วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 19

กว่าหนังจะจบผมต้องยุกยิกอยู่ตลอดเวลา จนคนที่นั่งข้างหลังกระแอมด่าหลายที จนหลังๆผมต้องนั่งนิ่งๆ มันเห็นว่าผมนั่งนิ่งแทนที่จะเกรงใจมันกลับเอานิ้วล้วงเข้าไปในกางเกงตรง สะโพกเขี่ยเล่นอยู่อย่างนั้น ผมต้องทำใจอยากลุกหนีไปเลยแต่มันขู่ว่าถ้าผมลุกมันจะโวยวาย ผมไม่ใช่กลัวแต่ไม่อยากจะเสี่ยงเพราะที่นี่ผมมาดูหนังบ่อยไม่อยากให้เสีย ประวัติ แล้วกลับมาดูหนังอีกไม่ได้ที่จริงมันก็ไม่เกี่ยวหรอก แต่ผมรู้สึกเกรงมันยังไงไม่รู้ พอหนังจบผมรีบลุกเลยแต่มันก็ดึงมือไว้

"ปวดห้องน้ำเหรอคะ"

มันถามแบบกวนๆ ผมลุกตอนที่คนยังไม่ลุกหันไปมองคนอื่นมองที่ผมเหมือนกัน

"เออ"

ผมตอบสะบัดไป แล้วแกะมือมันออกเดินออกจากโรงหนัง มันเดินตามออกมา ที่จริงไม่ได้อยากเข้าห้องน้ำแต่รำคาญมัน

"อ้าว ไม่ไปห้องน้ำล่ะ"

"หิว อยากรีบกลับบ้าน"

"อ้อ"

มันเกาหัวแล้วเกาะบ่าผมเหมือนเดิม ตอนลงบันไดเลื่อนมันก็จับมือ ผมสะบัดออก มันก็เกาะเอว โอ๊ย อยากจะถีบมันเหลือเกิน เดินเหวี่ยงใส่มันมาจนถึงชั้นล่าง ตายสองทุ่มครึ่งแล้ว ถึงว่าหิวจัง ผมรำพรรณกับตัวเอง

"กินอะไรดีคะ"

เบื่อคำว่า คะ ของมันจังเลย ฟังแล้วอยากจะเอามือตบปากมัน ไม่อายปาก

"ไม่รู้ แต่ไม่กินแถวนี้"

ผมตอบกวนๆ

"โย ต๊าย โย ควงเด็กเหรอแก"

เสียง ทักที่น่ารังเกียจที่สุด นัท ยืนอยู่กับคนที่เคยทำให้ผมร้องไห้ข้ามคืนมาแล้ว คนที่ทำให้ผมยังเจ็บปวดใจอยู่ แม้จะไม่มากก็ไม่ใช่ว่าอยากจะเจอเขา ตอนนี้ พี่ตั้ม รู้สึกใจหล่นหายไปเหมือนกัน ตั้งแต่เลิกกันเพิ่งจะได้เจอเขา แต่ก็เจออยู่กับไอ้คนที่ไม่อยากเจอมากที่สุด รอยร้าวที่เกิดขึ้นในใจมันยากเหลือเกินที่จะเกลี่ยให้มันคืนกลับเป็นดังเดิม ทั้งสองเดินเข้ามาหาเรา เอมันมองหน้าผมคงรู้ว่าพวกนี้เป็นใคร เพราะผมคงสีหน้าอาการออกมาก มันโอบเอวผมทันที

"สบายดีเหรอโย ไม่เจอกันตั้งนาน"

พี่ตั้มถาม แต่ตามองที่เอ

"ครับ สบายดี"

ผมตอบเสียงสั่น ทำไมไม่รู้ทำไมยังมีความรู้สึกกับคนแบบนี้ ใจเต้นแรง สั่น แม้จะพยายามควบคุม แต่มันก็ยากเหลือเกิน

"แล้วนี่"

"จะใครล่ะพี่ตั้ม ก็เด็กใหม่มันไง ไม่ยักรู้ว่าโยมันจะชอบกินเด็ก"

นัทพูดแล้วหัวเราะ รู้สึกหมั่นไส้มันขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่อยากจะพูดกับมันแม้แต่คำเดียว

"ยังเด็กๆ อยู่เลยนะโย น่าจะเรียน ม ปลายป่ะ น้อง"

พี่ตั้มหันไปถามเอ

" ครับพี่ ผมยังเรียน ม ปลาย อยู่ แต่ก็รักเดียวใจเดียวครับ ไม่มั่ว ไม่หลายใจ ผมโชคดีครับที่ได้แฟนน่ารัก ใครปล่อยหลุดมือไป โง่เป็นควายเลยนะผมว่า ตัวเล้ก เรารีบกลับบ้านเถอะ เค้าหิวข้าวแล้ว ตัวเองว่าจะทำสุกี้ให้เค้ากินใช่มะ"

เอมองหน้าพี่ตั้มนิ่ง สายตามันดูไม่กลัวหรือเกรงเลย แต่ถือเป็นเรื่องปกติเพราะมันก็มองผมแบบนี้บ่อยๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะมองคนแปลกหน้าด้วยสายตาแบบนี้ มันพูดจบก็ดึงเอวผมเข้าไปกอดอย่างไม่อายคนที่เดินผ่านไปผ่านมา แปลกที่ผมยอมโดยง่าย เรารีบเดินออกมาหน้าประตู

"เดี๋ยว โย"

นัทมันวิ่งตามออกมา

"อะไร"

ผมหันไปอย่างไม่พอใจ ท่าจะมีเรื่องกันอีกแน่

" ฉันไม่ได้อยากคุยกับแก แต่อยากคุยกับน้องเขา นี่น้องหล่อๆ อย่างนี้น่ะมาดูหนังกับพี่ไหมวันหลัง อยากได้อะไรพี่ซื้อให้หมดเลย นี่เบอร์พี่ พี่โยน่ะเขาคงไม่มีกำลังจะซื้อให้เราหรอก"

เอดึงแขนผมไปอยู่ข้างหลังมันทันที

" อ้อ ขอบคุณพี่ แต่ผมไม่เอาหรอกคับ แม่ผมรวย พี่ก็น่ารักนะครับ แต่ท่าทางคงมั่ว ผมไม่อยากยุ่งหรอก ไม่อยากเป็นเอดส์ อยากได้เด็กมากก็ไปดักเอาแถวนี้สิพี่ เผื่อมีพวกหิวเงินเป็นเหยื่อ"

"ไอ้"

นัท หุบปากทันที เพราะเอมันชี้หน้า ถลึงตาใส่ ดูท่าทางเอาเรื่อง พี่ตั้มวิ่งออกมาทันก็เลยดึงตัวนัทกลับเข้าไป เอมันขึงขังน่ากลัวผมเองก็ไม่เคยเห็นมันเป็นแบบนี้ มันลากมือผมไปเรียกแท็กซี่กลับบ้าน มันบอกทางอย่างคล่องแคล่วเหมือนกลับไปบ้านมัน ผมไม่พูดสักคำ อึ้งงงอยู่กับสถานการณ์

"ไอ้คนนี้เหรอที่มันทิ้งพี่"

มันถามขึ้นหลังจากที่เราขึ้นรถได้ไม่นาน ผมไม่ตอบ ไม่รู้จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไมอีก มันหันมาจ้องหน้าผม

"ดีนะที่ผมไม่ต่อยหน้าเอา กวนตีน"

"เอาเถอะ มันผ่านมาแล้ว อย่าใจร้อนนักเลย ไม่สนใจล่ะ"

"อย่าพูดแบบนี้นะ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้าผมจะคบคนเพราะเรื่องแบบนั้นผมมีไปนานแล้ว ผมจะเอาพี่เป็นแฟนคนเดียว"

"ทำไม"

ผมสอดขึ้น ไม่รู้ทำไม ทั้งที่ไม่น่าถาม ไม่น่าไปเปิดประเด็นให้มัน คนขับแท็กซี่เริ่มมอง

"ไม่บอก เดี๋ยวสักวันก็รู้เอง"

มัน ทำหน้ากวนใส่แล้วยิ้ม เออแปลกดี แต่มันก็เปลี่ยนหน้าเร็วอยู่แล้วนี่นะ เป็นเรื่องปกตของมัน เมื่อกี้หน้าเหมือนจะไปกินเลือดกินเนื้อใคร แต่ตอนนี้หน้ามันกลับมายียวนกวนประสาทเหมือนเดิม

"นั่งแท็กซี่นี่เราจะจ่ายเหรอ"

"จ่ายก็ได้ แต่คืนนี้"

มันทำท่าเจ้าเลห์

"คืนนี้จะนอนห้องแม่"

ผมตอบแล้วเบะปาก

"ดีเหมือนกัน ไม่เคยนอนห้องแม่อรเลย คงเตียงนุ่มเนอะ"

มันพูดหน้าตาเฉย

"ขี้เกียจพูด"

ผมตัดรำคาญ แล้วมองออกไปนอกรถ สิ่งที่เราพยายามหนีทำไมมันถึงยังคงวนเวียนอยู่ไม่ห่างเลยนะ หรือว่าใจเรายังไม่สงบ

" รู้ไว้นะพี่ ใครที่ได้พี่เป็นแฟนน่ะ ผมว่าน่าจะมีความสุขที่สุดแล้ว ผมเองก็เชื่ออย่างนั้น อยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด มองหน้าแล้วไม่รู้จักเบื่อ อยากมองอยู่อย่างนั้น อยากกอดอยู่อย่างนั้น ผมโชคดีใช่ไหม"

มันเพ้อขึ้นมาตอนรถรอสัญญาณไฟที่แยกพระโขนง ผมได้แต่มองหน้ามัน เอียนคำพูด ไอ้เด็กแก่แดด แหมคิดจะมาจีบ โปรยคำหวาน ไม่ตกหล่มง่ายๆหรอกแก อยากจะตะคอกใส่มัน แต่ก็เงียบไม่พูดดีกว่า ปล่อยให้มันกุมมืออยู่อย่างนั้น

ถึงบ้านสามทุ่มกว่า ผมรีบไปเปิดตู้เย็นดูของที่จะทำกิน มีไก่กับหมู ผักสามสี่อย่าง แต่ขี้เกียจเหลือเกิน เหนื่อยไม่อยากจะทำอะไรเลย ผมไปเปิดตู้เก็บของแห้งเห็นบะหมี่ก้อน ต้มหมี่กินดีกว่า ว่าแล้วผมก็ต้มบะหมี่ใส่คะน้าไข่แล้วก็ไก่ ต้มสามก้อนเพราะคงไม่พอ ไอ้ยักษ์มันคงไม่อิ่ม ผมเป็นกังวลว่าจะกินอะไรดี ส่วนมันเปิดโทรทัศน์ดูอย่างสบายใจ

"นี่ จะกินไหมข้าวน่ะ"

ผมตะโกนเรียก แต่ไม่รอมันตักบะหมี่ใส่ชาม แบ่งให้มันเยอะกว่า

"โห น่ากินจังเลย"

เป็นคำพูดเดียวที่ผมได้ยินตอนกินข้าวเพราะหลังจากนั้น มันก็กินไม่พูดไม่จาเลย

"อร่อยมาก ไม่ยักรู้ต้มมาม่ามันจะอร่อยขนาดนี้"

"เวอร์ กินเสร็จเอาชามไปล้างด้วย"

"ค้าบบ ที่รัก"

"ไอ้นี่"

ผมค้อนใส่ แต่ก็ก้มหน้ากินต่อเพราะถ้าแสดงอาการอายให้มันเห็นเดี๋ยวไม่จบง่ายๆ

"เออ มีสับปะรดอยู่ในตู้เย็นน่ะ"

ผม บอกมันแล้วกินต่อ กินเสร็จก็ล้างถ้วยจาน เดินออกไปเห็นมันนอนกินสับปะรดอย่างสบายใจ ดูโทรทัศน์ ท่าทางมันไม่ใช่เด็กที่จะเรียนได้ดีเอาเสียเลย

"โอ๊ยย อะไรกัดหลัง"

มันร้องแล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ผมรีบเดินไปดู

"โอ๊ย เจ็บจังเลย ดูให้หน่อย"

มันก้มหลังแต่ยังนั่งอยู่กับที่ ผมเดินเข้าไปถลกเสื้อมันขึ้น

"ไหน ไม่เห็นมี"

"มีสิ ตรงนี้ไง โอ๊ย เจ็บ"

"ไหน ไม่เห็นมีอะไร ไม่มีรอยอะไรเลย"

ผมนั่งลงพิจารณาหลังมัน ไม่มีรอยจริงๆ หรือว่ามัน

"นี่ ทำอะไรน่ะ นิสัยเสีย หลอกพี่เหรอ"

ผมร้องเพราะมันพลิกตัวแล้วมาคร่อมทับผมแล้ว กว่าจะรู้ตัวว่ามันหลอก ทำไมไม่เฉลียวใจนะเรา

"อ้าว ไม่ทำแบบนี้แล้วจะได้อยู่ใกล้ๆเหรอ อยากกอดจะตายอยู่แล้ว"

มันไม่พูดปล่าวเอาหน้าลงมาซุกตรงแก้มและซอกคอ

"เอ้ย ไอ้นี่ ปล่อย เป็นบ้าเหรอ คุยกันแล้วนะเอ ปล่อย"

ผมร้องกึ่งตะโกน

"ไม่ปล่อย ผิดเหรอที่ผมจะทำแบบนี้กับแฟนตัวเอง"

"โอ๊ย จะพูดกี่ที ถึงจะเข้าใจ ไม่ใช่แฟนโว้ย ไม่มีอะไรทั้งนั้น"

ผมตวาดผลักหัวมันออก

"ไม่สน คนจะทำน่ะ พี่จะทำอะไร พีไม่อยากก็อยู่เฉยๆดิ ผมจะทำเอง"

"ไอ้นี่ ปล่อย"

"อย่าดิ้นสิ ยิ่งดิ้น ของผมยิ่งแข็งนะ"

มัน เป็นกรรมเก่าของผมจริงๆล่ะ คิดไม่ตกอยากจะโกรธมัน แต่ตอนที่คุยกันดูมันฟังเข้าใจรู้เรื่อง แต่ตอนนี้มันก็แค่ทำอย่างที่มันอยากทำ ผมนอนนิ่งขี้เกียจจะขัดขืน รำคาญ อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่ามากกว่านี้ก็แล้วกัน

"ตัวห้อม หอม"

"กอดเฉยๆได้ไหม อย่าทำอย่างอื่น"

ผมตวาดมัน แล้วผลักหน้ามันออก

"โห ก็กอดอยู่นี่ไง ทำตรงนี้ไม่ดีหรอก อาย"

โห กล้าพูดนะแก อาย ไม่อยากจะด่า อายแต่ล้วงเอาๆ

"พอเถอะ จะไปอาบน้ำ"

"อาบด้วย"

"เสียสติเหรอ อาบเองไม่เป็นไง"

"ไม่ได้จะให้อาบให้สักหน่อย อาบด้วยกันเฉยๆ"

"ทุเรศ ปลอย"

ผม อยากจะด่ามันแรงๆ ให้มันเสียใจกลับบ้านไป แล้วเลิกให้ผมสอนมันเสียที ยิ่งอยู่มันยิ่งลามปาม หรือเพราะผมเป็นคนไม่ค่อยมีปากเสียงกับใครเหรอ มันถึงทำได้ขนาดนี้ ผมกลุ้มใจเสียเหลือเกิน จะทำยังไงดี





วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 18

วันเสาร์มาถึงแล้ว ผมยังไม่อยากจะเจอหน้ามัน ไม่พร้อมที่จะเจอ แม่ไปวิปัสนาที่วัดอีกแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ที่จริงเอมันเปืดเทอมแล้วตั้งแต่อาทิตย์ก่อน ปลายเดือนพฤศจิกายน อากาศเริ่มเย็นตอนกลางคืน แต่กลางวันก็ร้อนระอุเหมือนเดิม ผมไม่คิดว่าผมจะหนักใจมากขนาดนี้ ผลของสิ่งที่ทำไปคืนนั้น มันก่อกวนผมได้มากขนาดนี้ ผมนอนไม่หลับตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา คิดวกไปเวียนมา ว่าจะแก้ไขสถานการณ์ที่มันเกิดได้อย่างไร ทำตัวเฉยๆไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็คงไม่ได้ เพราะแม่รู้แล้ว แต่เชื่อว่าแม่คงยังไม่บอกอาจารย์ปริศนา ผมรู้สึกอาย ละอายแก่ใจแม้แต่จะเจอหน้าแม่ในแต่ละวัน แต่แม่เองก็คอยถาม คอยห่วงใย ลำบากใจเหลือเกิน ผมจะทำยังไงดี ผมนอนนิ่งมองเพดานห้อง ผมยังไม่อยากเจอใครในตอนนี้ ผมคิดอยู่นานจึงกดโทรศัพท์ไปหาอาจารย์ปริศนา

"สวัสดีครับ อาจารย์ ผมโยนะครับ"

เสียงผมแหบพร่า

"ว่าไงลูกโย ไม่สบายหรือเปล่า เสียงไม่สู้ดีเลย"

"เอ่อ ผมไม่ค่อยสบายครับ จึงโทรมาบอกอาจารย์ว่า วันนี้คงไปสอนน้องไม่ไหว"

" อ้อ ไม่เป็นไรลูกโย เดี๋ยวแม่ขึ้นไปบอกน้องเขา โยเก่งนะอาทิตย์นี้เห็นตาเอ ขยันอ่านหนังสือ ช่วยทำงานบ้านอีกต่างหาก จนแม่แปลกใจ ไม่เป็นไรลูกเหนื่อยก็พัก ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวแม่ออกไปซื้อกับข้าวมาไว้ให้น้องมัน แต่เอายังไงดี วันนี้แม่ต้องพาตาโอไปค้างที่ปราจีนฯ"

อาจารย์ปริศนาหยุดคิด ผมเองก็แอบถอนหายใจ โล่งใจที่ไม่ได้ไปสอน แต่ก็หนักใจในเรื่องที่อาจารย์ปริศนากำลังจะพูด

" โย ฝากน้องให้ไปค้างที่บ้านได้ไหมลูก ความจริงแม่คุยกับ อรแล้วล่ะ สงสัยยังไม่ได้บอกเรา แม่จะกลับมาก็วันพุธโน่นแน่ะลูก ปล่อยให้อยู่คนเดียว สงสัยจะไม่ดี คงพาเืพื่อนมาค้างแน่ๆ ยังไงรบกวนลูกโยด้วยนะลูก"

นั่นไง ผมกะไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แล้วผมจะบอกปัดไปยังไงล่ะ

"อ้อ ครับ ได้ครับ"

ผม ก็ต้องตอบรับไปแบบนี้สินะ พอวางสายผมก็นอนคิดหนักเลย จะมองหน้ามันยังไง ถ้ามันกวนขึ้นมาอีกล่ะ โอยย ปวดหัว กว่าผมจะลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วลงไปรดน้ำต้นไม้ ทำกับข้าวกินก็เกือบเก้าโมง พอเสร็จก็นอนอยู่โซฟา นอนดูโทรทัศน์ อยากคุยกับจ๋าแต่ก็ยังเคืองที่มันเอาเรื่องนั้นไปบอกแม่ มันโทรมาผมก็คุยไม่มาก แต่มาคิดๆดูแล้ว มันก็ไม่ผิดหรอกผมเองที่เก็บอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้เองทำให้คนรอบข้างเป็น ห่วง ผมนอนมองดูโทรทัศน์ไปโดยที่ไม่รู้เรื่อง จนเผลอหลับไป รู้สึกตัวขึ้นมาเสียงโทรทัศน์ก็เงียบไปแล้ว ผมไม่ได้ปิดนี่

"ตื่นแล้วเหรอคะ"

เสียงที่ผมกำลังหนีอยู่ดังลอยมาจากอีกฝั่งของโซฟา ผมกระเด้งตัวขึ้นทันที

"เห็น นอนเลยไม่ปลุก ผมกำลังทบทวนบทเรียนอยู่"

มัน พูดแล้วหันมายิ้มให้ผม หน้าตามันดูเซียวๆไป คงนอนน้อย ผมคิดไปไกลถึงขนาดนั้น มันหันกลับไปอ่านหนังสืออีก ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี บ้านผมมันคงปีนเข้าจนรู้ลู่ทางแล้ว

"กินข้าวหรือยัง เอ"

ผมถาม แล้วลุกนั่ง

"กินแล้ว ตัวเองหิวเหรอ"

ผมรู้สึกเอียน เลี่ยนขึ้นมาทันทีกับคำพูดที่มันใช้แทนตัวผม

"วันนี้ พี่ปวดหัวนะ คงสอนเราไม่รู้เรื่อง เอาไว้วันหลังนะ"

ผมเปลี่ยนเรื่อง เพราะไม่อยากให้มันพูดอะไรเกี่ยวโยงมาเรื่องนี้มากนัก

"ไม่เป็นไรครับ ยังไงผมก็จะนอนนี่จนถึงวันพุธล่ะ สอนตอนไหนก็ได้"

ผมรู้สึกกลุ้มขึ้นมาทันที ไม่อยากเจอหน้ามันยิ่งได้อยู่กับมันจะทำท่ารังเกียจก็ดูจะเกินไป เราเองที่เผลอตัวไปกับมัน

"งั้นพี่ขึ้นไปนอนพักนะ เราอ่านหนังสือไปก่อน"

ผม เดินขึ้นข้างบนหนีหน้ามันไปเฉยๆ ล็อกห้องแล้วนอนทั้งที่ไม่ง่วง ในใจผมกระวนกระวายเหลือเกิน ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ดูท่าทีมันก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนแปลงอะไร แล้วทำไมผมจึงต้องหนีหน้ามันด้วย ผมคิดวนเวียน คิดไม่ตกจนผ่านไปนาน รู้สึกหิวขึ้นมา มองดูนาฬิกาหัวเตียงเกือบบ่ายสามแล้ว ผมจึงเดินลงไปข้างล่าง มันยังคงอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม

"เอ หิวข้าวไหม"

ผมถาม มันเงยหน้ามามองแล้วยิ้ม พยักหน้า แววตามันช่างสดใสเหลือเกิน เห็นแล้วน้ำตาจะไหล นี่ผมทำอะไรลงไปกับมัน

"ตัวเองหิวแล้วเหรอ"

ผมไม่ตอบแต่เดินไปที่ครัว ไม่อยากจะทำอะไรเลย มันเดินตามเข้ามา

"พาผมไปดูหนังหน่อย อ่าหนังสือมากปวดตา"

มันพูดขึ้น แล้วขยี้ตา ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่พยักหน้า ดีเหมือนกัน อยู่ในบ้านสองคนแบบนี้ อึดอัดออกไปข้างนอกบ้างก็น่าจะดี

เรา นั่งรถสองแถวออกจากซอยอ่อนนุช วันเสาร์รถก็ยังติดรถสองแถวคนแน่นเราต้องยืนโหนท้ายรถ มันยืนข้างหลังผมหายใจรดต้นคอจนผมอึดอัด หวั่นไหวในใจ ไม่มีทางมันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้ กว่าจะได้ลงจากรถ ผมก็แทบแย่เพราะคนยิ่งแน่นตัวมันก็ยิ่งติดกับผมมากขึ้น ใจผมเต้นตึกตัก เราไปนั่งรถเมล์สาย ๔๘ ไปลงหน้าท้องฟ้าจำลองแล้วข้ามฝั่งไปเมเจอร์

"กินอะไรก่อนไหม" ผมถาม

"อืม ตัวเองอยากกินไรคะ"

"นี่ถามหน่อย พี่ไม่ใช่ผู้หญิงนะ มาค๊งมาคะอะไร"

ผมชักทนไม่ไหว กับคำพูดของมัน

"อ้าวก็อยากพูดอ่ะ ทำไมพูดไม่ได้ ก็เป็นแฟนกันเขาก็พูดแบบนี้ล่ะ"

"ใครเป็นแฟนเธอ"

ผมพูดเสียงแข็ง

"พี่นั่นล่ะ อย่ากวน วันนี้ผมอ่านหนังสือมากเครียด"

มัน พูดหน้าตาเฉยแล้วดันหลังผมเดินนำหน้าขึ้นไปชั้นบน มันดันให้ผมไปยืนหน้าโปรแกรมหนัง ผมไม่ได้สนใจที่จะดู ไม่สนใจว่าหนังเรื่องอะไร รู้สึกอายคนเพราะมีคนเริ่มมอง ผมพยายามขัดขืน แต่ดูปล่าวประโยชน์ เวลาที่ผมจะดิ้นหนี มันบีบบ่าผมแรงๆ บอกให้รู้ว่าอย่าทำ ผมดูเชื่อฟังมันทันที ไม่รู้ทำไม พอมันเลือกรอบได้มันก็ดันหลังให้ผมไปต่อคิวซื้อตั๋ว ผมก้มหน้าอาย รู้สึกหน้าแดงเพราะคนแอบมองแล้วอมยิ้ม พอถึงคิวเรามันก็ดันมายืนข้างหลังผมอีก ทั้งที่เบี่ยงตัวออกมันก็ดึงกลับมา มันเป็นคนเลือกที่นั่ง เหมือนเคย ผมเป็นคนจ่ายเงิน พอซื้อตั๋วเสร็จมันก็เกาะบ่าผมเหมือนเดิม

"เดินห่างๆกันได้ไหม อายคน"

ผมกัดฟันพูด

"อายใครคะ ไม่มีใครมองสักหน่อย"

มันก้มลงพูดข้างหู เหมือนมันแกล้ง

"จะกินไร เร็วๆหิว"

ผมเริ่มเหวี่ยงใส่มัน ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดที่พามันออกมาข้างนอกบ้าน

"กินโออิชิ"

"โห เงินไม่พอหรอกนะ"

"กิน ขนมก่อนก็ได้ ดูหนังเสร็จค่อยซื้อไปกินที่บ้าน"

ผมถอนหายใจ มันจะอะไรกันหนักหนา มันดันให้ผมขึ้นไปชั้นสาม ร้านเดิม ร้านที่เคยมากินกับพี่ตั้ม

"กินอย่างอื่นไม่ได้เหรอ"

"อ้าว ก็กินง่ายๆ ก่อนไงคะ แล้วค่อยกิน ตัวเองหิวมากไหมล่ะ"

"เออๆ"

เรา เข้าไปสั่งขนมปังกิน มันสั่งทั้งยำมาม่า ขนมปังอีกสี่ห้าอย่าง ผมมองแล้วท้อใจ มันกินหรือมันซื้อไปแจกใคร เวลากินมันไม่คุยเลย แค่เคี้ยวๆแล้วก็ยิ้มให้ผม ส่วนผมเองก็นั่งเคี้ยวตุ้ยๆอยู่ มันกินหมดเร็วมาก

"จะเอาอีกไหม" ผมพูดประชด

"ไม่อ่ะ เดี๋ยวอิ่มมากง่วงนอน"

มันยังมีหน้ามาพูด แต่ก็มองดูรายการอาหารอีก

"อ้าว เฮ้ย ไอ้เชี่ย เอ มึงมาทำไรวะ กูโทรไปบอกเรียน ไอ้ห่า"

เสียงทักที่ดูเหมือนด่ามากกว่าดังมาจากทางเข้าร้าน เด็กรุ่นราวคราวเดียวกับมันเดินเข้ามาหาเรา

"อ้าว ไอ้ ห่าบอม มึงมาทำไร ก็เรียนนอกสถานที่ไง ไอ้โง่"

ฝ่ายนี้ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เด็กที่ชื่อบอมนั่งลงข้างๆมันทันที ผมมองหน้าเอ กระอักกระอ่วนใจบอกไม่ถูก

"มึงไหว้ก่อน นี่ครูกู"

มันคงรู้ว่าผมอึกอัด โบ้ยปากให้เพื่อน มันยกมือไหว้ผมแบบกวนๆ

"หวัดดีพี่ ครูมึงหรือเด็กมึง ไอ้ห่ามึงอย่ามาหลอกกู คนนี้เหรอที่มึงบอกว่ารักจริงน่ะ"

ผม รู้สึกหน้าชาขึ้นมาทันที ทำไมเด็กพวกนี้มันถึงไร้มารยาทกันจัง รู้ว่าเรียนชายล้วนแต่จวกกันซึ่งๆหน้าอย่างนี้เลย เอมันคงรู้เหมือนว่าผมคงอึดอัด

"เออ แล้วไง มึงหัดมีมารยาทหน่อย ไอ้ห่า ไปไหนก็ไปเลย คนจะอยู่ด้วยกัน"

"โหมึง พอมีแฟนแล้วไม่เอาเพื่อนเลยนะมึง เออ ไปก็ได้ แต่ว่าเด็กมึง น่ารักดีว่ะ"

"ไอ้ส้นตีน"

ดี ที่ไอ้นั่นลุกไปก่อน เพราะเอมันยกเท้าขึ้นแล้ว มันหันมายิ้มให้ผมตาหวานฉ่ำก่อนที่จะวิ่งออกจากร้าน มันหันมามองหน้าผมยิ้มเขินๆ ผมหน้าตึงไปแล้ว

"ขอโทษน้า เพื่อนผมมันปากไม่ดีอย่างนี้ล่ะ"

"ก็เหมือนเรานี่"

ผมได้ที

"อ่า พูดแบบนี้ไม่งอนแล้วสิ"

มัน หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมเองที่เป็นฝ่ายค้อนประหลับประเหลือก เราเข้าโรงหนังไปตอนสี่โมงกว่า พอเข้าไปถึงที่นั่ง มันก็เอาที่กั้นออกแล้วเอามือสอดมาที่สะโพกผมทันที ผมเด้งตัวออก หันมาทำตาโตใส่มัน แต่มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พอเอนหลังไปอีก มันก็เอามาสอดอีกคราวนี้มันเกาะเอวไว้เลย ผมพยายามแกะมือมันออก แต่ก็ไม่เป็นผล จะด่ามันก็เกรงใจคนในโรงหนัง จะสะดิ้งมาก คนข้างหลังคงได้ด่าเอา ผมจึงยอมให้มันเอามือลูบอยู่ตรงเอว มือมันอุ่นจนร้อน บางทีมันก็เกาเบาๆ บางทีมันก็สอดนิ้วเข้าไปใต้หัวกางเกง ผมเอนหลังให้ติดเบาะมากที่สุดเพราะมือมันจะได้ไม่กระดุกกระดิก พอหนังฉายมันก็โน้มตัวลงมาหอมแก้ม ผมผลักน้ามันออก

"ทำไรน่ะ บ้าเหรอ"

ผมเบี่ยงตัวออก มันไม่ตอบแต่ยิ้มอย่างพอใจที่มันแกล้งผมได้ น่ารำคาญที่สุด ผมจะหนีมันยังไงถึงจะพ้นนะ


วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 17

ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้า เสียงเต้นของอะไรสักอย่างดัง ตุ๊บๆ อยู่ข้างหู ผมลืมตาขึ้นห้องยังคงมืด แม้จะมีแสงสว่างลอดเข้ามาตามผ้าม่านแล้วก็ตาม ผมขยับตัว ก็โดนกับคนตัวใหญ่ที่นอนอยู่ติดกัน ใช่สิเรื่องเมื่อคืน พลันผมก็คิดไปถึงเรื่องที่ตามมา มันจะเป็นยังไงนะนับจากนี้ ไม่น่าเลยเรา แค่ความหวั่นไหวชั่ววูบ มันจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไป จะมองหน้าอาจารย์ปริศนายังไง จะบอกแม่ว่าอะไร ความคิดในแง่ลบวนเวียนอยู่ในหัว ผมมองดูมันนอนหลับอย่างสบายใจ แปลก ผมเองก็หลับสบาย รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ไม่เคยมีใครนอนกอดผมข้ามคืน แม้แต่พี่ตั้มเองก็ไม่เคย ผมมองดูตัวเองในผ้าห่ม นอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของมันเหมือนเด็กที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ ผมขยับตัวแกะแขนมันออกจากตัวแล้วลุกขึ้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดไปในทางนั้น มันไม่มีทางเป็นไปได้ ผมไม่เคยชอบมันเลย อีกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

"จะไปไหนคะ"

มันงัวเงียถาม ผมไม่ตอบมันพยายามดันตัวลุกขึ้น ทั้งที่ตายังลืมไม่เต็มตา

"โอ๊ย แขนผม"

มันร้อง แล้วกลับไปนอนเต็มหลัง

"โอ๊ย มันชา เจ็บจังเลยพี่"

มันร้องทำหน้าเหยเก ผมนั่งมอง เพราะคิดว่ามันคงแสดงละครอีก แต่ดูท่าคงไม่ใช่เพราะมันคงเหน็บกินจริงๆ

"ก็นอนแบบนี้ทั้งคืน มันก็ชาสิ ไหน"

ผมพูดประชด แต่ก็เข้าไปยกแขนมันมาบีบนวด แต่มันก็ร้อง เจ็บๆ อยู่ตลอด แขนข้่างที่โดนกัดก็ยังเป็นแผลพันผ้าอยู่ ข้างนี้จะพิการอีกไหม

"ค่อยยังชั่วหรือยัง"

ผมถาม แต่ก็ยังไม่หยุดนวด

"ยัง มันยังชาๆ อยู่เลย จะพิการไหมเนี่ย"

"อืม คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะแขนข้างนี้"

"ไม่เป็นไร ถ้าพี่จะนวดให้ผมทุกวัน"

มันยังมีหน้ามาพูดเล่น ผมบีบแรงขึ้นจนมันร้อง แสดงว่าไม่เจ็บแบบเหน็บกินแล้ว

"พอล่ะ น่าจะไม่เป็นไรแล้ว"

ผมลุกขึ้น มันคว้าตัวไว้ทันที

"จะไปไหนคะ ไม่ให้ไป"

ผมกลับมานอนอยู่ท่าเดิม พูดตามจริงผมรู้สึกแปลกๆ แต่มันก็เป็นแบบนี้ไม่ได้ ไม่มีทาง

"ไปเข้าห้องน้ำ"

ผมพูดเสียงแข็ง แต่มันยังคงนัวเนียอยู่ สักพักมันจึงยอมปล่อย

"ผมรู้สึกดีจริงๆเลยพี่ รู้งี้เอาพี่เป็นแฟนตั้งนานล่ะ ไม่ปล่อยไว้นานแบบนี้หรอก"

ผม ไม่สนใจฟังหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเข้าห้องน้ำ พอเสร็จผมก็ลงไปข้างล่างเลย ไปนั่งเหม่ออยู่ในครัว คิดไม่ออก กลุ้มใจ สมองมันตื้อไปหมด ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ไม่พอผมเดินออกไปจะรดน้ำต้นไม้ แต่ก็นั่งเหม่ออยู่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน เปิดน้ำอยู่อย่างนั้น ไม่มีต้นไม้ต้นไหนโดนน้ำ อาจารย์ปริศนาอุตสาห์ไว้วางใจให้คอยเป็นพี่ คอยบอกคอยสอน แม่เองก็วางใจ เพราะเชื่อใจผมมาตลอด ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง แล้วผมทำอะไรลงไป ผมทำลงไปได้ยังไง ทำไมปล่อยให้กิเลสมันครอบงำจิตใต้สำนึก ทำไมปล่อยให้ตัวเองหน้ามืดตามัวไปแบบนั้น แล้วผมจะสอนมันต่อยังไง แล้วผมจะมองหน้ามันยังไงในฐานะ ครูกับศิษย์ นั่งอยู่นานแสนนาน ผมจึงลุกมาเจียวไข่ พอเสร็จก็ไปตามมันลงมากินข้าว มันยังคงละลาบละล้วงผมเหมือนเดิม แต่ผมก็ไม่พูดอะไร

"เอ เรามาคุยกันเรื่องเมื่อคืนเถอะ"

ผมโพล่งออกมา แต่กว่าจะพูดมันออกมาได้มันแสนยากเย็น เหมือนมีใครมาคอยปิดปากเอาไว้

"ผมยังทำไม่ถูกใจเหรอ งั้นเดี๋ยวกินข้าวเสร็จไปต่อกัน"

"เรื่องเมื่อคืน ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ"

ผมยังคงพูดต่อไม่สนใจคำยั่วยุของมัน

"พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นละกัน"

เสียงผมแผ่วเบาเหมือนกระซิบ มันเงียบทันที

"ทำไม พี่รังเกียจผมมากขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมต้องให้ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่ก็น่าจะรู้ว่าผมทำ ไม่ใช่เพราะคะนอง"

มันจ้องหน้าผม เสียงแข็ง นับเป็นครั้งแรกที่เห็นมันดูจริงจังกับคำพูดขนาดนี้

"แล้วแต่เราจะคิด แต่พี่ไม่เห็นว่ามันจะเป็นผลดีกับเราทั้งสองคน พี่เป็นคนสอนเธอนะ พี่ทำใจไม่ได้"

"งั้นก็ไม่ต้องสอนแล้ว ถ้าพี่ลำบากใจ แค่พี่คบกับผม"

"เอ เธอไม่เข้าใจหรอก แม่เธอล่ะ จะว่ายังไง แม่พี่ล่ะจะคิดยังไง มันเป็นไปไม่ได้ เอ"

ผมพยายามอธิบาย

"ทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้ ทีพี่คบคนอื่นแม่พี่ยังไม่ว่า แล้วคบกับผมมันจะเสียหายตรงไหน"

" มันไม่ใช่แบบนั้น เข้าใจพี่ด้วย เรายังมีอนาคตอีกไกลนะ เอ อย่ามาเสียคนเพราะพี่ อย่าทำแบบนี้ พี่อยากให้เราเป็นในสิ่งที่เราหวังไว้ พี่อยากเห็นเรามีครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ใช่แบบพี่"

น้ำตาผมคลอเบ้า รู้สึกหดหู่เหลือเกิน รู้สึกยากเกินจะอธิบาย ไม่อยากให้มันเป็นเหมือนผม เหมือนผม คำๆนี้รู้สึกอายตัวเองเหลือเกิน ผมเป็นตัวประหลาดไปแล้วหรือ ผมแย้งตัวเองในใจ ทั้งที่ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยรู้สึกอายตัวเองเลย นอกจากวันนี้

"เราคบกันผมก็ไปถึงสิ่งที่ผมหวังไว้ได้เหมือนกัน เราคบกันมันก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นได้เหมือนกัน ทำไมพี่"

"เอ"

ผมพูดอะไรไม่ออก รู้สึกตันจุกอยู่ที่คอ ไม่ได้อยากร้องไห้ให้มันเห็น แต่น้ำตามันก็ไหลออกมา

"ผมไม่สนใจหรอก ว่าแม่หรือ แม่อรจะว่าอะไร ผมจะบอกท่านเอง ว่าผมจะคบกับพี่"

"เอ ถ้าเธอทำแบบนั้น ชาตินี้เราไม่ต้องเจอหน้ากันอีก"

ผมตะโกนทั้งน้ำตา มันนิ่ง ตาแดงเหมือนกัน

"สรุป มันเพราะอะไร พี่ ทำไม พี่ถึงไม่อยากคบกับผม ทำไม"

มันเสียงดังเหมือนกัน น้ำตาคลอเบ้า

"มันเป็นไปไม่ได้ เอ เข้าใจพี่ไหม มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะยังไง"

"ผมไม่สน คอยดู ผมจะทำให้พี่เห็นว่าเราคบกันได้ พี่คอยดู"

มัน ลุกขึ้น เดินออกไปจากบ้าน ผมนั่งหมดอาลัย น้ำตาไหลไม่รู้จะทำยังไง โทษตัวเองที่ให้เรื่องมันลามมาถึงขั้นนี้ พอใจหรือยังล่ะ ผมด่าตัวเอง ผมร้องไห้อยู่นานจนน้ำตาแห้งไปเอง ความคิดต่างๆนานาสุมเข้ามาในหัว คิดจนรู้สึกมึนๆหัว ไม่มีใจจะทำอะไร ผมกลับขึ้นไปนอนต่อ นานแค่ไหนไม่รู้ตื่นขึ้นตอนแม่มาเขย่าตัว

"โยๆ เป็นอะไรไปลูก"

แม่ถาม ผมงัวเงียจะลุกขึ้นแต่รู้สึกหนักหัวเหลือเกิน

"นั่นเสื้อผ้าตาเอหรือเปล่าลูก น้องมานอนนี่เหรอเมื่อคืน"

แม่ถามแต่ผมยังคงหลับตาเอามือกดขมับ ปวดหัวเหลือเกิน

"ปวดหัวหรือลูก"

แม่ถามอย่างห่วงใย พลางลูบผมแล้วจับหน้าผาก

"นอนเถอะ เดี๋ยวแม่ไปทำข้าวต้มให้"

แม่ นั่งมองผมอยู่สักพักก็ลงไปจากห้อง แม่คงรู้แล้วว่าผมผิดปกติไป เพราะนอกจากจะไม่พูดสักคำ ผมยังเอาแต่หลับตา ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ใจ ร้อนรนเหลือเกิน อยากลงไปคุยกับแม่ แต่ก็หนักหัวเหลือเกิน ปวดไปทั้งท้ายทอยลามขึ้นมาขมับ

ตอนเช้าผมก็ตื่นไม่ไหว ปวดหัวยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อคืนนอนคิดทั้งคืน แม่เองก็คงห่วง เพราะเดินมาดูผมหลายรอบ พอพ้นสายตาแม่ผมเองก็สะท้อนใจร้องไห้ไม่รู้กี่ที ทั้งอาทิตย์ผมพยายามทำตัวให้ยุ่งมากที่สุด ตอนทำงานพอว่างจากงานของตัวเองก็อาสาช่วยพี่ๆ จนพลมันสงสัย ผมเล่าให้มันฟัง แปลกที่มันไม่พูดไร้สาระ แต่กลับพูดให้กำลังใจผม มันคงเห็นสภาพ จ๋าเองก็คอยโทรมาตลอด ที่จริงพวกมันจะนัดเจอ แต่ผมไม่อยากจะคุยอะไรมาก อยากอยู่คนเดียว แต่พออยู่คนเดียวผมก็คิดมาก จึงพยายามทำทุกอย่างในบ้าน ตั้งแต่หน้าบ้าน จนถึงหลังบ้าน แม่เองก็คงสังเกตุได้ว่าผมแปลกไป ผมพูดน้อยลงแม้จะพยายามทำตัวร่าเริงเหมือนเดิม แต่แม่คงรู้ เพราะท่านเลี้ยงมาของท่าน มีหรือเรื่องแค่นี้แม่จะไม่รู้

"โย ไหนมาคุยกันหน่อยสิลูก"

แม่เดินมานั่งตรงม้าหินอ่อน บอกผมที่กำลังแต่งกิ่งมะลิอยู่ ผมรู้สึกร้อนวูบเสียวสันหลัง ร้อนๆหนาวๆ จ๋ามันคงไม่บอกแม่หรอกนะ ผมคิด

"เป็นอะไรไปลุก ดูมีอะไรในใจ"

แม่จ้องหน้าผมที่นั่งก้มหน้ามองพื้น

"ไม่มีอะไรนี่แม่ โยแค่เหนื่อยๆ"

"เรื่องน้องเหรอ ลูก"

ผมสะดุ้ง มองหน้าแม่ จ๋ามันบอกแน่ๆ

"เอ้อ ไม่นี่ครับแม่ น้องมันก็ตั้งใจเรียนดี ไม่มีอะไรนี่ครับ"

ผมพุดตะกุกตะกัก

"มีอะไรกันหรือเปล่า ดูเราไม่สบายใจเลย"

มีอะไรกันหรือเปล่า ผมไม่ได้ดีความหมายไปในทางเดียวกับแม่ มีอะไรกัน ใช่ครับแม่ เรามีอะไรกัน ผมถึงต้องมานั่งทุกข์อย่างนี้ไง

"ไม่มีนี่แม่ ไม่มีครับ"

ผม ร้อง โบกไม้โบกมือ ปฏิเสธสุดตัว แม่มองหน้าผมแล้วถอนหายใจ ที่จริงผมไม่เคยปิดแม่สักเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องไหน รู้สึกละอายใจเหลือเกิน ขอโทษนะครับแม่ ผมพูดไม่ได้จริงๆ ผมบอกแม่ไม่ได้

"โย เป็นอะไรไปลูก แม่บอกแล้วนี่ จะพูดอะไร จะทำอะไร ให้ตรองให้หนัก อย่าให้ใจนำเสียทุกเรื่อง แม่ไม่รู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่ไม่ว่าหรอก สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ทำอะไรกับมันได้ แม่เชื่อว่าโยคงพยายามแล้ว อย่ามานั่งเป็นทุกข์นะลูก เพราะเราไม่ได้ทุกข์คนเดียว แม่เองก็เป็นทุกข์ เพื่อนๆ ก็เป็นทุกข์ สิ่งที่ผ่านก็ให้มันผ่านไป หน้าที่ของเราคือประครองน้องมันให้ไปให้ถึงสิ่งที่เขาหวังไว้"

ผมก้ม หน้าซบแขนตัวเอง ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย แม่รู้แล้ว ผมอายแม่เหลือเกิน แม่ลูบหลังผมเบาๆ เพราะนานแล้วตั้งแต่เด็กๆ ที่แม่เห็นผมร้องไห้ ผมเสียใจที่ทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปในทางนี้ ผมเสียใจนะครับแม่

     

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 16

ผมตรวจดูความเรียบร้อยก่อนที่จะขึ้นไปข้างบนบ้าน รู้สึกโล่งใจ แต่ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าห้อง ประตูห้องน้ำเปิดออก มันยืนใส่ผ้าเช็ดตัว ยังมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามตัว

"เฮ้ย ทำไมยังอยู่ ไม่กลับบ้าน"

ผมอุทาน แล้วมันเอารองเท้ามันไปไว้ไหน ผมคิดเพราะตอนที่ดูข้างล่างไม่มีรองเท้าของมัน

"ง่วงว่ะพี่"

มันไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่ผมพูด หาวนอนแล้วเดินแทรกตัวเข้าไปในห้อง มันล้มลงบนเตียงทันที

"นี่ จะมานอนนี่ไม่ได้นะ ลุกขึ้นมา"

ผมตวาดเสียงดัง

"เอ๊ะ พี่นี่ยังไง มันดึกแล้วนะ กลับตอนนี้มันอันตราย"

อยากจะ บี้หน้ามันเหลือเกิน พูดหน้าตาเฉย หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข

"แล้วทำไมไม่ใส่เสื้อผ้า จะนอนทั้งที่ตัวเปียกๆนี่เหรอ"

ผมไม่รู้จะไล่มันกลับบ้านยังไงดี ได้แต่แถไป

"เช็ดให้หน่อยดิ ง่วง"

"โอ๊ย ลุกขึ้นมา เตียงมันเปียก"

ผมคำราม แต่ก็ไม่ไปอยู่ใกล้เตียงเพราะกลัวว่ามันจะทำอะไรอีก

"ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ"

มันยังคงไม่สนใจกับคำตวาดของผม กลิ้งตัวไปมา จนผ้าเช็ดตัวจะหลุดออกจากร่าง

"ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้า"

ผมเริ่มขึ้นเสียงดัง หน้าก็เริ่มร้อน

"ไม่รู้จะใส่ตัวไหน มีแต่ตัวเล็กๆ"

โอย อยากจะบ้าตาย จะทำยังไงให้มันกลับบ้านดี ผมต้องเป็นฝ่ายที่เดินออกมาจากห้อง คิดไปคิดมาก็เดินเข้าไปในห้องแม่ ไปดูในตู้ เสื้อผ้าของพ่อที่แม่ซักเก็บไว้ยังใช้ได้ ผมเลือกเอากางเกงขาสั้นทหาร กับเสื้อลายพรางทหารออกมา แล้วเดินกลับไปที่ห้อง ปาใส่ตัวมัน

"ใส่ซะ อุจาดตา"

มันลุกขึ้น ถอดผ้าเช็ดตัวออกทันที

"เฮ้ย" ผมอุทาน

"อะไรพี่ อยากดูเหรอ"

"อุบาศก์"

"อะไรวะผู้ชายเขาไม่อายกันหรอก แหมอยากดู ก็ไม่บอกทำฟอร์ม"

ผมเดินลงมาข้างล่าง ใจเต้นตุบตับ ไม่ดีแน่ๆ ถ้าจะอยู่กับมันสองคน มีความเสี่ยงสูงมาก มันยั่วเหลือเกิน นี่ถ้าเผลอหลับไปล่ะ แต่นอนห้องแม่ก็ได้ ผมคิดไปต่างๆ นานา เปิดโทรทัศน์ดูแต่ก็ดูไม่รู้เรื่อง มันเดินตามลงมา แล้วมานั่งเบียดผมทันที

"อะไร ที่มีเยอะแยะ จะมานั่งเบียดทำไม"

ผมขยับตัวออก แล้วลุกไปจากโซฟา

"ไปไหนล่ะพี่"

"รำคาญไง"

"เหรอ นึกว่าชอบ"

ผมค้อนใส่มันวงใหญ่ แล้วจึงเดินขึ้นไปข้างบน ผมรีบอาบน้ำ อาบน้ำเสร็จก็ปิดไฟ พอเปิดประตูห้องเพื่อที่จะไปหยิบหนังสือและของใช้ส่วนตัว ไปนอนห้องแม่ มันนอนอยู่่บนเตียงแล้ว นอนหลับตาอย่างสบายใจ ผมต้องย่องเข้าห้องตัวเอง รีบหยิบของใช้ มันลุกขึ้นมา กระโดดไปที่ประตูล็อกไว้ทันที

"จะทำอะไรน่ะ"

ผมร้องเสียงหลง

"เสร็จแน่คราวนี้"

มันกันประตูไว้ ทำท่าน่ากลัว

"พี่จะไปไหน ผมไม่อยากนอนคนเดียว บ้านพี่น่ากลัวจะตาย"

มันทำเสียง น่าสะพรึงกลัว

"ไม่ได้ ฉันไม่เคยนอนกับใคร ไม่คุ้น นอนไม่หลับ"

ผมเสียงสั่น หอบหนังสืออยู่ในอก

"อย่ามาโกหก ทำยังกะไม่เคยนอนกับแฟนเก่า"

"นี่ มันจะมากไปแล้วนะ"

ผมชักโมโห เพราะมันจาบจ้วงเรื่องส่วนตัวเสียเหลือเกิน

"น่านะพี่ นอนเป็นเพื่อนผมหน่อย"

มันไม่พูดเปล่า เดินเข้ามาฉุดตัวผมไปที่เตียง

"นี่จะทำอะไร ปล่อยนะไอ้บ้า"

"อย่ามาทำเป็นขัดขืน ยังกะไม่เคย"

"หยาบคาย จะมาฉุดตัวฉันทำไม ปล่อย"

ผมตวาดเสียงหลง ทั้งกลัว ทั้งโมโห ผมพยายามจะดิ้นหนีแต่มันเหวี่ยงตัวผมลงบนเตียง แล้วมันก็ตามขึ้นมาทับตัวผมแล้ว

"นี่ ฉันหายใจไม่ออก"

หน้าผมแดง เพราะอายด้วยหายใจไม่ออกด้วย มันยอมลงจากตัวผม แต่ก็ยังกอดรัดอยู่

"ให้ตายเถอะ ผมชอบตัวพี่ นุ๊ม นุ่ม หอมอีกตะหาก"

มันเอาหน้ามาซุกตรงซอกคอ ผมต้องห่อคอไว้ คาวนี้มันไม่ซุกธรรมดามันเอาลิ้นลาก ผ่านซอกคอ ผมสะดุ้ง เพราะไม่คิดว่ามันจะทำแบบนี้

"เฮ้ย อย่านะเอ"

ผม เสียงสั่น ไม่เคยรู้สึกอยากหนีใครมากเท่ามันมาก่อน มันไม่หยุดแต่เอามือสอดเข้ามาในเสื้อผม ได้แต่ดิ้น แต่มันตัวใหญ่กว่า มันเขาขาล็อกเอวผมไว้ รู้สึกว่าน้องชายมันพองตัวเต็มที่ดันอยู่ก้นผม

"โอ๊ย อึดอัด"

ผมไม่รู้จะพูดอะไร เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งบอกให้มันทำ

"น้องชายตื่นแล้วอ่ะพี่ ทำไงดี"

มันดันตัวเบียดเข้ามา

"นี่พอได้แล้ว ฉันยังไม่ได้ปิดไฟห้องน้ำ"

"อย่ามาโกหก ผมดูแล้วปิดแล้วนี่"

"แล้วจะดันเข้ามาทำไม นอนเฉยๆไม่ได้เหรอ"

"ก็น้องชายตื่นอ่ะ พี่ช่วยทำให้มันลงหน่อยสิ"

มันพูดหน้าตาเฉย

"นี่ เอ พี่ไม่รู้จะพูดยังไงดีกับเธอดี เธอถึงจะเข้าใจ ทำไมเหรอ อยากลองมากเหรอ อยากรู้อยากเห็นมากเหรอ"

ผมเริ่มรำคาญ หันหน้ามาหามัน หน้าชนกัน จ้องตามันเขม็ง

"แล้วอย่ามาเสียใจภายหลังนะ"

ผมพลิกตัวขึ้นด้านบน มองหน้ามัน ไม่รู้ว่ามันจะรู้สึกยังไง แต่แววตามันดูตื่นๆ

"เฮ้ยพี่เอาจริงเหรอ"

เสียงมันสั่นๆ คงจะตกใจ

"รำคาญ ทำให้มันเสร็จๆไป จะได้เลิกยุ่งกับฉันเสียที"

ผม พูดเสร็จก็ก้มหน้าลง ตรงซอกคอของมัน กลิ่นสบู่อ่อนๆ มันยั่วยวนใจเสียเหลือเกิน แต่ผมก็ต้องซุกหน้าอยู่อย่างนั้น ผมทำอะไรอยู่ มันจะเลยเถิด มันไม่มีผลดีด้วยประการทั้งปวง ผลที่จะตามมาจะเป็นยังไง อย่าให้กิเลส มันครอบงำได้ ผมบอกกับตัวเอง ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ผมทำไม่ได้ ผมทิ้งน้ำหนักลงบนตัวของมัน ซุกอยู่ตรงนั้นซอกคอของมัน อย่างไร้เรี่ยวแรง ละอายใจเหลือเกิน

"อ้าว ทำไมล่ะพี่ กำลังตื่นเต้นเลย"

มันผงะหน้าถาม เพราะผมนิ่งไปนาน

"นอนเถอะ"

"อ้าว เฮ้ยพี่ ไม่ได้นะ"

มันยกตัวผมขึ้น ผมขยับตัวออกจากร่างมันจะลุกออกไปจากเตียง มันคว้าเอวไว้

"งั้นผมทำเอง"

มันดึงผมมาที่เดิม แต่คราวนี้มันคร่อมร่างผมไว้

"อย่าเลย เอ พี่ขอร้อง อย่าทำแบบนี้เลย ถ้าเธอยังอยากจะเจอกับพี่อีก"

ผมพูดเสียงเรียบ นิ่งจนมันหยุด มองหน้าผม แต่แววตามันครุ่นคิด

"ทำไมจะเจออีกไม่ได้ ในเมื่อพี่จะมาเป็นแฟนผม"

มัน พูดจบก็ประกบปากผมทันที ผมบ่ายหน้าออกแต่มันก็จับหน้าไว้ ผมเอามือผลักตัวมันออก แต่มันก็ทิ้งน้ำหนักตัวลงมา มันดู เร่าร้อนกว่าเมื่อตอนกลางวัน ผมได้แต่ดิ้นหนี แต่มันก็ซุกไซร้อยู่อย่างนั้น ผมเผลอลอยไปกับ ลีลาของมัน ในหัวก็คิดต่อต้าน แต่ร่างกายมันกลับ สนองตอบกับสิ่งที่มันยั่วยวนอยู่ มารู้สึกตัว ตอนที่กางเกงผมหลุดออกไปจากตัวแล้ว มันเองก็อยู่ในสภาพที่ไร้พันธนาการ ผมเอามือปิดของตัวเองไว้ รู้สึกอาย รู้สึกกระดากใจ ไม่อยากให้มันเลยเถิดไปไกลขนาดนี้ มันจับผมนอนคว่ำแล้วทับตัวลงมา

"พี่นอนเป็นท่อนไม้เลย ผมไม่เก่งเหรอ"

มัน พูดออกมา แวบหนึ่ง คำพูดนี้มันเคยตบหน้าผมแล้ว เพราะอย่างนี้สินะ ผมมันท่อนไม้ ใครจะอยากมีอะไรกับท่อนไม้ ผมพลิกตัวขึ้นเผชิญหน้ามัน แล้วดันให้มันนอนลง

"ท่อนไม้"

ผมรำพึงเบาๆ แล้วก็เป็นฝ่ายทำให้มัน อย่างไม่อาย กิเลสบังตา ผีห่าซาตานเข้าสิง ผมเตลิดเปิดเปิง ไปไกลแสนไกลเกินจะดึงตัวเองกลับ

"ไม่ไหวแล้วพี่ ผมเอาพี่นะ"

มัน เสียงกระเส่่า ไม่พูดเปล่ามันจับผมนอนคว่ำ แล้วมันก็เดินไปหยิบโลชั่นที่โต๊ะเครื่องแป้งมา มันทำอย่างช่ำชอง ผมพยายามฝืนตัวหนี ไม่อยากจะเชื่อว่า น้องชายมันมีขนาดใหญ่กว่าของพี่ตั้มอีก มันสอดเข้ามาพรวด ผมร้องเสียงหลง เด้งตัวหนี มันหยุดแล้วจูบทั่วแผ่นหลัง น้ำตาผมซึมออกหางตา เจ็บแปลบไปทั่วก้น พอสักพัก มันก็ไม่ฟังเสียงอะไรแล้ว มันทำอยู่ไม่นานก็กระตุกตัว ผมดันตัวเองออกจากร่างของมัน แต่มันก็ยังกอดไว้ น้ำตาผมไหลออกมา นี่ผมทำอะไรลงไป ผมทำอะไรอยู่ มันเลยเถิดไปแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นยังไง

"เจ็บเหรอพี่ ผมขอโทษ"

มันจูบหน้าผาก ผมยังน้ำตาไหลเจ็บด้วย แต่ในใจนี่เจ็บกว่าคิดฟุ้งซ่านไปหมด มันกอดผมจูบทั่วหน้าผาก ทั่วหน้า

"อย่าโกรธผมนะพี่ ตอนนี้พี่เป็นของผมแล้วนะ"

ผมยังคงนอนนิ่งน้ำตาไหล ที่ร้องไห้ไม่ใช่ดัดจริตเพราะมีอะไรกับมัน แต่ในใจก็คิดแต่เรื่องที่จะตามมา ทำไมผมไม่รู้จักหักห้ามใจ ทำไมต้องปล่อยให้มันเกิดขึ้น ผมจะมองหน้าอาจารย์ปริศนายังไง ผมยังจะมีหน้าไปพบท่านได้ยังไง แล้วแม่ผมล่ะ แม่บอกให้ดูแลน้องให้ดีๆ  แต่ดูผมทำ ผมสะอื้นออกมาอย่างไม่อาย มันกอดผมแน่นขึ้น พรมจูบทั่วหน้า ปากก็พร่ำอะไรก็ไม่รู้ ผมไม่ได้ใส่ใจฟัง แต่ผมรู้อย่างเดียวว่านับจากนี้ ทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม

"ผมสัญญา ผมจะไม่ทำให้พี่เสียใจ ผมจะมีพี่คนเดียว ไม่ว่าจะยังไง จำคำผมไว้"

มัน ปลอบต่างๆ นานา จนผมผลอยหลับไปในอ้อมกอดมัน อ้อมกอดที่ผมไม่ได้อยากจะอยู่ แต่ว่าไป แม้แต่พี่ตั้มเอง เขาก็ไม่เคยกอดผมจนหลับไปแบบนี้ รู้สึกดีอย่างประหลาด แต่ห้วงความจริง มันเป็นไปไม่ได้ กอดให้พอเถอะ เอ พรุ่งนี้ มันจะไม่ได้เป็นแบบนี้แล้ว




วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 15


ผมรีบกระเด้งออกจากเตียง แล้วตรงไปที่ประตู จวนถึงอยู่แล้ว แต่มันก็ลุกก้าวตาม มันก้าวไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวผมแล้ว มันรวบตัวผมมากอดทันที

"จะไปไหน"

มันกัดฟันพูด เหมือนหมั่นเขี้ยว

"ปล่อยนะ เอ"  ผมร้อง

"ไม่ปล่อย กัดผมแล้วจะไปง่ายๆเหรอ"

มันโยนผมลงเตียงอย่างแรง แล้วตัวมันก็ตามขึ้นมาทับทันที

"ปล่อย จะทำอะไรน่ะ"

ผมร้อง พยายามดิ้นเอาตัวออก

"จะมีอะไรกับพี่ไง ไหนลองดูซิ"

"ไอ้บ้า ปล่อย"

ผม ร้องขู่ แต่มันไม่สน หน้ามันอยู่ห่างจากหน้าผมไม่ถึงคืบ หนักตัวมันก็หนัก รู้สึกหายใจไม่ออก ผมเอามือผลักหน้ามันออก แต่มันยิ่งกอดรัดแน่นขึ้น ผมไม่มีแรงจะต่อสู้กับมัน จึงนิ่ง เบือนหน้าออกไปอีกทาง มันไม่สนใจซุกไซร้ตามซอกคอ แต่ผมก็พยายามนิ่ง จนมันเงยหน้าขึ้น เอามือจับหน้าผมให้จ้องตามัน สายตามัน ยั่วโมโหมาก ผมเม้มปาก

"อยากมีอะไรกับ พี่มากนักเหรอ ได้"

ผมกัดฟันพูด จ้องตามันเขม็ง

"อยากทำอะไรก็ทำเลย เอาเลย ทำสิ"

ผม ท้า มันยิ้มที่มุมปาก ลมหายใจของมันรดหน้าผม รู้สึกหวั่นๆ เหมือนกัน ถ้ามันบ้าทำจริงขึ้นมาล่ะ ตายล่ะสิ มันก้มลงประกบปากผมทันที ผมเม้มปากไว้ แต่มันก็พยายามดันลิ้นเข้ามาในปาก ผมจะเบี่ยงหน้าหนี มันก็เอามือจับหน้าไว้ ผมนอนตัวแข็งทื่อ ตกใจไม่คิดว่ามันจะทำ เพราะพูดประชดไป ผมไม่ตอบสนอง นอนแข็งทื่อเป็นตอไม้

"แหม เคลิ้มเชียว ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวพี่ติดใจขึ้นมา จะสอนผมรู้เรื่องไหมเนี่ย ไม่ใช่จะสอนอยู่แต่เรื่องเดียว"

มัน ผละออก คงคิดอะไรได้ ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ผมนอนนิ่งมองเพดาน หลับตาปริบๆ ใจหายใจคว่ำไปหมด ผมพยายามประครองตัวลุกจากเตียง แต่มันก็คว้าผมลงไปนอนอีก

"นอนกอดกันเฉยๆดีกว่า"

ผมไม่พูดอะไร ไม่ดิ้นหนี นอนนิ่ง ตกใจก็ตกใจ กลัวก็กลัว มันจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ในหัวผมคิดอยู่แค่นี้

"แล้วไม่ไปกินข้าวเหรอ"

ผมถามเสียงกระท่อนกระแท่น

"เอาไว้ก่อน ขอนอนกอดก่อน"

มันพูดหน้าตาเฉย ให้ตายเถอะผมไม่เคยเจอใครดื้อด้านเท่ามันมาก่อน ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเจอ สงสาร ครูบาอาจารย์ที่สอนมันจังเลย คงจะสุดขั้วน่าดู มันนอนนิ่ง ผมคิดไปต่างๆนานา ไม่น่าให้เรื่องล่อแหลมแบบ นี้เกิดขึ้น มันเสี่ยงเกินไปที่จะอยู่กับมันสองคนแบบนี้ ใครจะรู้บางทีมันคึกขึ้นมา แม้บางทีมันดูเหมือนแค่ล้อผมเล่น แต่มันดูมากขึ้นทุกที อย่างน้อยผมก็เหมือนเป็นครูของมัน 
เสียงหายใจของมันเริ่มยาว ลึก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ คงหลับไปแล้ว ผมค่อยๆ แกะมือมันออก แล้วลุกออกจากพันธนาการของมัน ผมยืนมองมันที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง มันก็แค่เด็กที่อยู่ในร่างที่โตเกินวัย เท่านั้นเอง เวลานอนดูไม่มีพิษมีภัยอะไร ดูสงบนิ่ง ต่างกันเสียเหลือเกิน ผมเดินออกจากห้อง ลงไปในครัว อุ่นอาหาร แล้วไปนั่งดู โทรทัศน์ โทรหา จ๋า แต่ขานั้นกำลังเดทอยู่ เลยไม่ได้คุย โทรหาพล ก็กำลังวุ่นวายอยู่กับเด็ก จึงไม่ได้คุยอีก ผมนั่งดู โทรทัศน์ไปเรื่อยๆ จนเริ่มหิว จึงเดินขึ้นไปบนห้อง ตามเจ้าตัวดีมากินข้าว มันยังคงนอนอยู่ ผมไปเขย่าตัวมัน

"เอ ไปกินข้าว เอ"

"อืม"

มันงัวเงีย หน้าตาเหมือนเด็กที่เพิ่งตื่นนอน ถ้ามันเป็นแบบนี้ตลอดก็คงดี แต่มันหลับตาลงอีก ดิ้นไปอีกทาง

"ตามใจนะ พี่ไม่เหลือไว้ให้นะ"

ผมพูดแล้วลงมาจากห้องเลย ไปตักกับข้าวใส่ถ้วย ตักข้าวไว้เผื่อมัน ผมลงมือกินไปก่อน สักพักมันก็ เดินลงมา

"ไม่รอเลย น้า"

"ไม่นอนต่อล่ะ จะได้เหลือแต่ถ้วยเปล่า"

"โห ใจร้ายว่ะ หิวๆ"

มันไม่สนใจนั่งลงกินข้าว ผมรีบกินแล้วไปเอาน้ำมะตูมที่แม่ต้มไว้ในตู้เย็น

"ไม่เอามาเผื่อผมด้วยล่ะ"

"เกินไป อยากกินก็ไปเอาเอง"

"โห ทำเสียงดุ มันเริ่มเจ็บแล้วอ่ะพี่ แขนผมน่ะ"

มันทำท่าโอดครวญ

"ไหน เดี๋ยวใส่ยาอีกรอบ บอกแล้วไม่ฟัง สมน้ำหน้า"

"เห็นแบบนี้ มีเขี้ยวเล็บเหมือนกันนะพี่น่ะ"

ผมขี้เกียจต่อกรกับมัน จึงเดินไปที่โซฟาเปิดโทรทัศน์ดูอีกรอบ พอมันกินเสร็จ ก็ถือแก้วน้ำแข็งใส่น้ำมะตูมเดินมานั่งข้างๆผม แต่ผมก็ลุกเดินหนีกลับเข้าไปในครัว เพราะไปเก็บจานที่กินไว้ พอล้างจานเสร็จ เห็นมันนอนดูโทรทัศน์อย่างสบายใจ ผมจึงย่องขึ้นไปบนห้อง ล็อคประตูใส่กลอนแน่นหนา ไม่อยากให้มันเข้ามาอีก เพราะไล่กลับบ้านตอนนี้ จะเหมือนไปยุให้มันอยู่เสียมากกว่า ผมหยิบหนังสือมาอ่าน พออ่านได้สักพักก็เริ่มง่วง หลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่สะดุ้งตื่น เพราะมันมาเคาะประตูเสียงดังเรียก

"พี่โยๆ เปิดประตูหน่อย"

ผมงัวเงียเดินไปที่ประตู แต่ยังไม่เปิด

"มีอะไร จะกลับบ้านเหรอ"

ผมได้ที

"เปิดหน่อย หิวอีกแล้ว"

"อะไร เพิ่งกินไปเมื่อกี๊"

"เพิ่งกินอะไรล่ะ นี่มัน หกโมงกว่าแล้วพี่"

มันย้อน ผมไม่เชื่อ ต้องเหลือบไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง ตายจริง หกโมงกว่าจริงๆ นี่ผมนอนหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอนี่ ผมเปิดประตู

"กลัวผมขนาดนั้นเชียว"

มันแทรกตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว

"ใครบอกกลัว รู้จักคำว่าส่วนตัวไหม"

"ไม่รู้ล่ะหิวแล้ว"

มันเดินไปล้มตัวลงนอน นี่มันกรรมเวรแต่ชาติปางไหนนะ ผมต้องสอนหนังสือมัน แล้วยังต้องมาดูแลมันอีก

"จะกินอะไรล่ะ"

"อยากกิน กุ้งเผา"

"จ้า พ่อคุณ เนรมิตรเอาสิ"

"อยากกินอ่ะ"

"ขี้เกียจออกไปตลาด"

ผมปัดไป เพราะขี้เกียจจริงๆ

"อยากกิน จริงๆนะพี่ นะเดี๋ยวผมช่วยทำ"

"ไม่ได้ยินเหรอ ขี้เกียจออก หัดกินอะไรที่มันง่ายๆไม่เป็นเหรอ อยากกินนั่นอยากกินนี่ เหมือนทำเป็น"

ผมแว้ดใส่

"อ้าว ก็มีพี่อยู่นี่ นะนะ สงสารน้องหน่อย"

"ทีอย่างนี้ทำมาเป็นพูดดี รู้จักน้อง รู้จักพี่ด้วยเหรอ"

"ตอนนี้รู้ แต่บนเตียงไม่รู้"

มันทำหน้ากวนประสาท

"งั้นก็ไม่ต้องกิน อย่างเธอน่ะ ไข่ต้มก็น่าจะพอ"

"ไม่เอาอ่ะ ผมจะกินกุ้งเผา"

"โว้ย รำคาญ ทีจะเป็นเด็กนี่ก็เหลือเกินจริงๆนะ ขอล้างหน้าก่อน ลงไปรอข้างล่าง"

ผมตะคอกใส่มันแล้วดันหลังให้มันออกจากห้องไป แล้วผมปิดประตูใส่หน้ามัน นี่ผมต้องอยู่กับไอ้นี่อีกนานแค่ไหนนะ เบื่อเหลือทน  ผมรำพึงรำพรรณกับตัวเอง แต่ก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า พามันออกไปซื้อของ 

เรานั่งรถสองแถวออกไปคาร์ฟูล เพราะตลาดคงไม่มีแล้วป่านนี้ เวลาอยู่ในห้าง มันก็คอยเกาะแกะ ต่างๆนานา อายคนก็อาย ผมรีบซื้อเสร็จก็พามันนั่งรถกลับมาเหมือนเดิม ได้ของครบตามที่มันต้องการ ดีจัง มันไม่ต้องจ่ายสักบาท ผมให้มันหิ้วของทั้งหมด ตอนแรกทำท่าจะบ่น แต่ผมขู่ไว้เลยยอมเงียบแต่โดยดี

"เอาของไปล้าง เสร็จแล้วเอาเตาถ่านออกมาหน้าบ้านด้วย"

ผมออกคำสั่ง

"คร้าบบ"

มัน ลากเสียงยาวล้อเลียน มันเอาชามใส่น้ำ ตอนแรกท่าทางดูเอาการ แต่เอาไปเอามา ผมต้องเป็นคนทำเอง เพราะมันทำแรง ของช้ำหมด ล้างกุ้งยังไม่เป็น ผมเลยไล่ให้มันออกไปก่อไฟ

"นี่พอแล้วๆ ออกไปก่อเตานู่น ล้างผักล้างปลายังทำไม่เป็นแล้วจะไปทำอะไรกิน"

ผมเขี่ยให้มันออกจากทาง

"ก็ให้พี่เลี้ยงไง มีคนทำให้กินอยู่แล้วจะกลัวอะไร"

"นี่แค่ครั้งนี้หรอก รู้ไว้ด้วย ที่ทำให้กินน่ะเพราะรำคาญ"

"เดี๋ยวก็ชินเองล่ะพี่"

โอ๊ย ผมผิดเองที่ต่อกรกับมัน ผมล้างของเอง แล้วให้มันไปให้พ้นๆหน้า ผมหันมาล้างกุ้งแบ่งเป็นสองส่วน ให้มันเผากินส่วนหนึ่ง อีกส่วนผมจะทำต้มยำ พอล้างเสร็จผมก็เริ่มทำต้มยำ พอเสร็จก็ยกของออกไปให้มัน เห็นกำลังง่วนอยู่กับการก่อเตา พอมันหันหน้ามา ผมก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะถ่านดำเปื้อนหน้ามันทั้งแถบ คงจะเอามือขึ้นเช็ดหน้า

"ขำไรพี่"

มันทำหน้าเลิ่กลั่ก

"หน้าเหมือนลิงเลย"

ผมหัวเราะ ออกมาเสียงดัง มันลุกขึ้นมาเอามือ ป้ายหน้าผมทันที

"เอ๊ะ เอามาป้ายหน้าพี่ทำไม"

ผมโวยวาย เอามือปัดออกพัลวัล

"หัวเราะดีนักนี่แน่ะ"

"นิสัยไม่ดี"

ผมผลักมันออก แล้วรีบไปล้างหน้า แต่มันกลับไม่สนใจที่จะล้าง เวลามันย่างกุ้งไป ผมก็อมยิ้มเพราะไม่กล้าหัวเราะ กลัวมันเอามาทาอีก

"เวลาพี่ยิ้มแล้วน่ารักดีนะ"

มันโพล่งขึ้นมา

"ทำไมไม่ค่อยยิ้มเวลาอยู่กับผม เห็นเก๊กหน้าดุตลอดเวลา"

"จำเป็นต้องยิ้มด้วยเหรอ ฉันมีหน้าที่สอนเธอนะ ไม่ใช่มายิ้มให้"

"แหมก็เสริมสร้างบรรยากาศหน่อยดิพี่ ทำหน้าบูดอย่างนั้นใครมันจะเรียนรู้เรื่อง"

ผมหุบยิ้ม ทำหน้าตึง ไม่อยากให้มันมาลาม

"พี่เลิกกับแฟนคนนั้นแล้วเหรอ"

มันถามขึ้น ผมถึงกับสะอึก

"ทำไม"

ผมถามเสียงห้วน

"ก็เห็นช่วงนี้พี่ดูแปลกๆ"

"แปลกยังไง"

"ไม่รู้ แต่รู้สึกได้ว่าพี่อกหัก"

มันพูดแบบไม่ได้ใส่ใจ เคี้ยวกุ้งเผาไป ตาก็ไม่หันมามอง

"อย่าทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย ฉันจะอกหักรักคุด มันไปเกี่ยวอะไรกับเธอ"

ผมเริ่มพาล

"ปล่าวหรอก แค่อยากบอก ถ้าไม่มีใครเอา มาเป็นกิ๊กผมได้นะ ผมจะลองทำใจคบดู"

"หยาบคาย นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ อย่าพูดอะไรให้มันติดตลกไปซะทุกเรื่อง ไว้หน้ากันบ้าง"

ผมโมโห ตวาดเสียงดัง ผมรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาทันที จะลุกไปก็จะเกินไปหน่อย จึงเงียบ ก้มหน้าก้มตากินต่อ

"โหแค่นี้ก็โกรธ ถ้าผมอยากได้พี่เป็นแฟน จริงๆล่ะ พี่จะยอมไหม"

มันยังไม่ยอมหยุด

"ไม่มีทาง จำไว้ ไม่มีทาง"

ผมจ้องมันเขม็ง เหลือทนกับมันเต็มที

"พี่คอยดูเถอะ พี่ต้องรักผมสักวัน แล้ววันนั้น อย่ามาขอร้องผมก็แล้วกัน"

มัน ก็จ้องตาผม แววตามันเอาเรื่องเหมือนกัน แต่มันก็หลุบตาลงไม่สนใจกับสิ่งที่มันพ่นออกมา ผมรู้สึกเสียวปลาบที่สันหลัง แววตามันดูเหมือนอยากจะเอาชนะ ผมได้แต่เม้มปากเพราะพูดอะไรไม่ออก ดูด้อยกว่ามันไปเลย เพราะไม่ว่าจะพูดอะไรดูเหมือนมันจะทำท่าไม่สนใจ แต่เวลามันพูดอะไรมาทำไมผมถึงรู้สึกโกรธมากขนาดนี้

"นี่พี่ เดี๋ยวอาทิตย์หน้า ผมว่าจะขอแม่มาค้างที่นี่ เพราะอยากมาติวให้หนักๆ"

มันพูดขึ้นมาลอยๆ

"ไม่ได้ ฉันก็ต้องทำงาน ไม่มีเวลามาสอนหรอก"

"วันเสาร์ อาทิตย์ดิ"

"ไม่ได้ ไปสอนที่บ้านล่ะ สะดวกกว่า"

"ไม่รู้ล่ะ ผมอยากมานอนนี่ เดี๋ยวจะขอแม่อรเอง" มันรั้น

"ไม่มีทาง ไม่มีห้องให้นอนหรอก"

"ก็นอนกับพี่ไง"

มันพูดแล้วอมยิ้ม

"บ้าเหรอ ฉันไม่เคยนอนกับใคร ไม่ได้"

ผมยังยืนกระต่ายขาเดียว

"นอนบนพื้นก็ได้"

"นี่ถามหน่อย เป็นอะไรมากหรือเปล่า อยู่บ้านตัวเองก็เรียนได้ อยากรู้อะไรก็โทรมาถามสิ ทำไมต้องทำให้ผู้ใหญ่เขาลำบากใจ"

"อะไรวะพี่ ผมอยากเรียนให้หนักๆ แล้วให้พี่สอนให้มันผิดเหรอ" มันขึ้นเสียง

"เอาเถอะ อย่าคุยเรื่องนี้เลย รีบกินซะ แล้วรีบกลับบ้านเดี๋ยวมันจะค่ำก่อน"

ผมเปลี่ยนเรื่อง พยายามทำใจเย็นๆ

"ไม่กลับ จะนอนที่นี่"

"เอ๊ะ พูดไม่รู้เรื่องเหรอ"

"ทำไมล่ะ ผมไม่เคยอยู่บ้านคนเดียวนี่ น่ากลัวจะตาย"

"กลัวอะไร บ้านตัวเอง"

"ไม่รู้ล่ะ ถ้าพี่ไม่ยอม ผมโทรไปขอแม่อรเองนะ"

"ไอ้บ้า เก่งนักนะเรื่องฟ้องน่ะ"

ผม กระฟัดกระเฟียดเดินเข้าไปในบ้าน ไม่อยากคุยกับมันแล้ว เพราะถ้ามันโทรไปหาแม่จริง ผมนั่นล่ะที่จะโดนด่า เซ็งเลย ผมได้แต่ภาวนาให้มันกลับบ้าน ผมเดินเข้าไปในครัวเพื่อเก็บกวาด พอเสร็จก็เดินออกมาเก็บนอกบ้าน ไม่เห็นมันอยู่แล้ว ของยังวางระเกะระกะ ผมเดินดูรอบๆ ไม่เห็นมันแล้ว แอบยิ้ม มันคงกลับไปแล้ว ผมรีบปิดหน้าบ้านทันที แล้วเอาของเข้ามาเก็บในครัว แอบมองห้องนั่งเล่นก็ไม่เห็น คงกลับจริงๆ กลับซะที ไอ้ตัวแสบ






วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 14

ผมขึ้นรถกลับบ้านด้วยความเหนื่อยใจ ปิดมือถือ ไม่อยากจะคุยกับใคร ตั้งแต่เลิกกับพี่ตั้ม รู้สึกว่าผมเจอแต่เรื่องไม่สบายใจ เรื่องของเอ มันไม่ได้มีส่วนสักเท่าใดนัก แค่ไม่พอใจคำที่มันพูด ผมกลับถึงบ้านแล้วรีบขึ้นไปบนห้อง ล้มลงเตียง คิดสิ่งนั้นผนวกกับสิ่งนี้ น้อยใจ ท้อใจ เหนื่อย ผมร้องไห้ออกมาอย่างระอา ร้องจนเพลียเผลอหลับไป ไม่รู้ว่านอนไปนานแค่ไหน แต่รู้สึกตัวเหมือนมีใครลูบผมขึ้นลงช้าๆ ผมรู้สึกขนลุก ตัวแข็ง แม่เหรอ เป็นไปไม่ได้ แม่ยังไม่กลับจากวัดเร็วขนาดนี้หรอก ผมคิดแต่ยังคงนอนนิ่งไม่ลืมตา มือนั้นลูบจากเส้นผมขึ้นลงช้าๆ แล้วคลอเคลียมาที่คางของผม ผมสะดุ้ง

"เอ"
ไอ้เอ นั่นเอง

เข้ามาได้ยังไง"

ผมร้องเพราะตกใจ

"ก็ปีนรั้วเข้ามา บ้านไม่ได้ล็อคเลยขึ้นมาหานี่ล่ะ"

มันพูดเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดา

"แล้วมานอนตรงนี้ทำไม ทำไมไม่ปลุก"

ผมยังแว้ดเสียงอยู่ เพราะมันนอนขนาบข้าง แต่ตัวมันอยู่สูงกว่า

"อ้าว ก็เห็นพี่หลับอยู่ก็เลยไม่ปลุก ผมก็เลยนอนข้างๆ"

"นิสัยไม่ดี"

ผมถลึงตาใส่ อยากจะถีบมันลงเตียงเสียเหลือเกิน เพราะสีหน้าตอนนี้ ต่างกันเหลือเกินกับตอนที่มันร้องไห้

"ก็แค่นอนข้างๆ ไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย"

"หมายถึงเข้าห้องคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาติ"

"ผมหิว อ่ะพี่ หาไรให้กินหน่อยดิ"

มันเปลี่ยนเรื่อง ทำหน้าตาย แล้วล้มตัวลงนอนอย่างเป็นสุข ผมรู้สึกโมโห ไอ้นี่มันยังไงกันแน่

"พี่นอนอ้าปาก น้ำลายไหลด้วยล่ะ"

"ไอ้บ้า ไม่มีทาง"

ผมมั่นใจว่าไม่มีทางที่ผมจะนอนน้ำลายยืด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอามือขึ้นลูบดู มันหัวเราะชอบใจ ที่แกล้งผมได้สำเร็จ

"ลงไปหากินเองในครัว อย่ามากวน แล้วที่พี่ทำไว้ให้ที่บ้านไม่กินล่ะ ตามมาทำไมถึงนี่"

ผมบ่นแก้เขิน พลางเอามือพลักมันลงจากเตียง ความจริงอยากจะถีบมากกว่า

"ไม่รู้ พอไล่เพื่อนกลับก็รีบมาหาพี่เลย"

"ลงไปหากินเอง พี่จะนอน"

ผมชักรำคาญ

"โห ไรวะ คนอุตส่าห์มาหา ยังจะนอนอีก"

"ไม่ได้ร้องขอ อย่าพูดมาก รีบๆออกไป กินเสร็จก็ทิ้งไว้นั่นล่ะ แล้วก็กลับบ้านไปเลยนะ"

"ไล่เลยนะ ไม่เอา ไม่กลับ ผมจะนอนที่นี่ ไม่อยากนอนคนเดียว"

"นี่ อย่ามากมาย เพื่อนเยอะไม่ใช่เหรอ เรียกมานอนสิ"

ผมรำคาญสุดทน ตาเขียวใส่มัน

"ผมดูไม่ดีมากเลยเหรอพี่ ที่พาผู้หญิงมานอนที่บ้านน่ะ"

มันทำเสียงขึม แววตาดูจริงจัง ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เพลียใจ

"ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาจะคิดยังไงนะ แต่พี่ว่ามันดูไม่ดี มันไม่แปลกหรอกที่เราจะมีอะไรกับใคร แต่มันแปลกที่เราไม่รู้จักป้องกัน"

"แล้วพี่รู้ได้ไงว่าผมไม่ได้ป้องกัน"

มันเถียง ผมไม่รู้ว่าทำไมผมต้องพูดออกไปแบบนั้น

"เอาเถอะ รีบไปกินข้าว แล้วรีบกลับบ้าน"

ผมหันหลังให้มัน ไม่สนใจมันอีกต่อไป

"พี่หึงผมเหรอ"

ผมหันขวับไปหามันทันที

"ไอ้บ้า อย่ามาล้อเล่นนะ ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ"

"นั่นแน่ แล้วทำไมหน้าแดง แอบชอบผมใช่ม้า บอกแล้ว ว่าพี่ต้องชอบผม"

มันล้อเลียน

"เบื่อ"

ผมระบายออก อย่างหดหู่ เพราะไม่รู้จะโต้แย้งกับมันยังไงดี

"ออกไปหาอะไรกินเถอะ พี่อยากอยู่คนเดียว"

ผมถอนหายใจแรงๆ ใส่มัน แล้วล้มตัวลงนอนหันหลังให้มัน แต่เอ๊ะ หันหลังให้มัน

"เฮ้ยทำอะไรน่ะ ไอ้บ้า ปล่อยนะ"

ผมดิ้นเพราะมันเข้ามาสวมกอดทันที มันกอดแน่นจนหายใจแทบไม่ออก

"พี่ตัวหอมจัง"

มันไซร้ซอกคอผม ขนลุกไปหมด แต่ผมก็ดิ้น พยายามผลักมันออก แต่มันก็ยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม

"ปล่อย"

ผมตวาด

"ไม่ปล่อย ก้นนุ๊ม นุ่ม"

มันดันตัวเข้าประชิด

"ปล่อย"

ผมพยายามทำเสียงให้แข็ง เน้นคำเดิม แต่มันไม่สนใจ

"ฉันกัดนะ"

ผมขู่ พูดจบก็กัดเลย ที่กัดเพราะมันล็อกแขนล็อกขาผมกระดิกแทบไม่ได้ อีกอย่างมันตัวใหญ่กว่าผมเยอะ ถ้าจะต่อยกันผมคงสู้ไม่ไหว
ยิ่งผมกัดแรงเท่าไหร่ มันก็ดันช่วงล่างเข้าติดเสียดสีก้นผมเท่านั้น ผมกัดจนรู้สึกว่ามีน้ำข้นๆ เหนือดๆ เค็มประแล่มๆ ไหลออกมา ผมปล่อยปากทันที

"เฮ้ยเลือดออก"

"ไม่เป็นไร ผมไม่เจ็บ"

มันพูด แล้วก็เบียดผมต่อ

"เฮ้ย พี่ขอโทษ เดี๋ยวทำแผลให้ ลุกเถอะเอ"

ผมอ่อนเสียงลง ตกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าฟันผมจะคมขนาดนั้น เลือดยังไหลไม่หยุด จนเปื้อนผ้าปูที่นอน มันยอมปล่อยมือจากผม แต่ปล่อยข้างที่ถูกกัด อีกข้างยังกอดเอวผมอยู่

"แล้วพี่จะลุกไปเอากล่องยายังไงล่ะ"

มันถึงยอมปล่อย ผมเดินไปที่ตู้หนังสือ แล้วเปิดลิ้นชักอันล่างสุด มีกล่องปฐมพยาบาลอันเล็กอยู่ มันนี่ท่าจะบ้า ผมกัดเลือดออก ไม่ร้องสักแอะ ผมเดินกลับมาที่เตียง มันยังนอนดูแขนตัวเองเลือดไหลอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

"ไม่เจ็บเหรอ นอนดูอยู่ได้"

"เจ็บดิ คนนะพี่"

"อ้าว ก็ไม่เห็นร้องสักคำ"

"ร้องทำไม ร้องแต่ตอนที่จะมีอะไรกันก็พอ"

มันยังมีหน้ามาพูด

"พอเถอะ เอาแขนมานี่"

ผมเริ่มรำคาญมัน กะจะยืนทำแผลให้มัน แล้วรีบลงไปข้างล่าง เบื่อมัน เดี๋ยวมันทำอะไรแผลงๆอีก คราวนี้กลัวจะไม่กัดอย่างเดียวแล้ว มีหวังเลือดสาดทั่วห้องแน่ มันกระเถิบเข้าไปข้างในของเตียง

"แล้วจะถอยไปไหนเนี่ย"

"อ้าว ก็เห็นพี่ไม่นั่งสักที กลัวมันแคบ"

"เพิ่งรู้เหรอว่ามันแคบ มาเอาแขนมา"

ผมต้องจำในนั่งลง คาดไว้ไม่ผิด พอนั่งลงมันก็เอาแขนข้างที่ไม่โดนกัดมาคว้าเอวผมไว้ทันที

"นี่ ถามจริงๆเถอะ เป็นบ้าอะไร"

ผมชักทนพฤติกรรมของมันไม่ได้

"ก็แค่อยากกอด ทำไม กอดไม่ได้เหรอ"

แหม แก ยังมีหน้ามาย้อนอยากจะเอามือฟาดปากมันจริงๆ

"แล้วจะทำแผลยังไง ยื่นมือมาดีๆ เดี๋ยวเลือดมันจะห้ามยาก"

"จะเป็นพิษสุนัขบ้ารึเปล่าเนี่ย"

"แก สิเป็นน่ะ"

ผมพยายามไม่คล้อยตามคารมของมัน เพราะรู้สึกเตลิดเปิดเปิงทุกทีเมื่อคุยกับมัน

"ก้นพี่ นุ่มดีจัง ผมชอบ"

"เดี๋ยวถีบให้ ไหนบอกไม่ชอบผู้ชาย ปากดีนักนะ"

"ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่น่ารักออก ใครได้เป็นแฟนก็คงไม่อายใคร เผื่อดี เห็นมันเป็นกันจังเกย์เนี่ย มันมีอะไรดี"

"หุบปากสักครู่ได้ไหม รำคาญ"

ผมด่ามันเพราะไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียง มันพยายามจะอ้าปากพูดต่อ ผมคว้าปลายหมอนยัดปากมันไว้ แล้วนั่งทับมือข้างที่กอดเอวผมอยู่ มันดิ้น แต่ยิ่งมันดิ้นผมก็กดแผลมันแรงกว่าเดิม มันจึงยอมนิ่ง ผมรีบล้างแผล ทายาแล้วเอาผ้าก้อตปิดแผลให้มัน พอเสร็จผมก็รีบกระเด้งตัวออกจากมันทันที เพราะกลัวว่ามันจะคว้าตัวเอาไว้อีก มันคงไม่รู้หรอกว่า ไอ้คนที่มันบอกน่ารักก้นนุ่มนี่ล่ะ ที่โดนเขาหาว่านอนแข็งเป็นท่อนไม้ ไม่ได้เรื่อง จืดชืด เขาจึงเหวี่ยงทิ้ง ถ้าน่ารักแล้วมันต้องโดนทิ้งผมยอมขี้เหร่ดีกว่า






วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 13

คืนนี้แม่ค้างที่วัด คงอยู่คนเดียว ไม่อยากอยู่คนเดียวเลยวันนี้ ไม่อยากจะคิดอะไร ผมกลับบ้านตอนเย็น หลังจากสอนเอเสร็จ แปลกมันไม่กวนใจอีกเลย ตั้งใจเรียน ผมเองก็สอนมันเต็มที่เหมือนกัน เป็นแบบนี้ก็ดีนะคนเรียนก็ตั้งใจเรียน คนสอนก็สอนในตำรา ไม่กวนใจกัน จะว่ามันเป็นเด็กเกเรไม่รู้เรื่องก็ไม่ใช่ แท้จริงแล้ว มันเป็นเด็กที่น่าจะฉลาดอยู่พอสมควร เพราะดูจากเหตุการณ์วันนี้ อย่างน้อยผมก็เห็นในน้ำใจมัน แม้จะน้อยนิด แต่หัวใจที่อ่อนแรงตอนนี้ แค่น้ำใจสักหยดเดียวมันก็ชุ่มฉ่ำได้เหมือนกัน


ผมกลับถึงบ้านเกือบค่ำ จ๋ายังรออยู่ที่บ้านกับพล ส่วนกายกับกบกลับไปแล้ว ทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน
"เป็นไงบ้างแก" จ๋าถามเมื่อเห็นผมเดินเข้าบ้าน


"อ้าว พวกแกยังไม่กลับอีกเหรอ"


"ก็เป็นห่วงแกนั่นล่ะ ไม่อยากให้อยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวจ๋ามันก็กลับแล้วล่ะ ป๊ามันโทรมาตามแล้ว"


ผมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พล ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย คุยอยู่กับเพื่อนจนค่ำ มีคนเคยบอกว่าเพื่อนมีค่าก็ตอนที่เราลำบาก เห็นจะจริง แต่สำหรับผม เพื่อนมีค่าทุกเวลา ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ถ้าไม่นับแม่แล้ว คนที่ผมคิดถึงก่อนใคร ก็คือเพื่อน คิดถึงก่อนเขาคนนั้นเสียอีก พี่ป้อมมารับจ๋าที่บ้าน แล้วปลอบใจผมใหญ่ น่าขัน ที่ทุกคนดูเป็นห่วงผมเพราะเรื่องแค่นี้เอง ผมเจ็บก็จริงแต่ไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นกังวลกับผมขนาดนี้ ผมคงต้องเข้มแข็งขึ้นมาเสียที พอที การทำตัวอ่อนแอ


จ๋ากลับไปแล้ว ผมกับพลนั่งคุยกันจนดึก เพิ่งรู้ว่ามันเป็นห่วงผมมากขนาดนี้ จากที่เคยมองมันว่าเอาแต่เที่ยวไปวันๆ ปรึกษาอะไรก็ไม่ค่อยได้ มันกลับห่วงใยผมแม้จะไม่เท่าจ๋า แต่ด้วยความที่มันเป็นผู้ชาย เหมือนกัน มันย่อมเข้าใจผมมากกว่า ชีวิตผมดำเนินไปตามปกติ คือผมพยายามทำให้มันเป็นปกติมากที่สุด แม่คงรู้แล้ว เพราะแม่มีลูกอีกคนคือจ๋า ขานั้น รายงานทุกอย่าง วันอาทิตย์แม่กลับมาจากวัด มองหน้าผมสายตาห่วงใยนัก
"อย่าคิดมากนะลูก ถือว่าทำบุญมาแค่นี้ อย่าไปคิดจองเวรพี่เขา"


แม่พูดตอนที่เรานั่งดูละครอยู่ด้วยกัน


"ครับ ผมไม่มีอะไรแล้ว คงไม่มีวาสนาต่อกันจริงๆ"


แม่ลูบหัวผมเบาๆ ผมซบลงที่ตักแม่ ตักที่อบอุ่นเสมอสำหรับผม ไม่มีที่ใดอีกแล้วที่จะทำให้ผมรู้สึกเป็นสุข ปลอดภัยเท่านี้ แม่ไม่พูดอะไรมากเรื่องของผม เพราะรู้ว่าผมเองก็ไม่ชอบเล่าเรื่องเก่า เรื่องที่ทำให้เราเจ็บช้ำใจ เอปิดเทอมแล้วสองอาทิตย์ วันจันทร์ถึงศุกร์ มันไปเรียนกวดวิชา เสาร์อาทิตย์ ผมก็ยังคงไปสอนให้มันตามปกติ ผมสังเกตุว่ามันน่ารักขึ้นมาก ไม่กวนใจผมอีกเลยนับจากเหตุการณ์นั้น ตั้งใจเรียน ผลสอบครั้งล่าสุด ออกมาค่อนข้างน่าพอใจ แม้ผมจะมาสอนมันเกือบจะปลายๆเดือน แต่ผมก็แอบภูมิใจอยู่ไม่น้อย ส่วนโอก็ว่ายน้ำจนเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ช่วงปิดเทอม ไปว่ายทุกวัน พอเจอกันอาทิตย์หลังๆ ดูตัวโตขึ้นเยอะ อาจารย์ปริศนาก็ดูมีความสุขกับการที่ได้พาโอไปว่ายน้ำ เพราะ โอว่ายเพียงไม่กี่เดือนก็ได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียน คงเป็นเพราะสรีระที่โตกว่าเด็กทั่วไป
งานประจำผมเองก็ยุ่ง เพราะยิ่งใกล้จะสิ้นปีเข้ามาทีไร งานก็ยิ่งเยอะ ผมสอบตัวสุดท้ายไปแล้ว ทำเรื่องขอจบเรียบร้อยดี ถ้าไม่มีอะไรผิดคาดคงได้รับปริญญาต้นปี ผมเกือบลืมเรื่องของพี่ตั้มไปเลย แม้เขาจะโทรมาอยู่เสมอ แต่ผมก็ไม่เคยคุย พักหลังเห็นหายเงียบไป คงใจออกเพราะผมไม่ยอมอ่อนให้ แต่ความจริงเขาก็ยังอยู่ในใจนั่นล่ะ ไม่ได้ไปไหน แม้จะทำทีเป็นลืม แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเองก็ยังคงคิดถึงเขาอยู่เสมอ ไม่เคยเลือนไปเลยสักวัน

กลางเดือนพฤศจิกายน
วันนี้แม่ก็ไปนอนที่วัดเหมือนเคย อาจารย์ปริศนาให้กุญแจบ้านผมมาตั้งนานแล้ว ผมไม่ต้องกดกริ่งอีกต่อไป โอมีแข่งคัดตัวนักกีฬาเขตุ รุ่นอายุไม่เกิน ๑๔ปี ตอนแรกได้ยินผมก็ตกใจ เพราะโออายุเพิ่งจะย่าง ๑๑ ปี แต่จะลงคัดตัว รุ่นอายุ ๑๔ แต่อาจารย์ปริศนาก็ขัดลูกชายไม่ได้ เพราะเห่อเข้าเส้นเลือด ซ้อมเอาเป็นเอาตาย จนตัวดำปี๋ เสาร์อาทิตย์นี้ อาจารย์ปริศนาจึงพาโอไปคัดตัว ถึงขนาดไปเปิดโรงแรมนอนกัน เลยทีเดียวเพราะโออยากจะว่ายน้ำก่อนไปสนาม


ผมเปิดประตูเข้าบ้าน ไม่มีเสียงใดๆในบ้าน เอคงยังไม่ตื่น ผมเปิดเข้าไปในครัว แล้วเปิดตู้เย็น กลายเป็นหน้าที่ไปแล้ว ที่ผมจะต้องทำกับข้าวให้มันกิน อาจารย์ปริศนาซื้อของไว้เต็มตู้เย็น ทั้งหวานทั้งคาว แต่วันนี้รู้สึกขี้เกียจยังไงพิกล จึงทำข้าวต้มกุ้ง พอเสร็จ ผมก็เดินขึ้นไปชั้นบน กะจะปลุกให้มันมากินข้าวก่อน เพราะเกือบจะสิบโมงครึ่งแล้ว เสียงเพลงดังออกมาจากห้องของมัน คงจะตื่นแล้ว ผมถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในห้อง เพราะหลังจากวันที่ผมร้องไห้ให้มันเห็นผมก็ไม่เคาะประตูอีก ผมยืนนิ่ง ตะลึงอยู่ เพราะ เอมันกำลังหยอกล้อกันกับเด็กผู้หญิงวัยรุ่น ดูแบบแว๊บเดียวก็พอรู้ว่าคงเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอใส่แต่เสื้อชั้นใน กับกางกางขาสั้นหรือกางเกงใน ผมไม่แน่ใจแต่เห็นว่ามันสั้นมาก

"ว๊าย"


"เฮ้ย พี่ ทำไม ไม่เคาะประตู"


มันตะคอกใส่ผม ซึ่งยืนเอ๋ออยู่ ผมไม่ได้รู้สึกอะไร แค่ตกใจกับชาๆตรงหน้า มันรีบเอาผ้าห่มคลุมทันที


"เอ่อ โทษที"


ผมพูดตะกุกตะกัก ใจเต้นโครมคราม แล้วรีบปิดประตูเข้าตามเดิม ผมรีบลงมาข้างล่าง เข้าไปในครัว ไม่รู้ทำไมถึงเข้าไปในครัว ยืนหันรีหันขวางอยู่ไม่รู้จะไปทางไหนดี ไม่รู้จะทำอะไร จะเอายังไงดี ผมคิด แต่เอ๊ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา มันเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ แล้วจะใจสั่นไปทำไมนี่ ผมไม่เข้าใจตัวเอง แต่มันก็ไม่สมควรนะ ถึงมันจะโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่มันยังเรียนอยู่แค่ มัธยมปลาย ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงท้องล่ะ ตายล่ะสิ ผมเปิดตู้เย็นเอาน้ำออกมาดื่ม ผมคิดแย้งกันอยู่ในหัว อย่าไปยุ่งเรื่องของมันดีกว่า ผมบอกกับตัวเอง เสียงมันวิ่งลงมาจากข้างบน
"พี่โยๆ อยู่ไหน"
มันตะโกนเสียงดัง มันเข้ามาในครัวแล้วมองผมอย่างเคียดแค้น ปนกับตกใจ


"อย่าบอกแม่นะพี่ ผมขอร้อง"


พูดเสียงเครียด มันเข้ามาจับมือผมเขย่า ผมเองก็ยังอึ้งอยู่ แม้จะได้ดื่มน้ำเย็นๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก


"ถ้าแม่รู้ผมซวยแน่เลย นะพี่ อย่าบอกแม่นะ"


คราวนี้มันอ้อนวอน


"เราป้องกัน รึเปล่า"


ผมโพล่งออกไป ไม่ได้คิดจะพูด แต่มันหลุดออกไปจากปากผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มันมองผมแปลกๆ


"อะไรพี่"
มันตะคอกกลับ บีบข้อมือผมแน่นกว่าเดิม ผมรู้สึกเจ็บ และโมโหในท่าทางของมัน ที่เหมือนกับผมเองเป็นคนที่ก่อเรื่องไม่ใช่มัน


"ถ้าพลาดมาล่ะเอ เราพร้อมจะรับผิดชอบเขาแล้วเหรอ"


ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงถามแบบนี้ออกไป มันเรื่องอะไรของผม แต่เหมือนสมองกับปากมันทะเลาะกัน


"แล้วที่อยากเป็น วิศวฯน่ะ คิดว่ามันจะง่ายขึ้นเหรอ"


ผมยังไม่ยอมหยุด คราวนี้มันสะบัดมือผมลงอย่างแรง มองหน้าผมเขม็ง


"มันเรื่องของผมนะพี่ พี่เป็นใครเนี่ย เป็นแค่ตุ๊ดสอนหนังสือ อย่ามายุ่งเรื่องของผมดีกว่า"


มันตวาด โกรธหน้าแดง พอได้ยินผมรู้สึกหน้าชาไปอีกครั้ง เหมือนมันฟาดหน้าผมแรงๆต่อกันไม่หยุด มันทำให้ผมได้คิด นั่นสิ เราเป็นใคร ไปยุ่งอะไรกับเรื่องของมัน


"นั่นสินะ พี่ขอโทษก็แล้วกัน งั้นพี่เองก็คงไม่มีอะไรจะพูด ขอให้เธอโชคดี"


ผมพูดเสียงสั่น คงพอกันแค่นี้สำหรับมัน สุดจะทนแล้ว ผมรู้ว่ายุ่งวุ่นวายกับมันมากเกินไป แต่มันก็น่าจะไว้หน้าผมบ้าง ผมร้อนไปทั้งหน้า
รู้สึกน้ำตาซึมออกมา เพราะอะไรก็ไม่รู้ คงเป็นเพราะผมยังหัวใจไม่แข็งแรงพอ ความรู้สึกเหมือนแผลที่กำลังจะตกสะเก็ด แล้วมีอะไรมาสะกิดให้มันเจ็บปลาบขึ้นมาอีก ผมจับกระเป๋าขึ้นสะพายบ่าแล้วเดินออกไปจากครัวทันที สีหน้ามันตกใจที่ผมพูดนิ่งกว่ามันมาก แม้จะสั่นๆ อยู่ มันคงรู้ว่าคราวนี้ผมเอาจริง


"เฮ้ย พี่ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ"


มันกระชากแขนผมไว้ ขอโทษ อีกแล้ว ผมได้ยินบ่อยจนเอียน มันจะขอโทษทำไมในเมื่อมันไม่เคยจำ และทำซ้ำแล้วซ้ำอีก


"พอเถอะ เอ ถ้าเธอไม่เคารพพี่ ไม่เคยแม้จะคิด ก็ไม่เป็นไร พี่เองก็คน มีความรู้สึกเหมือนกัน พอแล้ว"


ผมพูดเน้นแต่ละคำ ออกมาจากใจจริงๆ รู้สึกเบื่อหน่าย กับเด็กแบบมัน ผมสะบัดมือมันออก แต่มันก็ไม่ยอมปล่อย
"ผมขอโทษ จริงๆ พี่ แต่เข้าใจผมหน่อยเถอะ ผมเป็นผู้ชาย เรื่องแบบนี้มันธรรมดา เพื่อนๆผมมันก็ทำ"


ผมไม่ได้อยากจะได้ยินอะไรจากมันอีก แต่ก็นิ่ง กัดปากตัวเอง


"ผมยังไม่ได้ทำอะไรกันนะพี่ เธอเพิ่งมาเมื่อกี๊เอง"


"เรื่องนั้นพี่ไม่รู้ เธอจะทำอะไรกับใครมันก็เรื่องของเธอ เราไม่ได้เกี่ยวพันธ์อะไรกัน ไม่ต้องพยายามเล่า พี่ไม่อยากฟัง พอที"
ผมพูดอย่างไร้เยื่อใย หมดจริงๆ ทั้งโกรธ ทั้งโมโห ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม


"พี่โย ผมขอโทษจริงๆ อย่าทำแบบนี้เลยนะพี่ ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษ"


มันร้องไห้ ผมสะอึกเล็กน้อย อึ้ง ไม่คิดว่ามันจะร้องไห้ออกมา คงไม่ได้แสดงละคร เพราะมันดูเสียใจจริงๆ มันร้องออกมาอย่างไม่อาย


"ผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วพี่ อย่าทำแบบนี้เลย อย่าไปเลย"


มันอ้อนวอน ผมนิ่งคิดไม่ถึง คิดไม่ออก ถ้าจะมองกันจริงๆ มันก็เรื่องของมัน เป็นเรื่องปกติ ทำไมมันต้องเสียใจขนาดนี้ แล้วทำไมผมต้องโกรธมันมากขนาดนี้ ผมเป็นคนนอกมันเป็นความสัจจริง จะไปละลาบละล้วงมันเกินไป มันก็ใช่เรื่อง แต่ผมก็นิ่งไม่พูดอะไรสักคำ


"เอาเถอะ พี่ไม่บอกเรื่องนี้กับแม่เราหรอกไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องเรียน ค่อยว่ากัน"


ผมยังไม่อยากตัดสินอะไรตอนนี้ มึนหัว ไม่อยากคิด


"พี่จะไม่ไปใช่ไหม ขอบคุณมากพี่ ผมขอโทษจริงๆ ผมมันปากไม่ดี"


รู้ตัวนี่ ผมอยกจะตอกหน้ามันกลับไป แต่ก็นิ่ง เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นมันไหว้ผมอย่างเต็มใจ น่าทึ่งนัก


"ไม่เป็นไร ที่พี่สอนเราต่อเพราะอาจารย์ปริศนาคนเดียว เธอจะไม่เคารพพี่ไม่เป็นไร เพราะยังไงเสีย พี่ก็ถือว่าพี่เอาความรู้ของพี่แลกกับเงิน"
ผมยังไม่ยอมเลิก อยากจะระบายมันออกให้หมด ไหนๆ ก็ได้พูดแล้ว


"ไปจัดการเรื่องของตัวเองให้เสร็จ ถ้าวันนี้ไม่พร้อมที่จะเรียน ค่อยว่ากันวันหลัง"


ผมพูดจบก็สะบัดมือมันออก แล้วเดินออกจากบ้านไปทันที ยังรู้สึกเจ็บใจอยู่ "แค่ตุ๊ดที่สอนหนังสือ" มันคงมองผมแค่นี้มาตลอด คำนี้ล่ะที่มันเสียดแทงใจ ผมรู้สึกเหนื่อยล้าเพลียเหลือเกิน เหนื่อยกับทุกสิ่ง ทุกอย่าง อยากจะกลับบ้าน ไม่อยากเจอใครอีกแล้ว