วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 13

คืนนี้แม่ค้างที่วัด คงอยู่คนเดียว ไม่อยากอยู่คนเดียวเลยวันนี้ ไม่อยากจะคิดอะไร ผมกลับบ้านตอนเย็น หลังจากสอนเอเสร็จ แปลกมันไม่กวนใจอีกเลย ตั้งใจเรียน ผมเองก็สอนมันเต็มที่เหมือนกัน เป็นแบบนี้ก็ดีนะคนเรียนก็ตั้งใจเรียน คนสอนก็สอนในตำรา ไม่กวนใจกัน จะว่ามันเป็นเด็กเกเรไม่รู้เรื่องก็ไม่ใช่ แท้จริงแล้ว มันเป็นเด็กที่น่าจะฉลาดอยู่พอสมควร เพราะดูจากเหตุการณ์วันนี้ อย่างน้อยผมก็เห็นในน้ำใจมัน แม้จะน้อยนิด แต่หัวใจที่อ่อนแรงตอนนี้ แค่น้ำใจสักหยดเดียวมันก็ชุ่มฉ่ำได้เหมือนกัน


ผมกลับถึงบ้านเกือบค่ำ จ๋ายังรออยู่ที่บ้านกับพล ส่วนกายกับกบกลับไปแล้ว ทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน
"เป็นไงบ้างแก" จ๋าถามเมื่อเห็นผมเดินเข้าบ้าน


"อ้าว พวกแกยังไม่กลับอีกเหรอ"


"ก็เป็นห่วงแกนั่นล่ะ ไม่อยากให้อยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวจ๋ามันก็กลับแล้วล่ะ ป๊ามันโทรมาตามแล้ว"


ผมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พล ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย คุยอยู่กับเพื่อนจนค่ำ มีคนเคยบอกว่าเพื่อนมีค่าก็ตอนที่เราลำบาก เห็นจะจริง แต่สำหรับผม เพื่อนมีค่าทุกเวลา ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ถ้าไม่นับแม่แล้ว คนที่ผมคิดถึงก่อนใคร ก็คือเพื่อน คิดถึงก่อนเขาคนนั้นเสียอีก พี่ป้อมมารับจ๋าที่บ้าน แล้วปลอบใจผมใหญ่ น่าขัน ที่ทุกคนดูเป็นห่วงผมเพราะเรื่องแค่นี้เอง ผมเจ็บก็จริงแต่ไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นกังวลกับผมขนาดนี้ ผมคงต้องเข้มแข็งขึ้นมาเสียที พอที การทำตัวอ่อนแอ


จ๋ากลับไปแล้ว ผมกับพลนั่งคุยกันจนดึก เพิ่งรู้ว่ามันเป็นห่วงผมมากขนาดนี้ จากที่เคยมองมันว่าเอาแต่เที่ยวไปวันๆ ปรึกษาอะไรก็ไม่ค่อยได้ มันกลับห่วงใยผมแม้จะไม่เท่าจ๋า แต่ด้วยความที่มันเป็นผู้ชาย เหมือนกัน มันย่อมเข้าใจผมมากกว่า ชีวิตผมดำเนินไปตามปกติ คือผมพยายามทำให้มันเป็นปกติมากที่สุด แม่คงรู้แล้ว เพราะแม่มีลูกอีกคนคือจ๋า ขานั้น รายงานทุกอย่าง วันอาทิตย์แม่กลับมาจากวัด มองหน้าผมสายตาห่วงใยนัก
"อย่าคิดมากนะลูก ถือว่าทำบุญมาแค่นี้ อย่าไปคิดจองเวรพี่เขา"


แม่พูดตอนที่เรานั่งดูละครอยู่ด้วยกัน


"ครับ ผมไม่มีอะไรแล้ว คงไม่มีวาสนาต่อกันจริงๆ"


แม่ลูบหัวผมเบาๆ ผมซบลงที่ตักแม่ ตักที่อบอุ่นเสมอสำหรับผม ไม่มีที่ใดอีกแล้วที่จะทำให้ผมรู้สึกเป็นสุข ปลอดภัยเท่านี้ แม่ไม่พูดอะไรมากเรื่องของผม เพราะรู้ว่าผมเองก็ไม่ชอบเล่าเรื่องเก่า เรื่องที่ทำให้เราเจ็บช้ำใจ เอปิดเทอมแล้วสองอาทิตย์ วันจันทร์ถึงศุกร์ มันไปเรียนกวดวิชา เสาร์อาทิตย์ ผมก็ยังคงไปสอนให้มันตามปกติ ผมสังเกตุว่ามันน่ารักขึ้นมาก ไม่กวนใจผมอีกเลยนับจากเหตุการณ์นั้น ตั้งใจเรียน ผลสอบครั้งล่าสุด ออกมาค่อนข้างน่าพอใจ แม้ผมจะมาสอนมันเกือบจะปลายๆเดือน แต่ผมก็แอบภูมิใจอยู่ไม่น้อย ส่วนโอก็ว่ายน้ำจนเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ช่วงปิดเทอม ไปว่ายทุกวัน พอเจอกันอาทิตย์หลังๆ ดูตัวโตขึ้นเยอะ อาจารย์ปริศนาก็ดูมีความสุขกับการที่ได้พาโอไปว่ายน้ำ เพราะ โอว่ายเพียงไม่กี่เดือนก็ได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน คงเป็นเพราะสรีระที่โตกว่าเด็กทั่วไป
งานประจำผมเองก็ยุ่ง เพราะยิ่งใกล้จะสิ้นปีเข้ามาทีไร งานก็ยิ่งเยอะ ผมสอบตัวสุดท้ายไปแล้ว ทำเรื่องขอจบเรียบร้อยดี ถ้าไม่มีอะไรผิดคาดคงได้รับปริญญาต้นปี ผมเกือบลืมเรื่องของพี่ตั้มไปเลย แม้เขาจะโทรมาอยู่เสมอ แต่ผมก็ไม่เคยคุย พักหลังเห็นหายเงียบไป คงใจออกเพราะผมไม่ยอมอ่อนให้ แต่ความจริงเขาก็ยังอยู่ในใจนั่นล่ะ ไม่ได้ไปไหน แม้จะทำทีเป็นลืม แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเองก็ยังคงคิดถึงเขาอยู่เสมอ ไม่เคยเลือนไปเลยสักวัน

กลางเดือนพฤศจิกายน
วันนี้แม่ก็ไปนอนที่วัดเหมือนเคย อาจารย์ปริศนาให้กุญแจบ้านผมมาตั้งนานแล้ว ผมไม่ต้องกดกริ่งอีกต่อไป โอมีแข่งคัดตัวนักกีฬาเขตุ รุ่นอายุไม่เกิน ๑๔ปี ตอนแรกได้ยินผมก็ตกใจ เพราะโออายุเพิ่งจะย่าง ๑๑ ปี แต่จะลงคัดตัว รุ่นอายุ ๑๔ แต่อาจารย์ปริศนาก็ขัดลูกชายไม่ได้ เพราะเห่อเข้าเส้นเลือด ซ้อมเอาเป็นเอาตาย จนตัวดำปี๋ เสาร์อาทิตย์นี้ อาจารย์ปริศนาจึงพาโอไปคัดตัว ถึงขนาดไปเปิดโรงแรมนอนกัน เลยทีเดียวเพราะโออยากจะว่ายน้ำก่อนไปสนาม


ผมเปิดประตูเข้าบ้าน ไม่มีเสียงใดๆในบ้าน เอคงยังไม่ตื่น ผมเปิดเข้าไปในครัว แล้วเปิดตู้เย็น กลายเป็นหน้าที่ไปแล้ว ที่ผมจะต้องทำกับข้าวให้มันกิน อาจารย์ปริศนาซื้อของไว้เต็มตู้เย็น ทั้งหวานทั้งคาว แต่วันนี้รู้สึกขี้เกียจยังไงพิกล จึงทำข้าวต้มกุ้ง พอเสร็จ ผมก็เดินขึ้นไปชั้นบน กะจะปลุกให้มันมากินข้าวก่อน เพราะเกือบจะสิบโมงครึ่งแล้ว เสียงเพลงดังออกมาจากห้องของมัน คงจะตื่นแล้ว ผมถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในห้อง เพราะหลังจากวันที่ผมร้องไห้ให้มันเห็นผมก็ไม่เคาะประตูอีก ผมยืนนิ่ง ตะลึงอยู่ เพราะ เอมันกำลังหยอกล้อกันกับเด็กผู้หญิงวัยรุ่น ดูแบบแว๊บเดียวก็พอรู้ว่าคงเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอใส่แต่เสื้อชั้นใน กับกางกางขาสั้นหรือกางเกงใน ผมไม่แน่ใจแต่เห็นว่ามันสั้นมาก

"ว๊าย"


"เฮ้ย พี่ ทำไม ไม่เคาะประตู"


มันตะคอกใส่ผม ซึ่งยืนเอ๋ออยู่ ผมไม่ได้รู้สึกอะไร แค่ตกใจกับชาๆตรงหน้า มันรีบเอาผ้าห่มคลุมทันที


"เอ่อ โทษที"


ผมพูดตะกุกตะกัก ใจเต้นโครมคราม แล้วรีบปิดประตูเข้าตามเดิม ผมรีบลงมาข้างล่าง เข้าไปในครัว ไม่รู้ทำไมถึงเข้าไปในครัว ยืนหันรีหันขวางอยู่ไม่รู้จะไปทางไหนดี ไม่รู้จะทำอะไร จะเอายังไงดี ผมคิด แต่เอ๊ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ แล้วจะใจสั่นไปทำไมนี่ ผมไม่เข้าใจตัวเอง แต่มันก็ไม่สมควรนะ ถึงมันจะโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่มันยังเรียนอยู่แค่ มัธยมปลาย ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงท้องล่ะ ตายล่ะสิ ผมเปิดตู้เย็นเอาน้ำออกมาดื่ม ผมคิดแย้งกันอยู่ในหัว อย่าไปยุ่งเรื่องของมันดีกว่า ผมบอกกับตัวเอง เสียงมันวิ่งลงมาจากข้างบน
"พี่โยๆ อยู่ไหน"
มันตะโกนเสียงดัง มันเข้ามาในครัวแล้วมองผมอย่างเคียดแค้น ปนกับตกใจ


"อย่าบอกแม่นะพี่ ผมขอร้อง"


พูดเสียงเครียด มันเข้ามาจับมือผมเขย่า ผมเองก็ยังอึ้งอยู่ แม้จะได้ดื่มน้ำเย็นๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก


"ถ้าแม่รู้ผมซวยแน่เลย นะพี่ อย่าบอกแม่นะ"


คราวนี้มันอ้อนวอน


"เราป้องกัน รึเปล่า"


ผมโพล่งออกไป ไม่ได้คิดจะพูด แต่มันหลุดออกไปจากปากผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มันมองผมแปลกๆ


"อะไรพี่"
มันตะคอกกลับ บีบข้อมือผมแน่นกว่าเดิม ผมรู้สึกเจ็บ และโมโหในท่าทางของมัน ที่เหมือนกับผมเองเป็นคนที่ก่อเรื่องไม่ใช่มัน


"ถ้าพลาดมาล่ะเอ เราพร้อมจะรับผิดชอบเขาแล้วเหรอ"


ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงถามแบบนี้ออกไป มันเรื่องอะไรของผม แต่เหมือนสมองกับปากมันทะเลาะกัน


"แล้วที่อยากเป็น วิศวฯน่ะ คิดว่ามันจะง่ายขึ้นเหรอ"


ผมยังไม่ยอมหยุด คราวนี้มันสะบัดมือผมลงอย่างแรง มองหน้าผมเขม็ง


"มันเรื่องของผมนะพี่ พี่เป็นใครเนี่ย เป็นแค่ตุ๊ดสอนหนังสือ อย่ามายุ่งเรื่องของผมดีกว่า"


มันตวาด โกรธหน้าแดง พอได้ยินผมรู้สึกหน้าชาไปอีกครั้ง เหมือนมันฟาดหน้าผมแรงๆต่อกันไม่หยุด มันทำให้ผมได้คิด นั่นสิ เราเป็นใคร ไปยุ่งอะไรกับเรื่องของมัน


"นั่นสินะ พี่ขอโทษก็แล้วกัน งั้นพี่เองก็คงไม่มีอะไรจะพูด ขอให้เธอโชคดี"


ผมพูดเสียงสั่น คงพอกันแค่นี้สำหรับมัน สุดจะทนแล้ว ผมรู้ว่ายุ่งวุ่นวายกับมันมากเกินไป แต่มันก็น่าจะไว้หน้าผมบ้าง ผมร้อนไปทั้งหน้า
รู้สึกน้ำตาซึมออกมา เพราะอะไรก็ไม่รู้ คงเป็นเพราะผมยังหัวใจไม่แข็งแรงพอ ความรู้สึกเหมือนแผลที่กำลังจะตกสะเก็ด แล้วมีอะไรมาสะกิดให้มันเจ็บปลาบขึ้นมาอีก ผมจับกระเป๋าขึ้นสะพายบ่าแล้วเดินออกไปจากครัวทันที สีหน้ามันตกใจที่ผมพูดนิ่งกว่ามันมาก แม้จะสั่นๆ อยู่ มันคงรู้ว่าคราวนี้ผมเอาจริง


"เฮ้ย พี่ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ"


มันกระชากแขนผมไว้ ขอโทษ อีกแล้ว ผมได้ยินบ่อยจนเอียน มันจะขอโทษทำไมในเมื่อมันไม่เคยจำ และทำซ้ำแล้วซ้ำอีก


"พอเถอะ เอ ถ้าเธอไม่เคารพพี่ ไม่เคยแม้จะคิด ก็ไม่เป็นไร พี่เองก็คน มีความรู้สึกเหมือนกัน พอแล้ว"


ผมพูดเน้นแต่ละคำ ออกมาจากใจจริงๆ รู้สึกเบื่อหน่าย กับเด็กแบบมัน ผมสะบัดมือมันออก แต่มันก็ไม่ยอมปล่อย
"ผมขอโทษ จริงๆ พี่ แต่เข้าใจผมหน่อยเถอะ ผมเป็นผู้ชาย เรื่องแบบนี้มันธรรมดา เพื่อนๆผมมันก็ทำ"


ผมไม่ได้อยากจะได้ยินอะไรจากมันอีก แต่ก็นิ่ง กัดปากตัวเอง


"ผมยังไม่ได้ทำอะไรกันนะพี่ เธอเพิ่งมาเมื่อกี๊เอง"


"เรื่องนั้นพี่ไม่รู้ เธอจะทำอะไรกับใครมันก็เรื่องของเธอ เราไม่ได้เกี่ยวพันธ์อะไรกัน ไม่ต้องพยายามเล่า พี่ไม่อยากฟัง พอที"
ผมพูดอย่างไร้เยื่อใย หมดจริงๆ ทั้งโกรธ ทั้งโมโห ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม


"พี่โย ผมขอโทษจริงๆ อย่าทำแบบนี้เลยนะพี่ ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษ"


มันร้องไห้ ผมสะอึกเล็กน้อย อึ้ง ไม่คิดว่ามันจะร้องไห้ออกมา คงไม่ได้แสดงละคร เพราะมันดูเสียใจจริงๆ มันร้องออกมาอย่างไม่อาย


"ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วพี่ อย่าทำแบบนี้เลย อย่าไปเลย"


มันอ้อนวอน ผมนิ่งคิดไม่ถึง คิดไม่ออก ถ้าจะมองกันจริงๆ มันก็เรื่องของมัน เป็นเรื่องปกติ ทำไมมันต้องเสียใจขนาดนี้ แล้วทำไมผมต้องโกรธมันมากขนาดนี้ ผมเป็นคนนอกมันเป็นความสัจจริง จะไปละลาบละล้วงมันเกินไป มันก็ใช่เรื่อง แต่ผมก็นิ่งไม่พูดอะไรสักคำ


"เอาเถอะ พี่ไม่บอกเรื่องนี้กับแม่เราหรอกไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องเรียน ค่อยว่ากัน"


ผมยังไม่อยากตัดสินอะไรตอนนี้ มึนหัว ไม่อยากคิด


"พี่จะไม่ไปใช่ไหม ขอบคุณมากพี่ ผมขอโทษจริงๆ ผมมันปากไม่ดี"


รู้ตัวนี่ ผมอยกจะตอกหน้ามันกลับไป แต่ก็นิ่ง เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นมันไหว้ผมอย่างเต็มใจ น่าทึ่งนัก


"ไม่เป็นไร ที่พี่สอนเราต่อเพราะอาจารย์ปริศนาคนเดียว เธอจะไม่เคารพพี่ไม่เป็นไร เพราะยังไงเสีย พี่ก็ถือว่าพี่เอาความรู้ของพี่แลกกับเงิน"
ผมยังไม่ยอมเลิก อยากจะระบายมันออกให้หมด ไหนๆ ก็ได้พูดแล้ว


"ไปจัดการเรื่องของตัวเองให้เสร็จ ถ้าวันนี้ไม่พร้อมที่จะเรียน ค่อยว่ากันวันหลัง"


ผมพูดจบก็สะบัดมือมันออก แล้วเดินออกจากบ้านไปทันที ยังรู้สึกเจ็บใจอยู่ "แค่ตุ๊ดที่สอนหนังสือ" มันคงมองผมแค่นี้มาตลอด คำนี้ล่ะที่มันเสียดแทงใจ ผมรู้สึกเหนื่อยล้าเพลียเหลือเกิน เหนื่อยกับทุกสิ่ง ทุกอย่าง อยากจะกลับบ้าน ไม่อยากเจอใครอีกแล้ว


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น