ผมตื่นตอนหกโมง ด้วยเคยตื่นเช้าจนชิน ถึงจะนอนดึกแค่ไหน พอหกโมงร่างกายมันก็ปลุกให้ตื่นเอง ผมเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ลงมาที่ครัว ทำอาหารดีกว่า ว่าแล้วก็เปิดดูตู้เย็น เห็นเนื้อปลากะพงอยู่ในแพ็ค วันนี้ทำข้าวต้มปลาดีกว่า ทำไปนานเท่าไหร่ไม่รู้จนได้ยินเสียงแม่เดินลงมาจากบนบ้าน
“ตื่นแล้วเหรอครับแม่ วันนี้โยทำข้าวต้มปลา แม่จะทานเลยไหม กำลังร้อนๆเชียว”
แม่ใส่กางกางขาสั้นกับเสื้อยืดสีปูนตัวโคร่ง ผมเผ้าจัดเรียบร้อยแล้ว
“ตื่นนานแล้วลูก ใส่บาตรเสร็จล่ะ แต่แม่กลับขึ้นไปไหว้พระ ยังไม่กินหรอกลูก แม่จะไปรดน้ำต้นไม้สักหน่อย เมื่อวานเห็นกุหลาบกำลังตูมเชียว”
ว่าแล้วแม่ก็เดินออกไปหน้าบ้านรดน้ำต้นไม้
หน้าบ้านของเราแม้จะไม่กว้างใหญ่นัก แต่แม่ก็ปลูกไม่ดอกไว้เต็ม มีทั้งมะลิที่ปลูกไว้ริมรั้วข้างบ้านน้าสา ยาวจากกำแพงหน้าบ้านจรดตัวบ้าน อีกฝั่งที่มีต้นจำปี ข้างๆก็มีกุหลาบอยู่สามสี่กอ ปกติผมเป็นคนรดน้ำต้นไม้ตอนเช้าๆ ส่วนแม่จะคอยมาเก็บผลผลิต เพราะแม่นอนดึกกว่าผม ปกติผมจะตื่นช้ากว่านิดหน่อย แต่เมื่อคืนคงนอนดึกไปหน่อย ผมเทน้ำส้มสำเร็จใส่แก้วแล้วเดินเอาออกไปให้แม่ ผมนั่งลงตรงม้าหินอ่อนดูแม่รดน้ำอย่างสบายใจ
“เออ สอนน้องเป็นไงบ้างลูก”
แม่ถามคำถามเมื่อคืน โดยที่สายตายังคงมองกอกุหลาบอยู่
“อ้อ ก็ดีครับ” ผมตอบแบบไม่ค่อยเต็มเสียง ไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ
“น้องเขาดื้อล่ะสิ เห็นพี่ปริศนาก็บอกอยู่เหมือนกัน กลัวว่าโยจะทนไม่ได้ เพราะตาเอค่อนข้างจะเกเรอยู่สักหน่อย คงจะดื้อเงียบ ยังไงก็อดทนเอานะลูก เราโตกว่าน้องมัน เห็นอะไรไม่ดีก็คอยบอกคอยเตือนน้องมัน อย่าเอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่” แม่หันมา
ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไง แม่คงรู้ เพราะผมปิดแม่ไม่ได้สักเรื่อง
“น้องเอ ก็ดีนี่ครับแม่ เห็นตั้งใจเรียนดี”
ผมตอบแก้เก้อไป แต่ความจริง เอก็หัวไว เพราะเท่าที่สอนเบื้องต้นไปเมื่อวาน เวลาถามเขาตอบได้ และดูเหมือนที่เขาไม่เก่งวิชานี้เพราะ เขาไม่ใส่ใจเอง ทั้งที่จริงเป็นคนฉลาดมาก นับว่าฉลาดเป็นกรดเลยทีเดียว
“งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ นัดน้องไว้เก้าโมงเดี๋ยวสาย ข้าวต้มอยู่ในครัวนะครับแม่”
ผมต้องรีบเลี่ยงตัวออกมา แต่ความจริงแม่ก็คงไม่ซักหรอก เพราะแม่เองก็รู้เหมือนกัน ว่าผมเองก็ปากแข็ง
พออาบน้ำเสร็จก็ออกจากบ้าน เดินออกมาจากซอยอ่อนนุช ๒๔ แล้วก็นั่งรถสองแถวออกมาลงตรง คาร์ฟูล แล้วเดินไปข้ามสะพานลอยไปนั่งรถเมล์ วันอาทิตย์รถไม่ติด คงไปถึงที่เอกมัยรวมเดินเข้าซอยน่าจะ แปดโมงกว่าๆ ผมกดกริ่ง คราวนี้เริ่มไม่ประหม่า แต่พอคิดว่าวันนี้ มันจะมาไม้ไหนกับผมอีก ก็ชักจะหวั่นๆ ความจริงเงินค่าจ้างก็ไม่มากมายนัก แต่ด้วยความสัมพันธ์ทางแม่ กับอาจารย์ปริศนา ทั้งตัวอาจารย์ปริศนาเองเป็นคนเข้าไปขอร้องผมถึงบ้าน จะบอกปัดไปก็จะเสียทางแม่ ผมจึงรับสอน ไม่คิดเลยว่าเด็กมัธยมปลาย คนที่ตัวใหญ่กว่าเด็กธรรมดาจะทำให้ผมหวั่นใจได้เพียงนี้
“หวัดดีครับ ครู”
เสียงโอทัก ผมยกมือไหว้ตอบ แหมทีคนเป็นน้องนี่น่ารักอย่างกะคนละท้องแม่
“หวัดดีครับ น้องโอ ตื่นแต่เช้าเชียว ไม่ไปว่ายน้ำเหรอครับ”
“กำลังจะไปครับ เมื่อวานโอว่ายน้ำเป็นแล้ว ง่ายมาก วันนี้จะไปว่ายท่าใหม่”
“เก่งจังครับโอ” ผมชม
โออยู่ชั้น ประถมสี่ ตัวโตกว่าเด็กประถมสี่ ถ้าจะให้คาดคงเป็นเพราะพันธุกรรม อย่างที่อาจารย์ปริศนาบอก
“แม่กำลังเตรียมของอยู่ครับ ส่วนพี่เอ ยังไม่ตื่น ครูกินข้าวมาแล้วเหรอครับ”
โอยังคงพูดจ้อยๆ นำหน้าผมเข้าบ้าน
“น้องโอ ทำไมเรียกพี่ว่าครูล่ะครับ พี่แค่มาสอนพิเศษเสาร์อาทิตย์เองนะ”
ที่จริงผมรู้สึกซาบซ่านต่างหาก ไม่เคยได้ยิน เคยได้ยินแต่เด็กๆเรียกแม่ ว่าครู แต่พอมาได้ยินเอง หัวใจพองโตเชียว ความรู้สึกดีมากๆ
“ก็ครูเป็นคนสอนพี่เอ นี่ครับ แม่บอกว่าคนที่สอนเราเป็นครูได้ทั้งนั้น ครูไม่ชอบเหรอครับ” ผมอมยิ้ม
รู้สึกเขิน เด็กสองคนนี่เหมือนกันอยู่อย่างคือเวลาพูด บางทีก็ไม่เหมือนเด็ก อีกอย่าง นี่ล่ะนะลูกครู
“เปล่าครับ พี่ชอบ”
“อ้าวโย มาแล้วเหรอลูก มาๆ กินข้าวกับโอ แม่ทำแกงจืดหมูตำลึง ร้อนๆเชียวลูก”
อาจารย์ปริศนาร้องทักมาจากในบ้าน เมื่อเห็นผมก้มถอดรองเท้า ผมต้องรีบเด้งตัวขึ้นยกมือไหว้เป็นพัลวัน
“วันนี้ก็ยุ้งยุ่ง ตาโอก็ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ คงจะชอบว่ายน้ำ เมื่อวานว่ายไม่ยอมขึ้น จนครูฝึกต้องขู่เอาถึงยอม เราก็กลัวมันจะเป็นไข้ กลับมาไปแย่งเล่นเกมกับพี่อีก แม่ล่ะปวดหัว ส่วนรายนั้น ตื่นหรือยังไม่รู้แม่ยังไม่ได้ปลุก อย่าว่าแม่เลยนะลูกโย ลำพังลูกคนเดียวนี่ก็กระเตงไปนั่นมานี่ ดันมามีสองคน ไปกันใหญ่เลย”
ว่าแล้วอาจารย์ปริศนาก็หัวเราะ บ่นแต่ขำ ผมก็งง แต่ก็ดีเหมือนกัน ไม่เครียด โอนั่งกินข้าวอย่างตั้งใจ คงอยากจะไปว่ายน้ำเต็มที ส่วนผมขอตัวมานั่งที่โซฟา เตรียมเอกสารที่จะสอนเจ้าตัวดี
“โอๆ กินเสร็จไปปลุกพี่เอด้วยนะลุก พี่โยเขามารอแล้ว เวรกรรม คนสอนมาตรงเวลา คนเรียนมันไม่เอาไหนเลย”
“ไม่เอาหรอก โอไปปลุกมากินข้าวแล้ว พี่เอไม่ยอมตื่น” โอพูดพลางเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ
“งั้นกินเสร็จเอาของไปเก็บที่รถนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่ไปปลุกพี่เขาก่อน โทษทีนะลูกโย น้องมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ วันหยุดทีไรตื่นสายทุกที โยนั่งเล่นไปก่อนนะลูก ของกิน น้ำเนิ้มอยู่ในตู้เย็นนะลูก ถือว่าเป็นบ้านของตัวเอง”
อาจารย์ปริศนาหันมาทางผม น้ำเสียงแกดูอบอุ่นเหมือนแม่ ถึงจะบ่นให้ลูก แต่เสียงบ่นนั้นก็เต็มไปด้วยความห่วงหาอาทร อาจารย์ปริศนาขึ้นไปชั้นบน ส่วนผมก็ได้แต่ถอนหายใจ มองดูจอโทรทัศน์
“น้องเขาตื่นแล้วนะลูก ให้อาบน้ำแป๊บเดียว งั้นแม่ฝากด้วยนะ แม่ต้องไปก่อนละ ตาโอนั่งรอในรถแล้ว ขอบใจมากนะโย”
อาจารย์ปริศนาเดินมาตบบ่าผมเบาๆ ผมลุกขึ้นเดินออกไปส่ง โอดูร่าเริงมาก โบกไม่โบกมือให้ พอรถเลี้ยวออกไปจากบ้านผมก็ไปปิดประตูหน้าบ้าน แล้วก็เข้ามาในบ้าน นั่งดูโทรทัศน์รอเออาบน้ำ ดูไปนานจนจะสิบโมงไม่เห็นทีท่าว่ามันจะลงมา หรือเรียกผมสักคำ ยังคงเงียบกริบ ผมตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นบน ผ่านประตูห้องน้ำเห็นเปิดอยู่ แสดงว่าออกมาแล้ว ผมจึงเคาะประตู
“เอๆ เสร็จหรือยัง” เงียบ “เอๆ พี่เข้าไปนะ”
ผมพูดกึ่งตะโกน ผมค่อยๆเปิดประตูเข้าไป ไม่เห็นมีแสงใดเล็ดลอดออกมาจากห้อง ผมเปิดประตูเข้าไปเต็มที่ แสงจากภายนอกสาดเข้ามา เขายังนอนอุตุอยู่ที่เดิม รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ผมปราดเข้าไปข้างๆเตียง
“นี่เอ ทำไมยังไม่ตื่น” ผมพูดเสียงดัง
“อือ อือ”
เขาครางอยู่ในคอแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง
“อือ อือ อะไร จะเที่ยงอยู่แล้วเนี่ย พี่มารอตั้งนานรู้ไหม”
ผมตะโกนดังกว่าเดิม แต่เขาก็ไม่กระดิก ผมเม้มปากอย่างแค้นใจ เอากูอีกแล้ว ไอ้เด็กบ้า ผมวางเป้ลงแล้วเดินไปเปิดผ้าม่าน ปิดแอร์ เปิดหน้าต่างทุกบาน
“โว้ย อะไรนักหนาวะ คนจะนอน”
เขาดีดตัวขึ้นทันที ตะโกนใส่ผม ตกใจเหมือนกัน ผมทำเป็นไม่ได้ยินเดินมาเปิดไฟ
“อะไรวะ แม่งกวนตีน คนจะนอน”
เขาตะโกน หน้าตาดูเอาเรื่อง แล้วก็เอาผ้าห่มคลุมโปง เหมือนเดิม ผมยืนนิ่งอยู่นาน นี่ไม่ทันได้สอนกันเลย จะอารมณ์เสียแล้ว ทนวะทน เพื่อแม่เอ้าอย่างน้อย ผมบอกตัวเอง
“เอ มันสายมากแล้วนะ”
ผมพูดเสียงเครียด เพราะรู้สึกโกรธเหมือนกัน ผมเดินไปห่างเตียงพอสมควรเพราะกลัวโดนลูกหลงมัน มีคนเคยบอกเวลาคนนอนอย่าไปกวน เพราะถ้าเจอพวกโมโหร้ายอาจจะซวยได้
“โว้ย จะนอนโว้ย”
เขาตะโกนในผ้าห่ม ผมหมดความอดทน เพื่ออะไร ผมถามตัวเอง
“งั้นพี่ขอโทษนะที่มารบกวน”
ผมพูดเน้นคำ ไม่คิดว่าจะยอมเขาง่ายๆแบบนี้ ทั้งที่เมื่อคืนบอกกับตัวเองว่าจะทน ไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน จะยอมทน แต่เจอเข้าแบบนี้ เขาเดายากเหลือเกิน ปกติผมไม่เคยโดนใครตะคอกใส่ เว้นแต่ตอนรับน้อง อันนั้นก็ยกไปเพราะเรารู้และเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอมาใช้ชีวิตปกติประจำวันแบบนี้ ไม่ได้คาดหวัง ผมก้มลงหยิบเป้อย่างห่อเหี่ยว ท้อใจ ในใจก็เต้นโครมคราม ทั้งโกรธทั้งโมโห เขาลุกพรวดพราดขึ้นมา ตายังปรือๆอยู่ เขามองผมเหมือนคนที่มากวนเวลาอันเป็นส่วนตัวของเขาจริงๆ
“นอนต่อเถอะ พี่ขอโทษที่กวน พี่คงกลับล่ะ”
ผมก็จ้องเขาเขม็งเหมือนกัน ผมหันหลังเดินออกจากห้อง
“เดี๋ยว” เขาตะคอก
ผมชะงัก เพราะตกใจ
“อะไรวะ ขี้น้อยใจเหมือนผู้หญิงเลย ไหนบอกไม่ใช่ตุ๊ดวะ”
เหมือนโดนเขากระโดดถีบข้างหลังหัวคะมำไปข้างหน้า ผมหันหน้าไปทันที
“นี่ มันจะมากไปแล้วนะ ฉันเป็นเพื่อนเล่นเธอเหรอ ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน แล้วก็ขอโทษ ที่เสนอหน้าเข้ามาเอง”
ผมตวาดไปด้วยความโมโห สะบัดหน้ากลับทันที ไม่เอาแล้วเด็กแบบนี้ ใครสอนก็คงเอามันไม่อยู่หรอก ผมเดินออกจากห้อง แต่เขากระโดดมาคว้ามือไว้
“เฮ้ยพี่โย ผมขอโทษ นะนะ ยกโทษให้ผมนะ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมง่วงน่ะพี่ นะนะ อย่าโกรธเลยนะ ผมขอโทษ ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”
เขาอ้วนวอนรั้งข้อมือผมไว้ ผมก็สะบัดออก รู้สึกรังเกียจยังไงพิกล
“เอไม่พร้อมที่จะเรียน ก็ไม่ต้องเรียน”
ผมยังเน้นเสียง แต่เสียงเบากว่าเมื่อครู่ เพราะรู้สึกว่าเวลาออกมาจากห้องเสียงมันสะท้อนดังกว่าเดิมอีก
“เฮ้ยพี่ ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
เขาพูดคำเดิม เสียงออดอ้อน ท่าว่ามันแสดงละครเก่ง ก็น่าจะใช่ ถ้าคนอื่นมาเห็นตอนนี้คงเหมือนผมกำลังรังแกเด็ก ม.ปลาย
“ไม่เป็นไรหรอก เอไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นชีวิตประจำวันของเธอ พี่ไม่ถือ เรื่องแม่ของเธอก็ไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยวพี่จะบอกท่านเอง ว่าพี่ไม่มีคุณสมบัติที่จะสอนเธอเอง ไม่ใช่เป็นเพราะเธอ”
ผมหยุด เพราะรำคาญที่เขาเขย่ามือ ที่จริงผมแกะไม่ออก ผมยังโมโหอยู่ แทบจะไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย นี่หรือที่เขาบอกโกรธจนลมออกหู
“โธ่พี่ ผมขอโทษ พี่จะให้ผมทำยังไงล่ะเนี่ย พี่ถึงจะยอม”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่อายไม่แอบ ทำให้เขาเห็นว่าผมกำลังรวบรวมสมาธิ เขาคงคิดได้ว่าถ้าผมไม่สอนจริงๆแล้ว อาจารย์ปริศนาคงมีมาตรการที่จะจัดการกับเขาเป็นแน่ คิดแล้วก็แอบสะใจ แต่นะเราเองก็จะยอมเพราะเด็กมันเป็นแบบนี้ก็ใช่เรื่อง
“ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะ พี่รู้ว่าเธอไม่อยากเรียน หรือไม่ชอบให้ใครมากวนใจเธอ รู้ไว้นะ ถ้าไม่ใช่ว่าอาจารย์ปริศนาอยากเห็นเธอสอบเข้าเรียนวิศว ตามที่เธออยากเรียน พี่ก็จะไม่ช่วย เงินมันไม่ได้สำคัญหรอก แต่พี่สงสารคนที่เป็นแม่ ผู้หญิงคนเดียวอุตส่าห์ อดทนต่อความยากลำบากเพื่อที่จะทำให้ฝันของลูกชายเป็นจริง ถึงแม้ลูกชายจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม”
ผมเน้นคำสุดท้าย จ้องหน้าเขาเขม็ง หน้าเขาสลดลงทันที แววตาดูน่าสงสารขึ้นมา ในใจผมเองก็ตกใจ พูดแรงไปหรือเปล่า เขาก้มหน้านิ่ง แต่ยังกุมข้อมือผมอยู่ แต่ด้วยความที่เขาตัวสูงกว่าผมถึงแม้ว่าเขาจะก้มหน้า กริยาอาการต่างๆ ก็ใช่ว่าผมจะไม่เห็น เขาก้มหน้าเพื่อที่จะอมยิ้ม พระแม่ลักษมี มือข้างที่เว้นจากการเกาะกุมของเขา ฟาดไปเต็มแรงที่บ่า
“โอ๊ย พี่ตีผมทำไมเนี่ย เจ็บนะ”
เขาร้องพร้อมกับกระโดดหนี
“หนอย เลว ไอ้เราก็คิดว่าสลดใจ เหลือขอที่สุด”
ผมกะตามเข้าไปฟาดอีกที เพราะโมโหน็อตหลุดไปแล้ว
“ตลกมากเหรอ หา ที่ฉันพูดแล้วมันตลกมากนักเหรอ”
คราวนี้ผมไม่ได้สนใจว่าเสียงจะก้องบ้านแล้ว ตวาดเสียงดังลั่น คิดว่าถ้าเขาสำนึกได้ประโยค
“เอาเถอะ”
ก็กำลังจะตามมา แต่เวรแท้
“เปล่า ไม่ตลก”
เขายังมีหน้ามาพูด สีหน้าไม่มีความเศร้าสลดเหมือนเมื่อครู่เลย กับดูร่าเริงกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่
“เปล่า แล้วยิ้มอะไรหา นิสัยเสีย”
ผมตวาดไล่กวดเขาให้จนมุม
“เปล่าพี่ แต่เวลาพี่โกรธแล้วแก้มแดงๆ น่ารักดี”
เหมือนโดนน้ำเย็นสาดตอนเล่นน้ำสงกรานต์ เขาพูดหน้าตาเฉยขณะที่ผมรู้สึกเหมือนลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ
“ไอ้บ้า”
ทำไมไม่เข้าใจ ผมเขินมัน เขินมาก รู้สึกอาย เหมือนโดนล้อ
“โหยิ่งอาย ยิ่งหน้าแดง น่ารักนะเราเนี่ย”
กรรมของยศภาคที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ ผมอายครับ อายโดยไม่รู้สาเหตุ จากที่เราเป็นต่อมัน โดนหักมุมให้เราเป็นรอง ตายแล้วเพิ่งรู้ว่าผมแพ้คำเยินยอ ไม่ใช่สิ เคยโดนคนพูดแบบนี้มาก็เยอะ ทำไมไม่อายขนาดนี้ โอ๊ย อะไรกัน ผมด่าทอตัวเองอยู่ในใจ
“ผมขอโทษจริงๆนะพี่ ผมขออาบน้ำแป๊บเดียว นะนะ”
เขาเข้ามาเขย่าแขนให้ผมตื่นจากภวังค์ แล้วก็วิ่งกลับเข้าไปในห้อง ผมสิ ยืนหน้าแดงอยู่ เพราะโกรธผมเชื่อว่าโกรธเยอะกว่าอาย ไม่มีทางผมไม่อายมันหรอก นี่ถ้ามันรู้ว่าผมอ่อนให้กับเรื่องง่ายๆ แบบนี้แล้ววันหลังมันก็จะเอาใหญ่อีกสิ ไม่ได้ๆ ผมยังยืนอยู่ที่เดิม รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลม ไม่มีร่าง ยืนเอ๋ออยู่จนมันวิ่งออกมาจากห้อง
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น