วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 58

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ใจในมันรู้สึกยังไง เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นมันทำให้ใจปั่นป่วน ผมน่าจะหยุดฟังเอแล้วสะสางเรื่องทุกอย่างให้มันจบไป แต่มีใครรู้ใจผมบ้างไหม รักมันมาก มากเสียจนเวลาเห็นมันอยู่กับคนอื่นผมก็โดนปิดหูปิดตา น้อยใจ ผมควรจะมีสติมากกว่านี้ แต่จะเอาสติปัญญาอะไรกับคนที่เมา เมาในรัก เมาเสียจนดึงสติออกมาไม่ได้ แต่พอผ่านเหตุการณ์มาผมก็พอมีสติ ผ่านงานแต่งของจ๋าไปแล้ว กลางเดือนพฤษภาคมโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว บอมบอกว่าเอกลับมากรุงเทพฯแล้ว ใจเต้นสั่นไหวที่ได้ยิน เอโทรหาผมหลายครั้งแต่ผมก็ทำเป็นใจแข็ง อยากจะตบหัวตัวเองเหมือนกัน ผมน่าจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยให้รู้เรื่อง แต่ทิฐิมานะในใจมันก็สั่งห้ามไว้ พลเองก็ว่าผมว่าทำไมไม่คุยกับเอให้รู้เรื่อง แล้วมาคิดเองเออเองร้องไห้ฟูมฟายตีอกชกตัว ทำร้ายตัวเองให้ได้ประโยชน์อะไร ผมได้แต่นิ่งเงียบ บางอย่างที่อยู่ในใจแม้จะพูดจะอธิบายออกไป แต่มันก็ยังทำให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้ ความรู้สึกในใจอธิบายเป็นคำพูดยากเหลือเกิน ผมเข้าใจว่าเพื่อนหวังดีอยากให้เรื่องมันคลี่คลาย ผมก็อยากทำแต่เข้าใจผมไหม แค่ได้ยินเสียงเอ ผมก็จิตล่องลอยไปไหนต่อไหนแล้ว ไม่มีสติ ผมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะได้ยินเสียงมัน รักมากก็เจ็บมาก

ผมทำใจอยู่ นานกว่าจะรับโทรศัพท์ของเอ

"ตัวเอง ทำไมไม่รับโทรศัพท์เค้าเลยอ่ะ เค้าเสียใจนะ ตัวเองไม่ยอมฟังเค้าเลย"

ทันทีที่ผมกดรับสายเอก็พรั่ง พรูออกมา เสียงมันดูตื่นเต้น ระคนปนสะอื้น

"ทำไม ทำไมตัวเองไม่เชื่อเค้า ไม่รักเค้าแล้วเหรอ"

"เอ"

ผมไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี ในใจมันสับสนวุ่นวายไปหมด

"เค้าไม่เคยรักคนอื่น รักตัวเองคนเดียว แต่ทำไมตัวเองไม่ฟังเค้าเลย"

มันพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา

"ฉัน.............. เอ่อ"

"ถึงเค้าจะหลงผิดไปวุ่นวายกับคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะไม่รักตัวเอง ตัวเองให้อภัยเค้าไม่ได้เหรอ ไม่ได้เลยเหรอ"

เสียงมันเครือสะอื้นไห้ พูดรัวเร็วจนผมฟังไม่ทัน

"เอ"

"เค้า ไม่มีกำลังใจจะทำอะไรเลย เค้าผิดเค้ารู้ แต่อย่าเงียบแบบนี้ เค้ายอมรับผิดแล้ว ตัวเองยกโทษให้เค้าได้ไหม"

"อย่าทำแบบนี้อีก นะเอ"

ผมยอมพูดออกไป

"หมายความว่าตัวเอง ยกโทษให้เค้าแล้วเหรอ"

เสียงมันลิงโลดดังออกมานอกโทรศัพท์จนผมต้องยก โทรศัพท์ออกห่างหู

"อืม"

"เค้ารักตัวเองที่สุดเลย เค้าสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เค้าสัญญา"

ผมไม่รู้ว่าพูดอะไรออกไป คำพูดที่ทำให้มันดีใจได้ขนาดนั้น ส่วนตัวผมเองยังยืนนิ่งงงอยู่ ว่าผมทำอะไรลงไป ในใจมันไม่ปกติแล้ว เอเปลี่ยนเสียงจากสะอื้นเป็นดีใจ แม้จะไม่ได้อยู่ต่อหน้าผมก็รับรู้ได้ หลังจากที่คุยโทรศัพท์กันเอก็นัดเจอผมที่เมเจอร์เอกมัย ผมเองไม่รู้ว่าควรจะไปเจอมันหรือไม่ไปดี ในใจตอนนี้มันแปลกๆไป จากที่รักมากมายล้นใจ ผมรู้สึกหวั่นๆในใจ ความรู้สึกคนเราเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้เชียวหรือ แต่สุดท้ายผมก็ยอมแพ้ต่อความรู้สึกรักที่มีมากกว่าความหวั่นใจ ผมไปเจอมันตามนัด

เออยู่ในชุดนักเรียน ผมสั้นเกรียนที่ยาวขึ้นมาหน่อย ใบหน้ามันหมองคล้ำ เบ้าตาลึก ไรหนวดอ่อนที่ผมเคยรักมันโกนออกแล้ว แผลเป็นที่คิ้วซ้ายยังเด่นชัดอยู่ ผมจ้องหน้ามันอยู่เนิ่นนาน

"คิดถึงเค้าไหมคะ"

เสียงเอปลุกให้ ตื่นจากภวังค์ ผมสะดุ้งพยักหน้า

"เค้าคิดถึงตัวเองน้า คิดถึงมาก"

"เอ ทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย"

ผมอยากจะเอื้อมมือไปจับสัมผัสใบหน้ามันเหลือเกิน พออยู่ต่อหน้าเอาเข้าจริงๆแล้วผมยังรักมันมากอยู่นั่นเอง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ใจมันหวั่นไหวออกห่างกลัวไป ทั้งที่ผมรักมันไม่เคยน้อยลงไปเลย

"ว่าแต่เค้า ดูตัวเองดิ เบ้าตาดำแล้ว เป็นน้องหลินปิงไปแล้ว อิอิ"

มันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมยิ้มออกมาได้ เป็นยิ้มในรอบหลายเดือน ยิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำไม่ได้ ทั้งที่เรารักกันมากมายขนาดนี้ เพราะอะไรที่มันบดบังให้เราห่างจากกันนะ กรรมหรือ ความสุขที่หายไปนานส่องแสงสว่างอีกครั้ง ผมจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เอบอกว่ามันทะเลาะกับอาจารย์ปริศนารุนแรง พังทำลายข้าวของ จนอาจารย์ปริศนาต้องส่งไปอยู่กับลุงใหญ่ที่เชียงไหม่ หวังว่าจะให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ไปอยู่ที่โน่นมันก็กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากเมา ลุงใหญ่ก็ห้ามไม่ได้ แต่เอบอกว่าลุงใหญ่เข้าใจที่มันรักผู้ชาย ไม่ได้ว่ายังรับปากอีกว่าจะช่วยพูดกับอาจารย์ปริศนาให้ แต่พอพูดไปอาจารย์ปริศนาก็ลงไปอาละวาด ทะเลาะกันรุนแรงจนเองหนีออกจากบ้าน แล้วเรื่องก็เกิดขึ้น ตอนนี้ผมเข้าใจเอแล้ว ไม่ได้ว่ามันเข้าใจทุกอย่างแล้ว ผมเกือบเสียรักไปเพราะทิฐิมานะของตัวเอง เพราะความที่มัวแต่เศร้าโศกงมงมงายกับความอาดูร ผมโง่เสียจริง ฟังมันตั้งแต่แรกเรื่องมันคงจะคลี่คลายลงไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ไม่ต้องเสียใจทำร้ายตัวเองเป็นบ้าเหมือนอย่างนี้

"ฉันผิดเอง เอ ที่ไม่ฟังเธอ ขอโทษนะ ต่อไปนี้จะฟังเธอ จะเชื่อเธอ"

ผมพูดกับมันด้วยรอยยิ้ม เหมือนฟ้าหลังฝนเหมือนยกภูเขาออกจากอก เหมือนกำลังดำดิ่งลงในบ่อลึกเหวดำแต่ก็มีมือมาดึงคว้าขึ้นมา ไม่คิดว่าความสุขที่เกิดหลังจากมรสุมมันจะรู้สึกดีอย่างนี้ ผมไม่ใช่รักมันมากขึ้นกว่าเดิม แต่ยังมีสติเตือนใจตัวเอง ว่าทุกปัญหามันมีทางออกถ้าเราเปิดใจรับฟัง ไม่ใช่มัวแต่เศร้าใจทำร้ายตัวเอง

เอไปส่งผมที่บ้าน ความรู้สึกเดิมๆมันหวนกลับมา เวลาอยู่ใกล้เสียงหัวใจมันที่เต้นผมรู้สึกเพลินเพลินเหมือนฟังดนตรี ลมหายใจอุ่นที่ผมชอบ ความอุ่นจากกายแผ่ออกมา ผมรู้สึกดีเหลือเกิน

"พรุ่งนี้เจอกันที่เดิมนะคะที่รัก เค้าอยากดูหนัง"

"อืม แต่ฉันอาจจะเลิกค่ำนะเพราะงานค้างอยู่เยอะ"

"ดึกก็จะรอ เค้าจะรอกินข้าวกับตัวเอง"

"นะ จะทนหิวได้เหรอ ดึกนะ"

"ทนได้ สิคะ เพื่อตัวเองทนได้ทุกอย่าง"

"เอ หายโกรธบอมหรือยัง"

ผมเปลี่ยนเรื่อง เพราะดูท่าทางเอมันจะรุกหนักกว่าเดิมทั้งที่ยืนอยู่หน้าบ้าน

"โอ๊ย เค้าไม่โกรธมันหรอก วันนั้น ที่ตัวเองโดนไอ้เชี่ยบ๊อบลากไป มันก็อยู่คุยกับเค้า อ้าวแสดงว่ามันไม่ได้เล่าให้ฟังอ่ะดิ"

"อืม มันคงตกใจ เพราะคนบ้าอาละวาด"

ผมพูดแล้วหัวเราะเบาๆ ดีใจโล่งใจเป็นที่สุด เอกลับบ้านไปแล้ว ผมมองแผ่นหลังมันอย่างเป็นสุข ไม่กังวลเหมือนอย่างแต่ก่อน ผมเข้าบ้านเห็นแม่นั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อน กำลังเลือกดอกกุหลาบที่ตัดมา

"เป็นไงบ้างลูก ดูแจ่มใสขึ้นนี่"

ผมยิ้มแล้วไปกอดแม่ ความสุขกับความทุกข์นี่มันก็แปลก ไม่เคยจะปกปิดมันได้เลย

"โยคุยกับเอแล้วแม่ เข้าใจมันผิดไป โยขอโทษแม่ด้วยนะครับ ที่ทำให้แม่เสียใจและเป็นห่วง"

"ดีแล้วลูก เห็นไหมทุกปัญหามีทางออก ถ้าเรามัวแต่เศร้าโศกเสียใจ ม่านน้ำตามันก็บังสติปัญญา แล้วน้องสบายดีเหรอลูก"

"ก็ดีครับแม่ แต่มันโทรมไปหน่อย ผอมลงด้วย"

"อืม น้องมันคงตรอมใจ นี่ล่ะลูก รักกันชอบกันต้องถนอมรักษาน้ำใจ มีสติอย่าหูเบา จิตใจต้องหนักแน่นให้มากเพราะความรักมันทำให้ใจเราล่องลอยไปได้ ถ้าลอยไปตามมันเราเองที่จะทุกข์ จริงไหมลูก"

จริงแท้ที่สุดที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมโตพอที่จะคิดจะตัดสินใจเองได้ แต่ที่จริงแล้ว ผมก็ยังเด็กนักจิตใจผมก็เลยล่องลอยไปตามความรัก ไม่เจอหน้าก็ทุกข์ เจอเขาอยู่กับคนอื่นยิ่งทุกข์ตรมหนักทำร้ายตัวเองฟูมฟายไปยิ่งกว่าเดิม คิดว่าตัวเองมีพระเป็นที่พึ่งทางใจด้วยอานิสงของแม่ที่พาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก แต่ที่จริงแล้วกิเลสก็ครอบงำผมอยู่ ถึงธรรมคำสอนจะดีเลิศสักเพียงใด ผมก็มองเห็นแค่หัวใจและทำตามแต่เสียงเรียกร้องของมัน รับฟังทุกคนแต่ไม่ได้ทำตาม ไม่ได้คิดตาม แค่ฟัง

ความสุขกลับคืน มาหาผมอีกครา ครั้งนี้เป็นความสุขที่ผมมองความรักในอีกแง่มุม ผมไม่งมงายตะบี้ตะบันรักเหมือนเคย อย่างอาจารย์ปริศนาเองก็คงมีเหตุผลของแกที่ทำไมกีดกัน บางเหตุผลเราไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นเข้าใจเห็นดีเห็นงามด้วย แม้ว่ามันจะทำร้ายคนที่เรารักสักเท่าใดก็ตาม เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มีเหตุผลส่วนตัว เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีความคิดมีจิตใจเป็นของตัวเอง ไม่มีใครผิดที่จะคิดมีเหตุผลของตน แต่เราจะทำใจยอมรับกับเหตุผลหรือความคิดของเขาได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง หนึ่ง

ผมเจอเอทุกวันดูเหมือนทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอยแล้ว พลเองก็เจอกับบอมเกือบทุกวันเช่นกัน แต่เอไม่อยากไปเจอสองคนเพราะอยากอยู่กับผมคนเดียวให้พอใจก่อน แม้เราจะเจอกันแค่เพียงตอนเลิกงานแต่ก็เพียงพอแล้ว ผมก็รู้สึกเป็นสุขมากแล้ว แม้ในใจอยากจะกอดมันให้สมรักแต่ก็ต้องหักห้ามใจ มันต้องมีสักวันที่ผมได้กอดมันอย่างไม่อายใคร เหมือนเคย ตราบใดมีรัก มันย่อมมีหวัง ผมท่องขึ้นใจ

"เป็นอะไรไปเอ วันนี้หน้าตาไม่ดีเลย"

ผม ทักมันตอนเย็นที่เราเจอกัน เพราะดูเอมีอะไรคิดในใจ สายตาวอกแวก

"ปะ ปล่าว ไม่มีอะไร เค้าคงนอนน้อย ตัวเอง ไปกินไอติมดีกว่า"

เอพยายามเส แสร้งปกปิด ผมก็ไม่ได้ทักอะไรมันอีก เวลาที่อยู่ด้วยกันเอก็ดูพะวง ผมชักไม่สบายใจขึ้นมา

"มีอะไรในใจหรือเปล่า เอ บอกฉันได้นะ"

"ป่ะ ปล่าว ตัวเอง อ่ะ เค้าดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ เมื่อคืน ไม่อยากบอก อย่าโกรธเค้าน้า"

"อะไร"

ผมเสียงเข้มขรึมขึ้น

"เค้า เล่นเกมจนเกือบเช้าอ่ะ"

เอทำหน้าเจื่อนๆ

"แหมนะ เขาแจกโล่เหรอ วันนี้ก็รู้อยู่ว่าต้องไปโรงเรียน เล่นได้นะ แต่อย่าเล่นข้ามคืนแบบนี้ เกมน่ะ เล่นเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าแบบนี้จะสอบเข้าได้ไหมล่ะ"

ผมบ่นแต่ไม่ได้รู้สึกโกรธมันเลย แต่เอมันยังดูกังวลอยู่จนผมบอกอีกว่าไม่โกรธ มันถึงทำหน้าดีขึ้น

"ตัว เอง เชื่อเค้านะ ไม่ว่าจะมีอะไร"

"หือ ทำไมล่ะ เชื่ออยู่แล้ว ไม่เชื่อเราแล้วจะเชื่อใคร"

ผมพูดอย่างอารมณ์ดี มองมันด้วยสายตาที่เปี่ยมรัก ยังรักเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลงไปเลย ยิ่งฝ่าอุปสรรค ยิ่งรักเพิ่มทวีคูณ ขอให้รักนี้นำทางใจเราทั้งสองคนด้วยเถิด

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 57

ไม่รู้ว่าจะเนิ่นนานสักเพียงใดหัวใจมันจึงจะฟื้นคืนสภาพ ไม่รู้จะใช้วิธีอะไรรักษาเยียวยาหัวใจ ยิ่งหลับตาภาพความทรงจำยิ่งแจ่มชัด พอลืมตาม่านน้ำตาก็บดบังมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความหมองหม่น ผมนั่งเหม่อลอยมาตลอดทางจนพลจอดรถที่หน้าบ้าน พอบ๊อบสะกิดผมก็เริ่มหวาดกลัว ถึงบ้านแล้ว แม่......แม่ต้องเสียใจมากถ้าเห็นผมในสภาพแบบนี้ สภาพร่างที่ไร้หัวใจไร้จิตวิญญาณ รถจอดสนิทแน่นิ่ง แต่ผมยังไม่ขยับกายของจากที่ สายตามองหน้าบ้านด้วยจิตใจที่ไม่เป็นสุข ผมจะทำตัวยังไงดี ทุกคนเดินลงจากรถไปแล้วเหลือผมที่ยังนั่งคิดไตร่ตรองอยู่ จนพลมาเปิดประตูรถ

"อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแก ทำใจดีๆไว้ จะอะไรยังไงก็คิดถึงแม่ไว้ คิดถึงแม่อรไว้ให้มากกว่าใครทุกคน"

พลตบ บ่าเบาๆเป็นกำลังใจ ผมจึงค่อยๆลงจากมารถ พอเปิดประตูบ้านแม่ยืนรออยู่แล้ว สายตาแม่มองอย่างห่วงใย

"อ้าว ทำไมกลับกันมาเร็วจังลูก แม่นึกว่าจะมาพรุ่งนี้เสียอีก เป็นยังไงบ้าง เอสบายดีไหม"

แม่รับ ไหว้ทุกคนแต่สายตามองมาที่ผม

"แม่!!!!!!!"

ผมร้องออกไปเสียง แหบพร่า วิ่งเข้าไปกอดแม่ ร้องไห้สะอื้นออกมา แม่ไม่ได้แลดูตกใจหรือประหลาดใจเลย อ้าแขนรับผมเข้าไปกอด

"แม่ จ๋า...........เอ"

"ไม่เป็นไรนะลูก ทำใจดีๆ น้องเป็นอะไรไป"

เสียง แม่เริ่มวิตก ผมกอดแม่แน่น

"เอ.......มีคนอื่น.......เอ ปันใจแล้ว....แม่"

ผมสะอื้นออกมา แม่ลูบหัวอย่างอ่อนโยน

"จริง เหรอลูก เอ นี่นะ"

แม่ทำเสียงตกใจเหมือนไม่เชื่อ

"เอาเถอะโย ใจเย็นๆลูก อย่าเศร้าโศกเสียใจให้มาก รู้แน่แล้วหรือว่าน้องมันมีคนอื่น น้องมันบอกหรือว่ามันหมดรักเราแล้ว"

แม่เสียงอ่อนลงจนน่าประหลาด

"ปลง ซะลูก ทำใจให้สบาย คิดซะว่าทำบุญกันมาแค่นี้"

"โยผิดมากเลยเหรอ แม่.....โยผิดมากใช่ไหม โยทำกรรมทำเวรอะไรไว้ ทำไมโยต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้"

ความในใจพรั่งพรูออกมา กอดแม่สะอื้นไห้

"โย.....จะกรรมใด หรือจะเป็นทุกข์ใด ใช่ว่ามันจะไม่มีทางแก้ ใจเย็นๆลูก โยไม่ผิดหรอก น้องมันก็ไม่ผิด ถือว่าไม่มีวาสนาต่อกันนะลูก"

"โยเสียใจ แม่.......โย.....เสียใจ โยทำให้ทุกคนเสียใจ โย.......ขอโทษ"

"แม่รู้โย แม่รู้ อย่างน้อยโยก็รักน้องมัน และแม่ก็เชื่อว่าเอเองก็รักโย แต่ด้วยกรรมที่บดบัง ทำให้เราพรากจากกันไป อย่าเศร้าไปเลยโย เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้วล่ะลูก รักกันไม่จำเป็นต้องครองคู่อยู่ด้วยกัน แค่รักกันด้วยใจ โยเอามันมาเป็นแรงใจสิลูก"

แม่พยายามปลอบผมเนิ่นนาน จนผมยอมสงบลง เพื่อนๆที่นั่งดูอยู่ไม่ปริปากสักคำ ตะวันจวนจะลาลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีส้มแดงที่เคยรักที่เคยชอบ ตอนนี้ทำไมมันดูหดหู่เศร้าสร้อยเสียจริง ตะวันที่จะลาลับไปคงเหมือนเอที่โบกมือลา แต่ไม่มีวันที่จะหวนคืนเหมือนดวงตะวัน แม่บังคับให้ผมกินข้าว พลคอยเตือนสติอยู่ตลอดเวลาว่าแม่เสียใจเพียงใดถ้าผมยังมีสภาพแบบนี้อยู่ ผมพยายามดึงสติออกมาให้มากที่สุดเอามาพยุงร่างที่ไร้จิตวิญญาณนี้ให้ผ่านพ้น แต่ละวินาทีไปให้ได้ แม้มันจะยากลำบากแต่ผมก็จะพยายาม เพื่อ แม่

พล ไปส่งบ๊อบกับบอมแล้ววกกลับมาค้างเป็นเพื่อน ผมนั่งกอดแม่อยู่อย่างนั้น แม่เล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง ทั้งตอนที่เจอพ่อใหม่ๆ ตอนที่จีบกัน พ่อเป็นนักเรียนนายร้อยอยู่ แม่เองก็เรียนมหาวิทยาลัย แม่บอกว่าเจอพ่อครั้งแรกก็รู้สึกรักแล้ว ตั้งแต่คบกันไม่เคยมีวันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่เคยมีวันไหนที่จะรักพ่อน้อยลงเลย แม้ว่าตอนนี้พ่อจะไม่อยู่กับเราแล้วก็ตาม แต่พ่อยังเป็นที่สุดของดวงใจ ผมฟังแล้วก็น้ำตาไหล จริงสินะ แม้จะไม่ได้เอมาครอบครองกอดก่ายเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยผมก็ไม่เคยรักมันน้อยลงไปเลย เพิ่มพูนขึ้นทุกวันมากขึ้นทุกๆวัน

แม่พาผมขึ้นไปสวดมนต์ที่ห้องพลเองก็ตามขึ้นไปด้วย โกฐเถ้ากระดูกพ่อก็อยู่บนหิ้งพระ ผมสวดมนต์ด้วยจิตใจที่ไหวเอน อ่อนล้าหมดแรงใจ กลิ่นธูปหอมส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่วห้องเคล้ากับกลิ่นมาลัยดอกมะลิ พ่อจ๋า......ถ้าพ่อเฝ้ามองเราอยู่ พ่อช่วยดลใจให้โยพ้นทุกข์นี้ที ช่วยลูกด้วย ลูกเสียใจคนเดียวไม่เป็นไร แต่แม่ที่กำลังทุกข์ใจเพราะโย พ่อช่วยแม่ด้วย โยอกตัญญูโยทำให้แม่เสียใจ พ่อจ๋า.....ผมตั้งจิตอธิษฐานน้ำตาไหลซึมออกมา พยายามไม่สะอื้น พอสวดมนต์เสร็จผมก็เข้านอน

"แกทำให้ฉันกลัวรู้ไหมโย"

พลพูด ขึ้นท่ามกลางความเงียบ

"แกทำให้ฉันกลัวความรัก ถ้าหากรักแล้วทุกข์ทรมานแบบนี้ ฉันขออยู่แบบนี้ดีกว่า ฉันเห็นแกแล้ว ฉันทนไม่ได้"

เสียงมันสื่ออะไรหลายอย่างผมนอนนิ่งมองเพดานในความมืด

"ความ รักมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกแก ฉันเองที่อ่อนแอ อย่างน้อยแม้รักมันจะไม่เป็นดังที่หวัง แต่ฉันก็ไม่เคยเสียใจที่ได้รัก"

ผม พูดเสียงเบาเหมือนกระซิบออกไป ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าที่จะข่มตาให้หลับลงได้ ป่านนี้ เอจะเป็นยังไงบ้างนะ จะหลับหรือยัง จะคิดถึงกันบ้างไหมนะ ทำใจดีๆไว้นะเอ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะไม่ได้รักฉันแล้ว แม้มันจะไม่จริงก็ตามแต่ฉันก็เชื่อมั่นในตัวเธอ ลมจ๋า ช่วยวานนำความในใจไปบอกที่รักฉันให้ที ว่าฉันรักเขาไม่เคยเสื่อมคลาย รักไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป รักมากกว่าเดิม ไม่มีสิ่งใดจะมาบั่นทอนรักนี้ให้ลดน้อยถอยลงเลย แล้วผมก็หลับไปในคืนนั้นด้วยน้ำตา

สัปดาห์ที่จ๋ารอคอยก็มาถึง ผมยังคงเศร้าอยู่แม้จะไม่ร้องไห้แล้วก็ตาม พอวันงานงวดเข้ามาผมก็ต้องวิ่งงานช่วยจ๋า ความจริงเอโทรมาหาเป็นร้อยครั้งแต่ผมไม่ได้รับสาย ข้อความก็ส่งมา

"ได้ โปรด อย่าทิ้งเค้าเลย"

"ที่รักฟังเค้าบ้าง"

"ยกโทษให้เค้าได้ ไหม"

"เค้ารักตัวเองนะ"

"ขอร้องเถอะที่รัก อย่าทิ้งเค้าเลย"

ประโยค วนเวียนอยู่แบบนี้ ผมทำใจลำบากเหลือเกิน ทุกครั้งที่เปิดอ่านคือทุกครั้งที่มีหยดน้ำตา คือแผลในใจที่ไม่เคยจะหาย ตอนแรกว่าจะไม่ส่งกลับไปแล้ว แต่ผมก็อดไม่ได้ ทำใจให้ห่างเหินไม่ได้

"ยัง รักเหมือนเดิม ยังห่วงเหมือนเดิม ไม่ได้ทิ้งไปไหน ไม่เคยหมดรัก"

ไม่ รู้ว่าผมทำถูกหรือทำผิด แต่ความในใจมันเป็นแบบนั้น  ผมรู้ว่ามันไม่ดี ถ้าเราจะตัดอะไรสักอย่างต้องตัดใจตัดมันให้ขาด แต่ความรักนี้มันตัดยังไงหรือ เอาอะไรตัดมันถึงจะขาด ผมไม่อยากทำให้เอเสียคนมากไปกว่านี้เพราะผม น้องผู้หญิงคนนั้นอีก เธอจะเสียใจมากมายแค่ไหน นี่วงจรกรรมมันดึงผมให้บาปหนัหนาลงกว่าเดิมอีก

วัน งานมาถึงแล้ว ตอนเช้ามีพิธีรดน้ำสังข์ที่บ้าน ผมก็ตื่นไปแต่เช้าพร้อมแม่ พลเองก็มากับที่บ้าน เพื่อนๆครบหน้า ดูสายตาของทุกคนเป็นห่วงเป็นใยผมนักมีแต่มากอดบ่าไม่พูดเรื่องที่เกิดขึ้น จ๋าเองดูมีความสุขมาก ผมยินดีกับจ๋า แต่เห็นมันมีความสุขขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะย้อนคิดกลับมาหาตัวเอง ภวังค์แห่งความมืดก็ปกคลุมเข้ามาในใจอีก ต้องหลบมุมไม่ให้ใครเห็นหยาดน้ำตา พอเย็นก็มีงานเลี้ยงที่โรงแรมแถวรัชดาฯ โรงแรมที่มีโคมไฟระย้าสวยจับใจ พลอาสามารับผมกับแม่

"นี่แก จะใส่ดำไปเหรอ งานแต่งนะแกเดี๋ยวนังจ๋ามันก็วีนเอา"

พลพูดขึ้นผมถึงกับสะดุ้ง ไม่ได้คิดอะไรเหม่อลอยไป ต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบตัวใหม่ออกมาก็ยังดำเทาอยู่ดี

"มาๆ ฉันเลือกให้"

พลต้อง คอยจัดการให้ มันเลือกเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้เล็กๆสีโอรสออกมาจากตู้

"ลอง ตัวนี้ซิ"

ผมหยิบมาใส่โดยไม่ได้สนใจ

"อืมค่อยเข้าท่าหน่อย"

มัน เอาแจ็กเก็ตให้สวมทับอีกตัว แล้วพลก็ทำผมให้ผมนั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิตไร้จิตใจ เราออกจากบ้านตอนสี่โมงกว่าๆ เพราะต้องรีบไปช่วยจ๋าดูแลแขก แม่เข้าไปในงานคุยกับม้ากับป๊าของจ๋าเพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ส่วนผมกับพลก็ไปดูจ๋าที่แต่งตัวอยู่

"โย ขอบใจนะสำหรับทุกอย่าง แกด้วยพล"

"แหมแก เป็นเพื่อนกันนี่ แทนคำขอบใจขอยืมพี่ป้อมสักคืนสิยะ"

"อีบ้า ฝันไปเถอะย่ะ"

"อ้าว แก เจ้าสาวเขาไม่ให้ด่าใครนะแกไม่รู้เหรอ"

"แหมแต่จะมาฉกเจ้าบ่าวนี่ ขอตบสักทีเถอะ"

จ๋ากับพลกัดกันตามปกติของมัน เสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยสุขของเพื่อนๆกรีดลึดลงไปในใจ

"โย ทำไมทำหน้าแบบนั้นแก มานี่มา"

จ๋ากวักมือเรียกผมเข้าไปใกล้ๆมัน จ๋าดึงตัวผมไปกอด

"แก ฉันรู้ ฉันรู้ทุกอย่างฉันเข้าใจ รู้ไว้นะโย ฉันรักแกมาก แกคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน แต่วันนี้ขอนะอย่าให้ฉันต้องร้องไห้เดี๋ยวช่างแต่งหน้ามาด่าเอา"

จ๋า กระซิบข้างหูผมกระตุกในใจ อยากจะร้องไห้ออกมาแต่ก็ระงับไว้

"อ้าว แล้วฉันล่ะยะหล่อน ไม่ได้เป็นเพื่อนที่สุดของแกบ้างเหรอ"

พลเสียงสูง ขึ้น

"หล่อนก็ที่สุดจ๊ะ เป็นเพื่อนที่กัดได้มันที่สุดไง นังพล"

"อ้าว นังนี่ ตบเจ้าสาวสักทีจะเป็นไรมั้ยเนี่ย"

ผมหัวเราะออกมา แม้จะไม่มากแต่เป็นเสียงหัวเราะที่หายไปนานแสนนาน นั่นสินะ ความจริงแล้ว ความเจ็บปวดมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร มันยังีข้อดีอยู่ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเรายังมีชีวิต ยังมีลมหายใจอยู่ จริงไหม

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 56

พลขับรถลัดเลาะหาที่พักค้างแรมในตัวเมืองพิษณุโลก เราได้ที่พักแถวระแวกมหาวิทยาลัยนเรศวร พอเข้าที่พักผมก็นั่งนิ่งไม่ยอมนอน แม้จะพยายามข่มตาให้หลับยังไงก็ไม่มีวี่แวว ตาแข็งค้างสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นผ่านเข้ามาในมโนจิตอยู่ตลอดเวลา


"แก มาคุยกันหน่อยสิ"

พลเดินเข้ามายืนอยู่ข้างหน้า ผมยังคงสะอื้นกระซิกๆอยู่ มันเดินออกไปข้างนอกห้อง ผมเดินตามออกไป พลนั่งลงตรงม้านั่งหน้าที่พัก ผมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

"ฉันเข้าใจแกนะโย ว่าแกเสียใจมาก แต่อยากให้แกทำใจหน่อยนะ จะเศร้าจะเสียใจไปมีแต่บั่นทอนตัวเอง เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้วแก ฉันไม่เคยเห็นแกเป็นแบบนี้ ฉันรู้ว่าแกรักเอมันมาก มากเสียจนแกยอมทำร้ายตัวเอง พอเถอะโย เจ็บมามากแล้ว กลับมาเป็นเหมือนเดิมเถอะ"

พลร้องไห้ออกมามันคงอัดอั้นตันใจ

"ฉันไม่รู้จะทำยังไง..... แก....... ฉันก็เสียใจ...... ฉันทำ......ใจ......ไม่ได้"

"ฉันรู้แก มันยาก แต่อย่างน้อย ถ้าไม่ทำเพื่อตัวเอง ก็ทำเพื่อแม่สิ สงสารแม่บ้าง แม่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่เวลาแกทุกข์ดูแม่จะทุกข์มากกว่าแกอีกนะ แกทนเห็นแม่ร้องไห้เพราะแกได้เหรอโย"

พอได้ฟังทั้งที่รู้อยู่ดีแก่ใจ ผมก็สะอื้นออกมา แม่....... แม่ต้องเสียใจทนทุกข์มามากเท่าไหร่เพราะผม ไม่ว่าผมจะเป็นอะไรจะทำอะไร แม่ไม่เคยว่า แต่ผลของสิ่งที่ทำมันทำร้ายแม่ ไม่ใช่ทำร้ายแค่ผมคนเดียว พลกอดผมไว้

"ฉันเข้าใจแก ฉันเข้าใจ ทำใจเสียเถอะ"

"ฉันจะทำยังไงดีแก ฉันรักเอมันมากเหลือเกิน.............. รักมากเหลือเกิน"

"ฉันรู้แก ฉันรู้ รักกันก็ดีกว่าเกลียดกัน สิ่งที่ดีๆมันก็มี เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นกำลังใจสิ อย่าจมกับมันแบบนี้"

สิ่งที่พลพูดมันเป็นจริงทุกประการ ผมรับรู้ผมเข้าใจ แต่ผมพยายามแล้ว บอกไปแล้วให้ทำใจให้ดีขึ้นมันอาจจะพอเป็นไปได้ แต่ให้ตัดใจให้ทำใจไม่ให้รักมัน ผมทำไม่ได้

"มันมีคนอื่น มันทำร้ายน้ำใจแก ฉันรู้........ ว่าถ้าพูดแกจะเจ็บ แต่ทนเอาหน่อยนะโย นี่คือความจริง สันดานผู้ชายมันไม่เคยพอหรอก เอานั่นเอานี่มาอ้าง แต่ถ้ามันมั่นคงจริง ถ้ามันรักเราจริง มันต้องหนักแน่นสิ จะด้วยอะไรก็ตามที่ทำให้มันเปลี่ยนใจ มันไม่เข้าท่าถ้าจะบอกว่า เมา...... ไม่ได้ตั้งใจ แกทำใจ"

"อย่า.....บอกให้ฉันเลิกรักมัน อย่าขอให้ฉันตัดใจจากมัน พล....แม้ฉันจะไม่เห็นหน้ามันแล้ว แม้ใครจะพยายามแยกเราจากกัน แต่...... ฉันไม่มีทางจะเลิกรักมัน ขออะไรก็ได้ฉันจะพยายามทำ แต่อย่าขอให้เลิกรักมัน"

ผมสะอื้นหนัก ร้องไห้ออกมา พลกอดผมไว้แน่น มันก็ร้องไห้ ปวดใจเหลือเกิน คนที่เขาหมดใจจากกัน ขาดเยื่อใยจากกันโดยที่อีกฝ่ายยังคงมั่นคง มันเจ็บเหลือเกิน

"ฉันไม่ได้ขอให้แกเลิกรักมันโย แต่ขอให้แกทำใจ ทำใจสักหน่อย ตอนนี้แกเสียใจจนฉันกลัว แกไม่เคยเป็นแบบนี้ แกไม่เคยเป็นคนแบบนี้"

พลคร่ำครวญ เสียงร้องไห้ของเราระงมกันอยู่หน้าที่พัก ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะสงบลงได้ เราเข้านอนเกือบเที่ยงคืน ตอนแรกผมก็นอนไม่หลับแต่คงด้วยความที่เพลียเหนื่อยมาทั้งวัน ผมจึงเผลอหลับไป

ตื่นมาตอนเกือบเก้าโมง ดูเหมือนทุกคนจะตื่นหมดแล้ว ผมเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว เราไปหาอะไรกินกันก่อนเดินทางแถวๆที่พัก ผมก็ยังกินไม่ได้มากอยู่ดี พอตื่นมีสติขึ้นมา ผมก็คิดถึงเอ คิดถึงมันเหลือเกิน ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง จะกินข้าวหรือยัง ใครจะคอยดูแล.....เรื่องนี้คงไม่ต้องห่วงหรอก คงมีคนดูแลเอแล้ว คนอื่น!! ที่เขาเองก็คงรักเอ คงคอยดูอยู่ผมสิที่จะต้องดูแลตัวเอง ดูแลใจที่บอบช้ำของตัวเอง ไม่ให้มันช้ำในตายไปเสียก่อน เราออกจากที่พักสิบโมงกว่า ผมนั่งที่เดิมข้างบ๊อบเพราะสภาพผมคงเป็นบ้าขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้

"แก พาแวะไหว้พระหน่อยได้ไหม"

ผมพูดออกไปเสียงเบา พลไม่ได้ยินแต่บ๊อบได้ยิน

"พี่พล แวะไหว้พระหน่อยได้ไหมครับ"

"ได้ งั้นเราแวะไหว้พระพุทธชินราชก็แล้วกัน"

พลไม่ได้สงสัยว่าทำไมบ๊อบมันถึงอยากไหว้พระ ทั้งที่มันเป็นคริสต์ แต่พลมองผ่านกระจกมองหลังมองผมอย่างเข้าใจ ผมไม่ร้องไห้แล้ว เพียงแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ พายุแห่งรักที่ซัดกระแทกใจดูเหมือนกำลังจะสงบ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความบอบช้ำ ผมกำลังทำใจให้ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องราวมันจะเลวร้ายมากเพียงใดผมจะต้องประคองร่างกายนี้ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ แม้ว่าหัวใจมันพังทลายแหลกสลายย่อยยับไปหมดแล้วก็ตาม พลแวะไหว้พระพุทธชินราชตามที่บอก ผู้คนที่มากราบไหว้ขอพรแน่นขนัดไปทั้งวัด กว่าจะฝ่าฝูงชนเข้าไปในอุโบสถได้ก็เหงื่อตก ผู้คนที่มาขอพรเขาคงจะมีจุดประสงค์ต่างๆกัน ผมเองที่อยากกราบพระพุทธชินราชวันนี้ในใจก็มีจุดประสงค์ ด้วยหวังว่าบารมีขององค์พระพุทธชินราชจะคุ้มครองให้ผม ให้เอผ่านห้วงแห่งทุกข์นี้ แม้ว่าอนาคตมันจะเป็นไปยังไงก็ตาม ผมไม่ได้สนใจแล้ว ผมสนใจแค่อยากให้เอมีความสุข ให้แม่มีความสุข ส่วนผมคงเจอวิบากกรรมตั้งแต่ครั้งชาติปางก่อน ผมไม่เป็นไร ผมทนได้ ผมคงไม่ขอพรให้ตัวเองเป็นสุข แค่รู้ว่าต้องสูญเสียลมหายใจอุ่นนั้น อ้อมกอดที่ผมซุกกายนอนในคืนอันอบอุ่นนั้น แผลเป็นที่คิ้วซ้ายนั้นไปให้คนอื่น ไม่ใช่ผมอีกต่อไป ผมก็คงหาสุขใดไม่ได้อีกแล้ว แต่อย่างน้อยผมก็จะหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดด้วยความรักที่ผมมีให้มัน อย่างไม่เคยเสื่อมคลาย

นโม ตัสสะภะควะโต อะระโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นโม ตัสสะภะควะโต อะระโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นโม ตัสสะภะควะโต อะระโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อิเมหิ นานาสักกาเรหิ อะภิปูชิเตหิ ทีฆายุโก โหมิ อะโรโค สุขิโต สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง ปิยัง มะมะ ปะสิทธิ ลาโภ ชะโย โหตุ สัพพะทา พุทธะชินะราชา อภิปาเลตุ มัง นะโมพุทธายะฯ

ด้วยฤทธิ์พุทธานุภาพ บารมีของพระพุทธชินราชเจ้า ลูกช้างกราบขอพร ด้วยบุญบารมีที่ลูกช้างสร้างสมมาเพียงน้อยนิด ขอให้พระพุทธชินราชช่วยดลบันดาลให้มารดา แลคนที่ลูกช้างรักจงพ้นจากห้วงแห่งทุกข์ ประสบแต่สุขกายแลใจ กรรมใดเคยก่อลูกช้างขอรับมาชดใช้ แต่เพียงผู้เดียว อย่าให้ทุกข์ได้แผ้วพานบุคคลที่เป็นที่รักด้วยเถิด สาธุ

ผมก้มลงกราบ พลันน้ำตาก็ร่วงไหลอาบแก้ม นี่มันเกิดอะไรขึ้น นี่ผมปล่อยให้ทุกอย่างล่วงเลยมาไกลถึงเพียงนี้เชียวหรือ ผมพร่ำเพ้ออยู่คำๆเดียว คำพูดเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาแต่ผมทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากมานั่งร้องไห้ต่อหน้าพระอย่างนี้ บาปหนาเสียเหลือเกิน พลเข้ามาช้อนปีกให้ลุกขึ้นเพราะคงเห็นแล้วว่าผมไม่มีสติที่จะกราบพระได้ดังใจหวัง บอมช่วยพยุงอีกข้างเราออกจากอุโบสถอย่างทุกลักทุเล ขาจะกลับผมยังร้องขอให้พลพาไปทำสังฑทาน เพราะด้วยคิดว่าผลบุญอาจจะนำพาให้ทางสว่างแก่ผมก็ได้ พลเองก็ไม่ขัดส่วนเด็กสองคนได้แต่มอง เพราะคงไม่เคยทำและในสภาพแบบนี้

"ทุกข์ใจอยู่หรือโยม หน้าตาไม่สู้ดีเลย"

เสียงหลวงพ่อถามตอนกำลังจะกรวดน้ำ ผมเม้มปาก

"ครับหลวงพ่อ มีเรื่องนิดหน่อยน่ะครับ"

พลตอบแทน แต่สายตาหลวงพ่อมองมาที่ผม

"เกิดเป็นมนุษย์ มีทุกข์ มีห่วงกรรมติดตัวมาทุกคนนั่นล่ะโยม ทุกข์ก็อย่าจนต่อปัญญา ระลึกไว้ว่าในห้วงทุกข์นั้นย่อมมีสุขผสมปนเปอยู่เสมอนั่นล่ะ"

เรายกมือขึ้นพนม ผมก้มลงต่ำมองพื้นเสื่อที่ปูรองนั่ง ไม่กล้าสบหน้าหลวงพ่อ ผมกลัวว่าผมจะร้องไห้ออกมาอีก

"ทุกข์เพราะเหตุว่ารักเขามาก จิตคิดไปว่าเขาเป็นของของเรา เป็นของรักของเรา การที่มนุษย์เสียของรักย่อมทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้เป็นของเรา แม้แต่ร่างกายที่เราครองอยู่ มีเพียงอย่างเดียวที่เป็นของเรา คือ จิต ดึงมันออกมานะโยม ดึงจิตออกมาเพ่งมองดูว่าเราเป็นทุกข์เพราะเหตุใด เราจะระงับทุกข์นั้นด้วยเหตุใด พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสรู้ด้วยธรรมข้อนี้ คือ อริยสัจสี่ เอาล่ะโยม ทำใจให้สบาย ปล่อยวาง อย่ายึดมั่นถือมั่นมากเพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ เดี๋ยวโยมเตรียมกรวดน้ำนะ"

" ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ โชติระโส ยะถา"

หยาดน้ำที่ไหลลงไปที่ฐานรองรวมไปกับน้ำตา แม้จะฟังพระเทศน์อยู่แต่น้ำตาเจ้ากรรมก็ไม่หยุดไหล ช่างเป็นสิ่งสัจจริงเสียเหลือเกิน คิดว่าเขาเป็นของรักของตน เขารักเรา เขาเป็นของเรา เอามายึดเอามาผูกไว้กับใจ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ผมอยากให้คำสอนของพระอยู่ในใจเสมอ คอยเตือนตัวเองให้มีจิตที่นิ่งไม่ไหวเอน แต่ผมทำได้ยากเสียเหลือเกิน แม้ตอนนี้จะใจชื้นขึ้นมาบ้างจากการฟังเทศน์ แต่คราใดที่ผมนิ่งอยู่กับที่ครานั้นใบหน้าของเอก็ผุดขึ้นมา วันเวลาเก่าๆก็ฉายออกมา

อันธรรมอันประเสริฐใดจะช่วยนำทางใจที่เศร้าหมองนี้ได้ จิตใจที่มีแต่กิเลสหนาปกคลุม ถ้าผมไม่คิดที่จะทำตาม ธรรมนั้นก็เปรียบดังสาดน้ำใส่ก้อนหิน ไม่ได้รู้สึกร้อนหนาวไปกับน้ำที่สาดนั้นเลย เก็บงำเอาความทุกข์หมักหมมรอเวลาระเบิดออกมาเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 55

บ๊อบจับตัวผมดันเข้าไปในรถเบาะหลังกับมัน บอมขึ้นไปนั่งรอพลตรงที่ผมเคยนั่ง ผมยังร้องไห้อยู่ แต่ไม่โวยวายฟูมฟาย แค่สะอื้นเอามือปิดหน้าอยู่ ด้วยบารมีแห่งแม่แผ่มาปกคลุมคุ้มหัวผมไว้ ผมคิดถึงหน้าแม่ ผมจึงระงับความเสียใจไว้ แม่จ๋า ลูกจะทำยังไงดี สงสารเอจับใจ อยากกอดปลอบโยนมันอยู่อย่างนั้น แต่เสียงของเด็กผู้หญิงคนนั้น แยกเราให้จากกัน ถ้าไม่ได้ยนเสียงนั้น ผมจะไม่ยอมปล่อยมือจากเอเลย ไม่ว่าพลจะห้ามยังไงก็ตาม แต่ด้วยเสียงนั้นทำให้ผมลังเล ถูกดึงตัวมาที่รถแล้วแต่ยังมึนงงอยู่ว่าควรจะอยู่หรือจะไปเสียให้ไกล ระยะเวลาแห่งความเสียใจมันยืดยาวนานเสียเหลือเกิน ความทุกข์ที่หมักหมมไว้ในใจไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย ผมสับสนเหลือเกิน พลกลับมาที่รถแล้วรีบขับออกไปทันที ผมไม่ได้หันไปมองเอแล้ว สถานที่ที่เราเกาะกุมกันเมื่อครู่หายวับไปกับตา บ๊อบกอดผมไว้ ผมนั่งนิ่งร้องไห้อยู่ ผมหันหลังกลับไปมอง ใจหาย เอ จะเป็นยังไงบ้างตอนนี้ แค่นี้เองผมก็สะอื้นออกมา ผมเอามือกุมหน้าตัวเองค้อมตัวลงเกือบติดกับเข่า บ๊อบลูบหลัง

"ทำใจดีๆนะแก"

พลสะอื้นหันมาปลอบ ทำใจดีๆ ทำยังไงพล ในเมื่อตอนนี้คำว่าใจที่ดี ใจที่เข้มแข็งมันพังทลายเป็นรูโหว่หมดแล้ว บอกฉันทีให้ฉันทำยังไง

"อี นั่นมันเป็นใครบอม"

พลหันไปถามบอมเสียงแข็ง

"เอ่อ เห็นไอ้เอบอกว่าเป็นเด็กข้างบ้าน มันชอบมาวุ่นวายกับมัน แต่เอมันไม่ได้ยุ่งด้วยนะพี่"

"แน่ใจเหรอว่าไม่ได้ยุ่ง ไม่ยุ่งแล้วมันแสดงความเป็นเจ้าของออกหน้าออกตาอย่างนี้เลยเหรอ บอกมานะบอม เธอไม่ต้องปกป้องเอแล้ว"

"ใช่ ไอ้เชี่ย มึงอยู่คุยอะไรกัน ไม่มีอะไรกันแล้วทำไมอีนั่น มาร้องกรี๊ดๆอยู่"

บ๊อบเสริมกดดันให้บอ มจนต่อคำพูด

"มันบอกวันนั้นมันเมาพี่ แต่มันไม่ได้ทำอะไรกัน เพราะเอมันบอกว่าลุงใหญ่มาตามกลับพอดี"

บอมพูดเสียงอ้อมแอ้ม

"เมา!!!! แก้ตัว มันเมาแล้วมันรู้ได้ไงว่าไม่มีอะไรกัน หา!!!!"

พลตวาดเสียง ดังลั่น

"พี่............มันบอกว่าถึงมันเมา แต่มันก็รู้สึกตัว มันยังไม่ได้มีอะไรกัน"

"มักง่าย ตอแหล ยังไม่ได้มีอะไรกัน หมายถึงอะไร หา ยังไม่ได้มีอะไรกันลึกซึ้ง หรือยังไม่ได้มีอะไรกันรอบสอง"

"พี่....."

"พอ แล้ว พอแล้ว"

ผมสะอื้นขอร้อง เจ็บปวดเหลือเกิน ยิ่งได้ยินยิ่งเจ็บเข้าไปในใจ คำพูดทุกคำเหมือนมีดที่คอยเชือดเฉือนหัใจให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผมไม่อยากรู้ว่าเอมันจะมีอะไรกันหรือไม่ ไม่อยากรับฟัง ทรมานใจ เห็นแค่นี้ผมก็เหมือนโดนไฟเผาทั้งเป็นอยู่แล้ว อย่าให้ผมต้องรับรู้เลยว่ามีอะไรกันไปถึงขั้นไหน

"เรายังมีเรื่อง ต้องคุยกันนะบอม เอาไว้ถึงกรุงเทพฯก่อน"

พลขู่ทั้งเสียงสะอื้น บ๊อบกอดผมไว้ไม่ยอมปล่อยลูบหลังผม หัวใจผมมันไม่มีที่ว่างที่จะรับความอบอุนหรือความหวังดีใจใคร มันไม่มีที่เหลือแล้ว มันมืดมิดบุบสลาย ผมสะอื้นหนักใจจะขาด ทำไมนะเอ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเอต้องพึ่งอบายมุขเหล่านี้ เคยบอกแล้ว เคยเตือนแล้ว นี่ไม่เคยฟังกันเลยใช่ไหม ที่ฉันเคยพูดไปมันเป็นเพียงแค่ลมปากหรอกหรือ มันไม่มีค่าไม่คู่ควรให้เธอได้จดจำหรอกหรือ อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยในชีวิตมัน ทุกอย่างที่ผมทำลงไปมันจึงไร้ซึ่งความหมาย ผมมันเป็นแค่ตุ๊ดคนหนึ่งที่มันเคยพูด เป็นแค่ตุ๊ด สอนหนังสือ โอย พอคิดยิ่งใจสลายจะขาดสิ้นเสียตรงนี้ ผมสะอื้นจนหายใจติดขัด บ๊อบตกใจมันดึงตัวผมขึ้นมา น้ำตามันไหลเปียกคอเสื้อ

"บอม เอายาในกระเป๋าให้พี่โยที"

พลร้องเสียงหลงบอกบอม บ๊อบกอดผมร้องไห้ออกมาอีกทั้งที่มันสงบลงแล้ว ผมไม่ได้ทำร้ายตัวเอง แต่ด้วยความที่สะอื้นถี่เกินไปเหมือนผมหายใจไม่ทัน เหมือนจะสิ้นลมหายใจ บ๊อบรับยามาจากบอมแล้วยัดมันเข้าในปากผม มันยกขวดน้ำแล้วให้ผมกลืนยาลงไป ร่างกายผมมันไม่มีแรงที่จะปฏิเสธอะไรจากใครแล้ว ผมกลือนเม็ดยาลงไปในคอ

"ฉัน ขอโทษนะแก ฉันขอโทษ ไม่น่าพาแกมาเลย"

พลร้องไห้ฟูมฟายอยู่ มันจอดรถข้างทางแล้วหยุดหันมาดูผม ผมสะอื้นหนักออกมาจากใจ เสียใจเหลือเกิน เสียใจจนไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่รู้จะพูดอะไรดี เอของผม จะเป็นยังไงบ้าง จะอยู่ยังไง จะเจ็บช้ำใจเพียงไหน เอ ฉันเสียใจเหลือเกิน ทำไมเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเราไม่รู้จักหยุดหย่อน ทำไมความรักของเรามันมีอุปสรรคขวางกั้นมากมายเหลือเกิน เป็นกรรมแต่ชาติปางไหน เอ คิดถึงเหลือเกิน ใจจะขาดแล้ว ผมสะอื้นเบาบางลง รู้สึกง่วงนอนจนตาจะปิด ในที่สุดผมก็หลับไปด้วยความเหนื่อยล้า ด้วยฤทธิ์ยา

..................................................


เคยไหมเคยกลัวอะไรสักอย่าง บางทีไม่มีเหตุผลว่าทำไมถึงกลัว แต่กลัว เคยผ่าตัดไหมตรงไหนก็ได้ของร่างกาย แต่หมอไม่ได้วางยา กรีดมีดลงไป ถ้าบอกว่าเจ็บเขาจะรู้ไหมว่ามันหมายถึงอะไร ถ้าบอกว่าปวดเขาจะรับรู้ไหมว่าเรารู้สึกยังไง ผมเองก็รู้สึกแบบนั้นอยู่ เจ็บ ปวดเหลือเกิน แล้วใครรับรู้ไหมว่าผม เจ็บ ปวดสักเพียงใด

..................................................


ผมงัวเงียตื่นขึ้นมา รู้สึกตัวว่านอนหนุนตักบ๊อบอยู่ ผมพยายามดันตัวจะลุกขึ้น


"ตื่นแล้วเหรอครับพี่"


เสียงของบ๊อบที่พยายามทำให้มันแจ่มใส มันยิ้มให้ผม ผมเม้มปากไม่พูดอะไร


"เป็นไงบ้างแก ตื่นแล้วเหรอ"


เสียงพลที่เอี้ยวตัวมาถาม บอมก็หันมาด้วย ผมดันตัวลุกขึ้นไม่พูดอะไร นี่เราถึงไหนแล้วนะข้างนอกรถมืดแล้ว ไม่มีแสงใดระหว่างทางมีเพียงแสงจากเสาไฟฟ้าเป็นระยะ อย่างน้อยก็พอมีแสงไฟที่ส่องนำทางไป คิดวกมาถึงตัวเอง ทำไมในใจมันมืดมิด ไม่มีแสงใดผมมองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด ผมมองออกนอกกระจกรถ วินาทีแรกที่เรียกสติที่ไม่สมประกอบกลับคืนมา ผมคิดถึงเอ แค่คิดถึงน้ำตาก็ซึมออกหางตา ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ปวดแปลบไปทั้งร่าง


"แกหิวไหม แวะกินอะไรกันหน่อยนะ"


ผมได้แต่พยักหน้าตอบรับ ได้ยินที่เพื่อนพูดแต่ไม่ได้คิดตาม ใจผมมันไม่ได้อยู่ที่นี่ เป็นห่วงเอ มันจะเป็นยังไงบ้างนะ จะกลับไปกินเหล้าเมาไม่ได้สติเหมือนเดิมหรือเปล่า จะกินเหล้าแล้วปล่อยให้ใครคนอื่นเข้ามาในชีวิตอีกหรือเปล่า คนที่ทำให้รักของเราเป็นรอยด่าง ทำให้ใจที่เหมือนแก้วที่คอยประคบประหงมมาให้มันร้าว เอ ทำไมนะ ทำไมทำแบบนี้ นี่ฉันรักเธอน้อยไปหรือ นี่ฉันทำผิดอะไรหรือ


"พี่ พอเถอะครับ ร้องไห้ตาบวมหมดแล้ว"


บ๊อบดึงผมเข้าไปกอดแล้วลูบบ่าผมเบาๆ  ผมพยายามไม่สะอื้นออกมา ไม่มีแรงแล้ว น้ำตาไหลเจ็บปวดแต่ก็ขอให้มันไหลออกมาให้หมดเถิด ไหลออกมาให้พอแต่อย่าให้คนอื่นต้องเจ็บช้ำน้ำใจเพราะน้ำตาของผมเลย พลเลี้ยวรถเข้าร้านอาหารข้างทาง ผมถูกลากลงจากรถ เรานั่งกินข้าวอยู่สักพักจึงไปต่อ ผมแทบจะไม่แตะต้องอะไรเลย ทั้งที่โดนเพื่อนและน้องๆบังคับต่างๆนานา กลืนอาหารลงไปโดยไม่รู้รส ความเจ็บปวดมันจุกเอ่อล้นจะทะลักออกมา


"เราไปค้างคืนที่พิษณุโลกดีกว่านะ ดึกแล้ว"


พลบอกทุกคนก็เอออตามไปด้วย ส่วนผมพาไปไหนก็พาไปเถอะ ไม่รับรู้แล้วว่าอยู่ตรงส่วนไหนของโลกใบนี้ พอขึ้นมาบนรถบอมก็อาสาเปิดเพลงเพราะเห็นว่าเงียบเกินไป


"When I first saw you I already knew

There was something inside of you
Something I thought that I would never find
Angel of Mine

I look at you looking at me

Now I know why they say the best things are free
Gonna love you boy you are so fine
Angel of Mine"

ทันทีที่เสียงเพลงดังออกมา เพลงที่ผมเคยได้ยินจากคนที่ผมรัก คืนที่ผมมีความสุขที่สุดกังมากระทบโสตประสาท ผมสะอื้นออกมาทันที ทั้งที่พยายามกักเก็บมันไว้ เอ เออยู่ไหน


"ปิดเดี๋ยวนี้บอม เปิดทำไม" พลตวาดเสียงดัง


"ไอ้เชี่ย ควายนะมึง" บอมก็สัมทับ


"อ้าวกูจะรู้ไหมเนี่ย ขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ"


ไม่หรอกบอม เราไม่ผิดหรอก พี่ผิดเองที่ช่างจดช่างจำเอง จำทุกอย่างเกี่ยวกับเอ แต่ถ้าจะให้ลืมเอ ให้ลืมให้ลบความทรงจำที่มีต่อมันมีวิธีเดียวคือเอาชีวิตนี้ไปเสีย ให้มันตายแตกดับไปพร้อมกับความทรงจำ ผมสะอื้นหนักกว่าเดิม บ๊อบกอดไว้ ผมเห็นใจทุกคนคงไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพที่อึกอัดเช่นนี้ แต่ผมบังคับตัวเองไม่ได้ ภาพความทรงจำคืนนั้น วิธีมอบแหวนของมันให้ผม ซึ่งตอนนี้ก็สวมอยู่นิ้วนางข้างซ้าย มันยังแจ่มชัดเหลือเกิน ผมจะลืมได้อย่างไร แหวนที่ผมเองเตรียมมามันยังอยู่ในกล่องกำมะหยี่ อยู่ที่เดิมในกระเป๋า วาดหวังว่าจะยื่นให้มันแล้วคว้ามันมากอดจูบให้สาแก่ที่ใจคิดถึง แล้วนี่อะไร แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา


ฉันเริ่มรักเธอตั้งแต่ตอนไหนนะ คืนนั้นคืนที่ฉันประชดเธอแล้วปล่อยให้ทุกอย่างมันล่วงเลยมาไกลถึงเพียงนี้ หรือมันเริ่มจากตรงไหน ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มรักตอนไหน แต่รู้ไว้นะว่าตอนนี้รักเธอหมดใจแล้ว ไม่ว่าเธอจะมีใคร จะมีคนอื่น แต่รักแล้วฉันหยุดรักเธอไม่ได้เลย ไม่เคยคิดว่าจะหยุดรักเธอเลย ทุกลมหายใจมันคือเธอ


ยังจำได้ไหมเอ คืนที่เรานับถอยหลังคืนสิ้นปีด้วยกัน จำแสงไฟที่เหมือนสวรรค์ของเราเหล่านั้นได้ไหม ยังจำได้ไหมว่าเรากอดกันนอนข้ามคืน ความอุ่นจากกายแผ่เข้าไปถึงใจ ยังจำได้ไหมเอ คืนนั้นที่เกาะเสม็ดที่เราอาบน้ำด้วยกัน ยังจำเรือนร่างฉันได้ไหม ร่างกายและหัวใจที่มอบให้เธอคนเดียว เธอยังจำได้ไหมว่าเธอพูดกับฉันว่าอะไร คำว่ารัก ไม่เคยเบื่อที่จะฟังกินใจทุกครั้งที่ได้ยิน เธอจำมันได้บ้างไหมเอ ยังจำฉันคนนี้ได้บ้างไหม จำได้ไหมว่าเรารักกันมากแค่ไหน หรือเธอลืมมันไปหมดแล้ว เอ เธอจำมันได้บ้างไหม

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 54

เคยอยู่ในห้องมืดไหม ห้องที่รู้สึกว่ามันแคบแต่พยายามคลำหาผนังกลับกว้างใหญ่วิ่งยังไงก็ไม่ถึง ฝั่งฝา ห้องมืดที่ความหนาวเหน็บแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย หนาวจนปวดเข้าถึงกระดูก ยิ่งพยายามดิ้นรนหาทางออก ยิ่งพยายามคลำหาแสงสว่าง ยิ่งเจอแต่คมของแก้วหรือหนามคอยทิ่มตำให้ปวดร้าว ผมกำลังอยู่ในห้องนั้น คราใดที่หลับตาก็ช้ำใจ คราใดที่สูดลมหายใจก็ร้าวไปถึงทรวง ความเจ็บช้ำครั้งนี้จะมียาขนานใดเยียวยาได้ ผมพยายามรวบรวมสติที่มีอยู่น้อยนิดคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น คิดย้อนกลับไปภาพเด็กผู้หญิงคนนั้น คนที่เพิ่งเจอหน้ากันไม่ถึงนาที ทำไมใบหน้านั้นถึงคอยหลอกหลอนเรียกน้ำตาให้หลั่งไหลออกมาได้ไม่หยุดหย่อน สายตาที่เธอมองผมเหมือนเกลียดเข้าไส้เมื่อได้ยินคำที่เอ บอกว่า "เมียกู" คิดมาถึงตอนนี้ใจก็สั่นไหว นี่สินะความเป็นจริง นี่สินะสิ่งที่มันควรจะเป็นไปตามธรรมชาติ ผมมีอะไรให้เอนอกจากความรัก รักมันกินไม่ได้ มันเชิดหน้าชูตาให้เอไม่ได้ เพราะผมเป็นผู้ชาย เพราะผมเป็นเกย์ เป็นคนวิปริต!!!! ผมจะเอาอะไรไปสู้รบปรบมือกับเขา แค่คิดจะสู้ก็แพ้ตั้งแต่คิดแล้ว
 
ผมเคยอกหักจากพี่ตั้ม ครั้งนั้นก็เจ็บปวดเหมือนกันแต่มันไม่ร้าวรานมากมายถึงเพียงนี้ พอเห็นพี่ตั้มกับนัทอยู่ด้วยกันใจผมก็หมดจากพี่ตั้มทันที เสียใจอยู่ไม่นาน ทุกข์ใจอยู่ไม่เท่าไหร่ก็หายดี แต่เอผมยังรักมันอยู่หมดใจ แม้เห็นมันอยู่กับคนอื่น เด็กผู้หญิงคนนั้น ให้ตัดใจจากมันน่ะหรือผมทำไม่ได้ แค่คิดว่าวินาทีถัดไปผมจะไม่มีหัวใจเหลือให้มันแล้ว ผมก็เหมือนจะหมดลมสิ้นใจเสียตรงนี้ แค่คิดว่ามันจะเป็นแค่คนที่ผมเคยรัก ผมก็เหมือนโดนตัดพลังแห่งใจ ผมทำไม่ได้แค่คิดผมก็ไม่ทำ ไม่เคยจะหยุดรักมันเลย มีแต่รัก มีแต่ห่วงใยมีแต่มากขึ้นทุกๆวัน ทุกๆวินาที ผมประคบประหงมใจ คอยเติมพลังให้มันด้วยความหวัง แต่เหมือนผมจะวาดวิมานอากาศเพียงลำพัง และตอนนี้วิมานนั้นได้มลายหายไปแล้ว
 
"แกหักใจบ้างนะ อย่าทำแบบนี้ ฉันไม่สบายใจเลย"
 
เสียงพลที่ยังนั่งอยู่ข้างๆปลอบโยน ผมน้ำตาไหลร้องไห้อยู่ แม้จะเหนื่อยหอบแต่น้ำตาเจ้ากรรมมันก็ไม่ยอมหยุดไหลเสียที ร่างกายอ่อนแรงหัวใจเหนื่อยล้าแต่สมองมันกำลังทำงานอย่างเต็มที่ ภาพต่างๆที่เราเคยทำด้วยกันมา ฉายขึ้นเป็นฉากๆ ใบหน้าของมัน รอยยิ้มของมัน ไรหนวดบางๆนั้น โอย ผมไม่ไหวแล้ว ผมซุกหน้าลงกับมือสะอื้นออกมาอีกครั้ง ถามว่าเจ็บปวดหรือ มันเกินกว่าเจ็บปวด ผมกำลังเสียสติจิดผมหลุดลอยไปแล้ว
 
"โยๆ ตั้งสติหน่อยสิแก อย่าทำแบบนี้ ฉันรู้ว่าเสียใจ ร้องไห้ยังไม่พออีกเหรอ ต้องให้เจ็บกว่านี้เหรอแกถึงจะพอใจ รู้ไว้นะโย ไม่ใช่มีแต่แกคนเดียวที่เสียใจ ฉันเองก็เสียใจ แล้วไหนจะแม่อรอีก จะทำอะไรคิดถึงใจแม่บ้าง แกทุกข์แค่ไหนแม่อรทุกข์กว่าแกเป็นพันเท่า สงสารตัวเอง สงสารแม่บ้างโย แกคนเดิมมันหายไปไหน คนที่เป็นที่พึ่งทางใจให้พวกเรา เอากลับมาได้ไหมแก อย่าทำแบบนี้"
 
พลตวาดผมเสียงดัง เป็นครั้งแรกตั้งแต่คบกันมาที่พลตวาดผม เป็นครั้งแรกที่มันเตือนสติผม ใช่ แม่ แม่คือคนที่ผมควรจะห่วงความรู้สึกมากที่สุดไม่ใช่ตัวเอง นี่ความรักมันทำให้ผมเห็นแก่ตัวขนาดนี้เชียวหรือ ผมทำร้ายจิตใจแม่มานานเท่าไหร่แล้ว ผมทำให้แม่เสียน้ำตามากี่หยดแล้ว ผมเป็นลูกที่ไม่เอาไหนเสียเลย หัวใจตัวเองที่บอบช้ำพร่ำเพ้อพรรณา แต่หัวใจคนที่รักผมที่สุดอย่างแม่ อย่างเพื่อนๆล่ะเป็นอย่างไร ผมคิดย้อนวกกลับมายิ่งสะท้อนใจ
 
"พล ฉันเสียใจ ..... ฉันขอโทษ.....ฉันไม่รู้...ฉัน.....ไม่รู้.........ต้องทำยังไง"
 
ผมโผเข้ากอดพล ร้องไห้ออกมาหลายสิ่งหลายอย่างรวมกัน ทั้งเอ ทั้งแม่ทั้งเพื่อน ตัวผมเองจะเจ็บปวดสักแค่ไหนมันไม่สำคัญแล้ว แต่ตอนนี้ผมพอมีสติจากการตวาดของพล ว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้ ผมไม่ใช่คนตัวเปลี่ยวเดียวดายที่ไม่มีใครรักใครห่วง ผมแค่ถูกความรักบดบังตาให้บอดสนิท มองเห็นแต่สิ่งที่ตาเพ่งมอง ผมสะอื้นหนัก
 
"ไม่เป็นไรแก ฉันไม่อยากเห็นแกเป็นแบบนี้ โย ฉันเข้าใจแกทุกอย่าง ฉันเจ็บเหมือนกันนะแก ยิ่งแกทรมานฉันก็ยิ่งทรมาน พอเถอะแก พอได้แล้ว เจ็บมามากแล้ว"
 
พลสะอื้นไห้กอดผมแน่น ทั้งบ๊อบกับบอมยืนน้ำตาซึมอยู่ เรากอดกันนานจนผมคลายเศร้าลงบ้าง ไม่มีน้ำตาแล้วแต่ก็ยังสะอื้นลมอยู่ ผมมองหน้าทุกคนที่ส่งสายตาเห็นใจสมเพชเวทนามายังผม ทั้งดีใจที่มีคนคอยเฝ้าดูเวลาที่เราลำบาก ทุกข์ใจ ทั้งเสียใจที่ทำให้คนอื่นต้องเสียน้ำตาทนทุกข์ไปด้วย
 
"ฉัน.......ขอโทษนะ"
 
ผมพูดออกไปเสียงแหบแห้งเพราะร้องไห้เยอะเกินความจำเป็น ผมเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาชำระความทุกข์โศกออกไปบ้าง แล้วก็มาชวนพลออกไปกินข้าว เพราะเหลือบดูนาฬิกาเกือบจะบ่ายสามโมงแล้ว ผมคงนอนไปนาน พอได้ล้างหน้าล้างตาก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้างแม้ไม่มากก็ตาม ตาผมแดงช้ำ ใบหน้าดูซีดเซียวกว่าเดิมเยอะ นี่ผมทำอะไรกับตัวเองอยู่นี่ผมทำร้ายตัวเองได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ ผมออกไปข้างนอกทุกคนพร้อมอยู่แล้ว
 
เราตกลงกินข้าวกันในโรงแรม เพราะไม่อยากออกไปไหนตกลงกันว่ากินข้าวเสร็จก็จะกลับเลย เพราะไม่อยู่ต่อแล้ว ไม่มีจุดประสงค์ใดที่จะอยู่ต่อ ผมพยายามกลืนข้าวลงคอ ยังเหม่อลอยอยู่ แต่เวลาใดที่คิดถึงเอ ผมจะรีบคิดถึงหน้าแม่ เพราะอย่างน้อยที่พลพูดก็ตรงใจที่สุด ผมทำร้ายตัวเองได้ไม่มีใครว่า แต่ถ้าทำแล้วไม่ใช่ผมคนเดียวที่เจ็บ คนที่รักผมมากที่สุดในชีวิตที่เจ็บกว่า พอเรากินข้าวเสร็จก็มาเก็บของ ที่จริงไม่ได้เอาอะไรออกจากกระเป๋าเดินทางเลย มันยังคงสภาพเดิมอยู่ พลไปจัดการเรื่องค่าที่พัก ส่วนบ๊อบพาผมไปรอที่รถ บ๊อบประครองผมออกไปนอกโรงแรม ระหว่างทางเดินไปที่จอดรถ บ๊อบชะงักจนผมต้องเงยหน้าขึ้นตาม เพราะมัวแต่มองข้างทางเลื่อนลอยไป
 
"เอ"
 
ผมอุทาน ใจเต้นตึกตัก
 
"ตัวเอง ฟังเค้าหน่อยได้ไหม เค้าขอร้อง"
 
มันร้องไห้ หน้าตาดูไม่ได้เอาเสียเลย เหมือนคนไม่ได้อาบน้ำ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง หน้าตาดูหมองคล้ำมีคราบน้ำตาไหลอาบหน้า กลิ่นเหล้าคลุ้งมาแต่ไกล ผมสั่นทำตัวไม่ถูก
 
"ไอ้เชี่ย มึงถอยไปเลย เดี๋ยวมึงโดนกู"
 
บ๊อบทำท่าจะผละเข้าไปหาเอ ผมดึงแขนไว้ น้ำตาของผมไหลออกมาอีกครั้ง ไม่ได้อยากให้มันไหลออกมาเลย แต่ผมห้ามมันไม่เคยได้
 
"อย่า บ๊อบ พี่ขอคุยกับเอหน่อย"
 
ผมดึงแขนมันเบาๆ บ๊อบถึงหยุดมันลังเลมองอยู่ครู่ใหญ่มันจึงยอมปล่อยมือผม ผมค่อยๆเดินเข้าไปหาเอ มันร้องไห้หนักขึ้นจนหลังงอ สงสารเหลือเกินจับใจ ผมเอามือกุมปากตัวเองไว้ไม่ให้สะอื้นออกมา
 
"เอ"
 
ผมเรียกได้แค่ชื่อมันเพราะถ้าพูดมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะคำแต่ละคำมันอยู่ในใจมันมากมายจนเรียบเรียงไม่ถูกว่าจะเริ่มจากคำไหน ก่อนดี
 
"ตัวเอง เค้าขอโทษ เค้าไม่ได้ตั้งใจ เค้าไม่ได้ตั้งใจ ตัวเอง อย่าทิ้งเค้าน้า เค้าขอโทษ"
 
มันสะอื้นพยายามเอื้อมมือมาคว้าตัวผมแต่ผมยังชะงัก ลังเลใจอยู่ อยากจะเอื้อมมือไปจับ คว้าตัวมันมากอดเหลือเกิน แต่ปมในใจมันก็ดีดแตกขึ้นมา
 
"ตัวเองให้อภัยเค้าได้ไหม เค้ารักตัวเองคนเดียว เค้าขอโทษ"
 
"แล้วน้องเขาล่ะ.......เอ"
 
เสียงผมแหบพร่าจนแทบจะไม่ได้ยิน
 
"เค้าไม่ได้มีอะไรกันน้า ตัวเอง อย่าเข้าใจเค้าผิดน้า เค้าไม่ได้มีอะไรกัน ตัวเองฟังเค้าน้า"
 
"เพราะอะไรเอ.... เธอเห็นฉันเป็นอะไร......... ฉันเจ็บ.....รู้ไหม.........ไหนบอกว่ารัก ไหนบอกว่ารัก หา ไหนบอกจะฝ่าฟันไปด้วยกัน"
 
ผมลุด้วยโทสะปรี่เข้าไปตีมันที่ตัว ทั้งต่อยทั้งเตะ จนมันล้มลงไปนอนกลิ้งอยู่ที่พื้น มันกอดขาผมไว้ ผมไร้เรี่ยวแรง ทรุดตัวลง
 
"เค้าขอโทษ ตัวเองจะต่อยตีเค้ายังไงก็ได้ แต่อย่าเข้าใจเค้าผิด เค้าขอร้อง"
 
มันสะอื้นอยู่แทบเท้าผม ผมตัวสั่นสะอื้น พอทำลงไปก็สงสาร ผมทำร้ายมันมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว จะมันผิดหรือผมถูก แต่เอมันไม่เคยสู้ตอบเลย ผมห้ามตัวเองไม่ได้อีกแล้วผมนั่งลงกับพื้นกอดมันไว้
 
"เอ........เอ...........ทำไม ทำแบบนี้.............ทำไม...........ทำแบบนี้............ฉันเจ็บรู้ ไหม................เอ..........ทำให้ฉันตาย..........ถ้าจะ.........ทำแบบ นี้.........ฆ่าฉัน..."
 
"โย พอแล้ว แก พอแล้ว เอ พอก่อน ปล่อยโยมันก่อน พี่ขอร้อง โยมันไม่ไหวแล้ว เอ"
 
เสียงพลร้องมาแล้วมาดึงผมออกจากเอ
 
"เอ...........ขอกอดหน่อยนะ พล.........ฉันขอกอด...เอ.....หน่อย"
 
ผมสะอื้นกอดตัวเอไม่ยอมปล่อยปริ่มใจจะขาด สงสารคนที่กอดอยู่ สงสารตัวเองก็สงสาร ความรักที่มีต่อมันไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลยแม้จะชอกช้ำใจกับสิ่งที่เห็น มันมีแต่เพิ่มมากขึ้น ยิ่งเห็นสภาพคนที่รักเป็นแบบนี้แล้วยิ่งร้าวลึกลงไปในใจ อยากจะประครองจูบโอบกอดไว้ ไม่น่าเลย ไม่น่ามาเลย ถ้าผมไม่รู้มันคงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น อาจารย์ปริศนาจะห้ามยังไงสักวันก็ต้องใจอ่อน ผมเชื่อมั่นในใจนักว่าต้องมีสักวันถ้าหากว่าเรายังรักยังมั่นคงต่อกัน แต่เอปันใจมีคนอื่นผมถึงต้องฟูมฟายจวนเจียนตายอยู่อย่างนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามผมก็ไม่ได้คลายความรักลงแม้สักเล็กน้อย

"เอ!!!!!!!! แล้วฉันล่ะ เอ ฉันไม่มีความหมายเลยใช่ไหม อีตุ๊ดนี่ดีกว่าชั้นตรงไหน"

เสียงแว๊ดดังมาจากข้างหลัง เสียงที่เหมือนมีดคมตัดสายใยรักบั่นหัวใจผมให้ขาดสะบั้นลง เด็กผู้หญิงคนนั้นยืนร้องไห้ชี้นิ้วด่าทออยู่ไม่ถึงสิบเมตร

"อย่ามายุ่งกับกู ไป!!!!!!!!!!!! เป็นเพราะมึง เมียกูถึงเข้าใจผิด ออกไป!!!!!!!!!!!!"

เอตะโกนด่าสุดเสียง ผมจากสะอื้นไห้สงสารมันจับใจเหมือนโดนไฟฟ้าแรงสูงฟาดเข้าที่ลำตัว ชา อึ้ง นิ่งอยู่

"เพราะอะไร เอ เพราะอะไร ทำไมเอชอบกระเทย ฉันไม่ดีตรงไหน"

เสียงนั้นกรีดร้องดังกว่าเดิมอยู่หลังผมนี่เอง

"มึงอย่าเข้ามานะอีชะนี มึงเข้ามากูจะเอาเลือดปากมึงออก หน้าด้าน มึงเห็นไหมว่าเขาไม่เอามึง ไปตายที่ไหนก็ไป"

พลชี้หน้าด่ากราดอยู่ข้างหน้าผม

"บ๊อบ บอม มาพาพี่โยไปที่รถ โยกลับบ้านเรา ไม่ต้องอยู่แล้ว"

พลหันไปสั่งบอมกับบ๊อบแล้วหันมาพูดกับผม ที่จริงผมไม่ได้ยินเสียงอันใดแล้วประสาทมันไม่สั่งงาน บ๊อบกับบอมมาดึงผมขึ้น

"อ๊ากกกกกกกกกกก ตัวเอง อย่าไป อย่าไป อย่าทิ้งเค้าไป ฟังเค้าก่อน"

เอดึงขาผมไว้ร้องไห้เหมือนคนไร้สติอย่างที่ผมเคยเป็น

"ไอ้สัตว์ มึงไปเอาอีเชี่ยนี่เถอะ"

บ๊อบพูดแล้วถีบเข้าที่ยอดอกของเอ มันล้มหงายหลังไป

"ตัวเอง เค้ารักตัวเองนะ เค้ารักตัวเองคนเดียว ฟังเค้าก่อน อย่าไป อย่าไป อย่าทิ้งเค้า อย่าทิ้งเค้าไป"

เสียงคร่ำครวญนั้นดังลอยห่างออกไปทุกทีๆ จนผมได้ยินเสียงอ้อนวอนนั้นเหมือนเสียงกระซิบที่มาจากที่ไกลแสนไกล นี่มันเกิดอะไรขึ้น นี่ผมทำอะไรอยู่ ผมคอยถามตัวเองเสมอ แต่คำตอบคือแผลในใจที่ไม่มีวันหายเสียที คำตอบคือผมกำลังจมลงไปกับบ่อแห่งทุกข์หุบเหวที่ผมแลเห็นแสงส่องอยู่ปลายหลุม แต่แสงนั้นดับมืดลงแล้ว
 

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 53

นี่ผมกำลังฝันไปใช่ไหม ฝันที่โหดร้าย ไม่จริงหรอก เอไม่มีทางทำแบบนั้นกับผม เอรักผม ผมรักเอ เรารักกันมากมันเป็นไปไม่ได้ ฝันร้ายผมฝันร้าย ตื่นเสียที ตื่นจากฝันนี้เสียที

แต่ความรู้สึก เหล่านี้ทำไมมันเจ็บเหมือนจริงเสียเหลือเกิน ความรู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง พอหยิกแขนตัวเองก็รู้สึกเจ็บ มันเป็นเรื่องจริงหรือ เอนอกใจผมจริงๆหรือ เอมีคนใหม่เป็นผู้หญิง คนที่มันคบได้โดยไม่มีอุปสรรคใด ผูหญิง!!! ทีอาจารย์ปริศนาวาดหวังไว้ ไม่มีใครมองว่า วิปริต!!! ผมยกมือขึ้นตบที่หน้าตัวเอง มันชาไม่รู้สึกเจ็บบ๊อบยังกอดตัวผมไว้เสียงมันร้องไห้ยังดังอยู่ข้างหลัง

"โย!!!!!!!!! พอแล้ว พอแล้ว"

เสียงพลร้องห้าม

"พี่ พอแล้ว อย่าทำแบบนี้เลย"

บ๊อบร้องไห้ดังกว่าเดิม

"เอ!!!!!!!!! ไม่จริง!!!!!!!!!! เอ"

ผมกรีดร้องออกมาเสียงดัง ยิ่งตบหน้าตัวเองยิ่งรู้สึกชา อยากพิสูจน์ว่าผมกำลังฝันไปอยู่ในภวังค์ของความมืด มันไม่จริงใช่ไหม ผมไม่เชื่อ ผมไม่ยอมหยุดตบหน้าตัวเอง พลรีบจอดรถข้างทาง

"โย ฉันขอล่ะ อย่าทำแบบนี้ ฉันขอร้อง"

พลอ้อนวอนกอดแขนผมไว้อีกคน ผมดิ้นเหมือนคนบ้าที่กำลังโดนหมอจับฉีดยา ทั้งบ๊อบกับพลช่วยกันจับ ผมกรีดร้องออกมาจนเสียงแหบแห้ง นี่ผมเป็นบ้าไปแล้ว ผมสะอื้นหนักกว่าเดิม ทั้งสองคนก็คอยอ้อนวอนไม่ให้ผมทำร้ายตัวเอง ผมยอมสงบลง เพราะเหนื่อยล้า ใจไม่มีเรี่ยวแรง หายใจอ่อนเหมือนจะขาดใจ พลขับรถต่อไปเมื่อเห็นผมสงบลง บ๊อบยังไม่ปล่อยผม

"ทำไมแก มันเกิดอะไรขึ้น"

ผมถามล่องลอยสาย ตาเอ่อท่วมด้วยน้ำตา มองฝ่าความมืดข้างทางไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่เคยคิดระแวงในตัวเอเลย ไม่เคยคิดว่าเอจะทำร้ายน้ำใจผมด้วยวิธีการนอกใจมีผู้หญิง!!!!อื่น ผมรักมันได้แค่ใจสินะ ความจริงแล้วมันก็ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ผมหวังว่ามันจะรักผมอย่างที่ผมรัก นี่สินะ มันเคยบอกไว้ ว่าถ้าวันไหนที่ผมเผลอใจกับมัน แล้วจะรู้สึก ตอนนี้ผมรับรู้แล้ว ว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไง รู้สึกเจ็บเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ผมโดนตรารักที่ตอกตรึงไว้ในเหวมืด เหน็บหนาวเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกิน ผมสะอื้นออกมา บ๊อบยังกอดผมไว้ ผ้าเช็ดหน้าร่วงหล่นหายไป มีเพียงมืออีกข้างที่คอยบีบปากผมอยู่ ผมพยายามจะเม้มปากเข้าหากัน แต่ก็โดนมันบีบเอาไว้ พลรีบจอดรถเมื่อถึงที่พัก ทั้งสองคนพยุงร่างของผมออกจากรถไปยังห้องอย่างยากลำบาก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพลเป็นคนกดรับสาย มันมองหน้าผมก่อนจะกดรับ หน้าตาผมคงดูไม่ได้เลยในตอนนี้

"เอ พอใจหรือยัง รู้ไหมว่าโยเขาเป็นยังไง"

เสียงพลตวาดดังลั่น ผมหยุดสะอื้น พยายามจะแย่งโทรศัพท์มาจากมือพล เอ ผมอยากได้ยินเสียงของเอ ผมมาที่นี่เพื่อที่จะได้กอดมัน สูดลมหายใจอุ่นนั้น ได้ยินเสียงที่ทุ้มอ่อนโยนนั้น ใบหน้าที่ผมรักจนหมดใจ เอ แค่ได้ยินเสียงแม้เพียงวินาทีเดียว เอของผม พลห้ามไว้ บ๊อบเองก็กอดผมให้นั่งทับมันที่เตียงผมพยายามดิ้นแต่อ่อนแรงเหลือเกิน


"เมาเหรอเอ ไม่แก้ตัวง่ายไปหน่อยเหรอ เธอรู้ไหมแค่เธอโทรหามัน มันก็มีความสุขแล้ว แค่เสียงที่โกหกตอแหลของเธอมันก็หล่อเลี้ยงชีวิตมันให้แบกลากร่างมันมาที่ นี่ เพื่อที่จะเจอคนทรยศอย่างเธอ มันทนทุกอย่างเพื่อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อเธอ แล้วนี่อะไร ห๊า อะไร!!!!! เธอเอาสันดานผู้ชายมักง่ายมาจากไหน เธอรู้ไว้ด้วยตอนนี้โยมันเหมือนตายทั้งเป็น เธอสะใจหรือยัง พอใจหรือยัง"


พลกดสายทิ้งไป เหมือนเอามีดตัดขั้วหัวใจผม ทรุดตัวลงกับพื้นแม้บ๊อบมันจะพยายามดึงเอาไว้ ผมสะอื้นร้าวรานใจสลาย ผมเคยเชื่อว่าหากแม้นมีความรักที่มั่นคงต่อกันก็ย่อมมีแสงแห่งหวัง แล้วนี่แสงนั้นมันหายไปไหน มันอันตรธานไปไหน ส่องแสงสาดมาที เปล่งประกายมาโปรดสัตว์น้อยที่กำลังจะสิ้นลมอย่างผมที ผมหายใจไม่ออก ผมพยายามยกมือขึ้นทุบหน้าอกอีกครั้ง แต่อ่อนแรงเหลือเกิน หมดแรงแม้แต่จะคิดถึงใบหน้าอันเป็นที่รัก


"อย่า!!!!! โย อย่า!!!!!!!!! บ๊อบ ไปเอายาในกระเป๋าพี่ให้ที"


"เอ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! เอ!!!!!!!!!!!!!!!!!"


ผมกรีดร้องสุดเสียง ทุบหน้าอกตัวเอง แม้พลจะจับมือเอาไว้ เสียงพลกับบ๊อบร้องไห้ระงมแข่งกับเสียงกรีดร้องของผม นี่ผมเสียสติไปแล้วหรือ ปวดใจเหลือเกิน มีสิ่งใดที่ให้ผมทำได้ไหม พาผมหลุดพ้นจากห้วงเวลานี้ที มันเกินกว่าเจ็บปวด มันเกินกว่าเสียใจ ผมสิ้นแรงใจแล้ว พลเอายาเม็ดสีขาวยัดใส่ปากผมแล้วกรอกน้ำเข้าปาก ผมสำลักแต่ก็กลืนยาไปแล้ว


"ไอ้สัตว์ เลว เพื่อนชั่ว"


เสียงบ๊อบสบถดังอยู่ข้างๆหูเคล้ากับเสียงสะอื้นของมัน พลกอดผมไว้แน่นมันลูบตามหัวตามตัว ในหัวผมไม่มีอะไรแล้วว่างเปล่า มีเพียงความเจ็บปวดในใจ ผมคิดอะไรไม่ออกแต่ในใจที่สั่นไหวร้าวราน ยังสั่นระริก พายุระรอกนี้โหมซัดกระหน่ำรุนแรงเหลือเกิน คราบเลือดที่เช็ดออกไม่หมดยังเกรอะกรังอยู่ริมฝีปาก น้ำหูน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนไม่รู้ว่าอะไรคือน้ำตาอะไรคือน้ำลาย ผมสะอื้นถี่หนักใจจะขาด เสียงสะอื้นของพลกับบ๊อบเหมือนเสียงกล่อมผมเริ่มหน้าตึงอ่อนแรง แล้วก็หลับไปไม่รู้ตัว


แม้หากผมมีลมหายใจเพื่ออยู่รอคนที่ผมรัก         ทำไมทุกทีที่หายใจมันจึงเจ็บแปลบปวดร้าว

แม้หากผมมีชีวิตอยู่เพื่อรอคนที่ผมรัก                ทำไมทุกวินาทีมันถึงเจ็บปวดเหมือนเดินอยู่บนเศษแก้ว
 
แม้หากผมมีความหวังเพื่อรอคนที่ผมรัก             ทำไมแสงแห่งหวังมันช่างรางเลือนไกลแสนไกล
แม้หากว่าผมมีรักเป็นแรงแห่งใจ                       ทำไมตอนนี้ผมถึงอ่อนแรงแม้จะเดินยังไม่ไหว


ผมตื่นมาเพราะแสงแดดแยงตา ลืมตาขึ้นน้ำตาก็ไหลออกมา ลมหายใจแรกที่สูดเข้าไปตอนรู้สึกตัวมันเสียดแทงเข้าไปที่ใจ ผมมองเพดานห้องที่ทาสีสดใส แต่ทำไมในใจผมมันช่างดำมืดมน ผมฝันไปใช่ไหม ความฝันที่สดใหม่เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้น มันช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน ใบหน้าแรกที่ผมเจอคือพล ไม่ใช่เอ ผมมาที่นี่เพื่อที่จะเจอเอ ยอดดวงใจของผม ไม่ใช่ใครอื่น ผมมาที่นี่เพื่อเติมแรงแห่งใจ เพื่อคนที่ผมรักสุดหัวใจ พลลูบหน้าผมอย่างแผ่วเบา


"กินอะไรหน่อยนะแก"


พลพูดเหมือนมันกำลังกลั้นน้ำตาไว้ ผมมองหน้ามันอย่างไร้ความหมายล่องลอยไป ม่านน้ำตามันไหลออกมาเอง รู้สึกเจ็บที่ปาก ปวดไปตามตัว นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผมไปทำอะไรมา เหมือนไปฝ่าฟันต่อสู้กับสัตว์ร้าย อีกสองใบหน้าคือบอมกับบ๊อบที่นั่งอยู่ข้างๆ อายเด็กเหลือเกินทำตัวน่ารังเกียจให้เด็กๆเห็น หน้าตามันทั้งสองคนเศร้าสร้อยยิ่งนัก


"ทำใจเถอะนะแก ฉันเข้าใจ ฉันเองยังรู้สึกเจ็บขนาดนี้เลย แล้วคนที่รักมันมากอย่างแก ไม่แปลกหรอกที่จะเสียใจ ทำใจนะแก"


ผมไม่รู้ว่าพลมันต้องการให้ผมเสียใจให้พอ หรือมันต้องการเตือนสติให้ผมรู้ว่า เอมีคนอื่นแล้ว หรือสิ่งที่ผมพยายามปลอบใจตัวเอง หลอกตัวเองว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมามันไม่ใช่ฝัน แต่มันคือเรื่องจริง เรื่องที่ผมเป็นผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกันอย่างมัน และความจริงที่มันไม่มีทางที่จะมีรักจริงให้ผม นอกจากเด็กผู้หญิงคนนั้น!!!!! ผมเม้มปากได้ไม่เต็มที่นักเพราะรู้สึกเจ็บ น้ำตาไหลออกมา


"เอ ไม่รักฉัน....แล้ว แก เอ....หมดรัก....ฉันแล้ว"


ผมสะอื้นรำพรรณ พูดออกมาไม่เป็นคำ


"ไม่พี่โย เอมันรักพี่ มันไม่ได้ตั้งใจ มันเมา มันไม่ได้ทำอะไรเกินเลย พี่อย่าเข้าใจมันผิดนะพี่"


บอมพูดออกมาน้ำตาไหล จับแขนผมเขย่า


"สัตว์ เมาเชี่ยอะไร ไอ้คนไม่รับผิดชอบ เห็นพี่เขาเป็นอะไร ทำแบบนี้กับคนที่รักมันมากอย่างนี้ได้ยังไง สัตว์"


"พี่ไม่รู้หรอกว่าทำอะไรกันแค่ไหน แต่สิ่งที่เห็นเมื่อวาน บอมช่วยไปบอกเพื่อนบอมด้วยนะว่าไม่ใช่มันคนเดียวที่เจ็บ จะด้วยเมาหรือประชดใคร อันนั้นพี่ไม่รู้ แต่รู้คือเพื่อนพี่ ตอนนี้ เธอก็เห็นว่ามันเป็นยังไง พอใจไหมที่ทำมันเป็นแบบนี้ได้"


พลกัดฟันมองบอมอย่างโกรธแค้นแล้วพูดต่อ


"สันดานเลว ไม่รู้จักพอ ถ้ากลัวว่าคบกันแล้วมันจะวิปริตผิดเพศ เข้ามาในชีวิตมันทำไม ถึงจะวิปริตผิดเพศ เห็นเราไม่ใช่คนเหรอ มันก็มีหัวใจนะ"


"พี่ ผมเสียใจ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"


"มึงหุบปากเลยไอ้เชี่ย กูหลงคบตั้งนาน ไอ้สัตว์เลว แหมไอ้เชี่ยอ้างแม่ห้ามอย่างนั้นอย่างนี้ ที่แท้มันก็สัตว์!!! มักง่าย"


"ไอ้เชี่ยบ๊อบ มึงไปดูสภาพมันไหม ตอนนี้มันก็ไม่ต่างจากพี่โยหรอก มันยิ่งเสียใจ มึงก็รู้ไอ้เอมันไม่เคยรักใครเท่าพี่โย มันไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ๆ อีห่านั่นชอบมันพยายามจะมีอะไรกับมัน มึงก็รู้ไอ้เอมันไม่เคยทำร้ายน้ำใจใคร"


"อ้อ ก็เลยรับอีนั่นมาเป็นเมียเหรอ สัตว์"


"ไอ้บ๊อบ"


"ถ้าจะทะเลาะกัน ออกไป!!! เห็นไหมว่าโยมันเสียใจ"


แม้สมองไม่รับฟังแต่มันประมวลผลให้เสร็จสรรพ ผมสะอื้นแรงหนักกว่าเดิม เอ เอของฉันกำลังเสียใจใช่ไหม เอ อยากจะกอดเหลือเกิน


"เอ.......อยู่ไหน"


ผมสะอื้นถามออกมา


"พักก่อนเถอะแก เดี๋ยวค่อยไปหามัน แกพักก่อน ฉันขอร้อง"


"ฉันอยากเจอ เอ แก......ฉันอยากเจอ เอ"


ผมคร่ำครวญพยายามจะลุกขึ้นจากเตียง พลจับกดลงที่เดิมผมดิ้น หมดแรงไร้เรี่ยวแรง นี่น่ะหรือคนที่สิ้นแรงแห่งใจ ผมมองไม่เห็นหนทางใดที่จะให้ผมเดินไปเลย ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะคลานไป ผมสะอื้นอยู่บนอกเพื่อนรัก สะอื้นอยู่จนหมดแรงสิ้นฤทธิ์ไป นานพอสมควรพลสั่งข้าวต้มมาให้มันป้อนให้อย่างยากลำบาก พอหยุดร้องไห้ผมก็เป็นเหมือนคนป่วยทางจิตระยะร้ายแรง เหม่อลอย ไม่พูด ไร้ชีวิตไม่มีจิตใจ มีเพียงร่างที่ปวดระบม อ้าปากกินข้าวต้มก็อ้าอย่างลำบากยากเย็น มันเจ็บที่ปากแต่ดูเหมือนมันจะชาปวดลึกกว่าที่ใจ ที่มันเต้นตุบตับเหมือนข้างในมันเป็นน้ำร้อนสุกพองเจ็บปวดเหลือประมาณ 


อยากรู้ไหมว่ารู้สึกอย่างไรยอดรัก                เธอยากรู้ไหมว่าฉันเจ็บปวดมากเพียงใด
เอามือมาจับตรงที่ใจเธอจะรับรู้ไหม            ต่อให้ร้องตะโกนออกไปว่าเจ็บปวด
ต่อให้กรีดแขนตีอกชกตัวให้สาสม              เจ็บนั้นที่ฉันได้รับเธอจะเข้าใจไหม
แม้เอามีดแทงลงกลางใจให้สิ้นลมเสีย         เธอยังจะเข้าใจไหมว่าฉันเจ็บลึกลงไปเพียงใด

อยากรู้ไหมว่าฉันจะอยู่ยังไงโดยไม่มีเธอ      อยากรู้ไหมฉันจะหล่อเลี้ยงจิตใจยังไงโดยปราศจากเธอ

แม้เธอหลับตาแล้วมืดมิดไร้แสงเงา            นั่นล่ะคนดีหัวใจฉันในวันที่ไร้เธอ
แม้ฉันจะร้องไห้ออกมาจนเป็นเลือด           เธอจะสัมผัสความร้าวรานในใจไหม
เธอจะรับรู้ไหมว่าหัวใจฉันสิ้นแรง               แม้จะให้สิ้นใจไปเธอจะยังเข้าใจไหมว่าฉันเสียใจมาก..... เพียงใด


วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 52

จากวันที่เอโทรมาส่งข่าวก็หายเงียบไปอีก ผมทั้งโทรทั้งส่งข้อความทำทุกวิถีทางให้เอมันติดต่อมาบ้าง แต่มันก็ไม่เห็นใจผมเลยทิ้งความตรอมใจไว้ให้ผมทนทุกข์ ผมหันหน้าเข้าหาวัดที่พอจะเป็นที่พึ่งได้ โศกาอาดูรไปมีแต่จมกับจม ผมทำใจได้อย่างเดียวในตอนนี้ เวลาอยู่ต่อหน้าแม่ต่อหน้าเพื่อนผมจะทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด อาจจะซึมไปบ้างแต่ทุกคนก็เหมาว่าผมคงคิดถึงเอเหตุเพราะอยู่ห่างกัน แต่เวลาอยู่คนเดียวผมเองก็มีโลกส่วนตัวที่มืดมนไร้ซึ่งหนทาง ผมสวดมนต์ภาวนาให้อาจารย์ปริศนาใจอ่อนให้เราแค่เจอกันบ้างก็ยังดี สวดทุกวันภาวนาทุกวันให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเอ แต่สิ่งที่ทำให้ผมเศร้าใจไปกว่าเดิมคือข้อความจากเอ หลังจากที่ไม่ตอบรับเป็นอาทิตย์

 "ที่รัก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเชื่อใจเค้านะ เค้ารักตัวเองมากนะ" 

ผมใจหาย วาบ สิ่งที่กลัวคือความหุนหันพลันแล่นของมัน มันกำลังคิดที่จะทำอะไรอยู่ ผมทุกข์ยิ่งกว่าคิดถึงมันเพราะตอนนี้ความห่วงมันทวีคูณ ผมไม่สบายใจเลย ผมระบายออกกับพลเล่าให้มันฟัง พลเองก็เห็นใจ ปลอบต่างๆนานาแต่อยู่ต่อหน้ามันผมก็พยักหน้าเข้าใจไม่คิดมาก แต่ลับหลังมันผมก็ตกลงไปในนรกที่สุมใจของผมเช่นเดิม ล่วงเดือนที่พิเศษที่สุดสำหรับผมไปแล้ว พอเข้าเดือนพฤษภาคมผมก็มีเรื่องอื่นต้องคิดแทรกเข้ามา คืองานแต่งของจ๋า เราทั้งกลุ่มดูมีอะไรทำเพิ่มขึ้นเพราะเห็นจ๋ามันวิ่งอยู่กับพี่ป้อมสองคนก็ เห็นใจ ผมกับพลช่วยมันดูเรื่องของชำร่วยและของจุกจิกอีกหลายอย่าง ไปดูห้องพักที่โรงแรมให้เป็นอภินันทนาการคืนวันส่งตัวให้มัน เวลาอยู่ที่ทำงานและเวลาที่ยุ่งอยู่กับเรื่องของจ๋าผมดูไม่เศร้ามากนัก พลเองก็ดูระวังคำพูดของมันมากขึ้นพยายามไม่เอ่ยชื่อของเอ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวพันกับมัน แต่ก็อนาถใจเพราะเวลาอยู่คนเดียวผมก็จะเอาโทรศัพท์ที่มีรูปผมกับเอเคียงคู่ กันขึ้นมาดูแล้วก็ร้องไห้ใจหวั่นไหวไปตามเคย

สองสัปดาห์ก่อนงานแต่ง ของจ๋าพลก็นักเจอกับบอมอีก ความจริงแล้วมันเจอกันเกือบทุกวัน แต่ผมเองที่ไม่ยอมไปด้วย พักหลังมันก็ไม่ค่อยชวนคงเห็นผมเศร้าๆอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะระมัดระวังคำพูดของมันเอง แต่มันก็ไม่มั่นใจเกี่ยวกับบอม เพราะรายนั้นมันก็เป็นเพื่อนรักของเอ หลุดปากพูดอยู่บ่อยๆ และพอผมได้ยินผมก็เหมือนตกจากอากาศสูงดิ่งสู่เหวลึก

"แก ไอ้บอมมันจะไปเชียงใหม่กับไอ้บ๊อบนะ พวกมันก็ทนไม่ไหวที่เอมันเงียบไปแบบนี้"

พลพูดขึ้นตอนมันขับรถมาเจอบ อมเหมือนเคยตอนที่เราเลิกงาน

"เหรอ ไปเมื่อไหร่แก ฉันไปด้วย"

ผม เนื้อเต้นร้องอย่างดีใจ เออจริงสินะ ทำไมผมไม่คิดที่จะไปหามันถึงที่โน่น ทำไมมานั่งจมอยู่กับความทุกข์แต่ไม่คิดที่จะทำอะไร

"เออ ไปสิ เดี๋ยวฉันบอกเจ๊ ไปพักหน่อยก็ดี ฉันจะได้ไถเงินเผื่อเลย"

พลพูดอย่าง อารมณ์ที่แจ่มใสขึ้น

"แล้วจะไปกี่วันล่ะแก"

ผมถามเพราะพะวง เกี่ยวกับงาน

"ไปสองสามวันก็น่าจะดีแก ไปนานเดี๋ยวเจ๊แกวีน"

ผม ก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย ในใจกระโดดโลดเต้นดีใจ อย่างน้อยไปเห็นหน้ามันก็ยังดี อาจารย์ปริศนาคงจะไม่รู้หรือห้ามไม่ให้ผมไปเจอมันได้ ผมดีใจเหลือเกินมีความสุขขึ้นมาในรอบหลายเดือนที่ทนทุกข์ ผมบอกแม่ว่าผมจะไปเชียงใหม่แม่ก็ไม่ว่า แค่เตือนสติว่าอย่าวู่วาม ให้กำลังใจน้อง ผมซื้อแหวนเงินสลักตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของชื่อมันและผมในวงเดียวกัน ดีใจเนื้อเต้นนับคืนนับวันที่จะได้ไปหาเอ พลเป็นคนจัดการเรื่องที่พักส่วนการเดินทางพลอาสาจะขับรถไป เราออกจากรุงเทพฯตอนบ่ายวันศุกร์บอมกับบ๊อบมารอที่เซ็นทรัลเวิลดิ์ เพราะพอผมกับพลออกจากที่ทำงานก็จะได้ตรงมารับเลย ผมเตรียมกระเป๋าเดินทางมาตั้งแต่เช้าแล้ว เราขอพี่ภาออกมาก่อนตอนเที่ยงเพราะกลัวไปถึงดึกเกินไป พี่ภาเองก็ดีแสนดี ขออะไรไม่เคยขัดเลย ผมเองที่เป็นฝ่ายเกรงใจจึงอยากจะมีสติตอนทำงานให้มากที่สุด ทำงานให้พลาดน้อยที่สุดเพราะถือเป็นการตอบแทนน้ำใจที่พี่ภามีต่อผม พอถึงที่นัดพลก็โทรให้บอมกับบ๊อบลงมารอหน้าห้างเพราะพลบอกว่าไม่อยากเข้าไป จอด ทั้งสองอยู่ในชุดตามสมัยนิยม ดูไม่เหมือนเด็กมัธยมปลายแต่ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป พอขึ้นมาที่รถได้ก็จ้อใหญ่ บอมกับพลยังกัดกันอยู่คงเส้นคงวา สร้างความครื้นเครงให้ทั้งคันรถ บ๊อบเองก็กัดกับบอมบ้าง แล้วก็พยายามดูแลผมเป็นพิเศษจนน่าอึดอัด ผมก็คุยตามน้ำไปบ้างเพราะไม่อยากเงียบมากนัก อีกทั้งในใจก็ลิงโลดอยู่จะปกปิดไว้ก็ไม่อยู่ เวลาที่เราดีใจเราก็ปิดไม่อยู่เช่นเดียวกับเวลาที่เราเสียใจ การเดินทางอันยาวนานเพื่อมาหาคนที่รักมันดูยาวไกลเสียเหลือเกิน ในใจอยากให้ถึงโดยเร็วไม่อยากจะเสียไปแม้สักวินาที

เราถึงเมือง เชียงใหม่ตอนสามทุ่มกว่าเพราะผมไม่อยากให้พลขับรถเร็วเกินไป พอเข้าที่พักเรียบร้อยแล้วเราก็ตกลงกันไว้ให้บ๊อบโทรไปหาเอ บอกว่าตอนนี้อยู่เชียงใหม่ แต่ห้ามบอกว่าผมกับพลมาด้วย ผมใจเต้นดีรอฟังอยู่

"ไอ้ เอ กูเอง เออ ตอนนี้กูอยู่ที่เชียงใหม่นะมึง กูมากับไอ้เชี่ยบอมล่ะ ก็เออดิ ไอ้เชี่ยก็มึงเล่นเงียบหายไปแบบนี้พวกกูก็เป็นห่วงดิวะ เออ เจอกันตอนนี้เลยได้ไหม เร็วๆนะมึง"

บ๊อบวางสายจากเอแล้ว ผมเนื้อเต้นเข้าไปเกาะแขนมัน

"เอว่าไงบ้างบ๊อบ"

"มันบอกว่าไป เจอที่หน้ากาดอะไรของมันไม่รู้พี่ แก้วๆ"

"ไอ้ห่า โง่นะมึง เขาเรียกกาดสวนแก้ว"

"อ้าวเชี่ยกูไม่เคยมากูจะรู้ไหม"

"เอา เถอะๆ แล้วไปกี่โมงตอนนี้เลยไหม"

พลขัดจังหวะของทั้งสองคน บ๊อบพยักหน้าแต่ตายังจ้องเขม่นบอมอยู่ ผมต้องช่วยดันหลังให้มันเดินไปขึ้นรถมันถึงยอม พลรู้จักสถานที่เพราะเคยมาแล้วหนหนึ่งส่วนผมกับเด็กทั้งสองไม่เคยมา พลขับรถออกจากที่พักสักครู่ก็ถึงกาดสวนแก้ว ดูเหมือนห้างหรือที่ชาวพื้นเมืองจะเรียกว่ากาดนี้เลยเวลาปิดบริการแล้ว พลหาที่จอดรถเสร็จเราก็เดินมารอที่หน้ากาด ยืนอยู่สักพักก็เห็นเงาของเด็กวัยรุ่นตัวสูงใหญ่กำลังเดินมาแต่ไกล ใจผมเต้นตึกตัก คิดคำถามไว้ต่างๆนานา ดีใจเหลือเกิน บ๊อบกับบอมโบกไม้โบกมือให้เอ พอร่างนั้นเข้ามาจนเห็นถนัดตาใจผมก็แป้วหายไป เพราะเอดูซูบผอมหน้าตอบลงไปเยอะมาก ทันทีที่สายตามันมองมาเห็นผม มันดูตื่นกลัวเหมือนเจอผี ผมใจเต้นเหมือนจะหลุดออกมาจากอก เอไม่ได้มาคนเดียวเด็กผู้หญิงที่เดินมาด้วยเกาะแขนมันอยู่ ผมยืนนิ่งตัวชา อ้าปากค้าง แทนที่จะดีใจที่ได้เจอ แต่ความรู้สึกสับสนวกวนตีกันปนเปไปหมด เหมือนทุกคนจะอึ้งไม่มีใครพูดอะไรกันสักคำ

"นี่เหรอเพื่อนเธอน่ะเอ"


เสียงนั้นปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ยกเว้นผม


"เอ"


พลเรียกชื่อมันเสียงหลง ไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจ


"สบายดีเหรอมึง ผอมเชียวไอ้เชี่ย"


บอมทักขึ้น สายตาของเอยังมองอยู่ที่ผมมันไม่กระพริบตาเลย เราจ้องตากันอยู่ ผมมีคำถามมากมายผ่านสายตาไป


"ตัวเอง"


มันพูดหลุดปากออกมามันลอยลมมากระทบโสตประสาทผม


"ใครน่ะเอ"


เสียงเด็กผู้หญิงคนนั้นแปร๋นขึ้นมา ผมเองก็เริ่มหายใจติดขัด


"เมียกู"


เอพูดออกมา ทันทีที่คำพูดหลุดจากปากมัน เด็กผู้หญิงคนนั้นก็สะบัดมือออกจากแขนมันแล้วกรีดร้อง


"กรี๊ดดด แล้วฉันล่ะ แล้วฉันล่ะ"


ผมไม่มีสติพอที่จะยืนนิ่งอยู่อีกต่อไป ทุกอย่างมันฟ้องด้วยภาพที่อยู่เบื้องหน้าหมดแล้ว ใจสลาย ผมหันหลังกำลังจะก้าววิ่งหนีไป


"ตัวเองฟังเค้าก่อน เค้าอธิบายได้"


"ไอ้เชี่ย สันดานเลว มึงทำได้ไงไอ้สัตว์"


บ๊อบโผเข้าไปต่อยเอ ผมหันหลังกลับ แต่ยืนนิ่งอยู่ เอล้มคว่ำไปคลุกอยู่กับพื้น บอมเป็นคนดึงบ๊อบออกมาจากเอ ผมน้ำตาไหลออกมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ พลเข้ามากอดบ่าไว้ มันเองก็น้ำตาไหล


"เราทำแบบนี้ได้ยังไงเอ รู้ไหม ทุเรศที่สุด"


พลตวาดออกไป


"พวกนี้เป็นใครเอ บอกมานะ แล้วฉันล่ะ"


เสียงแหลมปรี๊ดขึ้น ผู้คนที่อยู่โดยรอบแม้จะไม่มากมายนักหันมาสนใจเป็นจุดเดียวกัน


"หุบปากไปเลยอีชะนี หล่อนไม่รู้เหรอว่านี่เขาเป็นผัวเมียกัน อีหน้าด้าน รีบไปให้พ้นหน้านะ เดี๋ยวแม่ตบปากแตกเลยนี่"


"กรี๊ดดดด แล้วมายุ่งกับฉันทำไมไอ้เชี่ย"


เสียงกรี๊ดดังลั่น


"มึงกลับไปเลยอีห่า กูบอกอย่ามายุ่งกับกูมึงก็ไม่ฟัง"


เสียงเอตวาดด่าทอเด็กคนนั้นดังจนเส้นที่คอปูดโปน


"ไอ้สัตว์บอกกูมา มึงทำได้ไง มึงทำร้ายพี่โยได้ยังไง ไอ้เชี่ย"


บ๊อบไม่ยอมหยุด มันถลาเข้าหาเอที่ยังนอนอยู่ท่าเดิมอยู่ บอมต้องกอดไว้พัลวัน ผมยืนร้องไห้ นิ่งไม่พูดอะไรสักคำ พูดไม่ออก ผมไม่มีอะไรในหัวเลย มันว่างเปล่า คิดอยู่อย่างเดียวคือไปให้พ้นจากตรงนี้ ไปให้ไกลแสนไกล ผมก้าวเท้าวิ่งทันที


"โยๆ"


พลร้องเรียก


"ใจเธอทำด้วยอะไรเอ ใจร้ายที่สุด"


พลตวาดเอก่อนที่มันจะวิ่งตามผมมา


"ตัวเอง ตัวเองฟังเค้าก่อน"


"ฟังเชี่ยอะไรไอ้สัตว์ แดกตีนกูนี่"


เสียงร้องคร่ำครวญดังแว่วตามหลังมา ผมวิ่งเตลิดเปิดเปิงไม่รู้ทิศทางพลวิ่งตามทันคว้าแขนได้มันดึงผมมากอดทันที


"แก ฉันเข้าใจ คนเลว ทำไปได้ยังไง"


พลร้องไห้กอดผมไว้แน่น ผมสะอื้นออกมาทั้งตัว ใจแหลกไปแล้วมันชาเหมือนโดนตีแสกหน้ามาสดๆร้อนๆ


"นี่มันกรรมเวรอะไรของแก โย ทำไมเจอแต่เรื่องแบบนี้"


พลร้องไห้เสียงดัง เรายืนกอดกันไม่สนใจผู้คนที่เดินผ่านไปมา บ๊อบวิ่งตามมาทัน มันยืนอึ้งอยู่แล้วจึงสะกิดพลให้ไปจากที่นี่ พลดึงแขนผมที่น้ำตาไหลเป็นทางตามมันไปที่รถ


"แล้วบอมล่ะบ๊อบ"


"มันไปรอที่รถพี่ ไปเถอะ ก่อนที่ผมจะฆ่าคนตาย"


ผมโดนพลลากมาที่รถอย่างยากลำบาก พอขึ้นรถได้ผมก็เหมือนคนที่เมาที่ไม่ได้สติ ร้องไห้กัดปากตัวเองสะอื้นออกมา กัดปากจนเลือดไหลอาบที่มุมปาก


"โย อย่าทำแบบนี้ฉันขอร้อง บ๊อบเอาผ้ามา"


พลร้องเสียงหลงร้องไห้ดัง บ๊อบรีบคว้าผ้าเช็ดหน้ามาแล้วเอื้อมจากเบาะคนนั่งหลังมากอดผมไว้ บอมเองก็ช่วยพลง้างปากผมออก


"เอ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"


ผมบ่ายหน้าหนีดิ้น ไม่รู้ว่าทำไปทำไมแต่ผมไม่รู้สึกตัวแล้ว บ๊อบจับผ้าเช็ดหน้ายัดเข้าไปในปากของผม ผมพยายามบ้วนมันออกมา แต่มันก็เอามือปิดไว้ ทุกคนในรถร้องไห้เสียงระงม


"ตัวเอง ฟังเค้าก่อน ฟังเค้าพูดก่อน เค้าไม่ได้ตั้งใจ ตัวเอง"


เสียงเอร้องไห้เคาะกระจกรถด้านที่ผมนั่ง ผมหันไปมองใจจะขาด อยากเปิดประตูออกไปกอดให้สมกับที่คิดถึง แต่ผมไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่สิ่งที่เห็นเมื่อครู่ เด็กผู้หญิงที่ยืนเกาะแขนมันอยู่ข้างๆ มันทำให้ผมสับสน


"อย่าบ๊อบ อย่าออกไป พอแล้ว"


พลร้องห้ามบ๊อบที่เปิดประตุรถออกไป แต่ห้ามไม่ทันมันออกไปกระชากคอเสื้อเอมาต่อยจนเอล้มฟุบไปอีกรอบ


"ไอ้สัตว์ มึงยังมีหน้ามาพูด ไหนมึงบอกกูซิ อีนั่นเป็นใคร"


มันตวาดเสียงดังลั่นที่จอดรถ


"กูจะคุยกับเมียกู ไอ้เชี่ย มึงถอยไป"


"กูไม่ให้คุย ไอ้สัตว์ เลว อีนั่นมันเป็นใคร"


บ๊อบกะคอกใส่มันแล้วต่อยอีกจนเลือดเต็มหน้าเอ บอมรีบลงรถไปห้ามพลเองก็กอดผมไว้ ผมไม่มีสติแล้ว จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สมองไม่สั่งงานแล้ว


"ไอ้เชี่ย มึงจะต่อยมันให้ตายเหรอเหรอ พี่พลพามันกลับไปก่อน"


บอมหันมาสั่งพลแล้วพยายามดึงบีอบออกมาจากร่างเออย่างทุลักทุเล พอมันดันบีอบเข้ามาในรถได้ก็ปิดประตูให้พลล็อกทันที พลรีบขับรถออกไป ผมเกาะกระจกรถมองเออย่างปวดใจ ภาพมันที่นอนกลิ้งอยู่เลือดอาบหน้ามีบอมพยุงอยู่ข้างๆมันช่างจับใจเจ็บเข้า ไปถึงทรวงอก พอไกลออกมาผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าผมกำลังจะโดนพรากจากมันอีกแล้ว ผมเคาะกระจก


"เอ เอ"


"แก พอแล้ว พอได้แล้ว" พลสะอื้นแต่ยังขับรถอยู่ ตาก็คอยมองมาที่ผม


"ฮือๆ"


บ๊อบเข้ามากอดผมไว้ให้ตัวติดเบาะ มือไม้ก็ป่ายไปทั่วผมกำลังจะบ้า สติผมหลุดลอยขาดหายไป ผมปวดใจ นี่หรือที่เราโดนแย่งคนรักไปมันรู้สึกอย่างนี้เองหรือ คนที่คิดว่าเป็นของตัว คนที่คิดว่าเขารักตัวมากเท่ากับที่เรารักเขา มันเจ็บอย่างนี้เองหรือ ถ้าการมีลมหายใจเพื่อเห็นในสิ่งเหล่านี้ มาเอาลมหายใจฉันไปเถิดเอ ฉันทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว