วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 42

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา แวบแรกที่คิดขึ้นมาคือเอ ผมคว้าหาตัวมันในความมืด เอไม่อยู่แล้ว ผมควานหาทั่วทั้งเตียง ใจสั่นหวาดกลัว เอไปไหน ใจสั่นระริก เดินงมฝ่าความมืดไปเปิดไฟ เอไปแล้วจริงๆ เอมันไปจากผมแล้ว ความมืดมิดมันปกคลุมในใจ ผมเคยห่างมันหลายวันไม่ได้เจอหน้าหลายวันแต่ก็อิ่มใจว่ายังไงเสียก็คงได้เจอ แต่คราวนี้ผมใจหายหลุดลอยไป มันไปแล้วผมจะได้เจอกับมันอีกไหม แต่เอมันคงไม่อยากให้แม่เห็นเพราะเกรงว่าแม่จะลำบากใจ ผมคิดแบบนี้ได้จึงค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย นี่เรากำลังแอบพบกันอยู่หรือ นี่ความรักเรามันมีกำแพงสูงตระหง่านขวางกั้นเสียแล้วหรือ ภาพน้ำตาที่อาบสองแก้มมัน ผมเองใจยิ่งร้าว สายตาที่วิงวอนขอความเห็นใจเคลือบไปด้วยม่านน้ำตา เอมันคงเจ็บปวดไปไม่น้อยกว่าผม เสียงข้อความเข้ามา ผมรีบคว้าโทรศัพท์มาเปิดดูทันที มีหลายสายที่ไม่ได้รับ เป็นเบอร์ของพล แต่สิ่งที่ผมสนใจคือข้อความ ข้อความจากเอ

"ตัวเอง เค้ารักตัวเองมากนะ เค้าไม่ยอมง่ายๆหรอก อยู่เคียงข้างเค้านะ เราจะสู้ไปด้วยกัน"

ผมทรุดกายลงกับพื้น น้ำตาพลันไหลออกมา ปวดใจเหลือเกิน ไม่เคยรู้สึกท้อแท้อย่างนี้เลย สงสารเอ สงสารตัวเอง ทั้งยังแม่อีกคน ผมสะอื้นไห้ออกมาอีกครั้ง อยากจะกอดมันเหลือเกิน เอ เธอจะรู้ไหมว่าตอนนี้ฉันทรมานเหลือเกิน ยิ่งรักเธอมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวในใจ ผมไม่รู้ว่ารักมันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้ว่าตอนนี้มันมากมายเหลือเกิน พอรักมันมากใจผมก็บอบช้ำ นี่ผมมีกรรมอันใด ผมพร่ำเพ้อพรรณากับตัวเอง ร้องไห้จนไม่มีน้ำตา แสบตาน้ำในตาเหือดแห้งไป นาฬิกาบอกเวลาตีสี่ครึ่ง ผมยันกายลุกขึ้นลากร่างไร้วิญญาณลงมาจากห้อง เห็นแสงไฟในครัวสว่างจ้า แม่นั่นเอง ผมยืนนิ่งหยุดลังเลอยู่ ละอายแก่ใจแม้จะมองหน้าแม่ ผมทำให้แม่ร้องไห้เสียใจ ผมเป็นลูกที่เลวใช่ไหม ผมยืนนิ่งอยู่นานจึงเดินลงไปจากบันไดอย่างช้าเนิบนาบราวกับกลัวที่จะถึงที่ หมาย

"อ้าว โย เป็นยังไงลูก ดูซิ ร้องไห้จนตาบวม แดงก่ำแล้วนั่น ไปๆ ไปล้างหน้าล้างตา"

เสียงแม่แจ่มใส มองผมด้วยความห่วงใย เสียงของแม่ไม่เหมือนเมื่อคืนที่แสนเย็นชาไร้ความรู้สึก ผมยิ่งเจ็บแปลบขึ้นมาในใจ แม่คงพยายามทำให้ผมไม่คิดมาก คราใดที่ผมเห็นแม่ทุกข์ใจ แม่จ๋ารู้ไว้เถิดผมเองกำลังตกนรกทั้งเป็น ผมเดินกลับขึ้นไปล้างหน้าล้างตาแล้วอาบน้ำ พออาบน้ำค่อยรู้สึกโล่งตัวขึ้นมาหน่อย ผมเดินลงมาอยากจะใส่บาตรเผื่อจิตใจมันจะสดใสเห็นทางสว่างขึ้นบ้าง แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว แม่ตื่นเช้ากว่าทุกวัน คงจะนอนไม่หลับ ผมเดินลงมายกของออกไปนอกบ้าน

"น้องมาค้างที่นี่เหรอลูก"

แม่ ถามขึ้นมาผมถึงกับสะอึก สะดุ้งพูดอะไรไม่ออก นิ่งอยู่ไม่พูดสักคำก้มหน้าดูโถข้าว

"แม่ไม่ว่าหรอกนะโย แม่รู้ว่าเราเองก็ลำบากใจ คงทุกข์ใจไม่น้อย แม่ห่วงแต่น้องมันกลัวจะหุนหันพลันแล่น ยิ่งดูเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่ เราเป็นพี่คอยบอกคอยเตือนน้องมันด้วยนะลูก"

แม่พูดเสียงอ่อนโยน ผมรู้สึกแปลกใจ แต่อีกด้านผมก็รู้สึกเหมือนมีน้ำทิพย์มาพรมที่กลางใจ

"แต่ เราถูกสั่งห้าม ไม่ให้.......เจอกัน นี่ครับแม่"

ผมพูดติดๆขัดๆ เหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ เปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก แม้จะพูดออกมาก็ยังก้มหน้าอยู่

"คนรักกันห้ามได้ด้วยเหรอลูก แม่ไม่ว่า พี่ปริศนาจะห้ามก็เรื่องของเขา แม่ไม่ได้สนับสนุนให้มันเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเป็นไปแล้ว เราจะมาแก้ที่ปลายเรื่องมันเห็นจะไม่เข้าที ตอนนี้เราจะทำยังไงที่จะประครองน้องมันให้ไปในทางที่ถูกที่ควรจะดีกว่า แม่เองก็เสียใจนะลูกที่มันเกิดเรื่องแบบนี้ แต่แม่เชื่อว่าลูกเองก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างทุกวันนี้ เอาเถอะ คนรักกันก็ยังดีกว่าเกลียดกัน"

แม่พูดเสียงราบเรียบไม่เย็นชาเหมือน เมื่อคืน แม่ลูบหัวผมเบาๆ ผมก้มลงกราบที่อกแม่ อิ่มใจ เหมือนคนหลงทางอยู่กลางทะเลทรายเดินทางอย่างอ่อนแรงแล้วเจอบ่อน้ำ แม่คือคนที่ผมรักที่สุดในชีวิต แม่คือทุกอย่างในชีวิตนี้ ผมรักแม่ รักแม่เกินกว่าที่จะพูดออกมาได้ ผมเก็บของแล้วเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไปทำงาน ผมออกจากบ้านเช้ากว่าทุกวัน นั่งรถไฟฟ้า เหม่อลอยจิตใจคิดวกไปเวียนมา แม้ถึงสถานีหมอชิตแล้วผมก็ยังคงนั่งอยู่ ยามเดินเข้ามาสะกิดผมถึงสะดุ้งลุกออกไป ผมนั่งแท็กซี่ไปที่ทำงานเพราะถ้านั่งต่อรถอย่างอื่นคงใจลอยเลยที่ทำงานไปอีก ผมถึงที่ทำงานเช้าก่อนใคร ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานมองเอกสารอยู่อย่างนั้นเหมือนกำลังจะหาคำตอบจาก เอกสารที่จ้องอยู่ แต่สายตาผมเพ่งลึกเข้าไปในกระดาษมองทะลุออกไป จิตใจผมวนเวียนคิดถึงเรื่องเมื่อคืน คำพูดทุกคำ สายตาของอาจารย์ปริศนา น้ำตาของแม่ "วิปริต" "เลี้ยงลูกให้ผิดเพศ" คำพูดเหล่านี้มันทำลายโสตประสาทผมหลอกหลอนให้จิตใจผมกระเจิงอยู่ ผม "วิปริตหรือ" "ผมวิปลาสผิดเพศมันน่ารังเกียจขนาดนี้เชียวหรือ"

"โย เป็นยังไงบ้าง ฉันรู้เรื่องหมดแล้วแก เอโทรบอก แก โอเคไหม"

เสียงพล ปลุกผมให้ตื่นจากความฝันอันโหดร้าย ผมสะดุ้ง ได้แต่มองหน้าพลแล้วพยักหน้า ไม่พูดอะไร แล้วผมก็หันกลับมามองที่เอกสารเหมือนเดิม

"ไอ้เด็กเปรต แหมไม่ชอบฉันก็ไม่น่าจะทำกันขนาดนี้เลย เลวที่สุด อย่าให้เจอนะจะด่าให้เสียคนไปเลย ไอ้ห่า"

พลสบถออกมา ผมได้แต่มองจมดิ่งลึกอยู่กับห้วงความคิดของตัวเอง

"อย่าคิดมากนะแก มันต้องมีทางออก เดี๋ยวแม่เอก็เข้าใจเองล่ะ"

เข้าใจเหรอ คงไม่มีทางคงไม่มีใครอยากเห็นลูกตัวเองวิปริตผิดเพศหรอก เอมันต้องเป็นผู้ชายธรรมดาที่มีครอบครัวที่แสนอบอุ่นอย่างที่อาจารย์ปริศนา วาดฝันไว้ ฉันเองนั่นล่ะที่ก้าวเข้ามาทำลายความฝันของเขา ฉันเองที่ทำทุกอย่างมันพัง มันแย่อยู่อย่างนี้ มันคงสมควรแล้วที่ฉันจะทนทุกข์ทรมาน ผมแย้งพลในใจ

"แก ฮึก.......ฉัน"

ผมพยายามจะพูดออกมาแต่ก้อนอะไรมันลงไปจุกคอ ร้องไห้ออกมา สะอื้น เหมือนเค้นเอาความช้ำเลือดช้ำหนองให้ออกมากับน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมา พลปรี่เข้ามากอดมันคงตกใจ

"ไม่เป็นไรนะแก ใจเย็นๆ อย่าคิดมาก"

พล ปลอบ แต่ในใจผมมันแหลกเหลวไปหมดแล้ว จะมีอะไรมาปลอบประโลมใจผมมันถึงจะดีขึ้นได้ ใจที่ตกห้วงเหวลึกมืดมิดหนาวเหน็บ จะมีแสงอันใด จะมีไออุ่นจากใครที่คอยช่วยเยียวยาหัวใจ

"โอ้โห โย มาแต่เช้าเลย ชนะพี่อีกนะเนี่ย"

เสียงทักดังมาจากประตู ผมปาดน้ำตาออกจากสองแก้มแล้วรีบก้มหน้าทำทีว่าทำงานอยู่ พลตอบรับแทน มันทักอยู่กับพี่เขาสักพักพยายามดึงความสนใจให้ไปทางอื่น ผมไล่น้ำตาออกไปแล้ว ทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด พอถึงเวลาทำงานผมก็พยายามดึงสติสมาธิทั้งหมดให้จดจ้องอยู่กับงาน แต่เอาไปเอามาผมทำอะไรไม่ได้เลย ภายในใจมันเหมือนภูเขาไฟที่ครุกรุ่นรอวันประทุ เอกสารที่พี่ภาเอามาให้แปลผมก็ทำไม่ดีต้องแก้ใหม่ จนพลต้องเอาไปแปลให้ มันคอยเดินมาตบบ่าผมเบาๆ ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดเผื่ออากาศมันจะทำให้ข้างในมันเย็นลงได้บ้าง พี่ภาเรียกผมเข้าไปพบตอนเกือบเที่ยง

"เป็นอะไรไปโย ดูไม่ดีเลย มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ เล่าให้พี่ฟังได้นะ"

พี่ภาถามอย่างห่วงใย ผมก้มหน้านิ่งมองใต้โต๊ะพี่ภาอยู่อย่างนั้น ส่ายหน้า

"เปล่าครับพี่ ผมไม่สบายใจนิดหน่อย"

ผมพูดออกไปเสียงเบา

"ไหวไหมโย ถ้าไม่ไหวพักก่อนได้นะ พี่ว่าเราคงไม่สบายใจมาก ไม่เคยเห็นเป็นแบบนี้"

พี่ ภายังคงสงสัย นี่ผมเป็นอะไรไปแล้ว แยกแยะงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ออกเลยหรือ การงานเสียหมดเพราะสิ่งที่หมักหมมอยู่ในใจ

"แก เด็กนั่นโทรมา มันอยากเจออยากขอโทษ ไปด้วยกันหน่อยนะ เดี๋ยวแม่จะฉะให้กลับบ้านไม่ถูกเลยนี่ ไอ้เด็กเปรต"

พลกวักมือเรียก พอผมออกมาจากห้องพี่ภา ผมไม่ได้ยินดียินร้ายด้วย ไม่อยากจะรับรู้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว พอถึงเวลาเที่ยงผมก็ออกไปกินข้าวกับพล นั่งเขี่ยข้าวอยู่อย่างนั้นไม่ได้เอาเข้าปากสักคำ พลเองก็ได้แต่ถอนหายใจ  มันคงเป็นห่วงผมมากเหมือนกัน ผมไม่ได้อยากทำให้มันเป็นแบบนี้เลย แต่ผมฝืนยิ้มฝืนให้ตัวเองร่าเริงไม่ได้เลย เวลายิ้มก็ยิ้มแห้งๆ ไม่มีชีวิตชีวา พอกินข้าวเสร็จเราก็กลับเข้าไปทำงาน ทำได้พักเดียวผมก็เดินออกมาข้างนอก ออกมาสูดอากาศ แดดจ้าแรง ผมเดินฝ่าไปเซเว่น แต่เดินเข้าไปโดยไม่มีจุดประสงค์ เดินเหม่อลอยวนเวียนไปมา เดินออกมาโดยไม่มีอะไรติดมือมาเลย พอเลิกงานพลก็ลากมือผมขึ้นรถไปด้วย ตอนแรกผมจะไม่ไป ไม่รู้จะไปทำไม ไม่อยากเจอใครไม่อยากให้ใครเห็นสภาพอันย่ำแย่ของผม แต่พลมันก็เหมือนรู้ พอลากขึ้นรถได้ผมก็นั่งนิ่งไม่เอื้อมมือไปเปิดเพลงเหมือนอย่างเคย ผมไม่พูดอะไรสักคำ แค่พยักหน้าเวลามันชวนคุย พลคอยชำเลืองมองผมอยู่ตลอดเวลา ขอโทษนะพล ฉันไม่มีกระจิตกระใจแม้แต่จะพูดอะไร พอถึงที่นัด เป็นที่เดิมที่เราเคยนัดกัน ภาพของเอก็สะท้อมแจ่มชัดขึ้นมา รอยยิ้มที่ผมรัก ท่าทางยียวนกวนประสาทที่ผมไม่รู้จักเบื่อ เอ ฉันรักเธอมากนะ เธอรู้ไหม คิดแล้วรื้นน้ำตาก็ปกคลุมลูกตา ผมต้องกระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาไป พลลากผมขึ้นไปชั้นบน ถึงร้าน บอมนั่งรออยู่ก่อนแล้ว มันยังใส่ชุดนักเรียน นั่งก้มหน้าอยู่ พลปรี่เข้าไปหาทันที

"ว่าไง ไอ้เด็กปากเปราะ"

พล แขวะตั้งแต่เดินยังไม่ถึงที่ มันเงยหน้าขึ้นมามองเราทั้งสอง ผมก็ต้องตกใจ เพราะใบหน้ามันบวมเปล่ง ปากเจ่อห้อเลือด เบ้าตาก็แดงคล้ำ เสื้อผ้ามอมแมม

"หวัด ดีครับพี่"

มันยกมือไหว้ แล้วหลบตาผม

"ไปฟัดกะหมาที่ไหนมาล่ะ โดนน้อยไปนะเนี่ย"

"พล"

ผมปรามเพราะพลยังแขวะมันไม่เลิก

"ผม มาขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ"

มันพูดลอดไรฟันออกมา เหมือนว่ากลัวดอกพิกุลจะร่วง

"รู้สึกตัวด้วยเหรอว่าทำผิด เรารู้ตัวไหมว่าทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ไม่ชอบพี่ ก็ไม่เห็นต้องทำกันถึงขนาดนี้ เอกับโยเขาไม่รู้เรื่องด้วย พี่เป็นคนอยากรู้จักเราเองเลยขอให้เอติดต่อให้ แต่ดูเราทำสิ ทำให้คนรักกันเขามีปัญหา สะใจหรือยัง"

พลพูดเสียงดังจ้องมันเขม็ง

"พี่ ผมไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้นะ ผมแค่อยากแกล้งไอ้เอมัน ไม่คิดว่าแม่มันจะ"

มัน เงยหน้าขึ้นมาจ้องพลอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน แต่มันก็ลดเสียงลงตอนท้ายประโยค เหลือบมามองผมแล้วหลุบตาลง

"ผมขอโทษ นะพี่"

เสียงมันเครือๆ ยิ่งฟังยิ่งร้าวจับใจ

"ทำไมต้องทำอะไรกันรุนแรงขนาดนี้ด้วย เอ นี่เหลือเกินจริงๆ"

ผมพูดออกไป มองมันอย่างห่วงใยเพราะดูท่าคงเล่นกันแรงเหมือนกัน หน้าตาถึงได้บูดเบี้ยวแบบนี้

"ต่อให้มันทำเยอะกว่านี้ผมก็ทนได้ครับ พี่ ถ้าทำให้ไอ้เอกลับมาเป็นเหมือนเดิม มันเปลี่ยนไป มันเกลียดผมไปเลย ผมไม่รู้จะทำยังไงดี"

บอมระบายออกมาอย่างคับแค้นใจ

"เป็นยัง ไงล่ะ ตอนทำไม่คิด โดนซะบ้าง สม"

"พล พอได้แล้ว"

บอมจ้องหน้า พลอย่างโกรธแค้น ผมต้องปรามเอาไว้

"นี่มันก็ไปกินเหล้า ทั้งที่มันเลิกกินมาตั้งนานแล้ว คงเพราะพี่ที่ทำให้มันเลิก"

"อ้อ เพื่อนไม่ชวนสินะ ถึงแจ้นมาบอก"

"พี่"

มันลุกขึ้นกำหมัด จ้องหน้าพลยังกับจะควักตับไตใส้พุงออกมา

"พล พอแล้ว"

ผมพูด เสียงดุแล้วมองมัน

"นั่งลงก่อนเถอะบอม ค่อยๆพูดกัน เอเองก็ทำเกินไปเป็นเพื่อนกันแท้ๆ ทำไมต้องรุนแรงถึงขนาดนี้ด้วย เจ็บไหม เรากินข้าวหรือยังครับ เดี๋ยวพี่พาไปกินข้าว แล้วไปหาหมอนะ"

ผมพูด เสียงอ่อนโยน อ่อนล้าในใจ

"แม่พระเหลือเกิ๊น"

พลยังไม่ยอม หยุด ผมต้องหันไปจิกด้วยสายตามันถึงยอมนิ่ง

"ผมไม่เป็นไรหรอกครับพี่ แค่นี้มันยังน้อยไป อย่างที่พี่เขาบอกจริงๆ เพราะมันยังเจ็บน้อยกว่าที่เอมันเป็นอยู่ ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้นะครับ พี่ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ"

มัน พูดเสียงเศร้า เหมือนมันร้องไห้ แต่ผมมองไม่เห็นเพราะมันก้มหน้าอยู่

"เอา เถอะบอม อย่าคิดมาก ไม่เกี่ยวกับเราหรอก สิ่งที่มันผ่านมาแล้วมันทำอะไรไม่ได้หรอก ที่ทำได้คือแก้ปัญหาไป สักวันแม่เอก็ต้องรู้อยู่ดี ยังไงพี่กับเอก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้ เราไม่ผิดหรอก ไม่ต้องคิดมาก เรื่องเอเดี๋ยวพี่จัดการให้ ไม่ต้องเป็นห่วง เราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่พาไปหาหมอ ล้างแผลสักหน่อย นี่ถ้าพ่อแม่เราเห็นไม่เอาเรื่องแย่หรือ"

ผมพยายามตัดบทให้จบโดยเร็ว เห็นใจมัน แต่เอของผมล่ะ ป่านนี้มันจะเป็นยังไง ยิ่งได้ยินว่าไปกินเหล้า เวลามันเมา อ๊วกใครจะดูแล ใครจะคอยกอดมัน ผมเป็นห่วงมันเหลือเกิน น้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง ผมกระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาไปจากหางตา ผมลุกขึ้นเดินนำหน้าทุกคนไป พลฉุดบอมให้เดินคู่กับมัน ตอนแรกมันเหวี่ยงมือออก แต่พลก็ไม่ยอม พอหลับหลังผมพลก็กัดน้องมันไม่ยอมหยุด เสียงมันทะเลาะกันไม่ใช่เบาจนผมต้องหันมาดึงแขนบอมเอาไปเดินคู่กัน แล้วเอ็ดพลมันก็ทำหน้ามึนใส่คงจะหมั่นไว้บอมมัน

"ผมรู้แล้วล่ะครับ ว่าทำไมเอมันถึงรักพี่ ผมไม่แปลกใจเลย ถ้าเป็นผมเองผมก็คงรักพี่เหมือนกัน"

บอมมองหน้าผม ไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำพูดของมันแม้แต่น้อย พี่ไม่ได้ดีเด่อะไรหรอกนะบอม พี่ทำให้ใครต่อใครเสียใจ เพียงเพราะรสนิยมส่วนตัว หรือที่อาจารย์ปริศนาเรียกว่า "วิปริตวิปลาส" อย่าเอาเพียงแค่เปลือกนอกของพี่มาตัดสินเลยว่าพี่คู่ควรสำหรับความรักจากใคร คิดมาก็สะท้อนยอกให้ใจเจ็บช้ำปวดร้าว บาดแผลนับวันมันไม่มีทีท่าว่าจะหายเลย ยิ่งกรีดลึกทรมาน เวลาใครพูดอะไรขึ้นมาผมก็เอามาตีใส่มันให้แผลมันเปิดเจ็บช้ำกว่าเดิม ผมอมยิ้มแห้งๆให้บอมแล้วรีบเดินไปร้านอาหาร  เรากินข้าวเสร็จพลก็ขับรถพาเราไปคลีนิกแถวอโศก เพราะตอนเรียนเคยไปหาบ่อยครั้งและรู้จักกับหมอประจำร้านด้วย หมอล้างแผลทำความสะอาดให้บอม ผมก็นั่งรอกับพล ในใจผมคิดถึงแต่เอผมพยายามกดโทรศัพท์หามันทุกห้านาที แต่มันไม่รับสายเลย ทำอะไรอยู่นะคนดี เธอทำอะไรอยู่ พูดให้ได้ยินเสียงสักหน่อยเถิด ฉันใจจะขาด ได้โปรดเถิด รับสายฉันหน่อย ผมเหมือนคนบ้ามองแต่โทรศัพท์ ทั้งเขียนข้อความ ทั้งโทรออก แต่ปฏิกริยาตอบรับไม่มีเลย มันยิ่งเป็นเหมือนไฟสุมใจให้ร้อนรนกว่าเดิม

พลขับรถมาส่งผมที่บ้าน ตอนแรกบอมจะกลับบ้านเองเพราะคงทะเลาะกับพล แต่ผมขอไว้ มันจึงยอม รายของผมนั้นยิ้มมุมปากทันทีเมื่อได้ไปส่งบอมมันที่บ้าน ผมต้องกำชับพลว่าอย่าว่าน้องมันอีก แล้วผมก็ให้เบอร์บอมไปถ้าหากพลว่าอะไรให้รายงานผม ไม่อยากทำแบบนี้แต่ไม่รู้ทำไมไม่อยากให้ทุกอย่างมันเลวร้ายลงไปมากกว่านี้

ผม ถึงบ้านเกือบสามทุ่ม แม่นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะผมอยู่คุยกับแม่ครู่ใหญ่จึงขึ้นไปอาบน้ำชำระความ เหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน พอเสร็จผมก็ล้มลงบนเตียงแหงนมองเพดานอย่างหดหู่ คิดถึงเอที่เคยนอนคลอเคลียอยู่ข้างกาย ป่านนี้มันจะเป็นยังไงนะ ผมเอาโทรศัพท์มากดโทรหามันอีกครั้ง อยากได้ยินเสียง พลันก็มีโทรศัพท์เรียกเข้ามาเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้น ผมลังเลก่อนจะกดรับ

"สวัสดี ครับ"

ผมกรอกเสียงตามสายไป

"เอ่อ พี่โยหรือเปล่าครับ ผมบ๊อบนะครับ เป็นเพื่อนเอ"

เสียงอีกฝั่งดังมามันทำให้ผมกระเด้งตัว ลุกขึ้น

"ครับ ใช่ครับ เออยู่กับเราหรือ"

น้ำเสียงผมร้อนรน

"ครับ พี่ มันเมามาก มันขอให้ผมโทรหาพี่"

"เอเป็นอะไรมากไหม แล้วตอนนี้อยู่ไหนครับ น้อง"

ผมเร่งถามเพราะร้อนใจ

"มันเมา พี่ พากลับก็ไม่กลับ จะคุยกับพี่ท่าเดียว นี่มันก็แดกเหล้าไปคนเดียวเลย ไม่รู้หิวเหล้ามาจากไหน พี่มารับมันหน่อยสิครับ"

หลังจากวางสายผมก็ เปลี่ยนเสื้อผ้ารีบออกจากบ้านทันที บอกแม่ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง แม่เข้าใจไม่ได้ห้ามอะไร ผมนั่งแท็กซี่ไปยังพัฒนาการซอยสามสิบบ้านของบ๊อบที่โทรมาเมื่อครู่ จากบ้านผมถึงพฒนาการไม่ไกลกันมากนัก พอถึงผมก็โทรหาบ๊อบอีกที รอสักพักมันก็ออกมารับ ผมเดินตามเข้าไปในบ้าน ไม่มีใครภายในบ้าน มันเดินนำขึ้นไปบนห้องมัน พอเปิดห้องเข้าไปผมก็ยืนนิ่งอยู่ มีเพื่อนมันอีกสองคน พวกมันดูเหมือนจะเมาเหมือนกันแต่ยังนั่งอยู่ ผมกวาดสายตามองหาเอ มันนอนแผ่อยู่บนเตียงทั้งชุดนักเรียน นอนดิ้นไปมา

"เอ"

ผม เรียกออกมา ใจหล่นลอยหายไป สภาพมันน่าสงสารเหลือเกิน มันร้องไห้อยู่ดิ้นคว้านั่นคว้านี่อยู่

"ตัวเอง อยู่หนาย ที่ร้ากกูอยู่หนาย อ้ายเหี้ย มึงพาเมียกูมาหาหน่อย อ้ายเหี้ย"

มันพูดทั้งน้ำตา ผมยืนนิ่งดูอยู่ บ๊อบมันหันมามองผมแล้วพยักหน้าให้ ผมน้ำตาร่วงออกมาทันที ปวดใจเหลือเกิน

"เอ เอ กลับบ้าน"

ผม เข้าไปเขย่าตัวมัน

"ม่ายกลับ กู ม่ายกลับ กูจาคุยกับ ที่ร้ากกู มึงโทรหา ที่ร้ากกูให้หน่อย อ้ายเหี้ย บ๊อบ"

มันปัดมือผมออก ผมทรุดตัวลงนั่งข้างตัวมัน ร้องไห้ ลูบตามแขนที่มีรอยฟกช้ำ ใบหน้ามันก็ฟกช้ำ สงสารจับใจ

"เอ ฉันเอง นี่ฉันเอง"

ผมพูดออก ไปเสียงเครือไปด้วยน้ำตา เพื่อนมันคงแปลกใจแต่ผมมองไม่เห็นใครแล้วในตอนนี้ คนที่ผมห่วงใยคนที่เป็นดวงใจอยู่ตรงหน้า เขากำลังทรมานด้วยฤทธิ์เหล้าหรือจะด้วยอะไรก็ตามแต่ มันทำให้ใจผมร้าวรานเหลือเกิน

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 41

"เธอทำอย่างนี้กับพี่ได้ยังไงอร เธอปล่อยให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไง"

เสียงอาจารย์ปริศนาดังกึ่งตะโกนแผดเสียงอยู่ หน้าตาดูเกรี้ยวกราด ยืนชี้หน้าแม่อยู่ ผมใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม ใจแป้วลอยหายไป

"ใจเย็นๆนะคะพี่ปริศนา มีอะไรค่อยๆคุยกันนะคะ"

แม่พยายามพูดอย่างใจเย็น

"ไม่ยงไม่ เย็นกันแล้ว อ้อ มาพอดีพ่อตัวดี เธอทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไงโย เสียแรงที่ไว้วางใจ"

อาจารย์ปริศนาหันมาทางผมที่ก้าวลงบันไดยังไม่พ้นขั้นสุดท้ายด้วยซ้ำ ผมหยุดชะงักอยู่แม่มองผม หน้าแม่ดูไม่ค่อยดีเอาเสียเลย ผมทำหน้าไม่ถูกยกมือขึ้นไหว้ แต่สายตาอาจารย์ปริศนาจิกจ้องอยู่ที่ผมราวกับจะฉีกเนื้อผมออกมากิน ชี้หน้าเหมือนไปขโมยอะไรที่สำคัญมาจากมือ หรือเหมือนผมเพิ่งไปเข่นฆ่าใครมา

"เธอมายุ่งกับเอทำไม มาทำให้น้องมันเบี่ยงเบน วิปริตผิดเพศแค่ตัวเองไม่พอเหรอต้องมาทำให้คนอื่นเขาเป็นไปด้วย ฉันให้สอนมันอย่างเดียวไม่ได้ให้ทำอะไรเกินเลย"

เสียงอาจารย์ปริศนา แผดก้องในหัว มันบาดลึกไปกรีดลงหัวใจ ผมกระตุกเหมือนโดนตบหน้าด้วยมือที่หนาใหญ่ สิ่งที่ผมกลัวที่สุด สิ่งที่ผมกังวลที่สุดมันเกิดขึ้นแล้ว

"แม่ อย่าไปว่าพี่เขา ผมเป็นคนเริ่มเอง"

เอมันวิ่งตามเข้ามากระหืดกระหอบ มันมาฉุดแขนอาจารย์ปริศนาไว้ แต่อาจารย์ปริศนาสะบัดมือออก

"เงียบไปเลยเรา อย่างเราจะทันพวกเสือสิงห์กระทิงแรดอย่างนี้เหรอ ฉันผิดหวังมากนะโย นี่เงินค่าจ้างงวดสุดท้าย ไม่ต้องมายุ่งกับเออีก ไม่ต้องมาเจอกันอีก ถ้าฉันรู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้นะ ฉันไม่มีทางให้เธอเข้ามาในบ้านฉันเด็ดขาด"

"ใจ เย็นๆ นะคะพี่ เรื่องมันเกิดแล้ว จะห้ามไปก็คง"

"เธอไม่ต้องพูดอร เธอเองก็ผิด เธอเลี้ยงลูกยังไง มันวิปริตวิปลาสคนเดียวฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่นี่ทำไมมาทำกับลูกฉันแบบนี้ ฉันไม่แจ้งความเอาผิดก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว น่ารังเกียจ ฉันไม่มีทางให้ลูกฉันผิดเพศอย่างลูกเธอหรอกนะ อะไร เลี้ยงลูกให้เป็นกระเทย อันนั้นฉันก็ไม่สนหรอกนะ แต่อย่ามายุ่งกับลูกของฉัน น่าอาย เป็นผู้ชายดีๆไม่ชอบ อยากเป็นกระเทย"

"แม่"

เอมันตะโกน

"กลับ บ้านไป เอ ไม่ต้องมาเหยียบบ้านหลังนี้อีก กลับไป"

อาจารย์ปริศนาไล่ เอกลับ มันยืนนิ่งหน้าตาดูโกรธแค้น มันวิ่งออกไปจากบ้านแล้ว ผมยังยืนอยู่ที่เดิม แม่ก็ยืนอยู่ที่เดิมหน้าซีด ผมเม้มปากรู้สึกปวดร้าวในใจที่ได้ยินอาจารย์ปริศนาด่าว่าแม่

"พี่ ปริศนา ตอนนี้พี่อาจจะยังโกรธอยู่ เอาไว้ใจเย็นแล้วค่อยมาคุยกันดีไหมคะ อรว่า"

"ไม่!! ฉันจะพูดครั้งนี้ครั้งสุดท้าย เลิกยุ่งกับลูกฉัน ไม่งั้นฉันเอาเรื่องเธอให้ถึงที่สุดแน่ๆ อย่ามาลองดี ลูกชายฉันอยู่ของมันดีๆ เพราะเธอคนเดียวทำให้มันเบี่ยงเบน เสียแรงจริงๆ เสียแรงที่ไว้ใจ ทำกันได้นะโย"

น้ำตาผมไหลออกมา เจ็บแค้นปวดร้าวในใจ

"ผม ขอโทษครับ"

ผมยกมือไหว้อาจารย์ปริศนา รู้สึกผิดจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจ

"ไม่ต้องมาขอโทษ มันเกิดขึ้นแล้วนี่ เธอจะรับผิดชอบยังไง เธอจะทำยังไง จำเอาไว้ อย่ามายุ่งกับเออีก"

อาจารย์ปริศนาแว๊ดตะคอกกลับมา ผมสะดุ้งลดมือลงน้ำตาไหลออกมา

"พี่ปริศนาคะ อรกราบขอโทษที่เลี้ยงลูกไม่ดี แต่ที่โยเป็นแบบนี้ อรไม่เคยเสียใจ คนเป็นแม่ ลูกจะเป็นยังไงอรไม่สนใจแค่ขอให้ลูกเป็นคนดีก็พอแล้ว อีกอย่างพี่ปริศนาไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ต่อจากนี้ โยจะไม่เจอกับเออีก ส่วนเงินค่าจ้าง อรขอโทษจริงๆ อรคงให้โยรับไว้ไม่ได้ อรกราบขอโทษจริงๆค่ะ"

"แม่"

ผมร้องเพราะแม่ยกมือไหว้อาจารย์ปริศนาอย่างอ่อนน้อม แม่พูดเสียงเรียบนิ่งเสียจนน่าขนลุก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นทีท่าของแม่เย็นชาแบบนี้ แม่คงจะทุกข์ใจปวดร้าวใจไปไม่น้อยกว่าผม

"ยโส นัก ฉันผิดหวังจริงๆ อร"

อาจารย์ปริศนาเหมือนมีอะไรจุกคอพูดไม่ออก นิ่งอยู่สักพักจึงพูดออกมา แม่ไม่ได้ลดสายตาแต่มองอาจารย์ปริศนาด้วยสายตาที่อ่อนโยนอย่างน่าประหลาด ทั้งอ่อนโยนทั้งเย็นเฉียบในเวลาเดียวกัน อาจารย์ปริศนากระฟัดกระเฟียดออกจากบ้านไปแล้ว ผมยังยืนร้องไห้อยู่ที่เดิม ก้าวไปไหนไม่ได้เหมือนโดนสาปให้ชาเป็นหิน แม่เองก็นิ่งอยู่ก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง ผมลากกายเข้าไปหาแม่

"แม่ โยขอโทษ โย ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้"

ผมร้องไห้ สะอื้นตัวโยน แม่นั่งนิ่งไม่พูด สายตามองออกไปไกลแสนไกล น้ำตาแม่ไหลออกมาอาบสองแก้ม ผมยิ่งสะอื้นไห้ใจจะขาด หัวใจผมถูกบดขยี้ให้แหลกเหลวไปแล้ว น้ำตาของแม่ที่ไหลลงอาบแก้ม ยิ่งย้ำความเจ็บปวดให้ผมรู้สึกราวจะสิ้นลมหายใจ

"โยเป็นลูกไม่ดี โยทำให้แม่เสียน้ำตา โย ขอโทษ"

ผมก้มลงกราบเท้าแม่ จูบเท้าแม่ทั้งน้ำตา สะอื้นแรงจนหายใจไม่ทันใจจะขาดรอนๆ ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้ามันบาดลึกลงเสียดแทง เจ็บปวดไปทั้งร่างกาย คราใดที่หายใจออก เหมือนหนามคมในใจมันพยายามจะออกมาทิ่มตำให้แหลกสลายไป น้ำตาพรั่งพรูออกมาจากใจ แค่หลับตาน้ำตาก็ไหลออกมา แค่คิดไปว่าแม่จะรู้สึกยังไง หัวใจผมยอกบอบช้ำ ในใจเหมือนโดนกระทืบให้แตกสลาย ปวดร้าวเหลือเกิน แม่รั้งตัวผมขึ้น

"โย ไม่เป็นไรลูก เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว อย่าไปพร่ำเพ้อถึงมัน ใจเย็นๆ แม่เสียใจ โยเองก็เสียใจแต่ใครล่ะอยากให้มันเป็นแบบนี้"

แม่พูดทั้ง น้ำตา ผมยิ่งใจสลาย แม่ไม่เคยด่าว่าผมเลยสักครั้ง มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิด ผมกอดตักแม่ร่ำไห้

"ทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง ปล่อยวาง แล้วเราจะรู้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นสุขที่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นทุกข์ มีแต่ใจเราที่ชักเอานำพาเอามาให้มันเป็นสุขและทุกข์"

แม่ปาดน้ำตาออก จากหน้า ผมไม่ได้ยินอะไรมากไปกว่านี้แล้ว ร้องไห้จนหูอื้อตาลาย น้ำหูน้ำตาไหลออกมาเปรอะกางเกงแม่จนเปียกชุ่ม แม่ยันตัวผมลุกขึ้น แล้วมองหน้า แววตาแม่เป็นกังวลเหลือเกิน นัยน์ตาที่เจือด้วยน้ำตาส่องประกายสะท้อนความเจ็บปวด มีคนเคยบอกว่าลูกคนใดทำบุพการีเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ลูกคนนั้นจะตกนรกหมกไหม้ ผมทำให้แม่ร้องไห้ออกมา ผมไม่ต้องตกนรกขุมที่สาหัสสากรรณ์ที่สุดหรอกหรือ ผมใจสลายมองหน้าแม่ยิ่งน้ำตาไหล

คำพูดทุกคำของอาจารญ์ปริศนากึกก้องอยู่ในมโนจิต ทุกอณูความคิด ยิ่งหลับตาเสียงแจ่มชัดขึ้น น้ำเสียงเกรี้ยวกราดคอยหลอกหลอนแม้ยามลืมหรือหลับตา สีหน้าอาการของอาจารย์ปริศนาที่ชี้นิ้วด่าว่าผมและแม่ยิ่งทำให้ผมสะอื้นไห้ ปานใจจะขาด "กระเทย" "วิปริต เลี้ยงลูกให้วิปริต" ด่าผมคนเดียวผมน้อมรับก้มหัวให้ทุกอย่าง ผมรู้ดีว่าเหตุการณ์ความรักของผมกับเอมันไม่ได้ราบรื่นอย่างที่หวังเอาไว้ แต่ด่าแม่ผมทนไม่ได้ แม่ไม่ได้เลี้ยงผมให้วิปริต ผมเองที่เป็นไปแม่เลี้ยงผมมาด้วยความรักความใส่ใยห่วงใยเสมอมา ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเพราะผม ผมเองที่สร้างมันขึ้นมา อย่าว่าแม่ผมได้ไหม ผมร่ำไห้อ้อนวอนอากาศธาตุ ความมืดมิดปกคลุมบริเวณบ้านเพราะผมปิดไฟทุกดวง แม่ขึ้นบ้านไปแล้ว แม่คงไปสวดมนต์ทำใจ ส่วนผมนั่งอยู่ที่เดิมร้องไห้อยู่อย่างนั้น ดูเหมือนความมืดมิดมันไม่ได้ปกคลุมแค่บริเวณบ้าน มันปกคลุมคุกคามเข้ามาในใจผม มองไม่เห็นอะไรเลย มองไม่เห็นแสงใดที่จะส่องนำทาง ผมยกมือขึ้นดูแหวนเงินที่เอใส่ให้ส่องประกายแต่ดูหม่นหมอง คงเหมือนใจผมตอนนี้ที่มันหม่นหมอง ไม่มีประกายอยู่เลย ผมยกนิ้วตัวเองขึ้จูบเบาๆ ไม่น่าให้เรื่องมันลามลุกมาไกลขนาดนี้เลย ความสุขที่ผ่านเข้ามามันไม่มาปลอบชะโลมหัวใจในยามนี้เลย ความสุขที่ผมรั้นฝืนให้มันเกิดขึ้นแค่ชั่ววูบ ผมผิดเองที่ไม่รู้จักหักห้ามใจ ผมผิดเองที่ปล่อยให้เรื่องมันเลวร้ายมาถึงขั้นนี้ ตอนเราสุขแม่ก็ไม่ได้รับรู้ด้วยว่าหัวใจเราพองโตแค่ไหน แต่เวลาเราทุกข์ แม่เองที่ดูเหมือนจะทุกข์กว่าเราหลายพันเท่านัก

ผมเดินขึ้นบ้านไป อย่างไร้จิตวิญญาณ ล้มตัวลงนอนที่เตียงดอกกุหลาบแดงยังรายล้อมเตียง มันช่างน่ารังเกียจเสียนี่กระไร ผมยิ่งมองเสมือนเอาหนามมันมาทิ่มตำตัวเอง สีแดงหลากหลายเฉดสีประหนึ่งกำลังหัวเราะเยาะเย้ยให้กับความอัปยศอดสูที่เพิ่งผ่านไป ความทุกข์เหมือนมันกำลังหล่นทับใจผมเต็มที่ ได้แต่ร้องไห้อยู่ไม่รู้จักหยุดหย่อนความเจ็บปวดดูเหมือนมันไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งสะอื้นไห้หัวใจเหมือนจะหลุดจากขั้วรอนๆ ผมนอนเอาหน้าซุกกับหมอนสะอื้นออกมา

"ก๊อก"

เสียงดังที่หน้าต่าง ผมเงยหน้าขึ้นจากหมอน เหมือนมีคนพยายามปีนห้องเข้ามา ผมใจหายค่อยๆลุกย่องไปตรงหน้าต่าง ผมคว้าแจกันหัวเตียงมาด้วย

"ตัว เองๆ นอนหรือยัง"

เสียงกระซิบกึ่งร้องดังมาจากริมหน้าต่าง ผมรีบวางแจกันลงแล้ววิ่งไปที่หน้าต่างทันที

"เอ"

ผมร้องดั่งเด็กที่พรากจากมารดาเจอมารดาของตน ผมเปิดหน้าต่างแล้วก้มลงไปดู เอมันกำลังปีนขึ้นมาทางหน้าต่าง ผมเอื้อมมือไปฉุดมันขึ้นมา เอมันโผเข้ากอดผม

"ตัวเองเป็นอะไรไหม"

มันถามแล้วร้องไห้ ยิ่งทำให้ผมใจร้าว

"จะทำยังไงดีเอ เราจะทำยังไงดี"

ผมพูด ทั้งน้ำตา กอดมันแน่น

"ตัวเองเชื่อเค้านะไม่ว่าจะยังไงเราจะก้าวไปด้วยกัน เค้าไม่มีทางให้แม่มาห้ามความรักของเราได้หรอก"

ผมสะอื้นในอ้อมกอดของมัน พูดอะไรไม่ออก มันเจ็บในใจ ยิ่งได้เห็นน้ำตาของมันผมยิ่งอ่อนล้า เหมือนจะหมดลมหายใจ ทำไมคนที่ผมรักทุกคนต้องเสียใจ ผมผิดมากเลยหรือที่รักผู้ชาย ผมวิปริตขนาดนั้นเลยหรือ ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ จากคำแทนตัวเองของอาจารย์ปริศนาแต่ก่อน เรียกตัวเองว่าแม่ ทุกคำ เรียกผมว่าลูก แต่เมื่อครู่ "เธอ" "ฉัน" มันดูห่างไกลกันเหลือเกิน

"แล้ว แม่รู้ได้ไง เอ"

ผมสะอื้นถาม เรานั่งอยู่บนเตียงที่ห้อมล้อมไปด้วยมวลกุหลาบแดง

"ไอ้ บอมมันโทรมาฟ้องแม่ คอยดูนะไอ้ตัวดี เพื่อนเหี้ย มันไม่ชอบพี่พล แต่มันก็ไม่น่าทำถึงขนาดนี้เลย"

เอกัดฟันพูด ขบกรามจนปูดโปน ผมได้ยินแล้วก็ท้อสะท้อนใจ กลัวว่ามันจะหุนหันพลันแล่นไปทำอะไรเพื่อนอีก

"เอา เถอะ เอ ยังไงแม่ก็รู้แล้ว ตอนนี้ เรา .......................ห่าง.........กัน........สักพักนะ"

ผมสะอื้น แรงหนักกว่าเดิม กว่าจะพูดออกไปได้แต่ละคำ

"ไม่เอา ตัวเอง อย่าพูดแบบนี้ เค้าจะอยู่ยังไง ถ้าห่างจากตัวเอง ไม่เอา เค้าไม่ยอม ตัวเอง อย่าพูดแบบนี้ เค้าเจ็บนะ รู้ไหม"

มันร้องไห้น้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม ยิ่งเห็นยิ่งปวดใจ มันกอดผมแน่นร้องไห้ฟูมฟาย

"ช่วงนี้ถ้าเรา ยังติดต่อกันอยู่กลัวว่าเรื่องมันจะเลวร้ายไปกว่านี้ เอ.........ถ้าหากว่า.........อาจารย์ปริศนา.....เขาส่งเอไป.......ที่ อื่น.........แล้ว ฉันล่ะ เอ................ฉันจะอยู่ยังไง............ ถ้าไม่มีเธอ"

ผมสะอื้นจนหอบ กลัวทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ ผมกลัวแม้แต่จะปล่อยมือออกจากอ้อมกอดของมัน กอดแน่นขึ้นสะอื้นในอกของมัน เอร้องไห้ลูบตามตัวผม มันเองก็คงเสียใจไม่น้อยไปกว่าผม

"ไม่มีทาง เค้าไม่ไปไหนทั้งนั้น แม่บังคับเค้าไม่ได้หรอก ที่เค้าตั้งใจเรียนอยู่ทุกวันนี้ไม่เกเร เพราะตัวเองนะ รู้ไหม เค้ารักตัวเอง เค้าอยากเป็นคนดีให้ตัวเองรัก เค้าอยากเป็นคนที่คู่ควรกับตัวเอง แม่ไม่เข้าใจ แม่ไม่เคยเข้าใจเค้าเลย"

ความในใจมันพรั่งพรูออกมาผมผละออกจากอกมันแล้วโน้มคอมันมาซุกที่บ่า ลูบหัวมันเบาๆ ผมพรมจูบตามเส้นผมของมัน สงสารจับใจ สงสารมันกับตัวผมเอง

"เราไม่น่าให้มันเลยเถิดขนาดนี้เลย"

ผมพูดเสียงเบาสั่นสะอื้นอยู่

"อย่าพูดแบบนี้ ตัวเองอย่าพูดแบบนี้ เค้าเสียใจนะ เพราะรักนะเค้าถึงทำกับตัวเอง ถ้าไม่มีวันนั้น ถ้าเราไม่ได้รักกัน คิดไหมว่าเค้าจะเชื่อที่ตัวเองพูดสักอย่างไหม ถ้าเราไม่ได้รักกัน เค้าไม่มีทางจะมานั่งฟูมฟายเสียใจอยู่อย่างนี้"

เอจ้องผมจับหน้าผม ไว้ น้ำตามันไหลออกมาจากตาของมัน โอย ผมปวดใจเหลือเกิน ทรมานใจจะขาด

"เอ ฉันก็เสียใจ เอ"

ผมพูดไม่ออกสะอื้นแรงหนักจนต้องทรุดหน้าลงกับบ่า ของมัน เอมันคงเข้าใจว่าผมเองก็คงเสียใจมากเพราะผมเหมือนคนที่ไร้ซึ่งหนทาง หมดอาลัยตายอยาก หน้าตาบูดเบี้ยวเพราะร้องไห้หนัก ตาแดง แต่ภายในใจผมมันพังทะลายยับเยินไปหมดแล้ว จะพูดออกมาแต่ละคำมันช่างยากลำบาก ปวดร้าวใจจนพูดอะไรออกมาไม่ได้ ผมสะอื้นตัวสั่น มันคอยลูบปลอบโยน ทั้งที่ตัวมันเองก็ร้องไห้เช่นกัน เรานอนกอดกันอยู่อย่างนั้น บนเตียงที่ห้อมล้อมไปด้วยดอกกุหลาบแดง ที่เอเพิ่งจะทำให้ผมแปลกปลื้มใจ ไม่ทันไรกุหลาบยังไม่เฉาไปเลย แต่ความรักที่มันทำให้ผมประทับใจเหมือนกลายเป็นหนามคมที่คอยทิ่มแทงใจของเรา ทั้งสองให้เจ็บปวดร้าวราน ทรมานเหลือเกิน   

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกแห่งนี้ช่วยดลใจนำพาใจให้เราทั้งสองเจอทางสว่างด้วยเถิด ทรมานทุกข์ใจเหลือเกินด้วยบุพการีก็ทุกข์ใจไปด้วย ด้วยบุญกุศลที่ได้สร้างสมมา ช่วยดลบันดาลให้ลูกพ้นจากห้วงทุกข์นี้ทีเถิด ผมภาวนาในใจก่อนหลับไปในอ้อมกอดของเอ 


"สิ้นแสงสุริยาราตรีส่อง ผุดผ่องงามงดพิศมร

อันดวงใจต้องมนต์โดนศร  ฤาดัสกรข้ามเขตพัธสีมา

ด้วยรักดังน้ำผึ้งอาบยาพิษ   ราวจะปลิดชีพเสียวายชีวา

ยอกอกเสียดแทงเกินรักษา  แล้วทิวาก็สิ้นแสงแรงแห่งใจ"



วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 40

เสียงเคาะประตูดังปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์

"โยๆ แกจะกลับแล้วนะแก ทำอะไรกันยะ"

เสียงกบตะโกนผ่านประตูเข้ามา ผมงัวเงียเพราะเผลอหลับไปกับเอ ผมร้องตอบมันออกไปว่าขออาบน้ำก่อน ผมลุกจากเตียงมองเอที่ยังนอนอยู่ ผมรีบเก็บของใส่กระเป๋า เสื้อเปียกเมื่อคืนหมาดๆ ต้องเอาใส่ถุงพลาสติก พอเสร็จก็มาปลุกเอ

"เอ ตื่นได้แล้วจะกลับบ้านแล้ว"

ผมเย่าตัวมัน งัวเงียตื่นมา

"ยัง เวียนหัวอยู่ไหม"

ผมถามมองมันอย่างห่วงใย มันยิ้มแล้วกอดผมโน้มตัวลงไปกอด

"เร็วๆ รีบไปอาบน้ำ ทุกคนรออยู่นะ"

"ขอกอด แป๊บ นึงน้า คิดถึง"

"พูดแบบนี้หายเวียนหัวแล้วสิ"

"อืม"

มันพยักหน้า ผมให้มันกอดอยู่สักพักก็ไล่ไปอาบน้ำ มันดึงแขนเข้าไปอาบน้ำด้วยกันอีกเหมือนเคย พออาบเสร็จเราก็แต่งตัว ออกจากห้องไปรวมกับเพื่อนๆ ทุกคนยืนรอกันอยู่พร้อมแล้ว เพื่อนแซวตามปกติ เราเช็คเอาท์ออกจากบังกาโลแล้วไปรอรถสองแถวกลับไปที่ท่าเรือ นั่งรอเรืออยู่พักใหญ่จึงได้ข้ามกลับไปฝั่งบ้านเพ แดดตอนบ่ายสามยังแก่ร้อนแรง เอดูสลึมสลือคงยังไม่สร่าง ผมจับกินน้ำส้มแต่กินเยอะมันก็อยากเข้าห้องน้ำ กว่าจะถึงฝั่งได้แทบแย่ เราเดินซื้อของอยู่พักใหญ่จึงขึ้นรถกลับ ขากลับมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดในรถ การสนทนาไม่ออกรสออกชาติเหมือนตอนขามา ทุกคนดูเหมือนหมดฤทธิ์ยา กายขับรถไม่เร็วมากนักเพราะมันเองก็งัวเงียอยู่ เปลี่ยนกันขับกับพลทุกชั่วโมง พี่ป้อมพอขึ้นรถได้ก็นอนเลย เหมือนของผมนั่งกอดเอวผมอยู่พักเดียวก็หลับ ผมต้องนั่งคอยกอดประครองไว้เพราะมันหลับแต่ดิ้น จ๋าคุยกับผมเบาๆ มีพลกับกายตอบรับบ้าง ส่วนกบนั่งสับปะหงกอยู่ กว่าจะถึงกรุงเทพฯก็มืดพอดี แวะปั๊มน้ำมันหลายรอบ กายขับรถไปบ้านผมก่อน ทุกคนทักทายแม่แล้วแยกย้ายกันกลับ เอเดินขึ้นไปนอนข้างบนทันที ไม่ยอมกินข้าว ตอนแรกผมจะไปปลุกให้มันมาอาบน้ำกินข้าวแต่แม่ห้ามไว้อยากให้มันนอนให้เต็มที่

เดือนแห่งความรักมาถึงแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าเดือนนี้มันจะพิเศษอะไร เพราะตอนนี้ผมรู้สึกว่าทุกๆวันมันคือวันแห่งความรัก ความรักของผมตอนนี้มันเบ่งบานเต็มอก เราเจอกันทุกวันตอนผมเลิกงาน ถ้าวันไหนไม่เจอรู้สึกเหมือนใจจะขาดกว่าจะผ่านไปแต่ละวันมันช่างยืดยาวนาน คนที่อยู่แวดล้อมผมก็คงดูออกว่าผมเองดูสดใสขึ้นมาก แม่เองก็ดูรู้ท่านไม่ได้คุยเรื่องนี้อีกเลยแต่บางคราสายตาของแม่ก็ยังคง ห่วงใยอยู่มาก ผมเองก็ไม่ได้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากเหมือนแต่ก่อน ปล่อยให้มันเป็นไปตามแต่มันจะเป็น ผมมีความสุขไม่อยากให้อะไรที่คิดไว้หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมันมาบั่นทอนความสุขอันนี้

วันวาเลนไทน์มาถึงแล้ว ปีนี้ตรงกับวันเสาร์พอดี ผมนัดเอออกไปดูหนังกันตอนกลางวันแล้วค่อยไปกินข้าวกัน ผมจองไว้ที่ร้านเกาะลันตาแถวสนามบิน ผมตื่นแต่เช้ามาเตรียมใส่บาตรเหมือนเคย เดี๋ยวนี้ใส่เป็นประจำทุกเสาร์อาทิตย์ เอเองก็คุ้นกับการใส่บาตรแล้ว แม้มันจะยังไม่ตื่นเพราะอ่านหนังสือดึก ช่วงสอบปลายภาคมันนอนดึกเกือบทุกวัน โทรหาก่อนนอนทุกวัน เมื่อคืนก็ท่าจะนอนดึกเพราะตอนผมนอนมันก็ยังไม่นอน ผมเตรียมทุกอย่างเสร็จก็ขึ้นไปปลุกมัน แม่เองก็เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ช่วงสอบแม่งดไปวัดเพราะง่วนอยู่กับการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ เองัวเงียไม่อาบน้ำล้างแต่หน้า มันยืนตาปรือใส่บาตร พอเสร็จก็ขึ้นไปนอนต่อ ส่วนแม่ก็ทำงานที่ค้างอยู่ ผมก็ไปทำกับข้าว เอตื่นมาอีกทีเก้าโมงกว่า แม่กินข้าวไปก่อนแล้ว ผมกินข้าวกับเอเสร็จก็ให้มันไปอาบน้ำเตรียมตัวไปดูหนังกัน เห็นมันบอกอยากดู A Moment in June ผมก็เออออตาม ตอนนี้ทำอะไรก็ไม่อยากขัด แย้งบ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่คล้อยตามมันไปเสียทุกอย่าง ไม่ได้ตามใจแต่รู้สึกว่าอยากเอาใจมันมากเป็นพิเศษ

"เค้ารักตัวเองนะ คะ"

มันกระซิบตอนอยู่ในโรงหนังแล้วจับมือผมไว้ มันจูบหน้าผากหัวใจผมลอยละลิ่ว มีความสุขใจที่สุด เราดูหนังจบเกือบบ่ายสอง เดินคลอเคลียกันออกมาจากโรงหนัง ตอนนี้ผมไม่อายใครแล้ว มองไม่เห็นใครนอกจากมัน รักมันมากล้นใจ

"ตัวเองไปเดินเล่นสวนหลวง ไหม"

มันชวน ผมพยักหน้า เพราะไม่มีที่ไปกว่าจะค่ำ กลับบ้านก็ขี้เกียจจะทำอะไรประเจิดประเจ้อก็ไม่ได้เพราะแม่อยู่ เรานั่งแท็กซี่ออกจากเมเจอร์เอกมัยตรงไปยังสวนหลวง แดดร้อน มีคนนั่งอยู่ตามใต้ร่มไม้ บ้างก็มาเป็นคู่

"เค้าจะสอบให้ติดวิศวะ ตัวเองจะได้ภูมิใจที่มีแฟนเป็นวิศวกร"

เรานั่งใต้ร่มต้นก้ามกราม ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วแต่ก็ไม่มากนัก

"เรียน อะไรก็ภูมิใจแล้วล่ะ"

ผมพูดยิ้มๆ หยิบเศษใบไม้ออกจากหัวมัน

"เค้าอยากให้ตัวเองมีความสุข ไม่อยากเสียใจที่มีเขาเป็นแฟน"

ผมเอานิ้วปิดปากมัน มองตามันไม่ให้พูดต่อ

"อย่าพูดอย่างนี้เอ ฉันไม่เคยเสียใจ ดีใจเสียอีก แม้มันจะมีอะไรให้คิดมากมาย แต่ตอนนี้ ดีใจ ภูมิใจแล้ว"
 
มันจับมือผมเอาริมฝีปากงับเบาๆ

"เค้าก็ดีใจมาก ภูมิใจมากนะที่มีตัวเอง เป็นของขวัญจากพระเจ้า เค้ามีความสุขที่สุดเลย"

มันเอนหลังพิงพนัก เต็มแผ่นหลังผ่อนลมหายใจออกมา มันเอามือผมวางที่ตัก ผมมองหน้ามันอย่างไม่รู้จักเบื่อ ทุกอณูบนร่างกายของมันผมไม่รู้จักเบื่อที่จะมอง อยากจะสัมผัสแตะต้องมันอยู่อย่างนั้น

"ตัวเองจำได้ไหม ว่าเค้าบอกรักตัวเองที่นี่นะ กลางบึงโน่น"

"จำได้สิ ไม่เคยลืม"

ผมบีบมือมันเบาๆ เรานั่งมองหน้ากันแล้วยิ้ม ผมมองออกไปไกลแสนไกล ทุกอย่างมันช่างสวยงามเหลือเกิน ดูสดใสไปเสียทุกอย่าง เรานั่งอยู่ตรงนั้นสักพักก็เดินไปเช่าเรือถีบเหมือนเคย แม้อากาศจะร้อน เราช่วยกันถีบออกไปกลางบึง ไอแดดลอยมากับลมกำบังที่กั้นไว้ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ผมรู้สึกร้อนจนต้องบอกให้เอถีบกลับ เราตกลงไปเดินเล่นที่ซีคอน เพราะทนร้อนไม่ไหว พอถึงซีคอนเราก็ตรงไปกินไอติมนั่งแช่อยู่นาน เผลอแป๊บเดียวก็ค่ำ ผมพาเอออกจากซีคอนตรงไปยังร้านเกาะลันตา ร้านอาหารสวยเพิ่มบรรยากาศมีคู่รักหลายคู่นั่งอยู่เกือบเต็มร้าน แต่ผมโทรจองไว้แล้วที่นั่งริมนอกสุดมองเห็นบึงท้องฟ้ามืดออกส้มๆในยามพลบค่ำ แสงเทียนตามโต๊ะอาหารส่องประกายไสว สวยงามเหลือเกิน อีกคนที่นั่งอยู่ข้างผม ใบหน้าใต้เปลวเทียวช่างน่าพิศมัยเสียนี่กระไร ตั้งแต่ยอมรับในใจว่ามันเป็นแฟน เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันมันไม่เคยนั่งห่างจากผมเลย แม้เขาจะจัดที่นั่งให้นั่งตรงข้ามกัน แต่มันก็จะยกเก้าอี้มานั่งติดผมอยู่ดี มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมพึงใจ เรานั่งทานอาหารอย่างเพลิดเพลิน ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แวดล้อม หัวใจมันพองโต ทุกวินาทีมันช่างเป็นสุขเหลือเกิน มีคนเคยบอกเวลาที่เรามีความสุขเราอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนั้น ผมก็เพิ่งมีความคิดเช่นนี้ อยากจะหยุดเวลาเอาไว้อย่างนี้ อยากจะซึมซับทุกความทรงจำเท่าที่ตาจะเก็บภาพได้ เท่าที่ใจจะรู้สึกสุข ให้มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป

เรากลับบ้านเกือบสามทุ่ม เห็นแม่นั่งยิ้มรออยู่ใรบ้าน

"แม่กินข้าวหรือยังครับ"

ผมถาม แล้วไปนั่งข้างแม่

"เรียบร้อยแล้วจ๊ะ ไปกินอะไรกันมา"

"ไปร้านเกาะลันตามาครับแม่ สวยมาก"

"เมื่อกี้พลก็แวะมา เข้าใจทำนะเอเราน่ะ"

แม่หันไปพูดกับเอ ผมมองตามมองมันยิ้มแฉ่งอยู่

"มีบ้างนิดหน่อยครับ"

มันหัวเราะอารมณ์ดี

"อะไรเหรอเอ"

"ปล่าว ไม่มีอะไร"

เอขึ้นบ้านไปก่อนผมนั่งคุยกับแม่ต่อ

"มันคงห้าม ไม่ได้แล้วสินะ ระหว่างโยกับเอน่ะ"

แม่พูดขึ้น ผมรู้สึกหวั่นในใจ มองหน้าแม่ ทำไมวันนี้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งที่แม่ไม่พูดถึงมันนานมาแล้ว ผมได้แต่อึกอักทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี

"เอาเถอะ โย แม่ไม่ว่าหรอก เรื่องของความรัก มันห้ามได้ที่ไหนกัน จริงไหม แต่คิดเผื่อไว้ด้วยนะ ถ้าวันไหนไม่รักกันแล้ว เรายังจะเป็นพี่น้องกันได้อยู่ไหม"

เสียงแม่ราบเรียบ เย็นสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง ผมเม้มปากมองหน้าแม่ สายตาแม่ยากเกินที่จะเดา แม่พยายามจะสื่ออะไรออกมา

"วันนี้รักชอบกัน ก็ถนอมน้ำใจกันให้มากนะลูก อย่าหักหาญน้ำใจกัน เราเป็นพี่ต้องดูแลชี้นำทางน้อง แม่ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นไปแล้ว แม่ไม่ว่าหรอก ยังไงเสียคนรักกันก็ดีกว่าคนเกลียดกัน"

ผมหน้าชาร้อนรนในใจ แม่เหมือนจะเข้าใจแต่ก็เหมือนแม่ตำหนิผมอยู่ ผมนั่งนิ่งมองหน้าแม่พูดอะไรไม่ออก

"ดูทำหน้าเข้า แม่ไม่ได้ว่าเรานะโย ไปๆ ไปอาบน้ำอาบท่า น้องมันมีอะไรให้โน่นแน่ะ ไปขึ้นไปดู มันน่ารักอย่างนี้สินะ ลูกแม่ถึงใจอ่อนได้"

แม่ยิ้มออหมา เต็มปาก คลายความตึงเครียดลงไปได้บ้าง แต่ความกังวลใจมันก็ยังไม่หายไปง่ายๆ ผมเดินขึ้นไปบนบ้านอย่างล่องลอย เปิดประตูห้องเข้าไป เห็นไฟแสงสีสว่างขึ้นทั้งห้องเหมือนตอนวันปีใหม่ ผมไม่ได้แปลกใจอะไรมากนักเพราะเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้แล้ว แต่ในห้องผมเต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดงใส่แจกันวางอยู่เต็มห้อง ทั้งหัวเตียงบนโต๊ะ

"โอ"

ผมอุทานออกไป เอมันยืนถือช่อกุหลาบอยู่ในมือยิ้ม

"สุขสันต์วันวาเลนไทน์จ๊ะ ที่รักของผม"

ผมงงยืนเอ๋ออยู่ แต่ก็ยื่นมือไปรับช่อกุหลาบมาจากมัน

"ไม่ เห็นต้องทำขนาดนี้เลยเอ"

ผมพูดเสียงเบา ตื้นตันใจเหลือเกิน ไม่ได้คาดหวังให้มันทำถึงขนาดนี้ ไม่ได้อยากได้ขนาดนี้ มันมากไปสำหรับผม ใจผมรับไม่ได้ ผมน้ำตาคลอ กอดมันไว้น้ำตาไหลออกมา

"ไม่มากหรอก สำหรับตัวเองเค้าทำได้ทุกอย่าง เพื่อคนที่เขารักที่สุดในชีวิต"

ผมสะอื้นออกมาอย่างไม่อายพยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้มันไหล แต่ก็เกินกว่าที่จะบังคับมันแล้ว ในใจผมตื้นตันปลาบปลื้มเหลือเกิน นี่หรือน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มยินดี มีความสุขที่สุด

"แล้วไปซื้อมา ตอนไหน"

ผมถามขึ้นตอนที่เรานอนกอดกันท่ามกลางดอกกุหลาบ

"วาน พี่พลไปเหมามา อิอิ แลกกับไอ้บอม"

"วางแผนไว้เหรอ"

"แค่ลองถามพี่พลว่าตัวเองชอบดอกไม้หรือเปล่า พี่พลบอกว่าชอบ เค้าก็เลยอยากจะเซอร์ไพซ์ ตัวเองชอบไหมคะ"

มันถาม ผมหอมแก้มมันแทนคำตอบ เบียดตัวกระชับเข้าหาอกมันมากกว่าเดิม ถ้าผมไม่รักมันสิแปลก ผมรักมันได้มากขนาดนี้ไม่แปลกหรอกใช่ไหม ผมจะสนใจอะไรในเมื่อผมมีความสุขเหลือเกินในตอนนี้ มีความสุขมากจนกลัวขึ้นมาว่าถ้าวันไหนมันไม่เป็นอย่างนี้ ผมยังจะทนใช้ชีวิตอยู่ได้ไหม ผมจะอยู่ต่อไปยังไง แต่เอาเถอะปัจจุบันมันนอนกอดผมอยู่ด้วยความรู้สึกเดียวกัน "รัก" อนาคตผมมองไม่เห็นมันเองก็คงเหมือนกัน เราจะไปคิดให้มันได้อะไรขึ้นมา

คืนที่แสนสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วห้องผมเต็มไปด้วยสีแดงหลากหลายเฉดสี กุหลาบแดงส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั้งห้อง ผมตื่นขึ้นมาทำอาหารสำหรับใส่บาตรแต่เช้าเหมือนเคย วันนี้เอไม่ต้องปลุกเพราะเมื่อคืนมันนอนเร็วงดอ่านหนังสือไปวันหนึ่ง แม่เองก็ตื่นแล้วเราออกมายืนพร้อมหน้ารอพระเดินมาบิณฑบาตร พอเสร็จเอก็รดน้ำต้นไม้ผมก็เข้าไปทำกับข้าว เรากินข้าวตอนแปดโมงกว่าๆ แม่ตรวจข้อสอบต่อ เอเอาหนังสือมานั่งอ่านที่หน้าบ้าน ผมก็อ่านหนังสือนิยายอยู่ข้างๆ คอยชำเลืองมันตลอดเวลา เวลามันมุ่งมั่นอ่านหนังสือ ขมวดคิ้ว ไรหนวดเหนือริมฝีปากช่างน่าดูยิ่งนัก

"ยิ้ม ไรคะ"

มันทักผมหุบปากทันที เผลอตัวคิดล่องลอยไปไกล

"แอบมอง เค้าเหรอ เขินนะเนี่ย"

"บ้า คิดอะไรเรื่อยเปื่อย อ่านต่อไปเถอะ"

ผมแก้ตัว แล้วอ่านนิยายต่อ

"คิดเรื่องเราน่ะเหรอ อิอิ เค้าก็คิดนะ คิดว่านอนกอดตัวเองตัวล่อนจ้อน"

"บ้า ไปเอาแตงโมมากินดีกว่า"

ผมเขินเดินเข้าครัวไป อมยิ้มเข้าครัวแล้วไปปลอกแตงโมใส่จานเอาไปให้แม่ด้วยจานหนึ่งแล้วเอามาให้ คนหน้ากวน ยอดดวงใจของผม ตอนนี้เขาคือคนที่ผมรักที่สุดแล้วไม่รู้ว่ามันเริ่มความรู้สึกนี้ตั้งแต่ เมื่อไหร่ แต่รู้ว่าตอนนี้มันมากมายเหลือเกินมากเสียจนกักเก็บไว้ในใจไม่ได้ มันล้นออกมาปิดไม่อยู่

วันจันทร์ ผมตื่นเช้าเป็นปกติ ปลุกเอให้ตื่นมาอาบน้ำ ผมลงไปทำกับข้าว แม่เองก็ตื่นแล้วเอมีสอบตัวสุดท้าย วิชาที่ผ่านมามันมั่นใจเหลือเกินว่าเกรดเทอมจบมัธยมห้าจะออกมาจนทุกคนตกใจ ผมเองก็คิดว่ามันน่าจะออกมาดีเพราะพักหลังมันอ่านหนังสือหนักเอาการ เอออกจากบ้านก่อนเพราะมันมีสอบแต่เช้าผมออกจากบ้านหลังสุดตอนเจ็ดโมงกว่าๆ นั่งรถมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างออกไปนั่งรถไฟฟ้า เพราะเช้าวันจันทร์ในซอยอ่อนนุชรถติดเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผมถึงที่ทำงานก่อนเก้าโมง พลมาทีหลังผมหน้าตามันยิ้มแย้ม

"นี่เป็นไง แก เซอร์ไพรซ์ไหมวันวาเลนไทน์"

มันถามแล้วยิ้ม

"อืม แล้วแกล่ะไปทำอะไรมา ขอบใจนะที่ไปจัดดอกไม้ให้"

ผมตอบเพราะรู้ว่าพล วางแผนกับเอเรื่องดอกไม้ มันยิ้มๆ

"เรื่องเล็กแก ฉันเต็มใจ"

"ก็ มีค่าตอบแทนไม่ใช่เหรอ น้องอะไรนะ"

ผมรู้ทันมันอีก

"บ้าแก แหมนะ เห็นแกมีความสุขก็เผื่อฉันจะโชคดีบ้าง อย่างน้อยบอมก็เป็นเพื่อนเอ น่าจะน่ารักเหมือนกัน"

มันพูดแววตาดูมีความหวัง

"แล้วน้องมัน รู้ตัวแล้วเหรอว่าจะมีวัวแก่อยากกินอยู่"

ผมกัด

"บ้า แก วัวกงวัวแก่อะไร ฉันก็ดูแอ๊บได้อยู่นะแก คงรู้แล้วล่ะเห็นเอบอกว่าติดต่อให้แล้ว น้องเขาเพิ่งเลิกกับแฟน อิอิ เผื่อจะดามหัวใจให้น้องมันได้"

"จ้า แม่หมอ"

ผมคุยอยู่กับพล พักใหญ่จึงไปทำงาน พอพี่ภามาก็แซวผมใหญ่ พลคงรายงานเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศในที่ทำงานสดใสทั้งวัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอเลิกงานผมกับพลก็ไปหาเอกับบอมที่เซ็นทรัลเวิร์ล ดูพลมันมีความสุขมาก เอนั่งรออยู่ก่อนแล้วในร้านไอติมร้านเดิมที่เราเคยนั่ง ผมกับพลเดินขึ้นไป เอยิ้มมาแต่ไกล น้องบอมนั่งหน้าเอ๋ออยู่ เพราะไม่รู้จะยิ้มหรือจะทำตัวยังไงดี

"หวัดดีพี่พล"

เอทัก แล้วยิ้มให้ มันสะกิดน้องบอมให้ยกมือไหว้เราสองคน บอมก็ยกมือไหว้เก้ๆกังๆ

"กิน อะไรกันหรือยังครับ"

ผมถามแล้วนั่งลงข้างเอ

"ยังเลยตัวเอง พี่พลวันนี้เลี้ยงไรดีพี่"

เอส่ายหน้าแล้วหันไปพูดกับพลอย่างอารมณ์ ดี

"อยากกินอะไรล่ะเอ อาหารจีนไหม"

พลพูดกับเอแต่สายตาจ้อง มองน้องบอมราวกับจะมองให้ทะลุเสื้อผ้า จนน้องมันเขินหน้าแดงขยับออกผมสะกิดเอ

"เอ้อ นี่ไอ้บอมเพื่อนรักผมครับ มึงนี่แฟนกู มึงเคยเห็นแล้วนี่ แล้วนี่พี่พลเพื่อนแฟนกูอีกทีนึง และเป็นพี่กูด้วย"

เอแนะนำ คราวนี้มันผงกหัวให้เหมือนกิ้งก่า

"ไหว้สิไอ้ห่า ไม่มีมารยาทเลยมึง"

เอ ทำเสียงกร่างดุเพื่อน บอมยกมือไหว้แต่ตาพิฆาตเออยู่

"หวัดดีพี่"

"น่า รักจังครับน้องบอม"

พลพูดขึ้น รู้สึกแกร่วๆแทนมันเหมือนกันเพราะบอมมันทำหน้าเหรอหรา

"ผมหล่อเพ่ ไม่น่ารัก ไม่ใช่หญิง"

มันไม่มองหน้าพลแต่มองหน้าผม ผมอมยิ้มเจอแล้วไหมล่ะ ท่าทางคงจะไม่ใช่น้อยเหมือนไอ้ตัวดีของผม

"นั่น ล่ะครับ พี่หมายถึงหล่อ นั่นล่ะ"

พลมันยังไม่ยอมแพ้ พยายามยิ้มหวานให้บอม

"ครับ ผมรู้"

"โห มึงกวนตีนนะ พี่เขาพูดดีๆ เดี๋ยวเถอะมึงจะโดนตีนกู"

"เอ"

ผมปราม เพราะมันพูดออกรสท่าทางคงหมั่นไส้เพื่อน มันหันมายิ้มให้ผมปห้งๆเกาหัวแกรกๆ

"งั้น ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ หิวไหมครับ"

ผมตัดบทเพราะท่าทางคงยาว หนักใจแน่พล คิดจะคบเด็กไม่ใช่ง่าย ผมคิดในใจเพราะกว่าผมจะรู้สึกรักเอได้ก็ไม่ใช่ง่ายมันก็กวนบาทาผมอยู่มาก เหมือนกัน เราตกลงไปกินอาหารไทยกันเพราะน้องบอมไม่กินอาหารจีน บ้านมันเป็นคนจีนอยู่แล้วมันบอกเอียน เราเลยขึ้นไปชั้นห้าระแวกร้านอาหารญี่ปุ่น มีร้านอาหารไทยอยู่สองสามร้านเราเลือกร้านที่ดูดีที่สุดเพราะพลมันอยากจะเอา หน้า เอมันกอดคอผมเดินนำหน้าตลอดปล่อยให้พลทำความรู้จักกับบอมให้มากขึ้น แต่ท่าทางคงกวนอยู่ไม่น้อย เพราะหันไปมองทีไรพลทำหน้าเหลือรับเต็มทน

พลขับรถไปส่งเอก่อนเพื่อนแล้วค่อยไปส่งผม ส่วนบอมลงคนสุดท้ายเพราะบ้านอยู่ถนนศรีนครินทร์ พอถึงบ้านผมก็เข้าไปเก็บของในครัวล้าง แม่เองนั่งตรวจข้อสอบอยู่ พอเสร็จผมก็ขึ้นไปอาบน้ำเปิดเพลงฟังอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้าง ล่าง เสียงคุ้นๆ ผมรีบเดินลงมาข้างล่าง อาจารย์ปริศนานั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 39

"ไปเช่าสน็กเกอร์มาดำน้ำดีกว่าเอ"

พี่ป้อมชวนเอ มันก็พยักหน้าเดินตามไปทันที

"แกกินน้ำอะไรไหมแก เดี๋ยวสั่งเขา นอนสวยๆสักวันซิ"

จ๋าชวน ผมเองก็เห็นดีด้วยเพราะไม่เล่นน้ำผมเป็นโรคประหลาดกลัวน้ำ ไม่ใช่พิษสุนัขบ้านะ แต่กลัวน้ำห้วงใหญ่ๆกว้างๆ ทั้งที่ว่ายน้ำเป็น ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องจมน้ำ มันไม่มีเหตุผลแค่กลัวไม่อยากลง เราเดินไปที่บังกาโลแล้วสั่งน้ำมะพร้าวมาสี่ลูก แล้วกลับไปเอาขนมที่ห้อง เดินกลับมาที่เปลเห็นเอมันถอดเสื้อใส่แต่กางเกงขาสั้นสำหรับเล่นน้ำ พี่ป้อมเองก็เหมือนกัน มีอุปกรณ์ดำน้ำอยู่ที่เปล ผมยิ้มให้มัน

"ทา ครีมกันแดดก่อนสิเอ เดี๋ยวตัวไหม้หรอก"

ผมเดินไปหาแล้วดึงแขนมันไป ยังเปลอีกตัว

"นั่นสิ พี่ป้อม มาทาด้วย"

จ๋าก็ทำตาม ผมเทครีมกันแดดลงฝ่ามือค่อยๆลูบตามตัวมัน เอยืนนิ่งยกแขนขึ้นจับหัวเหมือนนักโทษให้ตรวจร่างกาย ผมทาข้างหลังเสร็จก็มาทาข้างหน้า มันลดมือลงมาเกาะบ่าแล้วยิ้ม

"ต๊าย หวานแต่เช้า นะยะ"

เสียงร้องแขวะดังมาจากหน้าบังกะโล กบยืนอยู่หัวมันยังฟูๆอยู่เลย มันเดินปรี่เข้ามาหาเรา

"โอ แม่เจ้า น้องเอ หุ่นเริ่ด ต๊าย พี่หัวใจจะวาย"

"อีบ้า มองไปย่ะ เป็นหมาเห่าเครื่องบินไป"

จ๋าแขวะ

"ต๊ายนังจ๋า พี่ป้อมก็เริ่ดนะยะ อุ๊ยพี่ป้อมขาเปลี่ยนใจมาหาหนูกบยังทันนะคะ"

กบพูดติดตลก

"ไม่ ดีกว่าครับ น้องกบ พี่ไม่นิยมของดำ"

กบกรี๊ดแต่เช้า พี่ป้อมพูดจบทุกคนก็หัวเราะ กบค้อนประหลับประเหลือกแล้วเดินเชิ่ดงอนกลับไปที่ทานอาหารเช้า

"เหลือ เกินจริงๆนะ อีนี่"

จ๋าพูดแล้วหันมาหาพี่ป้อม

"ไม่สนใจหน่อย เหรอคะพี่ป้อมขา"

จ๋าลากเสียงยากประชด พี่ป้อมคว้าตัวมันมากอดไว้

"ไม่ ล่ะจ๊ะ มีคนเดียวนี่ล่ะถูกใจที่สุดแล้ว"

พูดจบก็หอมแก้มมัน จ๋าฟาดแขนพี่ป้อมเบาๆหยอกเย้ากัน

"ใช่พี่ ของผมก็ไม่มีใครแล้ว ถูกใจแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนใจ"

เอเอาบ้าง

"นี่ เดี๋ยวทาครีมไม่เสร็จ ยืนดีๆ"

ผมทำเสียงดุแต่ก็ยิ้ม

"โอ๊ย ไม่เกรงอกเกรงใจกันเลยนะ เกรงใจฟ้าบ้างเดี๋ยวก็ผ่ากลางแจ้งหรอก"

มาอีกคู่เสียงพลกับกายแซวมาแต่ไกล เสียงพวกมันแจ่มใสอารมณ์ดี กบเดินพ่วงท้ายมาอีกคน

"เพิ่งตื่นเหรอยะ อีแฮ่นทั้งหลาย เป็นไงล่ะ ได้มั้ยผู้ชายน่ะ"

จ๋าร้องทักไป แต่ยังให้พี่ป้อมกอดอยู่

"อุ๊ย ขั้นเทพอย่างพวกชั้นแล้ว จะเหลือรึ เนี่ยเดี๋ยวผู้ชายเมื่อคืนก็มาหานัดกันแล้ว"

กายพูดอย่างภาคภูมิใจ

"ไม่ไปกินข้าวล่ะแก"

ผมทาครีมให้เอเสร็จ หันไปถามเพื่อนบ้าง

"สั่ง มากินตรงนี้ล่ะ เดี๋ยวจะได้ลงว่ายน้ำอาบแดดซะหน่อย"

พลบอกแล้วทิ้ง ตัวลงนอนข้างเปลที่เราวางของ

"โห เอ มีซิกแพ็คด้วยเหรอ น่าอิจฉาจัง"

กายพูดแล้วจ้องเอ

"อย่าคิดนะแก นี่น้องฉัน"

พลทำเสียงดุ

"ต๊าย อีนี่ไปเป็นน้องเป็นพี่กับเขาเมื่อไหร่ยะ ฉันแค่ชมย่ะ ไม่คิดจะแย่งของเพื่อนหรอก"

กายหัวเราะ

"นั่นล่ะ อย่าแม้แต่จะคิด"

"ค่า แม่พี่สาวแสนสวย"

"เป็นธรรมดา"

ทั้งสองเหน็บกันแต่หัวเราะอย่างสนุกสนาน กบไปสั่งอาหาร ส่วนเอกับพี่ป้อมเดินไปไกลตรงโขดหินถืออุปกรณ์ดำน้ำตื้นๆไปด้วย

"ดู เอมันรักแกมากนะ"

กายพูดกับผมเปรยๆลอยมากับลม ผมพยักหน้าแล้วมองตามหลังมันไป

"แกโชคดีนะโย ดูแกมีความสุขมาก มากกว่าตอนที่คบไอ้พี่ตั้มเสียอีก"

ผมไม่คิดอะไรได้แต่พยักหน้า คงจะจริงความสุขแม้เราจะปิดบังมันเอาไว้ไม่แสดงอาการออกมาแต่มันก็ยังล้นออกมาทางสายตาอยู่ดี พอกบกลับมาเราก็นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน อาหารมาพวกมันก็กินกัน ผมกับจ๋าก็เดินออกไปเล่นที่ทรายหาด คลื่นแรงซัดมาเป็นระรอก เกลียวคลื่นพัดน้ำมาโดนเท้าเรา

"พอกลับบ้าน พี่ป้อมว่าจะให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอว่ะแก"

จ๋าพูดขึ้นสายตายังมองไปที่ ทั้งสองคนที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ใกล้ๆโขดหิน

"ก็ดีแล้วนี่แก จะได้หมดเรื่องกันเสียที"

"แกว่ามันเร็วไปไหม ไม่รู้สิ บางทีฉันก็ยังไม่อยากจะแต่งงาน"

จ๋ามองหน้าผมสายตามันยากเกินกว่าจะ เดาว่ามันต้องการอะไร แต่มันดูสับสนอย่างที่พูดจริงๆ

"ก็ถือว่าแต่ง เพื่อลูกแก พี่ป้อมก็ดูรักแกดีออก อย่าคิดมาก"

ผมปลอบ มันพยักหน้า คนที่เคยโสดเคยสนุกสนานกับเพื่อนไปวันๆ มันคงเป็นเรื่องธรรมดาปกติที่ยังไม่อยากมีอะไรมาผูกมัด แต่ก็ช่วยไม่ได้มันจำเป็นต้องทำ คบกันไม่นานก็จริงแต่ต้องรอถึงเมื่อไหร่ล่ะถึงจะตกลงปลงใจ บางคู่คบกันเป็นสิบปีแต่ก็ต้องเลิกรากันไปอยู่ดีถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันก็คงจะเหมือนกันกับตอนที่รักกันแล้วแต่งงานกันเลย พออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็คงต้องเลิกรากันเหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็มีห่วงโซ่ทางใจต่อกันแล้ว คงตัดได้ยาก

เราเดินอยู่สักพักก็เดินกลับมานั่งกินน้ำมะพร้าว พวกพลกินข้าวเสร็จแล้วต่างก็พากันนอนอุตุอยู่คงจะเพลีย ผมกับจ๋านั่งคุยกันสักพักก็พลอยหลับไปด้วยเพราะลมที่พัดเป่าทำให้ง่วง

"ตัว เอง เค้าหิวข้าวอ่ะ"

เอมันเขย่าตัว ผมลืมตาขึ้น มันยืนตัวแดงอยู่ข้างหน้า

"หิวแล้วเหรอ ทำไมตัวแดงจังล่ะเอ"

"ไม่ รู้ แสบแล้วอ่ะ ครีมกันแดดตัวเองคงใช้ไม่ได้ผล"

"กี่โมงแล้ว"

ผมงัวเงียลุกขึ้นหันมองข้างๆ จ๋าไม่อยู่แล้ว พวกพลก๋เห็นเล่นน้ำกรี๊ดกร๊าดอยู่ริมหาด

"จะเที่ยงแล้ว"

มันนั่งลงกับพื้นเอาหน้าซุกมาที่แขน ผมเอานิ้วลูบหน้ามันที่เริ่มแดง

"เดี๋ยว ชวนเพื่อนๆก่อนนะ หิวมากไหม"

ผมถามน้ำเสียงห่วงใยมากที่สุด หน้ามันแดงแจ๋ตัวก็แดง

"ไม่มากอ่ะ เค้ากินขนมไปบ้างแล้ว"

มันโน้มคอมาหอมแก้ม ผมดันตัวมันไว้

"ตัวแดงแจ๋เลย แสบไหม"

"นิด หน่อย"

"ไปอาบน้ำก่อนไหม จะได้สบายตัวเดี๋ยวเอาเจลเย็นทาให้"

มันพยักหน้า ผมลุกขึ้นเดินออกไปบอกเพื่อน โดนแซวเหมือนเคย แต่ก็ไม่ได้อายแล้ว ผมเดินกลับมาหาเอ มันถือของแล้วเดินกลับเข้าห้องไป ผมให้มันไปอาบน้ำ พอเสร็จมันออกมาตัวล่อนจ้อน

"ไม่เช็ดตัวก่อนล่ะพ่อ"

ผมประชด เพราะหยดน้ำยังเกาะอยู่ตามตัว

"มาให้แม่เช็ดให้ไง"

"ไอ้นี่"

ผมคิดจะประชดมันแต่มันก็ไม่ยอมแพ้ ผมจึงต้องไปเช็ดตัวให้มัน พอหมาดก็เอาเจลเย็นที่เตรียมมาทาทั่วตัว เราเดินกลับมาที่เปล เห็นพลนอนเอกขเนกอยู่

"อ้าว แล้วพวกนั้นล่ะ"

ผมถามแล้วนั่งลง ข้างๆมัน

"ไล่ไปอาบน้ำแล้ว มันแย่งกันอาบน้ำ เออ แกอยากกินตำปูม้า หิวแล้ว"

พลบอก ผมก็เออออตามมัน

"เป็นไงเอ ตัวแดงเชียว ระวังนะเดี๋ยวตัวลอก ทาครีมหรือยังล่ะ"

"เรียบร้อยครับพี่ แฟนทาให้แล้ว"

"แหมนะ"

พลคงขี้เกียจจะกัดมันจึงเงียบไป สักพักจ๋ากับพี่ป้อมก็เดินออกจากห้องมาสมทบ พลกัดกับจ๋าตามปกติจนกายกับกบเดินเฉิดฉายออกมา มันจึงไปอาบน้ำเรานั่งคุยกันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งเพราะกบเมาท์กระจาย ออกลีลาท่าทาง พอพลอาบน้ำเสร็จเราก็เดินไปหาร้านอาหารกินข้าวกัน ผู้คนนั่งอยู่เต็มหาดคงเป็นวันหยุดมีทั้งต่างชาติและคนไทยเอง ทั้งหาดจึงคราคร่ำไปด้วยผู้คน เรากินข้าวเสร็จก็มานั่งอยู่ที่เดิม คุยกัน นอน เพราะคงเพลียที่เล่นน้ำมา

"ตัวเอง มานั่งตรงนี้"

เอมันเรียกผมที่กำลังจะนั่งลงที่เปลอีกตัว แต่มันเรียกให้ไปนั่งเปลเดียวกับมัน ผมมองอยู่ตัดสินใจแต่ท่าจะลีลามากเดี๋ยวเพื่อนก็ได้ยินแซวอีก ผมจึงไปนั่งลงตรงหว่างขามัน พอนั่งลงอย่างยากลำบากมันก็คว้าเอวไปกอดทันทีเพื่อนมองแต่ก็ไม่แซวอะไร คงชินตาแล้ว ลมทะเลพัดอยู่ไม่ขาดสาย ไอแดดที่ลมพัดมากระทบกาย รู้สึกแสบร้อน เอมันหลับไปแล้ว ผมเองก็เผลอหลับไปบนตัวมัน

ตื่นมาอีกทีเพราะเอมัน ขยับตัว คงจะเหน็บกินเพราะผมทิ้งน้ำหนักตัวลงไปที่ตัวของมัน พอลืมตาขึ้นเห็นจ๋านั่งยิ้มให้ พี่ป้อมนอนอยู่ข้างๆ ส่วนพวกนั้นก็แยกออกไปเห็นยืนคุยกับผู้ชายอีกสองคนใต้ต้นหูกวางริมหาด

"นี่ แก เล่นวอลเลย์กันไหม"

พลเดินมาชวน จ๋ามองหน้า

"เอาสิ ไม่มีอะไรทำพอดี"

จ๋าพูดแล้วหันมามองผม ก็ดีเหมือนกัน ผมพยักหน้า แดดเริ่มร่มลงมากแม้จะยังร้อนอยู่ แต่ถ้ามาทะเลแล้วไม่มีกิจกรรมอะไรเลย ก็คงจะน่าเบื่อพอดู จ่าหันไปปลุกพี่ป้อม แต่ผมห้ามไว้เพราะคงเพลียจากการดำน้ำ ผมค่อยๆลุกจากเปลเพราะกลัวเอมันจะตื่น เราเดินไปที่สนามเขาขึงตาข่ายไว้แล้วเห็นตั้งแต่ตอนที่มาถึง ตอนนั้นมีคนเล่นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คงร้อนเกินไปจึงไม่มีใครเล่น ผมอยู่ทีมเดียวกับจ๋า กบ และอีกคนที่เพิ่งรู้จัก ชื่อ ก้อง หรืออะไรประมาณนี้ไม่ได้จำเป็นเพื่อนที่พลกับกายไปสอยมาเมื่อคืน ส่วนพลกับกายอยู่อีกทีมกับเพื่อนใหม่อีกคน ชื่อ เป้ ฝั่งโน้นมีกันสามคนเพราะต่อให้ฝั่งเรา พอเริ่มเล่นก็ไม่เป็นอันเล่นเพราะทางฝ่ายเรามัวหัวเราะกบ ก็คุณนายเล่นบทนางงามเล่นวอลเลย์บอล กรี๊ดกร๊าดตลอดเวลา เราเล่นอยู่สักพักผมก็คอยแอบชำเลืองมองดูเอว่ามันตื่นหรือยัง เห็นมันนั่งดูเราเล่นอยู่ ยิ้มแฉ่งอยู่ไกล พอเล่นจนเหนื่อยก็เลิกเดินมาที่เปล

"เหนื่อยไหมคะ"

มันถาม แล้วยิ้มให้ ผมพยักหน้าแล้วมันก็ฉุดตัวผมลงไปนั่งทับมันเหมือนเคย มันหอมแก้ม

"น่ารักจังแฟนใครเนี่ย"

มันพูดแล้วซุกไซร้ท้ายทอย

"ไม่ เคยลดดีกรีความหวานเลยนะคู่นี้"

กายพูดแล้วนั่งลงข้างๆ

"อ้าว นี่แฟนโยเหรอ น่ารักนะ"

คนชื่อเป้พูดขึ้นแล้วมองแปลกๆ

"ใช่ คนมันน่ารักอ่ะนะ มันก็ต้องคู่กับคนน่ารัก"

พลพูดเสียงห้วน สายตามันขวางๆแปลก สักพักมันก็พาทั้งสองคนไปจากกลุ่มเรา มันเดินกลับมา

"แหม มึง อีตุ๊ด เมื่อคืนนี่ดูดกูไม่ปล่อย พอเจอผู้ชายหน่อยตาส่องประกายเชียว"

พลบ่นแล้วนั่งลงกระฟัดกระเฟียด

"แหมแก จะเอาอะไรกับพวกนี้ กินแล้วก็แล้ว ฉันยังไม่ซีเรียสเลย"

กายพูดขึ้นบ้าง ดูมันไม่ใส่ใจจริงๆ

"ฉันก็ไม่ได้ซีเรียสหรอก แต่แหมนะ คิดว่าคนอื่นเขาจะมองตัวเองทุกคนไป สวยตายล่ะอีห่า ฉันกินนี่เพราะเซี่ยนหรอก"

"อุ๊ย เมื่อคืนไม่ได้พูดแบบนี้นี่คะ ริต้าเปลี่ยนใจเหรอ เห็นเมื่อคืนบอกเจอแล้ว โดนใจ อะไรแบบนี้"

กบได้ ทีกัดพลบ้าง

"อ้าว อีนี่ เมื่อคืนฉันเมาโว้ย มืดๆก็รักทุุกคนนั่นล่ะ พอเจอแสง ก็งั้นๆ ชิ"

สรุปพวกมันสามคนก็ถกกันเอง เราได้แต่นั่งฟัง ไม่ได้รู้สึกหึงหวงอะไร ผมชวนเอกลับห้องไปตามหลังจ๋าที่ปลุกพี่ป้อมไปนอนต่อที่ห้อง

"เราน่าตาดีเนอะ คนมองกันใหญ่"

ผมเหน็บมันตอนเดินมาด้วยกัน

"หึหึ ไม่แปลกหรอกที่ใครจะมอง แต่ไม่มีใครได้ใจเค้าไปหรอก เพราะตัวเองเอามันไปแล้ว"

มันหัวเราะในลำคอแล้วกอดคอผม หัวใจพองโตขึ้นมาเขินเหมือนกัน พึงพอใจกับคำตอบที่ได้รับ

"บ้า ใจเธอก็อยู่กับเธอ ใครจะเอามันมาได้"

ผมตอบดำน้ำไป

"ได้สิ ก็ตัวเองไง เอามันไปหมดแล้ว ฝากใจไว้กับตัวเองนะ อย่าทำลายมันล่ะ"

มันยังคงพูดเสียงแจ่มใสอยู่ ผมไม่โต้ตอบแล้วเพราะกลัวตัวเองจะหัวใจวายตาย เพราะรู้สึกมันเต้นแรง เลือดสูบฉีดพลุ้งพล่านไปทั่วตัว พอถึงห้องมันก็ดึงตัวผมลงไปนอนกอด พรมจูบทั่วใบหน้า ไม่รู้ว่าการที่คนเรารักกัน การกระทำแบบนี้มันเป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้น แต่พอผ่านไปสักพักมันจะยังคงอยู่แบบนี้ไหมนะ ผมมีความสุขมากในตอนนี้ แต่เอาเถอะคิดล่วงหน้าเกินไปในอนาคตที่เรามองไม่เห็นประโยชน์อะไรก็ไม่มี วางแผนอนาคตมันก็ดีอยู่ แต่ผมไม่คิดว่าจะวางแผนอะไรกับหัวใจ ไม่คิดจะทำให้มันเป็นดั่งที่ใจต้องการ เพราะตอนนี้ผมก็ได้เกินกว่าที่คาดหวังไว้อยู่แล้ว น้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือผลที่มันจะตามมา เราเผลอหลับไปทั้งคู่ สะดุ้งตื่นตอนที่กบมาเคาะประตูเรียก เหลือบดูนาฬิกา ตายจริงเกือบทุ่มแล้ว ผมร้องบอกกบว่าขออาบน้ำก่อน แล้วจึงปลุกเอลุกไปอาบน้ำ มันบังคับให้ผมอาบน้ำให้มันอีกแล้ว ตอนแรกผมก็ไม่ยอมแต่ก็ทนที่มันตื้อไม่ได้ จึงต้องอาบน้ำด้วยกัน พอเสร็จเราก็เดินไปสมทบเพื่อนๆ เราไปกินข้าวร้านใหม่ คราวนี้นั่งในร้านมีแอร์ คงจะเหนื่อยและร้อนกัน อาหารก็ยังเป็นอาหารทะเลเหมือนเคย พอกินเสร็จก็เดินกลับมารวมกันที่ห้องของพล เราจะเล่นไพ่กัน คนแพ้กินว็อดก้า กับเตกีร่า เล่นเอาผมหน้างอไปครู่ใหญ่ เพราะเล่นไพ่สลาฟทีไรผมเป็นคนแพ้ทุกที

"แกไม่กินเหล้าก็ยังมีตัวแทน นี่แกจะกลัวอะไร นังจ๋ามันก็กินไม่ได้มันก็ให้พี่ป้อมกินแทน"

พลกระเซ้า กบกับกายก็เห็นด้วย ผมมองหน้าเอ รายนั้นยิ้มรออยู่แล้ว เหมือนมันตกลงอะไรไว้กับพล ผมมองด้วยความหมั่นไส้

"บ้าเหรอแก เดี๋ยวเอมันเมา"

ผมค้าน

"เค้าไม่เมาหรอกตัวเอง"

"เห็น มะ เจ้าตัวเค้ายังไม่กลัว แกจะกลัวอะไร น่านะแก ปล่อยให้น้องมันสนุกบ้าง"

ผมขี้เกียจเถียง ตามใจก็แล้วกัน พอเมามาอย่ามางอแงใส่ก็แล้วกัน สรุปเราก็เล่นไพ่กัน เสียงหัวเราะสนุกสนาน ตาแรกกบแพ้ ตาสองจ๋า ตาสามถึงเป็นผม เอไม่รีรอมันคว้าแก้วว็อดก้าไปกระดกลงคอรวดเดียว ผมมองตาค้าง

"นี่เดี๋ยวก็เมาหรอก"

ผมทำตาดุ แต่มันทำตาหวานใส่ เราเล่นต่อจนดึก พี่ป้อมเมาลุกไม่ไหวแล้ว ทุกคนเมาหมด เว้นแต่ผมกับจ๋า ผมก็มึนๆนิดหน่อยเพราะช่วยเอกิน ส่วนรายของผมนั้นเมาแต่ก็พูดจารู้เรื่องอยู่ แต่พอให้ยืนลุกกลับห้อง หัวมันก็ขมำไป ผมต้องรีบคว้าไว้แล้วเอาแขนมันมาพาดบ่าลากกลับห้องอย่างทุลักทุเล

"เห็น ไหม บอกแล้วว่าอย่ากินเยอะ เป็นไงล่ะ"

ผมบ่น

"หือ อารายค้า ที่รัก เค้าม่ายด้ายมาววว ค้าววว มึนนเฉยๆ"

มันลากเสียงยานพูดอย่าง ลำบาก ผมได้แต่ถอนหายใจ

"ตัวเอง ค้าา เค้าาา อยากดูทะเล พา เค้าาา ปายหน่อยน้าา"

ผมพยายามจับใจความ พอรู้เรื่องก็ลากมันเปลี่ยนเส้นทางจากตรงกลับห้องไปยังหาด ผมพยายามพยุงมันเซหน้าเซหลัง จนสะดุดเท้ามันล้มลงทั้งสองคน มันนอนแผ่อยู่บนทราย ผมทับอยู่บนตัวมัน โอยเหนื่อย ผมดิ้นไปมาคงเวียนหัว ผมดึงตัวมันให้ลุกขึ้นนั่งแล้วไปอยู่ข้างหลังกอดมันมาจากข้างหลังเพราะกลัว มันล้มลงอีก

"เค้า รักตัวเองน้าา รักตัวเองมาก รู้หมายย"

มัน เพ้อ

"อืมม รู้แล้ว เวียนหัวไหม"

ผมกระซิบถามตรงข้างหู

"เค้า เวียนหัวอ่า เค้าเวียน ตัวเอง จุ๊บ เค้าหน่อยสิค้าา ตัวเอง"

มันทำท่ายังกับเด็กเอามือป่ายไปมา ผมต้องหอมแก้มมัน

"เค้าเกิดมา ม่ายเคยร้ากครายเท่าตัวเองเลย ร้ากตัวเองมากน้าา"

เสียงมันเริ่มหาย แหบแห้งขึ้นทุกที

"ตัวเอง ตัวเอง อย่าทิ้งเค้าน้าาา ตัวเอง ร้ากเค้าให้มากๆ น้าา"

ผมแอบอมยิ้ม เวลามันลากเสียงยาวแล้วตลกดี ผมกอดมันอยู่อย่างนั้น มันก็เพ้อไปเรื่อย ลมทะเลพัดโดนตัวความเย็นของลมตอนกลางคืนทำให้ผมรู้สึกค่อยยังชั่ว สักพักผมก็พยุงมันกลับห้อง มันก็คงรู้สึกดีขึ้น พอกลับมาถึงห้องมันก็อ๊วกพุ่งทันที ผมลากเข้าห้องน้ำถอดเสื้อผ้ามันออกแล้วเปิดน้ำฝักบัวรดตัวมัน แล้วก็ออกไปเช้ดอ๊วก ผมกลับเข้าไปมันดิ้นพรวดพราด

"ตัวเอง ที่ร้าก ปายหนาย ที่รัก ปายหนาย ไม่อาว ม่ายอยู่คนเดียว จะอาวที่ร้าก"

มันคว้าลม ผมต้องเข้าไปกอดไว้แล้วลูบตามหลัง สรุปผมก็ต้องเปียกไปด้วย ผมใช้ความพยายามอย่างมากในการอาบน้ำให้มัน เพราะมันคอยปัดป่ายมืออก มันจะกอดท่าเดียว ดุก็แล้วไม่มีฟัง มันนั่งกับพื้นดิ้นพรวดๆยังกับเด็กๆ อาบเสร็จผมก็ลากมันออกมาดันตัวให้ติดกำแพงไว้ แล้วเอาผ้าเช็ดตัวมาเช็ด กว่าจะเสร็จจากอาบน้ำเย็นๆผมเหงื่อออกเลย ผมใส่เสื้อผ้าให้มันแล้วให้มันนอน ผมก็หันมาจัดการกับตัวเอง เอาเสื้อผ้าออกไปตากทำความสะอาด จึงได้นอน พอล้มตัวลงมันก็คว้าไปกอด ครางอยู่ในคอ ผมต้องลุกไปเปิดน้ำในตู้เย็นแล้วพยุงให้มันลุกขึ้นกรอกเข้าปาก กว่าจะหลับได้ ผมแทบแย่

ผมตื่นขึ้นเกือบเก้าโมง แต่เจ้าตัวดียังนอนอยู่ ผมเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวแล้วอาบน้ำ ออกมามันก็ยังไม่ตื่น ผมจึงเดินออกไปที่ทานอาหารเช้าเห็นจ๋านั่งอยู่คนเดียวหน้ามุ่ยอยู่

"เป็น ไงแก ตื่นยัง เอน่ะ"

จ๋าถาม หน้ายังงออยู่

"ยัง พี่ป้อมล่ะ"

"โอ๊ย รายนั้นสลบไปแล้ว เขย่าให้ตายก็ไม่ตื่น พี่ป้อมเค้าไม่ค่อยกินเหล้า พอกินนี่หมดสภาพเลย"

จ๋าบน

"ของฉันก็เหมือนกันล่ะ เมื่อคืนก็อ๊วกแตก กว่าจะนอนดิ้นทุรนทุราย แล้วพวกบ่างช่างยุล่ะ ตื่นสักตัวหรือยัง"

"ฝันไปเถอะ คงนอนตายอยู่ในห้องนั่นล่ะ"

เรา คุยกันสักพักก็กินข้าวก่อน ผมสั่งผัดซีอิ๊วให้ไปส่งให้ที่ห้อง เดินไปร้านขายของซื้อน้ำส้มมากล่องใหญ่ เดินกลับห้องไปเอมันยังไม่ตื่น ผมไปเขย่าตัวมัน

"เอ ตื่นมากินอะไรก่อน เอๆ"

ผมเขย่ามันงัว เงียตื่นขึ้น ตาแดง มันคว้าตัวผมลงไปกอด เอาหน้าซุกลงกับอก

"มากินอะไรก่อนนะ เดี๋ยวค่อยนอนต่อ"

ผมพูดเสียงเบา อ่อนโยนเพราะถ้าดุมันไปเดี๋ยวไม่ยอมกินอีก

"อืม"

มันยอมลุก ขึ้น ตาปรือแดงก่ำ

"เค้ามึนหัวอ่ะตัวเอง ปวดหัว"

"อืม กินข้าวก่อน แล้วกินยาแก้ปวด เดี๋ยวค่อยนอนต่อนะ"

ผมพูดกึ่งปลอบ มันยิ่งอ้อนให้ป้อนให้อีก ซวยไปเลยผม ต้องป้อนมัน พอกินเสร็จผมก็ให้มันกินน้ำส้มไปสองแก้ม กินยาพาราอีกสองเม็ด ให้นอนต่อแต่มันก็จะกอดท่าเดียวผมก็เลยจำใจต้องนอนต่อ สรุปผมเองที่หลับก่อนมัน

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 38

พอกินข้าวเสร็จเราก็นั่งคุยกันสักพัก แล้วชวนกันไปหาเหล้ากิน ลมทะเลพัดอยู่ตลอดเวลา เย็นสบายดีแต่เหนียวตัว ลมพัดคลื่นซัดกระทบฝั่งเสียงซู่ซ่ากลบทุกสรรพเสียงบนหาด แม้บนหาดทรายแก้วจะมีร้านรวงต่างๆเปิดเพลงเสียงดังเรียกร้องความสนใจจากลูกค้า แต่เสียงใดจะสู้เสียงธรรมชาติได้ พอเดินห่างออกมาเราก็ได้ยินแต่เสียงคลื่นทะเลซัดฝั่ง

"ไปกิน เหล้าร้านเดิมมั้ยแก"

พลถามกาย

"เออ ดีๆ ร้านนั่งกับพื้นสวยดี พวกแกน่าจะชอบ"

"ต๊าย ร้านเงียบยังกะเป่าสาก ไม่ไปเธคล่ะแก จะได้สีผู้ชาย"

กบค้าน

"อีนี่ แล้วพวกนี้ล่ะมันจะเข้าไปกับแกไหม อีนี่เดี๋ยวแกค่อยไปหากินตามโขดหินก็แล้วกัน"

พลแขวะกบทำหน้างอ แต่ก็เดินกระฟัดกระเฟียดมากอดแขนผม

"แกไม่อยากไปเธคเหรอโย"

มันทำเสียงอ้อน ผมยิ้มแล้วหันมามองเอที่กอดคอผมอยู่ มันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

"นี่ อีกบ ผัวเมียเขาจะสวีทกัน ออกมานี่แก อย่าไปเป็นก้าง"

กายแซว กบปล่อยมือทันทีแล้วเดินไปหาพล

"ตัวเองอยากไปไหมล่ะคะ"

มันถามเสียงเบา ผมเงยหน้าขึ้นมองมัน

"ไม่ล่ะ กินเหล้าเสร็จก็คงนอน เหนื่อย เธออยากไปเหรอ"

"ไม่เอา เค้าอยากจะไปนอนกอดตัวเองเต็มทีแล้ว"

ผมยิ้มหัวใจอิ่มเอิบ เราเดินถึงร้านที่พวกมันเคยมา เป็นร้านที่ติดอยู่กับโขดหินที่มีรูปปั้น มีศาลเจ้าด้วย ผมยกมือขึ้นไหว้ อธิษฐานว่าลูกหลานมาเที่ยวอย่าได้ตื่นตกใจขอให้คุ้มครองด้วย ร้านนี้ปูเสื่อกับทรายมีหมอนสามเหลี่ยมเหมือนร้านพลอยทะเล แต่เขาเอาเทียนใส่แก้วฝังไว้ในทรายเป็นจุดๆ สวยทีเดียว เรานั่งล้อมวงแล้วสั่งเหล้า ผมกินลองไอร์แลนด์ สั่งเบียร์ให้เอ เพราะมันเร้าๆอยากจะกิน ตอนแรกผมก็ทำตาดุใส่ แต่ไหนๆมันก็มาเที่ยวแล้ว ปล่อยบ้างคงไม่เป็นไร กินเหล้าไปคุยกันไป เสียงเพลงพยายามดังต้านเสียงคลื่นได้ยินเป็นระยะๆ ขาดหายบ้างเสียงคลื่นแทรกบ้าง เราคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ส่วนมากเป็นกายกับพลรุมกัดกบ ผมหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง พอกินเหล้าไปหน่อยก็เริ่มเมาหน้าแดง เริ่มนัวเนียเอมากกว่าเดิมไม่มีอายเพื่อนๆเหมือนก่อนกินเหล้า

"เอา แล้วค่า คุณโย เริ่มแล้ว แฟนเราเมาแล้วนะเอ"

กบแซวแล้วหัวเราะ

"บ้า ไม่มาว ช้านคอไม่อ่อนนะแก"

ผมยกมือขึ้นโบกปฏิเสธ เอมันกระชับตัวผมเข้ากอดแน่นขึ้น มันหัวเราะอย่างพอใจ จูบกกหูผม

"ว๊าย กลัวพี่อายบ้างนะคะน้องเอ"

กบร้อง

"นี่นังจ๋าแกจัยอมแพ้เหรอ ยอมเหรอพี่ป้อม"

กายเย้าจ๋ากับพี่ป้อม รายนั้นก็ไม่ยอมดึงจ๋าไปนั่งตักทันที จ๋ามันไม่กินเหล้าเพราะมีน้องอยู่ แต่เผลอเป็นไม่ได้แอบจิบตลอด เสียงหัวเราะดังกลบทุกเสียง

"ปล่อยน้อง มันบ้างแก กอดไม่ปล่อยให้วอกแวกเลยนะ"

พลกัดบ้าง

"ผมต่างหาก ที่ไม่ปล่อย อิอิ"

มันพูดแล้วหอมแก้ม ผมทำหน้าย่นใส่แล้วกอดคอมันหอมแก้มตอบ

"อ๊าย แบบนี้น้องเอไม่มอมพี่เขาทุกวันเหรอเนี่ย พอเมาแล้วมีฤทธิ์"

กายพูดแล้วหัวเราะ

"ไม่ต้องมอมหรอกแก ปกติฉันก็ทำอยู่แล้ว"

"แรงงงง"

พวกมันทั้งสามอุทานพร้อมกัน ผมพูดออกไปแล้ว ไม่ได้สนใจแต่หันมาคลอเคลียมันต่อ เราคุยกันต่อจนผมเริ่มหาว จ๋าเองก็หาว เราจึงแยกกันกลับก่อน ส่วนสามคนนั้นไปต่อที่เธคต้องเดินไปอีกหน่อย เอกอดคอผมเดินตามหลังจ๋ากับพี่ป้อม เราเดินช้าเนิบนาบราวกับกลัวที่จะถึงที่หมาย มันลูบแขนผมแล้วจูบขมับเป็นระยะ

"เค้าหลับตา แต่ยังเห็นภาพตัวเองอยู่เลย รักมาก รักจนมองไม่เห็นอะไรแล้ว"

มันพูดขึ้นมาเสียงแผ่วเบา แต่มันดังก้องอยู่ในหัวของผม ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ

"แค่หลงหรือเปล่า หลงน่ะสักพักมันก็จาง"

ผมแหย่แล้วมองหน้ามัน

"มันมากกว่าหลงอีก ไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นยังไง แต่รู้ว่ายิ่งนานวันมันยิ่งเพิ่มขึ้น"

เสียงทุ้มหวานจับใจ ผมยิ้มเอานิ้วเขี่ยไรนวดอ่อนๆมันงับนิ้วไว้ขบเบาๆ เราเดินจนถึงห้อง รู้สึกเหนียวตัว ผมมึนหัวขึ้นมาไม่รู้ทำไมเวลากินเหล้าแม้จะน้อยนิดแต่พอเลิกกินมันมึนหัว ทุกที

"ไปอาบน้ำก่อนเอ เหนียวตัว"

ผมบอกเพราะมันกระโจนขึ้น เตียงไปแล้ว

"อาบด้วยกันอีกน้า"

มันดีดตัวขึ้นมาแล้วถอดเสื้อ ออกทันที ผมไม่ว่าอะไร เพราะค้านไปมันก็พยายามทำให้ผมจะอ่อนอยู่ดี เราเปลือยกายอยู่ในห้องน้ำมันพยายามจะคลอเคลียอีกแต่ผมก็ค้านรีบอาบน้ำให้เสร็จเพราะไม่อยากตัวเหี่ยวอีก พอผมอาบให้มันเสร็จก็ให้มันออกมาเช็ดตัวก่อน แล้วค่อยจัดการกับตัวเอง ออกมาจากห้องน้ำเห็นมันใส่กางเกงเลตัวเดิมนอนยิ้มอยู่บนเตียง

"มาทา ครีมก่อน"

ผมบอกแล้วถือขวดโลชั่นไปนั่งปลายเตียง มันลุกขึ้นมาแล้วเอาหัวมุดเข้ามาบนตัก ผมจึงค่อยๆทาโลชั่นให้มัน พอเสร็จก็มาจัดการกับตัวเองแล้วปิดไฟ พอขึ้นเตียงมันก็มาคว้าตัวไปกอดทันที

"คิด ถึงจัง"

"ตัวติดกันขนาดนี้ยังคิดถึงอีกเหรอ"

ผมหันหน้าเข้าหา ปากเราชนกัน ลมหายใจมันแรงร้อนผ่าว

"ยิ่งใกล้ล่ะ ยิ่งคิดถึง"

มันประกบปากจูบแผ่วเบา แล้วค่อยๆหนักหน่วงขึ้น รสของลิ้นหวานฉ่ำอยู่ในปากของผม ริมฝีปากร้อนซอกไซร้ไปตามไรฟัน ผมเคลิ้มไปดุจล่องลอยอยู่บนวิมานกุหลาบหอมหวานรัญจวนใจเหลือประมาณ ผมผลักให้มันนอนแล้วขึ้นไปทับบนร่างของมันอย่างแผ่วเบา ผมเป็นคนคุมเกมบ้าง เสียงครางกระเส่าหายใจแรงดังเป็นระยะ ผมไม่มีอะไรต้องเขินอาย ไม่มีอะไรในใจที่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป คนนี้คือคนที่ผมรู้สึกรักเหลือเกิน ไม่ว่าจะยังไงขอทำตามใจบ้างเถอะ เราผสานร่างไปตามลีลารัก ผ่อนปรนบ้าง ร้อนแรงบ้าง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตรงหน้าผากของผมและมัน แม้ในห้องจะมีเครื่องปรับอากาศ แต่ความเร่าร้อนบนเตียงมันเกินกว่าที่อะไรจะมาควบคุม ผมนอนกอดมันเอาไว้ราวกับกลัวมันจะหนีหายไปไหน มันหายใจแรงอยู่ซอกคอหอบเหนื่อย

"ตัวเองมีความสุขไหมเวลาอยู่กับ เค้า"

เสียงกระซิบแผ่วเบาออกมาจากช่องท้อง

"มีความสุขสิ เธอล่ะ เบื่อบ้างไหม"

ไม่รู้ทำไมผมชอบถามมันว่าเบื่อไหม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

"ไม่เคยคิด ไม่เคยพอ ยิ่งมีแต่รักมากขึ้น เค้ามีความสุขมากนะเวลาอยู่กับตัวเอง มีความสุขที่สุด"

เสียงกระซิบ แผ่วเบากว่าเดิม เราคลอเคลียกันอยู่อย่างนั้นจนผมเผลอหลับไป

..............
เหมือนเป็นทุ่งสักแห่งกว้างเหลือเกิน ดอกหญ้าต้องลมปลิวไสว ลมเย็นพัดเอื่อยๆสบายจริงๆ ผมยืนอยู่กลางท้องทุ่งกว้าง เอ๊ะ นั่นเอ นี่

"เอ พี่อยู่ทางนี้"

ผมร้องเรียกออกไป มันหันมายิ้มเดินเข้ามาหา รอยยิ้มที่คุ้นตาหวานฉ่ำเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจ ผมยิ้มรับเดินเข้าไปหา โผกอดทันที ไออุ่นที่ใฝ่หามานาน อุ่นเหลือเกิน สุขเหลือเกิน

"ปล่อย มือ"

เสียงหนึ่งดังก้องออกลอยมากับสายลม แต่สะท้อนเหมือนออกมาจากพื้นพสุธา เราทั้งสองผงะแต่ยังไม่ปล่อยมือ

"บอก ให้ปล่อยมือ"

เสียงเกรี้ยวกราดดังก้องกว่าเดิม เราส่ายหน้าจับมือกันแน่นกว่าเดิม

"กรี๊ดดดดด"

เสียงร้องแผด ดังก้องจนแสบแก้วหู ทั้งเสียงกรีดร้องกลายเป็นเสียงโอดครวญทรมานยิ่งนัก เราปล่อยมือยกขึ้นอุดหู เอ หายไปแล้ว ผมอยู่คนเดียว พลันท้องฟ้าสีครามหม่นหมองมีแต่ความดำมืดของหมู่เมฆาปกคลุม เสียงฟ้าร้อง คำรามดังสนั่นหวั่นไหว ผมทรุดกายลงนั่งด้วยความกลัว

"เอ เอ อยู่ไหน เอ"

ผมร้องเรียกสุดเสียง ความปล่าวเปลี่ยวเข้ามาแทรกความอุ่นใจเมื่อครู่จนหมดสิ้น หนาวเข้าไปถึงกระดูก

"เอ เอ อยู่ไหน เอ"

ผมร้องเรียกเพรียกหาทั้งน้ำตา ความมืดมันช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน เอหายไปไหน

"เค้า อยู่นี่ ตัวเอง ตัวเองอยู่ไหน"

เสียงเหมือนดังอยู่ข้างหลัง ผมหันมองตามเสียงแต่ความมืดมันช่างปกปิดมองไม่เห็นอะไรเลย ผมวิ่งไปตามเสียง พลันเหมือนตกลงไปในหลุมใจหวิวหลุดออกจากขั้ว หลุมลึกผมลอยละลิ่ว รู้สึกหนาวเย็นเสียดแทงเจ็บปวดไปทั้งร่าง

"เอ!!!!!!!!!!!!!!!"

ผม กรีดร้องสุดเสียง

..........

"ที่รักๆ ฝันร้ายหรือคะ เค้าอยู่นี่ๆ"

เสียงปลุก ทั้งเขย่าตัวให้ตื่นจากฝันอันน่ากลัว นี่ผมฝันไปหรือ ผมลืมตาตื่นขึ้นมา น้ำตาเลอะใบหน้า มันเอามือปาดน้ำตาออก

"เอ นี่เอ ใช่ไหม เอไปไหนมา"

ผมยังแยกแยะไม่ออก ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือว่าฝันไปเพราะมันช่างเสมือนจริงเหลือเกิน ผมกอดมันแน่นลูบตามตัว

"เค้าไม่ได้ไปไหน กอดตัวเองอยู่ตลอด ตัวเองคงฝันร้าย ไหน ฝันว่าอะไรคะ"

มันจูบที่หน้าผาก น้ำตายังไม่หยุดไหล แม้จะเป็นฝันแต่มันกระตุกใจเหลือเกิน

"ฝันว่าเธอ หายไป ไม่รู้ไปไหน หาไม่เจอ มันมืดเหลือเกิน"

ผมพูดเสียงสั่น สะอื้นออกมา

"โอ๋ๆ แค่ฝันนะคะ เค้าไม่มีวันจะไปไหนหรอก จะอยู่กับตัวเองนี่ล่ะ ไม่มีทางนะคะ"

มันพรมจูบทั่วหน้า

"อย่าไปไหนนะเอ อย่าทิ้งฉันไปไหนนะ"

ผมอ้อนวอน สะอื้นตัวโยน ไม่เคยขอใคร รู้สึกหวั่นไหวหวิวในใจอย่างประหลาด ความฝันเมื่อครู่ทำให้ผมรู้ตัวเองว่าแท้จริงแล้ว ผมรักมันเข้าเต็มหัวใจแล้ว แค่ในฝันผมยังรู้สึกเจ็บปวดหนาวเหน็บมากขนาดนี้ที่จะสูญเสียมันไป ถ้ามันเป็นจริงล่ะ ผมจะทำยังไง มันลูบหัวพรมจูบอยู่ไม่หยุด

"นอนต่อ นะคะ ไม่เป็นไรน้า ฝันร้ายจะกลายเป็นดี นอนนะคะคนดี เค้าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน"

เสียงปลอบอันอบอุ่น ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นกระชับกอดมันแน่นขึ้น ขอให้จริงเถอะ ว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดี ผมผลอยหลับไปอีกรอบในอ้อมกอดของมัน

ผมงัว เงียตื่นขึ้น เอยังไม่ตื่นแต่มันยังซุกอยู่ซอกคอผมอยู่ ผมลืมตา ทำไมรู้สึกเหนื่อยจังเลย คิดทบทวนเรื่องที่ฝันเมื่อคืน จำไม่ค่อยได้แล้วว่าฝันว่ายังไง มันดูรางเลือนไปแล้ว ผมจูบที่หัวมันเบาๆ ก่อนจะค่อยๆแกะมันออกจากตัว เพราะจะไปเข้าห้องน้ำ ผมลุกจากเตียงเบาที่สุดเพราะกลัวว่ามันจะตื่น ผมเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จก็อาบน้ำ พอออกมาจากห้องน้ำมันก็งัวเงียตื่นแล้ว

"ทำไมไม่รอเค้าอ่า"

มัน ทำหน้าย่นใส่

"ก็เห็นนอนหลับอยู่ไม่อยากจะปลุก ไปอาบน้ำสิ จะได้ไปกินข้าว"

ผมพูดแล้วแต่งตัว

"อ่า เราจะไม่ทำรักกันเหรอเช้านี้"

"บ้าเหรอ ทำอะไรบ่อยเดี๋ยวก็สึกพอดี"

"อ่า ใจร้าย เนี่ยดูสิน้องชายเค้าตื่นแล้วอ่า"

มันพูดแล้วทำท่าจะลุกมา จากเตียง ผมเด้งตัวลุกขึ้น

"ไปอาบน้ำเลย อย่ามา"

ผมหลบมายืน อีกทาง แล้วยื่นผ้าเช็ดตัวให้มัน กว่ามันจะยอมไปอาบน้ำก็เล่นเอาผมหลบทางนั้นทางนี้อยู่นาน ต้องขู่ว่าถ้ามีอะไรกันครั้งนี้ คืนนี้ก็ไม่ต้องยุ่งแล้ว เพราะรู้สึกระบมเหมือนกัน มันถึงยอม ผมโผล่หน้าออกไปนอกห้อง เสียงลมพัดคลื่นยังดังสม่ำเสมอ แดดจ้าแต่เช้า ร้อนแน่ๆ ผมจึงกลับเข้ามาทาครีมกันแดด พอเออาบน้พเสร็จผมก็จับให้มาทาด้วยเหมือนกัน เราออกไปที่ทานอาหารเช้า เห็นจ๋ากับพี่ป้อมนั่งกินอยู่ก่อนแล้ว

"อ้าว แล้วพวกนั้นล่ะแก"

ผมร้องทักจ๋า พี่ป้อมยิ้มให้ ส่วนเอไปนั่งตรงข้ามพี่ป้อมแล้ว

"โอ๊ย คงยังไม่ตื่นหรอกแก ไม่รู้ว่าเมื่อคืนกลับมากี่โมง นี่คงยังนอนกันอยู่"

"อืม งั้นกินกันก่อนละกัน ไม่ต้องรอมันหรอก"

"ฉันสั่งไปแล้ว แกสั่งสิ"

ที่ นี่มีอาหารเช้าแบบยุโรบคือเป็นเซ็ทไว้แล้ว เลือกแค่ว่าจะเอาไข่แบบไหน เอาชาหรือกาแฟ

"เอ เอาอะไรดี"

ผมหันไปถามมันที่กำลังจ้อกับ พี่ป้อมเรื่องดำน้ำ มันหันมาแล้วเอามือมาพาดบ่าผม

"เค้าอยากกินข้าว ผัดปูอ่ะ"

"อืม"

ผมสั่งข้าวผัดปูให้มัน แล้วสั่งอาหารให้ตัวเอง เอาไข่เจียวฝรั่งซึ่งเสริฟพร้อมชุดมันอยู่แล้ว อาหารของจ๋ากับพี่ป้อมมาก่อน เลยให้มันกินก่อนไม่ต้องรอ

"เป็นไงบ้าง แก ดูสดใสขึ้นนี่"

ผมถามจ๋า

"ก็ดีแก แต่ช่วงนี้หงุดหงิดง่าย คงเพราะ"

"เออ รู้แล้ว มันเป็นเรื่องปกติล่ะ พี่ป้อมเองก็ต้องเข้าใจมันนะพี่ไม่ใช่จะพาลงอนมันไปอีก"

ผมรีบพูดตัด ก่อนที่จ๋าจะพูดจบ แล้วหันไปพูดยิ้มๆกับพี่ป้อม

"จ้า แค่นี้พี่ก็รักจะตายอยู่แล้ว ทนได้ทุกอย่างล่ะ"

พูดจบก็เอามือไปจับ แก้มจ๋าเขย่าเบาๆ จ๋าหน้าแดง ผมอมยิ้ม เอเองก็ยิ้ม ถ้าทุกคนรักกันอย่างนี้ก็ดีสินะ ทุกอย่างคงดูสดใสมากกว่านี้ เรากินอาหารเสร็จก็ออกไปนั่งที่เปลหน้าบังกาโล ทรายสีขาวตัดกับน้ำสีฟ้าอมเขียวตีเกลียวเป็นคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง แดดจ้าท้องฟ้าสีครามไม่มีเมฆมาบดบัง สวยเหลือเกิน มีความสุขเหลือเกิน อยากให้ความสุขความรู้สึกแบบนี้มันอยู่อย่างนี้ไปนานๆ

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 37

ความจริงพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมีขึ้นหลังปีใหม่ไม่กี่ วัน เราทำเรื่องรับไม่ทันจึงต้องเลื่อนไปรับปีการศึกษาหน้า ผมไม่ได้เครียดอะไรเพราะทุกวันนี้ผมก็มีงานประจำทำอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่คิดที่จะออกไปหางานใหม่ เพราะอยู่กับพลก็ดีอยู่แล้ว อีกอย่างหัวหน้าผม พี่ภานั่นเองแกดูรักผมมากเหมือนกัน ยิ่งทำงานด้วยกันยิ่งรู้สึกว่าพี่ภาเองไว้วางใจผมมาก ผมจึงยังไม่อยากจะไปไหน อาทิตย์กลางเดือนมกราคม เราชวนกันไปเที่ยวสะเม็ดกัน มีจ๋า พี่ป้อม กายกับกบ พลแล้วก็ผม ถือว่าไปพักผ่อนอีกอย่างไม่ได้เที่ยวแบบเพื่อนๆมานาน

"เออ แก ไม่ชวนน้องเอไปด้วยล่ะ"

พลถามขึ้นตอนทานข้าวกลางวัน

"ไม่เอา หรอกอยากไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เอามันไปเดี๋ยวก็กวนโมโหอีก"

ผมตอบอ้อม แอ้ม ความจริงอยากชวนมันไปด้วย แต่ก็เกรงใจเพื่อนๆ

"โอ๊ย จะอะไรมากมายแก ทีนังจ๋ายังเอาผัวไปเลย ทำไมแกจะพาผัวไปด้วยไม่ได้"

พล ทำเสียงสูง

"ไอ้บ้า เบาๆหน่อย คนมอง"

ผมปรามมันเพราะพลขึ้น เสียงสูงปรี๊ด

"
พาน้องมันไป ล่ะแก ไม่รู้ล่ะ เพราะฉันโทรชวนน้องมันเรียบร้อยแล้ว แกรอปฎิเสธมันเองละกัน"

"อ้าว แก โห เล่นแบบนี้เลยนะ"

"ช่วย ไม่ได้ ก็น้องเอ ขอให้เป็นพี่เลี้ยงให้นี่"

"เออ เข้ากันดีนักนะ"

ผมงอนประหลับประเหลือก

"แหม แก น้องมันรักแกมากขนาดนั้นน่ะ พาๆมันไปเปิดหูเปิดตาหน่อยเถอะ ถือว่าไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์"

"บ้า"

ผมรีบกินข้าวแล้วลุกทันที ปล่อยให้พลมันจ่าย สรุปทั้งบ่ายมันก็ล้อผมจนเลิกงาน พอเลิกงานผมก็รีบกลับบ้าน เพราะนัดกับไอ้ตัวดีไว้ที่เมเจอร์เอกมัย ถึงเกือบห้าโมงครึ่ง มันนั่งรอในร้านฟาสต์ฟู๊ด หน้างออยู่ เพราะเห็นหน้าผมปกติมันจะยิ้มร่าแต่ไกลแต่วันนี้แปลก ทำเชิดใส่ ผมเดินเข้าไปหา

"รอนานไหม"

ผมถามแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามมัน

"หึ ตัวเองจะไปไหนเหรอ วันศุกร์นี้น่ะ"

มันถามแต่ทำหน้า มู่ทู่ใส่

"ทำไมเหรอ ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ"

"ทำไมไม่ชวน เค้า"

มันยังทำหน้างอใส่ ผมก็ทำหน้าเหรอหราไม่รู้เรื่อง

"ก็ว่าจะชวนอยู่"

"งั้นเค้าไปด้วยนะ"

"แต่ฉันไปกับเพื่อนๆนะ"

ผมยังลังเล เกรงใจเพื่อนด้วยประการสำคัญ

"แล้วไงอ่า ก็พี่พลชวนเค้าแล้วอ่ะ ตัวเองล่ะไม่ยอมชวน งอนนะเนี่ย"

เออนะบทคุณชายจะทำตัวเป็นเด็กก็เป็นเด็กไปเลย

"อืม งั้นไปด้วยกันไหมล่ะ"

ผมพูดออกไป มันยิ้มแฉ่งทันที ผมรู้สึกหมั่นไส้มันขึ้นมา

"น่ารักที่สุด เลย แฟนเค้า ดีใจจังจะได้ไปเที่ยวทะเลกับแฟน"

มันเอาหน้ามาใกล้ๆ ผมผลักหน้ามันออกเพราะคนเยอะ แม้ผมจะชินกับอากัปกริยาของมันแต่ก็ยังมียางอายอยู่

"แล้ววันนี้จะทำ อะไร"

"ก็ว่าจะชวนตัวเองกินโออิชิ"

"รวยเนอะ"

ผมประชด

"เค้าไม่รวย แต่ให้ตัวเองล่ะจ่าย"

"อ้าวนะ อยากกินก็จ่ายดิ เลือกกินแต่ละอย่าง"

"อ่า งั้นกินก๋วยเตี๋ยวก็ได้"
มันทำเสียง เศร้า โอย นี่ผมโดนเด็กอ้อนต้องจนหนทางแล้วหรือนี่ ผมยอมพามันไปกินโออิชิ ชาบู ชั้นสอง ตอนแรกมันไม่ยอมไปเพราะบอกว่าเปลือง ดูบทมันจะพูดยากแต่ผมก็ดุเอามันถึงยอม พอกินเสร็จมันก็ไปส่งที่บ้านถึงบ้านราวๆสองทุ่มครึ่ง ผมรีบไล่มันให้กลับบ้าน เพราะยิ่งอยู่นานผมเป็นอันไม่ต้องทำอะไรพอดี แม้ในใจอยากจะอยู่กับมันแต่ก็ต้องยอมไล่มันไป

บ่ายวันศุกร์เราขอพี่ภาเลิกงานก่อน ซึ่งรายนั้นไม่มีปัญหาอะไรเลยให้เงินสมทบทุนการเที่ยวมาอีกต่างหาก ผมกับพลแวะรับเอที่เมเจอร์ รายนี้ก็โดดเรียนช่วงบ่าย พอถึงเมเจอร์เอยืนรออยู่ที่ข้างหน้าแล้ว มันใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดใส่หมวกแก๊ปกับแว่นดำ สะพายเป้ จุดรวมตัวคือบ้านผมเพราะกายมันจะเอารถโฟร์วิลไป จ๋ากับพี่ป้อมก็กำลังออกจากบ้าน เราถึงบ้านตอนบ่ายโมงกว่าๆ พลขึ้นไปอาบน้ำผมก็เก็บของใส่เป้ระหว่างรอพลอาบน้ำ ไอ้ตัวดีก็หาอะไรกินในครัว สักพักพี่ป้อมกับจ๋าก็มาถึง พลก็ลงไปคุยด้วย ผมก็อาบน้ำพอเสร็จกายกับกบก็มาพอดี

"นี่แวะซื้อของที่คาร์ฟูลก่อนนะ แก"

กายบอก

"อืม พลแกไปเอารถมาจอดในบ้านไป"

ผมบอก

"แล้ว รถแม่ล่ะแก"

"ไม่เป็นไร บอกแม่แล้ว คงจอดข้างนอกไม่เป็นไรหรอก"

กว่าเราจะออกจากบ้านก็บ่ายสองเกือบครึ่ง แวะซื้อของที่คาร์ฟูลก่อน ใช้เวลาไปนานพอสมควรเพราะมัวแต่คุยกัน พอได้ของครบก็ได้ฤกษ์ออกจากกรุงเทพฯเสียที ดูเอมันไม่คะเขินเลยกับเพื่อนๆ คุยตอบรับอย่างสนุกสนาน พี่ป้อมเองที่เป็นฝ่ายเงียบ คุยบ้างแต่ก็ไม่มาก พี่ป้อมชอบคุยกับเอเพราะเหมือนจะคุยกันรู้เรื่องที่สุด แล้วก็นัวเนียอยู่กับจ๋า ผมไอ้ตัวดีกบ นั่งเบาะหลังสุด จ๋ากับพี่ป้อมนั่งตรงกลาง พลนั่งคู่กาย

"ต๊าย ฉันได้ข่าวคืนนี้มีปาร์ตี้นะยะแก เตรียมหางปลามาหรือเปล่ายะ"

กบทำเสียงดัดจริตเหมือนเคย

"ปาร์ตี้อะไรแก"

ผมถาม

"ก็ปาร์ตี้เกย์ในยะ"

"หือเสม็ดเนี่ยนะ"

"โห โย แกไปอยู่ไหนมา เดี๋ยวนี้เขาแบบออกหน้าออกตา ในเวบเขาชวนกันโครมๆ"

กายพูดขึ้นมาบ้าง

"คนเยอะแน่เลย"

จ๋าหันมาพูดบ้าง

"จะสนทำไมล่ะยะเรา สวยนี่"

กบพูดสร้างเสียงหัวเราะได้ทั้งคันรถ

"จ้า แม่สวยไม่เสร็จ เป็นนางงามอะไรนะแกน่ะ นางงามสันเขื่อนลำตะคองใช่ไหม"

พลหันมาแขวะ

"ว้าย นังพล อย่างฉันน่ะ สวยมีตำแหน่งนะยะ หล่อนล่ะ นางงามกาชาด แจกฟรีค่า"

"อี นี่"

เอหันมามองหน้าผม ดูมันงงๆ ไม่เข้าใจ ผมยิ้มให้

"น้องเอ ขา นางงามกาชาดอย่างพี่พลน่ะ เขาได้ตำแหน่งมาเพราะแจกฟรีไงคะ ให้ผู้ชายเอาฟรีๆ"

กบอธิบาย

"แล้วมีอะไรกันต้องได้อะไรตอบแทน ด้วยเหรอพี่"

มันยังทำหน้างง

"โอ๊ย อินโนเซนต์จริงๆ ผัวแกนี่โย"

"บ้า ก็น้องมันไม่รู้แก อย่าใส่ใจเลยเอ"

จ๋าหันมาบอกเอ ผมมองหน้าเอแล้วพยักหน้าให้มันสนใจมากนักเดี๋ยวเสียเด็กพอดี

"ก็ไม่ได้ อะไรหรอกเอ มีอะไรกันสนุกๆ พี่ไม่ซีเรียส แต่พี่กบเขาน่ะ ชอบแจกชอบแถมทองผู้ชาย"

พลพูดแล้วก็หัวเราะ เสียงกบกรี๊ดดังลั่น มันยิ่งทำหน้างง ผมจับมือมันไว้แล้วส่ายหน้าไม่ให้ฟัง ผมเอื้อมไปเอากระปุกมันฝรั่งทอดมาให้มันกิน

"แหม หวานกันเชียวนะยะ มีคู่รักมาตั้งสองคู่ แล้วเราล่ะเธอ"

กบแซว

"ฉันก็ไปหาเอา ข้างหน้า แต่หล่อนน่ะ น่าจะเป็นตัวประกอบ ไม่มีบทพูด อาจจะหายากหน่อยนะ ผู้ชายที่ชอบหน้าตาเถื่อนๆน่ะคงเหลือน้อยแล้วล่ะแก"

กายกัดบ้าง แล้วพลกับกายก็หัวเราะชอบใจ ผมเองก็อมยิ้ม เอทำหน้ามีเครื่องหมายคำถามอยู่บนหน้ามันอีกแล้ว ผมได้แต่ส่ายหน้าไม่ให้มันรับรู้ ระหว่างทางมันกอดเอวผมไว้ตลอดเวลา ผมเองก็จับต้นขามันบ้าง สลับกับจับมือมันบ้าง ตอนแรกกบแซวก็เขินๆเพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่เอาไปเอามาเลยปล่อยเลยตามเลย เสียงคุยกันสนุกสนานตลอดทาง พี่ป้อมคุยบ้างเพราะโดนแง้มปากให้พูดจากกบและกาย ส่วนพลไม่ค่อยคุย มันยังตึงๆอยู่

เราถึงบ้านเพเกือบหกโมงเย็น พอถึงก็รีบไปฝากรถ โชคดีที่กายมีญาติทำรีสอร์ทอยู่ที่นี่ แต่คนละหาดกับที่เราจะไป แต่เขาก็จัดการเรื่องที่พักให้หมดแล้ว รอแค่ไปจ่ายเงิน เรานั่งรอเรือไปส่งที่เกาะอยู่พักเดียว แสงแดดยามเย็นช่างงดงามเหลือเกิน น้ำเป็นฝืนทองส่องประกายระยับกระเพื่อมไปมา ท้องฟ้าเปิดไม่มีเมฆสักก้อน อาทิตย์กำลังจะอัสดงอยู่ทางฝั่งตะวันตก แสงแดงส้มฉาบท้องฟ้าฝั่งนั้นงามดังภาพวาด ผมมองดูด้วยจิตใจที่เป็นสุข เอเข้ามากอด

"ชอบไหมคะ"

มันกระซิบถาม ผมพยักหน้า

"ต๊าย จะหวานไปไหนยะ เห็นใจกันบ้าง"

กบแซวเสียงดัง

"อีมารหัวขน คนมันจะสวีทกันไปกวนเขาทำไม มาถ่ายรูปให้ฉันนี่"
 
พลแว๊ดใส่ ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ กบหันไปโพสต์ท่าถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน บนเรือมีคนอยู่เยอะเหมือนกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีเกย์อยู่กลุ่มใหญ่แต่อยู่อีกฟากของเรือ เห็นกายกับพลเหล่ๆอยู่

"มา แกถ่ายรูปให้"

พลบอกแล้วกดชัตเตอร์ทันที ผมยังไม่ทันตั้งตัวสายตายังเคลิ้มมองริมขอบฟ้าเอมันก็คลอเคลียอยู่ซอกคออยู่เลย

"เอ้ย เดี๋ยวสิแก"

ผมร้อง ยังไม่ทันตั้งตัว พอตั้งหลักได้จึงค่อยถ่ายรูป พอถ่ายเสร็จเอก็ขอดูรูปที่ถ่ายไป

"สวยไหมเอ เหมือนคู่รักที่เพิ่งแต่งงานมา ฮันนีมูนกันเลยใช่ไหม"

พลถามเอ มันทั้งสองยิ้มอย่างพอใจ ผมขอดูบ้าง ฉากหลังเป็นห้วงน้ำทะเลกว้างไกลส่องประายสีทองระยิบ แม้นดวงตะวันที่ลับขอบฟ้าไปแล้วยังทิ้งแสงสีแดงส้มสดเป็นฉากหลัง ผมมองออกไปไกลแสนไกล เอหลับตาแต่หน้าซุกอยู่ซอกคอผม สวย องค์ประกอบของภาพสวยทีเดียว ผมแอบอมยิ้ม

"เดี๋ยวเอาไปใส่กรอบด้วยนะ เอ เป็นภาพแต่งงานได้เลยนะเนี่ย"

พลแซว เอยิ้มเขินๆแล้วกดดูภาพอื่นๆ เราถึงเกาะตอนเกือบทุ่มมืดแล้ว เรานั่งรถสองแถวไปหาดทรายแก้ว จองบังกาโลไว้สามหลังแต่เดี๋ยวนี้เขาทำใหม่หมดเป็นแนวรีสอร์ต ภายในห้องก็ตกแต่งเหมือนโรงแรม ตอนแรกผมจะไปนอนกับพลแล้วให้เอมันนอนด้วย แต่พลไม่ยอมให้ผมอยู่กับมันสองคน ส่วนตัวมันเองไปนอนกับกายและกบ จ๋ากับพี่ป้อมอยู่หลังถัดจากผม พอเช็คอินเสร็จก็เอาของไปเก็บ นัดกันสองทุ่มครึ่งที่หน้าบังกาโล หลังที่ผมอยู่ทาสีฟ้าอ่อนสดใส ในห้องก็มีเตียงอยู่เตียงเดียว ผมเดินเข้าไปดูห้องน้ำ มีน้ำอุ่นด้วย เอมันทิ้งเป้ลงข้างเตียงแล้วกระโดดลงไปนอนบนเตียงทันที

"ไปอาบน้ำสิ เดี๋ยวจะได้ออกไปกินข้าว"

"ยัง ตัวเองมานี่หน่อยสิ"

"อะไร"

ผมถามแต่ก็เดินไปหามัน มันลุกขึ้นมาดึงแขนผมลงไปกอดทันที

"ไม่เอา ไปอาบน้ำ"

ผมขัด

"น่า มากอดหน่อย ไม่ได้กอดทั้งวันอยากกอดจะแย่อยู่แล้ว"

"บ้าเหรอ นั่งกอดมาทั้งวัน ยังไม่พออีกเหรอ"

ผมตอบมันเขินๆ

"ไม่ใช่กอดแบบนั้นนี่ กอดตัวเองน่ะไม่รู้จักพอหรอก มามะ ชื่นใจหน่อย"

มันหอมฟอดใหญ่ ผมยอมแต่โดยดี

"ตัวเอง คราวหลังเรามาเที่ยวกันสองคนเนอะ จะได้สวีทกันได้เต็มที่"

มันพูดแล้วจูบ ลมหายใจร้อนแรงผ่านเข้าปอดผม ผมจูบตอบ อยากจะจูบมันเหมือนกัน เราจูบดูดดื่มกันอยู่นานพอสมควรแล้วก็นอนกอดกัน

"ไปอาบน้ำด้วยกันดี กว่า"

มันพูดแล้วดันตัวลุกขึ้น

"บ้าเหรอ ไม่เอาหรอก อาย"

"โห จะอายอะไรคะ เค้าเห็นของตัวเองทุกส่วนแล้ว"

มันเอาจมูกมาไซร้ที่ แก้ม

"ไม่เอา ไม่ชอบ"

ผมหน้าแดงอายม้วนไป

"ไม่เป็นไร นะคะ เนี่ย เดี๋ยวเค้ากอดตัวเองไว้ตลอดเวลาจะได้ไม่อายไง"
 
มันพยายาม ตื้อ แล้วถอดเสื้อมันออกทันที

"เอ้ย ไม่เอา เธอไปอาบก่อนเถอะ"

"ไม่ เอา อาบด้วยกัน นะคะ คนดี"

มันกอดผมแน่นขึ้น พยายามถอดเสื้อผมออก ตอนแรกก็ขัดขืนเอาไปเอามาตัวผมล่อนจ้อน ผมเอาเสื้อที่ถูกมันถอดกองไว้ปิดของสงวนไว้ ไม่รู้ทำไมอายมันจังเลย ส่วนมันเองพอถอดของผมได้มันก็รูดของตัวเองออกรวดเดียว ตัวมันล่อนจ้อนเหมือนกัน ผมอายหน้าแดงเพราะน้องชายมันชี้โด่

"มาเค้า กอด ตัวเองจะได้ไม่อาย"

มันฉุดตัวผมไปกอด น้องชายผมเองก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน อายนะแต่ยิ่งอายมันก็ยิ่งสู้ไม่ได้อายเหมือนเจ้าของมันเลย หน้าท้องผมแนบกับน้องชายมันพอดี ยิ่งมันกอดแน่นผมก็ยิ่งหน้าแดงเพราะหน้าท้องมันเสียดสีกับน้องชายมันโดยตรง มันพยุงผมเข้าไปในห้องน้ำ

"แล้วเครื่องอาบน้ำล่ะ"

ผมถามเสียง สั่น

"เอ้อ ลืมไปเลย เดี๋ยวเค้าออกไปเอา"

มันพูดจบก็เดินออก ไปจากห้องน้ำทันที

"อยู่ไหนอ่ะคะตัวเอง"

มันร้องถาม

"อยู่ ในเป้ ถุงพลาสติกน่ะ"

ผมร้องออกไปแล้วเปิดน้ำให้มันอุ่นพอดีรอมัน

"มา แล้ว คิดถึงเค้าไหม"

มันเดินกลับเข้ามาแล้วกอดผมจากข้างหลัง โอยจะบ้าตาย เพราะน้องชายมันสีอยู่ตรงร่องก้นผมพอดี มันดันตัวผมเข้าไปในฝักบัวที่รดลงมา พอตัวโดนน้ำมันก็ไซร้ซอกคอทันที

"เอ๊ะ ไม่เอา รีบอาบ"

ผมสะดุ้ง

"จะรีบไปไหนคะ ให้เค้าชื่นใจหน่อย ไม่ไหวแล้ว"

ผมยืนนิ่ง ทำไมใจมันเต้นแรงอย่างนี้นะ ยังไม่รู้จักชินเสียทีเวลาที่โดนมันสัมผัส มันเอามือจับหน้าผมให้เอี้ยวมาหามัน จูบที่เร่าร้อนผมเองก็ระเริงไปกับรสจูบของมัน ปรารถนาในตัวมันมากเพียงนี้เชียวหรือ ผมถามตัวเอง ยิ่งสัมผัสกายยิ่งใจเต้นแรง ยิ่งจุมพิศแต่ไม่รู้สึกพอไม่รู้สึกอิ่ม ความปรารถนาแรงกล้าร้อนแรงไม่แพ้กัน ไฟรักที่สุมอยู่ในอกผมมันปะทุ ไม่ขัดขืนแต่ทำด้วยความเต็มใจ ทำด้วยความรักที่เต็มเปี่ยมหัวใจ เสียงกระเส่าดังเป็นระยะ

มันจูบผมเนิบนาบเนิ่นนานแล้วกอดไว้ในอกมัน ท่ามกลางสายน้ำที่เป็นฝอยอุ่นๆรดลงมาตัวเราทั้งสองจนเปียกโชก มันลูบผมเอามือปาดน้ำออกจากหน้าของผม

"รักตัวเองจัง ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งรัก"

มันกระซิบ ผมยิ้มจูบคอมันเบาๆเพราะตัวสูงแค่นั้น เรากอดกันอยู่เนิ่นนานจนผมต้องเตือนว่าควรจะรีบอาบน้ำได้แล้ว ตัวเริ่มเหี่ยวแล้วเพราะโดนน้ำนาน ผมถูหลังให้มันโดยยังกอดหันหน้าเข้าหากันอยู่ มันเองก็ทำให้ผม

"ทำไม ไม่ยอมลงสักทีล่ะ"

ผมพูดแล้วยิ้ม เพราะน้องชายมันยังโด่อยู่

"ไม่รู้เหรอ เวลาอยู่กับตัวเอง มันไม่เคยลงเลย อิอิ"

"บ้า"

ผมให้ มันนั่งลงแล้วสระผมให้รีบอาบให้มันก่อน แล้วให้มันออกไปเช็ดตัวข้างนอก พอจัดการกับมันเสร็จผมก็จัดการกับตัวเองบ้าง เสร็จก็ออกไปเห็นมันนอนเอกเขนกอยู่ยังไม่ใส่เสื้อผ้า

"มาทาครีม หน่อยสิเอ เดี๋ยวตัวแห้งนะ"

ผมเรียกมันมาทาครีม

"ไม่เอาอ่ะ เหนียว"

"มาเดี๋ยวทาให้"

พูดแค่นี้มันก็ลุกขึ้นมาทันที สลัดผ้าเช็ดตัวออกจากร่าง

"แหม ไหนบอกเหนียว"

ผมประชด

"ตัว เองทำให้นิ เหนียวก็ยอม"

ผมยิ้มให้มัน แล้วหยิบขวดโลชั่นมาเทใส่มือลูบไปตามตัวมันอย่างรวดเร็ว เพราะถ้าทำช้าเนิบนาบกลัวมันจะเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่นก่อน พอเสร็จผมก็ให้มันใส่เสื้อผ้า ส่วนผมก็จัดการกับตัวเอง ผมใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืด ส่วนมันใส่กางเกงเล กับเสื้อบาสเหมือนเคย

"ไม่ใส่กางเกงในล่ะ ยิ่งไม่ยอมลงง่ายๆอยู่"

ผมทักเพราะเห็นมันสวมกางเกง เลเลยไม่ยอมใส่กางเกงในเป้ากางเกงยังตุงๆอยู่

"ไม่เอาอ่ะเดี๋ยวก็มานอนแล้ว ขี้เกียจ"

"ไม่ได้ เดี๋ยวผิดสังเกตุ เดี๋ยวค่อยถอดตอนนอนสิ"

ผมทำเสียงดุ

"อ่า ได้ คร้าบบ ภรรยา"

"ไอ้บ้า เร็วๆ เพื่อนๆรอแล้วนะ จะสามทุ่มแล้ว"

ผมเร่งเพราะเหลือบดูนาฬิกาบอกเวลาหน้าจอโทรศัพท์ พอมันเปลี่ยนใส่กางเกงในเสร็จแล้วเราก็ออกจากห้อง พอเดินมาหน้าบังกะโลก็เห็นทุกคนรออยู่พร้อมหน้า

"ต๊าย แก มันได้ทำอะไรกันอยู่แล้วล่ะค่า อย่าเพิ่งรีบทำนักเลย ฉันหิว กว่าจะมา ฟาดพี่เขาไปกี่รอบล่ะน้องเอ"

กบลากเสียงยาวแซวมาแต่ไกล ผมเขินหน้าแดงอีกแล้ว

"อี นี่ หล่อนจะไปยุ่งอะไรกับมัน รอนิดรอหน่อยจะตายเหรอ แหมเห็นรีบอาบน้ำออกไปเดินเช็คเรตรอบนึงแล้วนี่ เป็นไงยะ เรตติ้งตกฮวบฮาบ"

พลกัดแล้วหัวเราะ

"อ๊าย อีนี่ อย่างฉันนะไม่มีทางเรตติ้งตก ผู้ชายมองกันตรึม ไม่อยากบอก ไม่รู้จะเลือกคนไหนดี"

"จ้า อีสวย"

กายลากเสียงคำว่าสวย ผมเดินเข้าไปหาจ๋า มันยิ้มให้ ท้องจ๋าไม่โผล่ให้เห็นเลยว่าท้องยังปกติ มันใส่ยีนส์ตัดขา ส่วนพี่ป้อมที่ยืนอยู่ข้างๆใส่กางเกงขาสั้นสบายๆ

"ดูมันแต่งตัวสิ จะไปยั่วส้นตีนใครเหรอ อีกบ"

พลยังกัดไม่เลือก กบใส่กางเกงขาสั้นจู๋แล้วมีผ้าบางๆสีม่วงสดมัดอีกที ใส่เสื้อสีชมพูแจ๋รัดติ้ว ทุกสีที่อยู่บนร่างกายมันตัดกับสีผิวเป็นอย่างดี

"อีนี่ เทรนใหม่นะยะ เชยนะหล่อน เอ๊ย ไปกินข้าวเถอะ ฉันหิว จะได้ออกไปล่าผู้ชายเสียที"

มันรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้สึกว่าจะสู้ รบปรบมือกับกายและพลไม่ได้

"เออ หิวแล้วเหมือนกัน พวกแกอย่ามัวมากัดกันอยู่เลย น่ารำคาญ"

จ๋าบ่นแล้วทำหน้างอ

"อ้าว อีชะนีนี่"

ทั้งสามคนร้องพร้อมกันถลึงตาใส่จ๋า ผมต้องกระแอมพวกมันถึงยอมลง

"ไปกันสิแก หิวแล้วเหมือนกัน ดีนะที่พวกเราไม่มีใครแพ้อาหารทะเล"

ผมพูดเบื่ยงประเด็นออกจากจ๋า มันคงจะหงุดหงิดตามประสาคนท้อง เราเดินไปตามหาดแวะเข้าร้านพลอยทะเลเพราะเห็นที่นั่งน่าสนใจดี เขาเอาเสื่อปูกับพื้นทรายรอบโต๊ะเตี้ยๆแล้วมีหมอนสามเหลี่ยมลูกโตวางอยู่รอบโต๊ะให้หนุนเวลากินข้าว เข้าใจทำ พอได้ที่นั่งก็สั่งกันใหญ่ เอมันก็สั่งกั๊งเผา

"ตัวเองกินหอยสามสหายเผาไหม"

มันหันมาถาม

"มีหอยอะไรบ้างล่ะ"

ผมยื่นหน้าไปดูรายการอาหารในมือมัน เสียงโห่ร้องของเพื่อนก็ดังขึ้นทันที

"โอ๊ย หวานซะ นังจ๋าแพ้ไปเลยนะแก"

กายเป็นคนเริ่ม

"นั่นน่ะสิ เพิ่งรู้นะว่าโยมันก็หวานเป็น"

จ๋าพยักเพยิดตาม ผมอายแต่ก็ไม่มากนักดีดตัวหน้าออกจากมัน

"โหพี่ นี่คุยกันธรรมดานะ ถ้าอยู่สองต่อสอง พวกพี่ไม่คิดว่าเลี่ยนเลยเหรอ"

เอมันพูดเสียงดังแล้วยิ้ม ผมยิ่งอายตีแขนมันเบาๆแล้วพยายามจะขยับตัวออกห่างจากมัน แต่ก็ช้าไปมันคว้าเอวผมไว้แล้วดึงเข้าไปแนบอกแล้วหอมแก้ม เอาเข้าไป ผมไม่รู้จะทำอะไรดีนอกจากนิ่ง เพื่อนก็แซวสนุกสนาน เอก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แต่ภายใต้ความกระดากอาย มันคือความสุขเปี่ยมล้นใจ

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 36

หลังปีใหม่ ทุกอย่างในชีวิตดูจะราบรื่น ผมยังคงไปทำงานตามปกติ แม่เองก็ไปสอนสลับกับการไปวัดเดี๋ยวนี้ไปทุกอาทิตย์เลย แม่บอกว่าสบายใจดี ได้เจริญภาวนาอยู่ในศีลในธรรม เอ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้ว หลังจากวันสิ้นปี ความรู้สึกที่มีต่อมันปกปิดไม่ได้แล้ว แต่เวลาอยู่ต่อหน้าแม่ผมก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติมากที่สุด มันเองก็ทำตัวเป็นปกติ แม่จึงอาจจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่รู้สิแต่ผมอยากเจอหน้ามันทุกวัน ท่าจะเป็นเอามาก เวลาเลิกงานก็นัดเจอกัน ส่วนมากเป็นเมเจอร์เอกมัยเพราะใกล้บ้านมันและใกล้ผมเองด้วย บางวันแค่เจอหน้ากันเดินด้วยกันมาที่ป้ายรถเมล์ตรงหน้าวัดธาตุทอง ไออุ่นของรักมันแผ่ออกมาทำให้ชื่นใจหล่อเลี้ยงชีวิตไปได้ วันไหนที่ผมไม่เจอรู้สึกทรมานใจเหมือนขาดไอรัก ใจจะขาดเอาเสียให้ได้

วันนี้ ผมเลิกงานแล้วนัดมันที่เซ็นทรัลเวิลดิ์ ไม่มีอะไรมากแค่อยากเดินด้วยกัน พลขับรถมาส่งเพราะมันเองก็บอกว่านัดเด็กไว้แถวนนี้เหมือนกัน

"สรุปแก เอาแน่แล้วเหรอกับเอน่ะ"

พลถามขึ้นตอนที่รถติดไฟแดง ผมมองออกไปนอกรถสายตามองไปไกลแสนไกล ผมถอนหายใจ

"ไม่รู้สิแก แต่ตอนนี้ฉันห้ามตัวเองไม่ได้แล้ว มันถลำลึกไปเกินกว่าจะเรียกมันกลับคืนมาแล้ว"

ผมพูดเสียงเนิบราบเรียบ แต่เครียดเหลือเกิน พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ผมก็อดไม่ได้ที่จะวกกลับไปคิดถึงแม่ กับอาจารย์ปริศนาไม่ได้

"เอาเถอะ แก คิดอะไรมากมาย คนรักกันก็ดีกว่าเกลียดกัน จะคิดอะไรมาก ผู้ใหญ่เขาคงเข้าใจ"

พลปลอบใจ ผมเองก็รู้สึกดีที่เพื่อนเข้าใจ แต่ลึกๆแล้วความมืดมิดที่รออยู่เบื้องหน้าผมยังหาแสงใดที่จะส่องทางไปไม่มี พลขับรถเข้าไปในสยามพารากอน พอแยกจากพลผมก็เดินต่อไปที่เซ็นทรัลเวิลดิ์ เอโทรมาพอดี

"ถึงไหนแล้วคะ"

เสียงแจ่มใจกรอกมาตามสาย

"กำลังเดินไป เธออยู่ไหนแล้วล่ะ"

"เค้ารออยู่ลานน้ำพุที่เดิม ร้อนอ่ะตัวเอง เค้าอยากกินไอติม"

"อืม เดี๋ยวถึงแล้วรออยู่ตรงนั้นล่ะ"

ผมวางสายแล้วรีบเดิน รู้สึกมีจุดหมายปลายทางที่จะไป ผมเดินจ้ำเร็วเป็นพิเศษ พอถึงลานน้ำพุข้างหน้าห้างเห็นมันนั่งแผ่อยู่ตรงม้านั่งที่เดิมที่เราเคยนั่ง มันยังใส่ชุดรด อยู่เลย แต่เอาเสื้อออกข้างนอกกางเกง ใจเต้นแรง ร้อนหน้าอีกแล้ว ผมเป็นแบบนี้ประจำกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วเวลาเจอหน้ามัน เอยิ้มให้แต่ไกล

"เหนื่อยไหม"

ผมถามแล้วนั่งลงข้างๆมัน

"หายเหนื่อยแล้ว เจอหน้าที่รักแล้วหายเหนื่อยเลย"

มันทำหน้ากวนๆ ผมได้แต่ยิ้มเขินอายอยู่

"เข้าไปข้างในเถอะ ร้อน"

ผมชวนแล้วเดินนำหน้ามันทันที แล้วก็เป็นปกติที่มันจะมาดึงเอากระเป๋าสะพายของผมไปสะพายแล้วเกาะบ่า หรือไม่ก็เกาะเอว ตอนแรกผมไม่อยากให้มันจับเพราะอายคน แต่ตอนนี้ ผมขาดมันไม่ได้แล้ว ถ้ามันไม่จับผมเองที่เป็นคนไปจับมัน สรุปตอนนี้ผมตกลงไปในหลุมแห่งรักนี้แล้ว ทั้งที่รู้ว่าก้นหลุมมันมีแต่หนามคมเสียดแทงให้เจ็บปวด แต่ผมเลือกเอง ผมยอมทนเจ็บปวด ห้ามใจยากดีนักก็ปล่อยให้มันเป็นไป

เราเดินอยู่ชั้นสามดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย เดินไปจนเห็นร้านขายไอศครีมตรงโถงทางเดินเรานั่งกินไอศรีมอย่างสบายใจ มันเข้ามานั่งเบียดเหมือนเคย ไม่เคยคิดที่จะอายใครเลย ผมเองก็ยิ่งหน้าแดงเขินอายไม่รู้สึกชินเสียที แม้จะชอบแต่ก็อายอยู่ เพราะสังเกตุเห็นคนมองกันใหญ่

"โย"

เสียงเรียกที่แต่ก่อนคุ้น เคยดี แต่เดี๋ยวนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยได้ยินมันจากไหน พี่ตั้ม มากับนัทเหมือนเดิม ทำไมนะ โลกมันแคบเสียจริง คนที่ไม่อยากเจอที่สุดกลับมาคอยหลอกหลอน อยู่ตลอดเวลา ผมเงยหน้าขึ้นมอง เอมันทำตาขวางใส่ทั้งคู่

"ต๊าย โลกกล๊มกลมเนอะ เจอแกบ่อยมากเลยช่วงนี้"

เสียงที่ดัดจริตทำลายโสตประสาท

"มา กินไอติมเหรอโย"

พี่ตั้มถาม ผมมองหน้าเอแล้วหันไปพยักหน้าให้พี่ตั้ม ตอนแรกว่าจะยกมือไหว้เสียหน่อย แต่พอนัทมันพูดขึ้นเลยหมดอารมณ์

"ออก หน้าออกตานะแกช่วงนี้ ดูสิพี่ตั้ม หน้าโยเค้าผ่องนะเดี๋ยวนี้ กินเด็ก"

มันแขวะตามสันดานเดิมของมัน ผมไม่สนใจ เอถลึงตาใส่ ผมเอามือจับขามันไว้

"คือว่า เราอยากจะสวีทกันสองต่อสองนะนัท จะคุยอีกนานไหม"

ผมพูดขึ้น ไม่อยากจะพูดแบบนี้แต่ไม่อยากเจอสิ่งที่ทำลายความรู้สึกดีๆ

"แหม อีนี่ แค่ทัก กระแดะ"

"ไม่จำเป็นต้องทักนะแก เพราะเราไม่ได้รู้จักกันดีขนาดนั้น"

ผมจ้องหน้ามันเพราะรู้ว่ามันคง วี๊ดขึ้นแน่ๆ

"อีห่า กูอยากรู้จักมึงนักนี่ อีดอก"

มันเกรี้ยวกราดใส่ พี่ตั้มดึงแขนมัน

"รู้ก็ไปสิ รำคาญ"

ผมพูดจบ แล้วหันมากินไอติมกับเอต่อ เสียงมันด่าขรมอยู่ คนมองแต่ผมไม่สนใจแล้ว รำคาญจริงๆ รู้สึกว่าตัวเองมีฤิทธิ์มีเดชมากขึ้นทุกวัน เพราะปกติจะเป็นฝ่ายเงียบ แต่พักนี้ชักทนไม่ไหวต้องฉะกับมันสักหน่อย เพราะคนเราบางคนมองตัวเองไม่ออกหรอกเวลาที่เราพูดให้คนอื่น อย่างน้อยก็เป็นกระจกเงาสะท้อนไปให้มันละกัน

เรากินเสร็จก็เดินเล่น ไปเรื่อยๆ จนเกือบสองทุ่ม ผมชวนมันไปกินข้าวมันไก่ประตุน้ำเดินไปอีกหน่อย เรากินเสร็จก็เดินมาหน้าบิ๊กซีขึ้นรถเมล์สาย ๕๑๑ กลับ เอมันมาลงพร้อมผมที่อ่อนนุช มันไปส่งถึงบ้านประจำแล้วมันค่อยกลับบ้าน ผมเพิ่งรู้สึกตัวเองว่ามันเป็นแฟนผมจริงๆ นี่ล่ะคือสิ่งที่ผมปรารถนาจากใจเบื้องลึกที่สุด ในซอยอ่อนนุชรถยังคงติดเป็นปกติ เรานั่งสองแถวเข้าบ้านยืนเบียดกับคนเหมือนเคย ดูเหมือนมันจะชอบยืนมากกว่านั่งเพราะเวลายืมมันได้กอดหรือเบียดผม ไม่ได้อายสายตาใครเลย เวลาคุยกันหน้าก็ห่างจากผมไม่ถึงคืบ  เราถึงหน้าบ้านผมเกือบสามทุ่ม

"กินน้ำก่อนไหม"

ผมถามแล้วเปิด ประตูบ้านเข้าไป

"ก็ดี อยากกินน้ำมะตูมอยู่พอดี"

มันพูดอย่าง อารมณ์ดีแล้วเอามือฉุดตัวผมมากอด

"เอ้ย เอ ทำอะไร เดี๋ยวใครก็มาเห็น"

ผมตกใจสะดุ้งแต่ก็ไม่ขัดขืน

"กอดหน่อยสิคะ เดี๋ยวเข้าบ้านก็ไม่ได้กอดแล้ว รู้ไหม เวลาที่เราทำตัวห่างเหินกันอยู่หน้าผู้ใหญ่น่ะ เค้าปวดใจที่สุด อยากอยู่กันแค่สองคนจะได้ทำอะไรไม่ต้องอาย"

"บ้าเหรอ เรามีแม่นี่ ทำอะไรก็ต้องหักห้ามใจ ปล่อยได้แล้ว รู้ว่าอยากทำ แต่อดใจไว้บ้าง"

"อ่า เขาไม่ชอบฝืนใจตัวเองอ่า มันทรมาน เจอหน้ากัน อยู่ใกล้กันแค่เอื้อมได้แต่มอง"

ผมแกะมือมันออกเพราะกลัวใครมาเห็น ไม่ได้กลัวหรอกว่าใครจะมองว่าเป็นเกย์ แต่ความเกรงใจแม่ยังมีอยู่มากแค่นี้แม่ก็คิดหนักเรื่องผมจะแย่อยู่แล้ว ผมเดินเข้าบ้านแล้วให้มันรออยู่ที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน ผมเดินเข้าครัวไปเอาน้ำมะตูมมาให้มัน มันยังคงยิ้มอยู่อย่างสุขใจ ผมเองก็รู้สึกเป็นสุขมากเวลาเห็นรอยยิ้มของมัน นี่กระมังที่เป็นแรงพลังทำให้ผมหักห้ามใจไม่อยู่ แววตาที่ไม่มีความในใจเจือบนสื่อแค่ความรู้สึกรักมาให้ ผมจะต้านมันยังไงไหว

"อ้าว ทำไมถอดรองเท้าล่ะ"

ผมถามเพราะเห็นมันถอดรองเท้าคอมแบ็ตออกแล้วเอารองเท้าแตะไปใส่ จะว่าไปแล้วเอกลายเป็นสมาชิกอีกคนของบ้านผมไปแล้ว ของใช้ส่วนตัวของมันอยู่ที่บ้านเยอะเหมือนบ้านของมันเอง

"เอาไว้นี่ ล่ะเดี๋ยวค่อยมาเอา มันไม่สบายเท้า"

"ถอดถุงเท้าด้วยสิ เดี๋ยวจะได้ซัก"

ผมบอกมันจึงยอมถอดถุงเท้า เพราะไหนๆก็ใส่รองเท้าแตะแล้วจะใส่ถุงเท้ากับรองเท้าแตะมันดูแปลกๆ

"แล้วจะ ไม่ให้เค้ารักตัวเองได้ยังไงล่ะคะ น่ารักแบบนี้"

"เวอร์ รีบกลับบ้านเถอะเดี๋ยวดึก"

ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนที่หน้าผมจะแดงไป มากกว่านี้

"ไม่อยากจะกลับเลยอ่ะ อยากอยู่ด้วย"

"เดี๋ยวค่อยเจอ เจอบ่อยเดี๋ยวก็เบื่อ"

"ไม่มีทาง ยิ่งเจอยิ่งรัก ยิ่งเห็นยิ่งคิดถึง"

หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีดทั่วร่าง ผมยิ้มอย่างสุขใจ แต่ก็ต้องยอมให้มันรีบกลับไปก่อนเพราะพรุ่งนี้ผมก็ต้องทำงาน มันเองก็ต้องไปโรงเรียน แต่กว่าจะกลับก็เกือบสี่ทุ่ม ดึงหน้าดึงหลังไม่ยอมสักที ผมกว่าจะได้อาบน้ำปิดบ้านก็เกือบห้าทุ่ม แม่นอนไปแล้ว ผมนอนอยู่บนเตียงแวบหนึ่งในใจรู้สึกคิดถึงอีกคนที่เคยนอนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยสบายใจหรือหลับสนิทถ้ามีใครมานอนด้วย แต่มันเป็นคนที่ผมอยากจะแทรกกายเข้าหาอย่างไม่รู้จักเบื่อ ไม่ได้รู้สึกรำคาญ อยากจะนอนอยู่ในอ้อมกอดอยู่อย่างนั้น ผมมองดูหมอนที่มันเคยหนุนในความมืดแล้วคว้ามากอด เสียงโทรศัพท์สั่นปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ส่วนตัว ผมเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มาดู เอ นั่นเอง

"อาโหล ที่รัก นอนหรือยังคะ"

เสียง มันแจ่มใสผ่านสายมา

"ยัง แล้วเธอยังไม่นอนเหรอ"

"เค้านอนไม่ หลับอ่า คิดถึงตัวเอง"

"แล้วไม่อ่านหนังสือเหรอ อ่านไปสิจะได้นอนหลับ"

"ไม่เอาอ่ะ อยากกอดตัวเอง"

มันอ้อน

"บ้า เหรอ ไม่เอาแล้ว จะนอนแล้ว"

"ไม่เอาอ่า คุยกับเค้าก่อน เป็นกำลังใจให้เค้าก่อน"

"นี่เธอ ตกลงไม่ต้องนอนเหรอ ฉันง่วงนะ พรุ่งนี้ต้องทำงาน หักห้ามใจบ้าง"

ผมแว๊ดใส่

"อ่า ดุเค้าอ่า ห้ามใจแล้ว แต่หยุดคิดถึงตัวเองไม่ได้เลยสักนาที"

"เวอร์ ไปๆ ไปนอนเดี๋ยวตื่นสาย"

ผมกดวางสายไปทันทีเพราะถ้ามัวคุยเยิ่นเย้อคงไม่ต้องนอนกันแล้วคืนนี้ เดี๋ยวนี้มันโทรหาผมบ่อยมาก เวลาทำงานก็ส่งข้อความมาตลอด รู้สึกดีนะ แต่ก็กลัวว่ามันจะเป็นแค่่ช่วงนี้ ช่วงที่มันหลง มันโทรเข้ามาอีกแต่ผมก็ไม่รับสายแล้ว คิดนั่นคิดนี่แล้วเผลอหลับไป

วันเสาร์ ผมตื่นเช้าตามปกติ วันนี้แม่ไม่ไปวัดแต่เตรียมออกข้อสอบปลายเทอมไว้ เพราะช่วงที่สอบที่วัดเขามีงานสมโภชน์แม่ต้องเตรียมตัว เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้สอนเอแล้ว เพราะมันดูเหมือนจะรู้เยอะกว่าผมเสียอีกด้วยซ้ำ แต่ทักษะการเขียนของมันยังอ่อนอยู่ แต่ก็ไม่มากนัก วันหยุดทีไรมันก็มักชวนออกไปข้างนอก ผมทำกับข้าวในครัว แต่ก็อดชะเง้อออกมาดูไม่ได้เพราะเอมันมาถึงแล้ว คุยกับแม่อย่างสนุกสนาน

"ตัว เอง  วันนี้พาเค้าไปสวนหน่อยดิ เค้าอยากไป"

มันเดินเข้ามาในครัว แล้วยืนอยู่ห่างๆคงกลัวแม่จะมาเห็น

"ร้อนจะตาย"

"น่านะ พาเค้าไปหน่อย"

"อืม ไปขอแม่สิ"

ผมบอกแล้วทำหน้าทะเล้นใส่มัน มันก็เดินออกไปหาแม่ทันที

"พี่โย แม่อรให้ไปแล้ว"

มันตะโกน เสียงดัง คงไปคุยกับแม่แล้ว ผมอมยิ้มอยู่คนเดียว พอกับข้าวเสร็จก็ตักไปวางที่โต๊ะ เรียกแม่กับเอมาทานข้าว เวลาอยู่ต่อหน้าแม่เอมันดูมีระยะห่างกับผม เรียกพี่ทุกคำ เวลาพูดก็ไม่ค่อยมองผม คุยอยู่แต่กับแม่ แต่มีหันมาทำหน้าทะเล้นใส่ตอนแม่เผลอ ผมมีความสุขจังเลย สรุปผมก็ต้องพามันไปเดินสวนจตุจักร ผมขึ้นไปอาบน้ำส่วนมันก็คุยอยู่กับแม่ข้างล่าง

"ตัวเอง เค้าเปลี่ยนกางเกงดีกว่า ไม่อยากใส่ยีนส์ไป ร้อน"

มันเข้ามาในห้อง ตอนที่ผมกำลังทาครีมอยู่ ผมพยักหน้า มันถอดกางเกงทันที ผมไม่เขินอายแล้ว เวลามันทำอะไรแบบนี้รู้สึกชิน

"นี่เห็นมั้ย เค้าใส่กางเกงในที่ตัวเองซื้อให้ด้วยน้า"

มันอวดแล้วทำท่าจะเดินเข้า มาหา

"รีบใส่สิกางเกงน่ะ จะมาโชว์ทำไม รู้แล้วว่าใส่"

ผมเมินหน้าหนี ร้องห้ามมันไว้ก่อน มันถึงยอมเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า มันหยิบกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อนๆยาวแค่เข่ามาสวม ผมเองก็ใส่ขาสั้นแต่เป็นกางเกงยีนส์ตัวเก่าที่เอามาตัดขา สีซีดใส่จนผ้านุ่มไม่เหมือนยีนส์แล้ว

"เอาหมวกไปด้วย เดี๋ยวร้อน"

ผมบอกแล้วลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าสะพายมายื่นให้มัน เราออกจากบ้านเกือบสิบเอ็ดโมงแดดกำลังเปรี้ยง นั่งรถสองแถวออกไปหน้าปากซอยแล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า

"จะไปซื้ออะไร เหรอ"

ผมถามตอนนั่งอยู่บนรถไฟ

"ไม่รู้ ไปเดินเล่นๆ อยู่บ้านก็จู๋จี๋กันไม่ได้สิ วันนี้แม่อรอยู่นี่"

"แหม จอมวางแผน ยังกะออกมาข้างนอกจะทำได้"

"ทำได้ดิ นี่ไง"

มันโน้มหน้ามาจะ หอมแก้มผมทันที หน้าผมแดงขึ้นทันทีผมหยิกมือมัน เพราะคนที่อยู่บนรถไฟไม่ใช่น้อย ทุกสายตาหันมามอง ใจผมเต้นตึกตักผมค้อนมันวงใหญ่

"จะบ้าเหรอ หัดอายคนซะบ้าง"

ผมพูดเสียงเบาก้มหน้า อายหน้าแดงอยู่ มันยิ้มอย่างพอใจ

"ไม่อายอ่ะ มองไม่เห็นใครนอกจากตัวเอง"

ผมก้มหน้ามองนิ้วเท้าของตัวเอง ไม่พูดกับมันแล้ว เดี๋ยวมันจะยิ่งกำเริบ แต่มันก็ไม่ใช่จะยอมแพ้ง่ายๆ มันเอาแขนมาพาดที่บ่าผมเอามือมาลูบผมไปมา

"นอนดีกว่า"

มันพูดหน้าตาเฉยแล้วเอาหน้าซบลงมาที่บ่าของผม ใจผมเต้นตึกตัก โอ๊ย จะให้อายคนไปถึงไหน ผมร้อนรนเหงื่อผุดขึ้นเป็นเม็ดๆ เสียงซุบซิบกัน ทุกสายตาที่อยู่แวดล้อมผมคงกำลังมองมา มันไม่ทำท่านอนเฉยๆ แต่เอาหน้าถูไปถูมาบนบ่า อยากจะผลักหัวมันออกแต่ตอนนี้เหมือนผมขยับตัวไม่ได้ อายมากๆมันเป็นอย่างนี้นี่เอง จนถึงสถานีอโศก คนเข้ามาในรถไฟเยอะจนเกือบแน่น ความอายมันจึงลดลงเพราะคนที่เห็นคือคนที่อยู่ต่อหน้าผมเท่านั้น ผมจึงรู้สึกดีขึ้น แต่พอถึงสยามคนก็ลงจากรถไฟจนรถโล่งคนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาก็ไม่เยอะเท่าเมื่อ ครู่ ผมพยายามผลักหัวมันออก

"ไม่เอา เค้าจะนอน"

มันพูดเสียงดัง ดีกรีความอายมันยิ่งเพิ่มทวีคูณ คนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาก็มอง ตัวผมแข็งแต่หน้ายังแดงหัวใจก็ยังเต้นแรงถี่ยิ่งกว่าเดิม มีเด็กวัยรุ่นเข้ามาตรงตู้ที่ผมอยู่เยอะพอสมควร มาเป็นกลุ่มๆ เสียงซุบซิบดังกว่าเดิม โอย เมื่อไหร่จะถึงสักที พอเสียงประกาศบอกสถานีหน้าคือสะพานควาย ผมก็สะกิดบอกมัน

"นี่ เอ จะถึงแล้วลุก เอาหน้าออกไป"

มันถึงทำท่างัวเงียเอาหัวออกจากบ่าผม ผมจิกสายตาด่ามัน แต่มันกลับยิ้มเหมือนแกล้งผมได้ คอยดูนะ ผมฝังแค้นไว้ในใจ

"ไหน อ่า ต้องไปลงหมอชิตนี่"

"ลงสะพานควายนี่ล่ะเดินหน่อยเดียว ขึ้เกียจเดินย้อน"

ผมบอกแล้วมองไปรอบๆ เด็กวัยรุ่นที่ยืนอยู่มองมาที่เรา พวกนั้นยิ้มแล้วหันไปซุบซิบกัน เอาวะไม่รู้จักกันหรอก อายไปหน้าก็แดง เก็บอาการดีกว่า พอรถไฟกำลังจะจอดที่สถานีสะพานควาย ผมก็ลุกออกไปยืนรอหน้าประตู กะว่าประตุเปิดจะรีบเผ่นทันที มันเดินมายืนข้างหลังแล้วกอดคอ เอามือทำท่าจัดทรงผมที่มันทำให้ยุ่งเมื่อครู่ให้เข้าที่ รู้สึกโดนสายตาหลายคู่มอง พอประตูเปิดผมก็จ้ำออกไปทันที

"จะรีบไปไหน คะ"

"ไอ้บ้า อายคนบ้างไหม"

ผมแว๊ดใส่

"อายใคร ไม่เห็นสนใจเลย คนมันรักนี่นะ"

"ฮึ่ม"

ผมพูดไม่ออกไม่รู้จะ ด่ามันยังไงดี ได้แต่เดินหน้างอนำหน้ามันไป เราเดินย้อนไปเข้าด้านข้างของตลาดนัด มันยังคงเกาะอยู่ที่บ่าไม่ยอมปล่อยเลยไม่ว่าจะเดินหรือจะทำอะไร เราเดินดูนั่นดูนี่ จนเกือบบ่ายโมง

"หิวอ่ะ ตัวเอง"

"อืม กินอะไรดี"

ผมเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาเหมือนกัน แต่มันหิวสิแปลกเพราะกินตลอดทางเห็นอะไรก็กิน เราไปนั่งกินส้มตำไก่ย่างที่ร้านริมกำแพงตลาดนัด คนเยอะมาก ร้อนก็ร้อน แต่ก็หิวเลยต้องกิน พอกินเสร็จก็เดินต่อ เอมันได้เสื้อเชิ๊ตไปสองตัว ผมเองก็ได้เสื้อเชิ๊ตสีดำสองตัว เสื้อยืดอีกตัว ผมซื้อเทียนหอมกับอโรม่าไปฝากแม่ด้วย

"ร้อนอ่ะตัวเอง"

มันบ่น เหงื่อเต็มหน้า เสื้อเปียก ผมเลยซื้อผ้าเย็นยื่นให้มัน

"เช็ดให้ หน่อยดิ เห็นมั้ยมือเค้าไม่ว่างอ่ะ"

"โห"

ผมอ้าปากจะด่ามัน แต่มือมันก็ถือของอยู่เต็ม ผมจึงจำเป็นต้องเช็ดให้มัน คนเดินผ่านไปผ่านมามองอีกแล้วมีเกย์อยู่กลุ่มหนึ่งเดินผ่านไปมองแล้วเบะปากใส่คงหมั่นใส้ แต่เอาเถอะไม่รู้จักใครสักคนหรอก จะว่าไปแล้วผมเองก็อยากจะสัมผัสตัวมันอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ผมเช็ดหน้าให้มันเสร็จก็ล้วงเข้าไปเช็ดให้มันในเสื้อ ทั้งข้างหน้าข้างหลัง พอใจหรือยัง ชอบมองดีนัก ผมแอบสะใจอยู่คนเดียว แล้วอมยิ้ม

"เห็นมะ เค้าบอกแล้วไม่ต้องอายใครหรอก คนรักกัน ไม่แสดงออกตอนนี้แล้วจะไปทำตอนไหน"

มันยิ้มพูอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้เข้าใจในจุดประสงค์ของผมเลยเสียจริง เรากลับบ้านบ่ายสองกว่าๆ กว่าจะถึงบ้านก็สามโมงเกือบสี่โมง พอถึงบ้านผมก็รีบขึ้นไปอาบน้ำทันที เพราะร้อนเหงื่อโทรมกาย มันก็อาบน้ำข้างล่าง พอเสร็จผมก็ลงมาข้างล่างเห็นมันคุยอยู่กับแม่อยู่ จะว่าไปแล้วผมรู้สึกดีนะที่มีมันอยู่แบบนี้ แม่เองก็ดูไม่ได้รังเกียจอะไรมัน ดูจะรักใคร่กันเสียมากกว่า อย่างน้อยแม่ก็คงไม่ปิดกั้น แต่กับอาจารย์ปริศนาล่ะ ท่านจะยอมหรือ หนักใจอีกครั้ง แต่ก็ช่างเถอะเราจะมาเป็นทุกข์อะไรกับสิ่งที่ยังมองไม่เห็น เสพสุขกับปัจจุบันดีกว่าในเมื่อมันช่างเป็นสุขเหลือเกิน