ไหนลองแยกว่าอันไหนเป็นกริยา อันไหนเป็นกรรมให้พี่ดูหน่อยซิ
ผมยื่นกลับคืน มันเกาหัวแกรกๆ ถ้ามีเหาอยู่บนหัวนี่ เหาคงได้แช่งชักหักกระดูก เพราะมันเกาแรงเหลือเกิน มันลังเลสักพักจึงวงกลมตัวหนังสือ
พี่รู้แล้วล่ะว่าเราจะเริ่มจากตรงไหนดี
 ผมพยายามเอาวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมา ถ่ายทอดให้มัน แต่ดูเหมือนจะยากสักหน่อย เพราะมันสับสนกับรูปประโยค กับการใช้กริยา

พี่วันหลังทำให้ผมบ้างดิ

มันโพล่งขึ้น หลังจากที่ทำตามตัวอย่างที่ผมสอนไป

ทำอะไรครับ

ผมยังก้มหน้าดูหนังสือที่มันเขียนเพื่อดูความถูกต้อง

ก็ทำอย่างที่พี่ทำกับผู้ชายคนอื่นน่ะ

ไอ้นี่ ผมเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เขาทันที
เอ ผมแว้ดใส่ 
 จะทำตอนนี้เลยไหมล่ะ หา จะได้หมดเรื่องกันเสียที อยากรู้มากนักเหรอ
ก็แค่อยากรู้ มันยิ้มอย่างพอใจ
มีเรื่องอื่นตั้งมากมายให้เรียนรู้ คิดบ้างสิ ไม่ใช่คิดแต่เรื่องแบบนี้

ผมรู้สึกว่าโกรธ เหมือนคนเอาเข็มมาทิ่ม หรือกำลังนอนสบายๆแล้วมีมดคันไฟมากัด แต่ก็ไม่ได้ๆ จะให้มันเบนความตั้งใจของผมไม่ได้


ไหนลองออกเสียงประโยคที่เขียนซิ

ผมวกกลับเข้าตำรา มันก็ทำเป็นไม่ใส่ใจในสิ่งที่เพิ่งพูดออกมา แล้วออกเสียงเหมือนเด็กอนุบาล

เคยดูหนังฝรั่งหรือเปล่าเอ
เคยดิพี่
ดูเขาพากย์เสียงหรือซาวด์แทรก
แหมพี่ อย่างผมต้องดูพากย์ไทยสิ ขี้เกียจอ่าน อ้าว กรรมแท้ๆ
วันหลังเดี๋ยวพี่เอาหนังมาให้ดู
ไม่เอาหนังโป๊นะพี่ ของผมมีอยู่เยอะแล้ว

ผมได้แต่ส่ายหัว มันจะยั่วไปถึงไหนเนี่ย

เวลาเราพูดภาษาอังกฤษ เราต้องออกเสียงให้ถูกนะ แล้วก็คำบางคำไม่จำเป็นต้องลากเสียงเหมือนเด็กท่องสูตรคูณอย่างนั้นก็ได้
พี่พูดให้ฟังหน่อยดิ

ผมพูดประโยคง่ายๆให้เขาฟัง

 โห อย่างนี้เพื่อนผมต้องว่ากระแดะแน่ๆ ออกเสียงซะเหมือนฝรั่งเลย
อ้าว กรรมอีกแล้วอีกแล้วกู ทีพูดที่โรงเรียน หรือมหาฯลัย มีแต่คนชม

แล้วเราคิดว่ามันดูเหมือนได้เรียนมากว่าที่เราพูดเมื่อตะกี้รึเปล่าล่ะ อันไหนมันดูน่าฟังกว่า ผมย้อนเขาทันที

ไม่มีใครจะว่าเรากระแดะหรอกนะเอ คนที่เขาว่าอย่างนั้นเพราะว่าเขาทำไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ต้องไปใส่ใจเขา เราเสียเงินเรียนแม่เราเป็นคนจ่ายค่าเทอม เราเรียนไม่เก่งไอ้คนที่ว่าเรากระแดะน่ะ เขาช่วยติวเราสอนเรารึเปล่าล่ะ มันมีแต่จะเหยียดหยัน เพราะฉะนั้น ทำในสิ่งที่คิดว่าดีและถูกต้องไม่ต้องไปสนใจคนอื่น
โหเทศน์เป็นชุดเลยโว้ย
ไม่ได้เทศน์ แค่บอกให้ฟัง
นั่นล่ะเทศน์ เหมือนแม่เลย”  โอ๊ย กูเซ็ง จะต่อปากต่อคำกับมัน ผมร้องในใจ
เอาเถอะ ไหนเราลองพูดซิ ผมตัดรำคาญ
ไม่ คำนี้ต้องพูดอย่างนี้ ผมออกเสียงให้เขาดู
ถ้าเราไม่อยากขยับปากมาก เราก็พูดอย่างนี้ก็ได้ แต่มันจะเหนื่อยเพราะจะใช้พลังจากคอมากกว่าปกติ ไหนลองใหม่ซิ

มันยังทำท่าล้อเรียนผมอย่างสนุกสนาน แต่ผมก็พยายามเอานะโม เข้าข่ม มันเป็นมารชั้นเยี่ยมทีเดียว ถ้าไม่ติดแม่ผมรู้จักกับอาจารย์ปริศนานะ ผมเขกกบาลมันไปหลายทีแล้ว

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ30 มกราคม 2553 เวลา 19:04

    ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ