ผมตื่นนอนเกือบ เก้าโมงครึ่ง รู้สึกปวดไปทั้งร่าง หนักหัว เหมือนโดนอะไรฟาดมา เหลือบไปมองดูข้างๆ เห็นจ๋ายังนอนอยู่ อีกสามคนนอนฟูกข้างล่าง ยังไม่มีใครตื่นเลย
พอตื่นมีสติ ก็หวนคิดเรื่องเมื่อคืน แปลบขึ้นมาในใจ มันเพิ่งเกิดขึ้นหรือ เหมือนความรู้สึกมันยังใหม่ๆอยู่ จำได้ว่า มาถึงบ้าน แล้วก็ร้องไห้อยู่อีกนาน เพื่อนๆ ก็ปลอบ จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ทำไมนะ ทำไมพี่ตั้มถึงทำแบบนี้ พอนึกถึงคำที่ไอ้นัท มันพูด "เรื่องบนเตียง ไม่ได้เรื่อง" ผมรู้สึกอายขึ้นมาทันที เคยได้ยินแต่ กายเล่าให้ฟังว่า คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ ไม่อยากเชื่อ เวลาคนที่ถูกนินทา มาได้ยินเอง มันจะเจ็บ อาย ฝังใจขนาดนี้ ผมงัวเงีย ไม่อยากจะตื่น เหมือนเมื่อคืนไปแบกอิฐแบกปูนมา เหล้าที่กินไปมันทำให้ปวดกาย สิ่งที่เห็นมา ที่พูดออกไป มันทำให้ปวดใจ รู้สึกไม่มีแรงใจจะทำสิ่งไหนอีกในวันนี้
ขยับมองนาฬิกา ตายล่ะสิ มีสอนนี่วันนี้ ผมรีบเด้งตัวลุกจากเตียง แต่ก็กลัวเพื่อนตื่น ผมรีบหาโทรศัพท์แล้วลงไปข้างล่าง พอเปิดเครื่อง เห็นหมายเลขที่ไม่ได้รับ กว่าห้าสิบสาย ข้อความอีก สิบกว่าข้อความ เปิดดู พอรู้ว่าเป็นของใครผมก็ลบทิ้งโดยที่ไม่เปิดอ่านเลย ผมรีบโทรศัพท์ ไปหาอาจารย์ปริศนา
"สวัสดีครับ อาจารย์ปริศนา ผมโยนะครับ"
ผมพูดเมื่ออาจารย์ปริศนารับสาย
"อ้าว ลูกโย แม่ก็นึกว่าไม่สบาย ให้ตาโอโทรหาหลายรอบแล้ว แต่เราปิดเครื่อง"
"อ้อ ขอโทษครับ พอดีเมื่อคืนเวียนหัวครับ เลยกินยา ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ"
ผมแก้ตัวไป แต่ที่จริงก็ยังเวียนหัวอยู่
"ไหวมั้ยลูก วันนี้ไม่ต้องมาสอนก็ได้ นอนพักเถอะจ๊ะ แต่ตอนนี้แม่ออกมาจากบ้านแล้ว อืม เอายังไงดี"
อาจารย์ปริศนาเว้นช่วง
" เห็นอาทิตย์ก่อน ตาเอบอกว่าโยทำกับข้าวอร่อย แม่เลยซื้อแต่ของใส่ตู้เย็นไว้ให้ ยังไม่ได้ทำกับข้าวให้ตาเอเลย ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวแม่โทรบอกตาเอให้ ว่าให้ออกไปซื้อข้าวหน้าปากซอยมากินเอง"
"ผมไม่เป็นไรมากแล้วครับ เดี๋ยวผมกำลังจะออกจากบ้าน ผมขอโทษอีกทีนะครับ"
"โอ๊ย ลูก ขอทงขอโทษอะไรกัน คนไม่สบายก็ต้องพัก แม่ต่างหากที่ควรจะขอบใจเรา ตาเอ ชมโยตลอดเลยนะ แม่เลี้ยงมันมาก็เพิ่งเห็นมันชมใครนี่ล่ะ"
ผมไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำชม แต่อยากจะวางหูเหลือเกิน ไม่ได้รำคาญเสียงอาจารย์ปริศนานะ แต่รู้สึกเหมือนกำลังจะอ๊วก พอวางสายเสร็จ ผมก็วิ่งเข้าห้องน้ำชั้นล่าง อ๊วก ออกมา อ๊วก จนปวดท้อง ผมลากตัวเองออกจากห้องน้ำ เข้าครัวไปหาน้ำเย็นมาดื่ม พอดื่มน้ำรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย ผมจึงไปอาบน้ำ
ผมนั่งแท็กซี่ไปบ้านอาจารย์ปริศนา เพราะกว่าผมจะออกจากบ้านก็เกือบ สิบโมงครึ่งแล้ว เพื่อนๆ ยังไม่ตื่นกันเลย สบายกันจังนะ ระหว่างทางผมมองนั่นมองนี่ใจลอยไปเรื่อย พยายามไม่คิดเรื่องที่จะทำให้ผมคิดถึงเขา แต่ก็อดไม่ได้ มันวกกับมาทุกที พอหลับตาลงทีไร ภาพเขาก็วนเวียนแจ่มชัดขึ้นมา รถรอสัญญาณไฟตรงแยกเอกมัย ผมมองไปเมเจอร์ สะท้อนใจขึ้นมา ผมชอบมาที่นี่กับเขามาก เพราะรู้สึกคนไม่เยอะวุ่นวาย ผมรักเขาแล้วผมแสดงออกไม่เต็มที่เหรอ เขาถึงปันใจไปมีคนอื่น คิดแล้วก็ใจหาย นี่ผมเลิกกับเขาแล้วจริงๆหรือ วันคืนเก่าๆ เราไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกันเลย มีแต่ความรู้สึกดีๆ ผมมองเขาในแง่ดีมาโดยตลอด ไม่เคยสักครั้งที่จะไม่เชื่อใจ ไม่เคยที่จะคิดระแวง ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันบ่อย แต่ผมก็ห่วงเขาทุกวัน อยากคุย อยากเจอหน้า อยากจับตัวเขา อยากไปในทุกๆที่ที่เราเคยไป ที่ที่มีแค่ผมกับพี่ตั้ม เจ็บเหลือเกิน เจ็บจนไม่อยากจะหายใจออกมา ลมที่ผ่านเข้าออก มันย้ำทุกที ว่าไม่มีเขาอยู่แล้ว พอรู้สึกว่ามีน้ำตาซึมออกหางตา ผมก็สะบัดความคิดนั้นออกจากหัว
แล้วยังไง ในเมื่อคนมันไม่รู้จักพอ ต่อหน้าทำอีกอย่าง ลับหลังเราก็ทำอีกอย่าง ปากคนเราจะพูดแม่น้ำให้กลายเป็นภูเขายังได้ กับแค่บอกว่ารัก ทำไมเขาจะพูดไม่ได้ เวลาเขาพูดใช่ว่าเราจะเห็นว่าใจของเขาคิดออกห่างไปแค่ไหนแล้ว ปล่อยเขาไปเถอะ รั้งไว้มันก็ไม่เหมือนเดิม แก้วที่อยู่ของมันดีๆ เขามาทำให้มันร้าวเอง มันไม่มีทางจะเชื่อมต่อให้มีสภาพดังเดิม ไม่มีทาง ในสมองคิดแยกเป็นสองฝ่าย พยายามฝืนตัวเองไม่ให้จมอยู่กับความเศร้า จะตบตีทึ้งหัวตัวเองให้เจ็บช้ำแล้วได้อะไรขึ้นมา
แท็กซี่จอดหน้ารั้วประตูบ้าน ผมจ่ายเงินแล้วลงไปยืนถอนหายใจอยู่หน้าประตูบ้าน สภาพของผมมันเป็นยังไงนะตอนนี้ คงโทรมจนดูไม่ได้ ผมเอามือลูบหน้าตัวเองก่อนจะกดกริ่ง ยืนรอสักพักไม่เห็นทีท่าว่าเอมันจะมาเปิด ผมเลยลองผลักประตูเล็ก ไม่ได้ล็อค อาจารย์ปริศนาคงคิดว่าผมกำลังมาก่อนออกที่จะออกจากบ้านจึงไม่ได้ล็อกประตู ผมเดินเข้าไปในบ้าน ได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังมาจากห้องรับแขก ผมถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าไป เอนั่งดูอยู่ มันหันมาเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู
"โห นึกว่าจะเบี้ยวซะแระ"
มันยิ้มอย่างร่าเริง น่าแปลกที่วันนี้มันตื่นมานั่งรอ
"โทษทีครับ พอดีพี่ไม่ค่อยสบาย"
ผมพยายามก้มหน้า เพราะรู้สึกว่าตายังแดงๆ อยู่
"จะไหวมั้ยเนี่ย ผมหิวอ่ะพี่ รอตั้งนาน"
"เดี๋ยวพี่ทำให้ รอแป๊บนะ"
ผมรีบเดินเข้าครัว ไม่อยากคุยกับมัน กลัวมันกวนอีก รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ ไม่อยากสู้รบกับใคร ผมเปิดตู้เย็นดูของที่จะทำ กะว่าจะทำต้มยำรวมมิตรอย่างเดียว เพราะไม่มีกระจิตกระใจ ผมยืนเหม่อต้มน้ำ เอากุ้ง เอาไก่ออกมา เปิดน้ำแช่ไว้ ผมเอาทัพพีลงคนในหม้อที่มีแต่น้ำเปล่าๆเดือดอยู่
"ทำไรกินอ่ะพี่"
เอมันมายืนข้างหลัง ผมสะดุ้งเพราะมันเอาเป้าที่กำลังตื่นตัวมาถูที่ก้นของผม พลางเอาปากมากระซิบถามที่หู ถ้าเป็นเมื่ออาทิตย์ก่อนผมคงสาดน้ำร้อนใส่มันแล้ว แต่วันนี้ ผมยืนนิ่ง
"อ้อ ต้มยำ เรากินเผ็ดไหม"
ผม พูดแค่นั้น แต่ไม่ได้ดิ้นหนีเหมือนแต่ก่อน มันคงแปลกใจ แต่คงอยากแกล้งผมอยู่ มันเอามือมากอดเอว
"แล้ว เหม่ออะไรพี่ คนอยู่ได้น้ำเปล่าน่ะ"
มันยังคงซุกไซร้ต่อ ผมได้สติ จึงเอาเครื่องปรุงลงไป
"เป็นไรพี่ วันนี้ไม่เห็นว่าเลย"
มันถาม แต่ยังไม่ปล่อย
"อ้อ เปล่าครับ เราอยากโดนน้ำร้อนลวกเหรอ"
ผมถามเสียงเรียบ ไม่มีต่ำสูง มันรีบปล่อยทันที แล้วถอยออกไปยืนห่างออกไปสองสามก้าว
"เฮ้ย พี่ แปลกไปจริงๆ ล่ะ ไหวมั้ยเนี่ย"
มันชะโงกหน้ามาดู ผมรีบเอาทุกอย่างลงไปพร้อมกัน ไม่ได้ๆ เราจะมาเหม่อลอย ไม่มีสติแบบนี้ไม่ได้
"จะกินได้มั้ยเนี่ย"
มันล้ออยู่ห่างๆ
"เดี๋ยวพี่เจียวไข่เพิ่มให้"
ผมพูดเสียงเบา มันคงรู้แล้วว่าผมไม่เหมือนเดิม มันกลับไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว สักพักก็ไปเปิดตู้เย็น เอาน้ำอัดลมออกมากิน พอมีสติจากการบังคับตัวเอง ผมก็ทำทุกอย่างให้เป็นปกติ พอทำกับข้าวเสร็จก็ตักให้มัน ซึ่งนั่งมองอยู่ไม่พูดอะไร ผมไม่อยากมองหน้ามัน เพราะเดี๋ยวมันถาม ไม่อยากตอบ ไม่อยากพูด วันนี้กะจะให้มันดูหนัง แล้วหัดฟัง ระหว่างนั้นผมก็จะอยู่เงียบๆ
กับข้าวรสชาติไม่เลวแต่คาว เพราะผมใส่ทุกอย่างลงไปพร้อมกัน แปลกที่มันไม่บ่นสักคำ พอกินเสร็จผมก็ล้างจาน มันขึ้นไปรอในห้อง ผมล้างจานอยู่นาน ล้างแล้วล้างอีก พอว่างและอยู่คนเดียวทีไร ใจก็คิดไปหาเรื่องเมื่อคืนทุกที ใจหาย เสียใจ เจ็บแปลบเข้าไปข้างใน ผมพยายามดึงตัวเองกลับมา ยังต้องมีหน้าที่อยู่ ผมขึ้นไปข้างบน มันนอนกับพื้นเอาขาพาดโต๊ะที่เรานั่งเรียนอย่างสบายใจ
"พี่ ผมทำข้อสอบได้ด้วยล่ะ เหมือนที่พี่สอนเลย"
มันพูด ผมนั่งลงตรงปลายเท้ามันพอดี มันไม่เอาเท้าลง กลับกระดิกเท้าอย่างสบายใจ ผมไม่ว่าอะไร นั่งลงมองเท้ามัน
"ครับ ดีแล้ว"
"เฮ้ย พี่ ถามจริงๆ วันนี้เป็นอะไร ทำไมไม่เหมือนเดิม"
มันถามแล้วค่อยเอาเท้าลง คงเห็นว่าผมนิ่งเสียเหลือเกิน
"เปล่าครับ พี่มึนหัวนิดหน่อย"
"จะสอนไหวมั้ยเนี่ย เอ หรือว่าวันนี้เราจะทำอย่างอื่นกันดี"
มันเด้งตัวขึ้นมานั่ง ทำท่าคิด แล้วเอาหน้ามาจ่อหน้าผม แต่วันนี้ผมไม่หลบ ไม่มีแรงจะหลบ ได้แต่หลุบตาลงต่ำ ไม่อยากให้มันเห็น แววตาที่เหนื่อยล้า หมดแรงใจในตอนนี้
"มามีอะไรกันดีกว่าพี่"
มันพูด มองหน้าผม ทำไมไม่รู้ มันไม่เคยกลัวผมเลย ไม่เคยที่จะเกรงใจ ผมมันดูไม่มีอำนาจ ไม่มีอะไรให้ใครเขามองเห็นขนาดนั้นเลยเหรอ ผมมันเป็นลม เป็นอากาศธาตุหรือยังไง มันยังจ้องไม่เอาหน้าถอยออก ผมเองก็ยังนิ่ง
มันเอาปากมากระกบปากผมทันที แล้วยังพยายามดันปากมันให้เบียดเข้าในปากผม พลันน้ำตาผมก็ไหลออกมา ท้อใจเหลือเกิน เขาคนนั้นก็คงคิดกับผมแต่เรื่องแบบนี้ ผมมันไม่เก่ง นอนเหมือนขอนไม้ ไร้วิญญาณ ไม่เร้าใจเขา เหมือนไอ้นัท นี่ใช่ไหม เหตุผลที่เขามีใจให้คนอื่น เหตุผลที่ทำให้เขานอกใจ ผมรู้สึกตีบตันในคอ เหมือนอาหารที่กลืนลงไปเมื่อครู่มันจุกอยู่ที่คอ ทั้งเจ็บ ทั้งอาย ร้อนเบ้าตา น้ำตาร่วงลงเหมือนเขื่อนแตก มันคงตกใจผละออกทันที
"เฮ้ยพี่ ผมขอโทษ"
มันเสียงสั่น ผมไม่ได้ยินอะไรแล้ว กัดปากตัวเอง ไม่ให้สะอื้น ผมนั่งอยู่ท่าเดิม ความในใจที่เหมือนพยายามฝืนมันไม่ให้แสดงออกมา มันกดดันเกินจะเก็บอีกต่อไป เมื่อคืน เหตุการณ์มันเร็วเกินไป ที่ร้องไห้ออกมาเพราะเพิ่งเจอ มันเจ็บ แต่มันก็ไม่มีเวลามันนั่งคิดไตร่ตรองเหมือนตอนนี้ ยิ่งคิด ยิ่งทบทวน ยิ่งกรีดลึกลงไปในใจ เจ็บ เจ็บเหลือเกิน
"ผมขอโทษพี่ ผมล้อเล่น ผมไม่ได้ตั้งใจ"
มันยังคงพูด แต่ทำอะไรไม่ถูก ผมยังคงปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา คราวนี้พอหายใจเข้า ก็สะอื้นเสียงดัง ผมก้มหน้าลงกับโต๊ะ ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย ไม่มีเสียงใดจากมัน ผมร้องไห้อยู่นาน กว่าจะสงบ พอร้องไห้ออกมาจนหมด ก็รู้สึกอาย ไม่คิดว่าคนที่จะได้เห็น น้ำตาล็อตใหญ่ จะเป็นไอ้เอ
"ขอโทษนะ พี่เครียดๆน่ะ"
ผมพูด เสียงยังเคล้าน้ำตาอยู่ มันยังคงหน้าเหวออยู่
"อกหักเหรอพี่"
มันถาม ผมไม่รู้จะตอบว่าอะไร ใช่ อกหัก ไม่ใช่สิ โดนเขี่ยทิ้งสิน่าจะเหมาะสมที่สุด โดนเหวี่ยงทิ้งเหมือนของที่ใช้แล้ว ของชั้นเลวที่ได้มาอย่างไม่มีคุณค่าที่จะเก็บเอาไว้ คนเราแม้จะอยู่ด้วยกัน พูดคำว่ารักทุกวัน แต่ถ้าใจมันออกห่างแล้ว อะไรๆ มันก็มัดใจไว้กับใจไม่ได้ จะโทษเขามันก็ไม่ถูก เราเองก็ไม่ใช่ดี ถือว่าทำบุญกันมาแค่นี้ละกัน ขออโหสิทุกอย่าง ต่อจากนี้ก็จะไม่ฟูมฟายตีอกชกตัวอีกแล้ว รู้ว่าใจเจ็บ รู้ว่าทรมาน แต่ถ้าลงโทษตัวเองอยู่แบบนี้ มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ชีวิตผมยังต้องเดินต่อไป เด็กเกเร ก้าวร้าวที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็รอผมสอนภาษาอังกฤษอยู่ จะแสดงความอ่อนแอของตัวเองให้เขาเห็นไม่ได้ ผมสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วเปิดตำรา
"ดูหนังดีกว่าไหมพี่ วันนี้เรียนการฟังดีกว่า"
ผมรู้สึกชื่มชมมันก็วันนี้เอง มันเหมือนอ่านใจผมออก ว่าสอนไป ผมก็คงพูดวกไปเวียนมา ขอบใจมากเอ สรุปเราก็ดูหนังจากคอมกัน ผมเอาทรัมไดรฟ์ติดไว้ในกระเป๋าตลอด ผมให้มันดูเรื่อง Billy Elliot เพราะอีกเรื่อง About a Boy ค่อยให้มันดูคราวหลัง
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
There is always a light even in darkness place.
ตอบลบ