วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 66

เวลาที่เรามีความสุขทำไมมันผ่านไปรวดเร็วนัก ต้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่ละวันที่ผ่านมาหลังจากเหตุการณ์เฉียดตาย ผมมีความสุขทุกวัน ทุกวินาทีทุกคนที่แวดล้อมก็มีความสุข เริ่มจากแม่ที่ตอนนี้มีเพื่อนไปนั่งวิปัสนาคนใหม่นอกจากน้าสาแล้วคืออาจารย์ ปริศนานั่นเอง อาจารย์ปริศนาดูเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับผมไปโดยสิ้นเชิง เพราะจะมองผมเป็นลูกไปอีกคนหนึ่งไม่ได้รังเกียจเหมือนตอนที่รู้ว่าเราคบกัน แถมยังมาบ้านเกือบทุกวัน มานั่งคุยกับแม่ฝึกทำอาหารกับแม่ สนทนาธรรมกันโดยมีน้าสาเป็นสมาชิกอีกคน ส่วนน้องโอตอนนี้กลายเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติและได้ย้ายไปเรียนอยู่ โรงเรียนกีฬาที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นครั้งแรกที่โอออกจากอกอาจารย์ปริศนาแต่ดูเหมือนอาจารย์ปริศนาจะปลงปล่อย วางอะไรหลายอย่างจึงไม่ได้ฟูมฟายรั้งไว้ บอกว่าเพื่ออนาคตของโอเอง แต่เราก็จะไปเยี่ยมน้องโอทุกอาทิตย์ บางทีแม่ไปกับอาจารย์ปริศนาสองคน บางทีผมก็ไปกับแม่และอาจารย์ปริศนา สลับสับเปลี่ยนกันไป ถือเป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์ ไม่รู้สึกเบื่อ กำลังใจที่มีให้กันไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อแต่อย่างใด แต่มันคือความสุขที่ได้เห็นคนที่เรารักและห่วงใยมีความสุข

ส่วน เอกลายเป็นสมาชิกของบ้านไปแล้ว ช่วงนี้เออ่านหนังสือดึกทุกวันเพราะกำลังไล่ล่าสอบและเตรียมตัวที่จะสอบโอ เน็ทเอเน็ท เพื่อสิ่งที่ตั้งเป้าเอาไว้ การเรียนของเอดีขึ้นอย่างน่าประหลาด ทั้งบอมและบ๊อบเองก็พลอยกระเตื้องไปด้วย เด็กทั้งสองมาขลุกอยู่ที่บ้านทุกอาทิตย์ ทุกคนดูแจ่มใสร่าเริงกว่าเดิม นับจากที่เราจับมือกันผ่านเรื่องราวต่างๆมาด้วยกันจนถึงวันนี้ ไม่เคยมีวันไหนที่จะทะเลาะผิดใจกันเลย เราประคับประคองรักให้มันเป็นไปอย่างราบรื่นสงบสุข จากที่ผมสังเกตุเอดูรักผมมากขึ้นกว่าเดิม ว่านอนสอนง่ายบอกใช้อะไรไม่เคยลังเลที่จะทำ ส่วนผมเองก็ไม่เคยเบื่อมันเหมือนกัน รู้สึกรักมากขึ้น ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งรักมันมากขึ้นกว่าเดิม

พลเองก็คบกับบอมไปแล้ว แม้ปากจะบอกไม่ใช่ ไม่มีทาง แต่การปฏิบัติต่อกันระหว่างพลกับบอมหลอกใครไม่ได้เลย แม้เจ้าตัวทั้งสองจะปากแข็งว่าไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ จนเราไม่ได้ใส่ใจที่จะจิกกัดมันอีก พลเองก็มาที่บ้านเกือบทุกวันเช่นกัน มันไม่ค่อยเที่ยวกลางคืนแล้ว เห็นบอกเบื่อ

ส่วนจ๋าเองก็มีกำหนด คลอดกลางเดือนนี้ ตอนนี้จ๋าท้องโตขึ้นมาก ไปอัลตาซาวด์ดูรู้ว่าเป็นลูกผู้หญิง จ๋าดีใจมาก พี่ป้อมเองก็ดีใจที่จะได้เป็นพ่อคน ประคบประหงมกัน ส่วนป๊าจ๋าเองก็เห่อหลาน ผิดกับที่คาดไว้ว่าจะเอ็ดมันที่รู้ว่าท้องก่อนแต่ง กลับเป็นฟูมฟักไปหาชื่อเตรียมไว้หลายชื่อ ซื้อของใช้เด็กเตรียมไว้แล้ว เดือนนี้เรารอคอยที่จะเห็นหน้าหลานคนแรกและอาจจะเป็นคนเดียวที่สามารถจะมี ลูกได้ กบกับกายก็เที่ยวเตร่ตามปกติ แต่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยเหมือนแต่ก่อนแล้ว

หลังจากที่จ๋าคลอดลูก เป็นเด็กผู้หญิงน่ารักน่าชัง ชื่อน้องจ๋อม เพราะเอาชื่อของพ่อกับแม่มารวมกัน เราทั้งกลุ่มก็เห่อหลานกันใหญ่ ไปเยี่ยมจ๋าเกือบทุกวันจนออกจากโรงพยาบาล

"ตัวเอง อยากมีลูกไหม"

เอ ถามขึ้นตอนกลับจากบ้านจ๋า

"หือ ทำไมล่ะ เอจะไปแต่งงานเหรอ"

ผม ไม่เข้าใจในสิ่งที่มันถาม ถ้าถามว่าอยากมีลูกไหม ผมไม่เคยคิดในหัวเลยด้วยองค์ประกอบกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ จึงไม่ทันคิดไป พอเอถามขึ้นมาจึงไม่เข้าใจ

"บ้าดิ เค้าคิดว่า พอทำงานแล้วเค้าอยากจะไปขอเด็กมาเลี้ยง เป็นลูกเราไง"

สายตาเอดูจริง จังกว่าที่จะพูดเพราะคะนองปาก ผมมองหน้ามันแล้วอดที่จะยิ้มไม่ได้ รู้สึกอุ่นไปถึงหัวใจ

"อย่าเพิ่งคิดเลยพ่อคุณ สอบให้ได้ก่อนเถอะ พ่อวิศวะหนุ่มในอนาคต"

ผมล้อเลียน เอก้มลงหอมแก้มทันที

"ตัว เองเค้าอยากจะไปเที่ยวอ่ะ ปิดเทอมเล็กพาเค้าไปหน่อยน้า"

ผมพยักหน้า คิดเอาไว้แล้วว่าจะไปไหน

"ไปกันสองคนเราเนอะ"

"อืม ไปเขาค้อกันเนอะ ฉันโทรถามลุงใหญ่แล้ว แกมีเพื่อนเป็นปลัดอยู่ที่เขาค้อ อยากไปลุงใหญ่เดี๋ยวให้ปลัดจัดการให้"

ผมศึกษาข้อมูลล่วงหน้าหลาย เดือนแล้ว เห็นในรูปสวยจับใจ อยากจะไปสักหน ถ้าไปจริงคงขับรถไป เพราะตอนนี้แม่กับอาจารย์ปริศนาไปไหนไปด้วยกันจึงเหลือรถอีกคัน เอมันก็ขับรถเป็นเพียงแต่ยังไม่มีใบขับขี่เพราะยังไม่ถึงสิบแปด ที่จริงอีกเดือนหน้าก็จะสิบแปดแล้ว

ถึงวันเดินทางเราออกจากบ้านแต่ เช้าเตรียมเสบียงขนมขบเคี้ยวไปด้วยเต็มคันรถ อากาศในกรุงเทพฯยังร้อนอบอ้าว แต่ดูจากข่าวอากาศที่เพชรบูรณ์เริ่มลดลงแล้ว ผมเตรียมเอาเสื้อผ้าไปอย่างเพียงพอ เพราะเกรงจะหนาวไป เราขับรถไปเรื่อยๆเหนื่อยก็แวะพัก ซื้อนั่นซื้อนี่ เอเอากล้องไปด้วยมันชอบถ่ายรูปตั้งแต่ตอนไหนไม่ยักรู้แต่พอเจออะไรสวยๆข้าง ทางก็เก็บภาพไว้ตลอด ผมไม่คิดว่าการเดินทางไปเพชรบูรณ์มันยาวไกลเลย การได้เดินทางกับคนที่รักไม่ว่าจะไปไหน ทำไมหนทางมันดูสั้นนัก ทุกวินาทีที่อยู่ด้วยกันมันดูมีความสุข ผมไม่รู้สึกง่วงหรือเบื่อเลย เอเองก็ไม่เห็นอาการแบบนั้นสื่อออกมาเลย พอผมขับรถเหนื่อยเอก็มาขับแต่ให้เอขับในระยะสั้นเพราะกลัวว่าจะโดนด่านดัก จับเอา แต่นับว่าเป็นโชคเราไม่เจอด่านเลย พอถึงเพชรบูรณ์ก็เกือบสามทุ่มแล้ว เพราะเราขับรถไม่เร็ว กว่าจะหาที่พักเจอก็เกือบสี่ทุ่ม แต่ถนนที่นี่ขับลำบากเพราะเป็นหนทางคดเคี้ยวเป็นเหวเสียส่วนใหญ่ ความง่วงจึงไม่โผล่มาเลยเพราะผมเองก็กลัวขับอย่างระมัดระวัง ทางเข้าที่พักยังเป็นถนนลูกรังมีฝุ่นคลุ้งอยู่ มองไม่เห็นทัศนียภาพเพราะมืดมากแล้ว ถามทางมาตลอดเพราะเป็นที่พักเปิดใหม่ พอถึงก็โทรศัพท์หาคนที่ลุงใหญ่ให้เบอร์ไว้ ลุงมีเป็นเจ้าของแกมาคอยต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว ที่พักเป็นบ้านสองชั้นเพิ่งสร้างเสร็จเป็นที่กว้างเพราะมองไม่เห็นแสงไฟใน ระยะใกล้เคียง ผมจะจ่ายค่าที่พักแต่ลุงมีบอกว่าไม่ต้องปลัดจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ผมจึงโทรศัพท์ไปขอบคุณลุงใหญ่ฝากขอบคุณคุณปลัดเพื่อนลุงใหญ่ด้วย แกบอกว่าเป็นของขวัญให้ในโอกาสที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ผมได้แต่ปลื้มใจ แต่ผมก็จ่ายค่าทำความสะอาดให้ลุงมี บังคับให้แกเอาเพราะถือเป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ พอเข้าที่พักเราก็เก็บของ แล้วออกไปหาอะไรกินเพราะยังไม่ได้กินอะไรตอนค่ำเลย

หลังจากถามลุงมี ว่าแถวระแวกที่พักมีร้านอาหารง่ายๆที่พอให้ประทังหิวบ้างไหม ลุงมีก็บอกให้ขับรถขึ้นไปอีกหน่อยจะมีร้านขายข้าวอยู่เราจึงออกไปตามที่ลุง มีบอก พอกินข้าวเสร็จก็กลับมาที่พัก อาบน้ำ อากาศที่นี่แตกต่างจากกรุงเทพฯอย่างสิ้นเชิง เพราะอากาศหนาวเย็นมากแต่โชคดีที่ที่พักมีน้ำอุ่นอาบ นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้อาบน้ำด้วยกัน ผมยังคิดถึงตอนที่ไปเสม็ดด้วยกัน

"เอ ไปอาบน้ำจะได้มานอน"

ผมชวนหลังจากที่เข้าที่พักแล้ว แต่เอกลับขึ้นไปซุกตัวอยู่บนผ้าห่ม

"หนาวอ่ะตัวเอง ไม่อาบได้ป่ะ"

"ไม่ อาบก็ไม่ต้องมานอนกอด"

"อ่า คร้าบ ที่รัก"

มันกระเด้งตัวออก มาจากที่นอนแล้วเข้ามากอดผม แต่ผมก็ผลักมันออกเพราะต้องเข้าไปเปิดน้ำอุ่นรอไว้

"อาบด้วยกันนะคะ"

ผม ไม่ตอบแต่พยักหน้า มันดูลิงโลดขึ้นมาทันที กว่าจะอาบน้ำเสร็จก็มือเหี่ยวพอดีเพราะพ่อตัวดีมันคอยละลาบละล้วงอยู่ตลอด เวลา ต้องบอกว่าคืนนี้ค่อยทำมันถึงยอมหยุด พออาบน้ำเสร็จผมก็เช็ดตัวทาครีมให้มันตามปกติ เราใส่เสื้อผ้าหนากว่าปกติเพราะอากาศที่หนาวเหน็บพออาบน้ำเสร็จก็ค่อยยัง ชั่ว

"ตัวเอง รออยู่ตรงนี้แป๊บนึงน้า เค้ามีอะไรจะอวด"

"หือ อะไร"

"น่านะ รอแป๊บ"

เอพูดจบก็ออกไปตรงระเบียง ที่พักมีระเบียงอยู่ชั้นสอง มีโต๊ะไม้อันใหญ่วางอยู่ ผมก็จัดของรอในห้อง

"ตัว เองลมแรงอ่ะ ทำไม่ได้"

มันเดินเข้ามาบอกท่าทางหัวเสีย

"จะทำ อะไรล่ะคุณชาย"

"เค้าจะจุดเทียนอ่ะ"

"ไม่ต้องก็ได้ ลมแรงอันตราย"

"ว้า ว่าจะโรแมนติกซะหน่อย ไม่เป็นใจเลยอากาศ"

"มอง เห็นดาวไหม"

ผมถามเพราะอยากจะดูดาว

"ไม่ค่อยเห็นอ่ะตัวเอง"

ผม เดินออกไประเบียงบ้าง ไปแหงนมองดูท้องฟ้าสีเทามืด เห็นดาวน้อยมาก คงเป็นเพราะลมแรง หรือมีหมอกเมฆ ไม่แน่ใจเพราะมองอะไรไม่เห็นเลย แย่จัง เอเดินออกมาหอบผ้านวมออกมา

"ตัวเองมานี่"

มันนั่งลงที่ม้า นั่งอันใหญ่ ผมเดินอมยิ้มเข้าไปซุกตัวข้างๆมัน

"กอดหน่อย คิดถึง"

มัน กอดรัดผมแน่นผมก็กอดมันตอบ

"หนาวไหมคะ"

ผมพยักหน้า มันก็รัดวงแขนแน่นขึ้น

"เค้ามีความสุขที่สุดเลย เรานั่งอยู่ตรงนี้สักพักเนอะ"

"ฉันก็มีความสุข อยากจะอยู่แบบนี้นานๆ"

ผมซุกหน้าเข้าไปตรงซอกคอของเอ สูดกลิ่นกายที่ผมรักเข้าเต็มปอด เรานั่งปล่อยให้ความเงียบกับเสียงลมพาไป ร่างกายก็กอดเบียดกันอยู่ให้คลายหนาว หัวใจก็สานสัมพันธ์รักแน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิม

พอเช้าด้วยกากาศที่เย็น จัด แม้จะอยู่ในห้องมิดชิดแต่ความเย็นภายนอกมันก็แผ่เข้ามาในห้อง ผมเบียดกายเข้าหาเอที่กอดผมอยู่ เมื่อคืนหลังจากที่นั่งอยู่ตรงระเบียงสักพักเราก็เข้านอน พอถึงเตียงเอก็ไม่ยอมทำอย่างอื่นมันบอกว่าผมสัญญาไว้แล้ว ผมก็เลยต้องยอมตามใจมัน ตอนนี้ร่างกายเราเปล่าเปลือยมีเพียงผ้านวมสองผืนทับร่างอยู่ พอรู้สึกตัวผมก็แกะมือเอออกแล้วใส่เสื้อผ้าเดินออกมานอกระเบียง สิ่งที่ผมเห็นมันคือม่านหมอกขาวโพลนไปทั่วมองอะไรไม่เห็นเลย ด้วยความที่เกิดมายังไม่เคยเจอหมอกเยอะขนาดนี้

"เอๆ มาดูอะไรนี่มา"

ผม เข้าไปเขย่าตัวเอ

"หือ อะไรคะ"

"หมอก หมอกเต็มเลย"

"อ่า ตัวเอง อ่า แค่หมอกเค้านอนแป๊บนึงน้า"

ผมได้แต่ส่ายหัว ไม่สนใจจะปลุกมันแล้ว ผมจึงเดินไปเสียบกาน้ำร้อนกะจะชงโกโก้กินเพราะเอามาจากบ้าน ผมเดินออกไปนอกระเบียงนั่งมองหมอกอยู่เนิ่นนาน สักพักจึงเข้าไปชงโกโก้มาสองแก้ว เพราะพ่อตัวดีลุกมาแล้วกำลังควานหาเสื้อผ้าใส่

"โห อะไรนี่"

เอ อุทานเมื่อเห็นหมอก"

"ขาวไปหมดเลยอ่ะ เดี๋ยวไปเอากล้องมาถ่ายรูปไว้ดีกว่า"

ว่าแล้วเอก็วิ่งเข้าไปในห้อง กลับออกมาพร้อมกล้อง มันถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน ผมเองก็นั่งจิบโกโก้ร้อนมองดูอยู่อย่างสุขใจพอตะวันขึ้นแม้จะมองไม่เห็น เพราะหมอกที่ปกคลุมอยู่แต่ความอุ่นที่แผ่มาทำให้หมอกเริ่มจาง ผมไล่เอให้ไปล้างหน้าล้างตาก่อนผม พอเสร็จผมจึงไปเข้าห้องน้ำบ้าง พอออกมาก็ยืนตะลึงกับสิ่งที่เห็น เพราะที่พักที่เราอยู่เป็นเหมือนที่ราบลุ่มแอ่งกระทะ ข้างๆที่พักมีบึงที่หมอกยังปกคลุมอยู่ เวิ้งกว้างมองขึ้นไปเป็นภูเขาที่ดูขาวโพลน สวยงามที่สุด

"เอ"

ผม อุทานอ้าปากค้าง เอหันมาชักภาพถ่ายรูป แล้วเดินยิ้มเข้ามากอด

"สวย ไหมคะ สวยมากเลยใช่ไหม"

ผมได้แต่พยักหน้า ยังตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ลมนิ่งสงบลงแล้ว หมอกเริ่มจางทำให้ภาพวิวทิวทัศน์แจ่มชัดขึ้นมา

"สวยมาก สวยที่สุด"

ผม ไม่ได้พูดเกินจริงเพราะสิ่งที่เห็นมันงดงามเสียจริงไม่อยากจะเชื่อว่ามีที่ แห่งนี้อยู่ในประเทศไทย บึงน้ำที่อยู่ไม่ไกลนักกระทบแสงแดดกระเพื่อมเล่นแสงราวอัญมณีระยิบระยับ หมอกที่ปกคลุมอยู่เบื้องบนทำให้บึงดูทั้งสวยทั้งลึกลับไปในคราวเดียวกัน บ้านพักอยู่บนเนินเตี้ยๆมองออกไปมีภูเขาล้อมรอบ สุขอิ่มไปถึงใจ

เอ ยืนกอดผมอยู่แต่มือก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปอยู่ ผมยืมโอบกอดเออย่างเป็นสุข ขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้ผมมีวันนี้ ที่ทำให้ผมได้เป็นสุขใจได้มากมายถึงเพียงนี้ ด้วยแรงแห่งรักด้วยแรงแห่งใจทำให้เรามีวันนี้

"เค้ารักตัวเองน้า"

ผม ไม่เคยเบื่อที่จะฟังคำนี้ ไม่เคยเบื่อ ได้ยินทีไรหัวใจก็เต้นแรงมีความสุข

"ฉัน ก็รักเธอมากนะ"

ผมไม่รีรอที่จะตอบกลับ เสียงมันออกมาจากหัวใจ ผมรู้สึกอย่างนี้ผมก็ควรจะพูดแบบนี้

สำหรับผมความรักมันเกิดขึ้นได้ ทุกที่ทุกเวลา ทุกเพศทุกวัยไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นกับใคร ทั้งหญิงชาย หรือเกย์ เราควรจะจับมือกันไว้ประคับประคองให้รักมันนำทางให้เราไปถึงในที่หมาย ไม่ว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคไปมากสักเท่าใด ถ้าหากรักแล้วไม่มีอุปสรรคเราก็จะไม่เห็นค่าของรักนั้น ถึงแม้มีอุปสรรคใช่ว่าจะทำให้เราท้อถอย จับมือกันไว้ เดินไปด้วยกัน แลกใจด้วยใจ ผมเชื่อเสมอว่ารักมันย่อมให้ผล ให้ใจได้ลิ้มรสกับคำว่ารักสักวัน

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 65

สูดกลิ่นกายโอบกอดพ่อยอดขวัญ          เปรียบสวรรค์ส่งเธอมาเป็นคู่หมาย 

เธอห่มใจด้วยรักไม่เสื่อมคลาย              ดุจดังสายธารามหานที
 
 ดังเหมันต์บอกรักวายุกา                      เปรียบอุษาแรกแย้มดรุณี

ด้วยมีเธออยู่เคียงชีวีตนี้                       ดุจปักษีเคียงคู่พนาไพร




ผมเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว มีเพียงอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย หยุดงานเป็นสัปดาห์แล้ว ส่วนเอก็หายแล้วแม้จะไม่ให้น้ำเกลือแต่หมอก็นัดไปตรวจอีกรอบเหลือเพียงแผล ที่ยังไม่หายสนิท สถานการณ์ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ แม่โล่งใจขึ้นมากแววตาสีหน้าดูเป็นสุขไม่มีความกังวลในใจอีก อาจารย์ปริศนามาที่บ้านทุกวัน ส่วนลุงใหญ่กลับไปเชียงใหม่แล้ว เหตุการณ์ที่ผ่านไปได้ด้วยดีต้องนับว่าเป็นเพราะลุงใหญ่ที่มาไกล่เกลี่ยให้ หน้าหนาวลุงใหญ่ชวนให้ไปเที่ยวที่เชียงใหม่ผมก็วางแผนไว้เหมือนกัน อาจารย์ปริศนาเองก็ดูไม่ติดใจแล้ว ถ้าจะมองแบบไม่เข้าข้างตัวเองดูเหมือนอาจารย์ปริศนาเองจะเอ็นดูผมมากขึ้น ด้วย

"เอ ถามหน่อยสิ ทำไมคิดทำแบบนั้น"

ผมถามเอตอนที่เรากำลังจะนอน มันยังคงกอดผมแม้จะทำได้ไม่ถนัดนักเพราะแขนมันยังเจ็บ

"หือ ที่ทำร้ายตัวเองน่ะเหรอคะ"

มันยิ้มกรุ้มกริ่ม

"ฆ่าตัวตายนะรู้สึก"

"อิอิ เขาเรียกไม้ตาย"

"แหม ถ้าตายสมใจขึ้นมาล่ะ จะทำยังไง"

"โห ตัวเองอ่ะ เค้าไม่ตายง่ายๆหรอก เค้ายังไม่ได้อยู่กับตัวเองเลย ตายไม่ได้หรอก"

"อ้อ เรียกร้องความสนใจว่างั้น"

"แต่ เค้าเสียใจอยู่อย่างเดียว"

เอถอนหายใจ สายตาดูสลดลง มองหน้าผมแล้วจูบหน้าผาก

"อะไร"

"เค้าเกือบเสียตัวเองไปน่ะสิ ถ้าเป็นแบบนั้น ตอนนี้ก็คงมีงานศพสองงาน อิอิ"

"นี่เอ มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ อย่ามาพูดเล่น" ผมดุมัน

"เค้าขอโทษ ตัวเองรู้ไหม พอรู้ว่าตัวเองช็อค เค้าแทบจะคลั่ง ดีนะที่พี่พลบอกว่าตัวเองไม่เป็นไรแล้ว ไม่งั้นเค้านั่นล่ะจะกลั้นใจตายเอง"

ผมปล่อยลมหายใจที่กักเก็บเอาไว้ออกมา ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะให้มันเป็นไปในรูปแบบไหนดี

"ไม่ใช่มี แต่เรานะเอที่เสียใจ ทุกคนเสียใจกันหมด"

"เค้า รู้ แต่เค้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีล่ะ ว่าทำไมกีดกันแต่แรก แม่นะรู้ทั้งรู้ว่าเค้าไม่ยอมอะไรง่ายๆ เค้าไม่เคยรักใครขนาดนี้ แม่ไม่เข้าใจเอง"

"เอาเถอะเอ ต่อจากนี้อย่าทำอะไรแบบนั้นอีก มันไม่ใช่ทางออกที่ดี ถ้าเราไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว คิดไหมว่าคนที่อยู่ข้างหลังเขาจะเสียใจขนาดไหน"

"คร้าบ เมียรัก ต่อจากนี้จะไม่คิดสั้นอีกแล้ว แต่ตัวเองห้ามทิ้งเค้านะ เค้าไม่ยอมน้า"

มันออดอ้อนแล้วเบียดกายเข้าหาผม

"จะไปไหนอ่ะ"

"แปบนึง มีอะไรให้"

ผมแกะมือมันออก จำได้ว่าผมมีของที่แทนใจตัวเองเหมือนกันที่จะมอบให้มัน เก็บไว้ตั้งแต่อยู่ที่เชียงใหม่ จนเรื่องมันเกิดขึ้นก่อน ผมเดินกลับมาพร้อมกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเล็กๆที่ยังผูกโบว์อยู่

"อะไรคะ"

"ว่าจะให้ตั้งนานแล้วล่ะ แต่มีเหตุซะก่อน"

มันดึงตัวผมลงไปนอนกอดเหมือน เดิม แล้วแกะกล่องออก

"อ่า เหมือนของเค้าเลย"

ผมยิ้มให้มัน

"ใส่ให้เค้าหน่อยสิคะ"

มันยิ้มเต็มดวงหน้า ผมหยิบเอาแหวนเงินมาสวมให้มันอย่างแผ่วเบา แหวนพอดีกับนิ้วนางข้างซ้ายของมัน

"ฉันรัก เธอนะเอ รักมาก"

ผมพูดออกไป รื้นน้ำตามันกลบตาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เสียใจหรือทุกข์ใจแต่มันช่างปริ่มใจสุขใจเสียเหลือเกิน

"เค้าก็รักตัวเอง ขอบคุณนะคะ ที่ตัวเองรับรักเค้า เค้ามีความสุขมากที่สุด นี่เราเหมือนแต่งงานกันแล้วนะ"

ผมเองก็มีความสุข กว่าจะรู้สึกว่าสุขถึงเพียงนี้ได้ก็แลกมาด้วยอะไรหลายๆอย่าง กว่าจะฝ่าฝันอุปสรรคที่ขวางกั้นได้มันไม่ใช่ง่าย ถ้าหากว่าผมยอมแพ้กับอุปสรรคนั้นเสียป่านนี้คนที่ผมนอนกอดอาจจะไม่ใช่มัน ผมอาจจะกำลังนอนกอดตัวเองเหน็บหนาวอยู่ที่ใดในยมโลก

................................................................

"เอ ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวไปโรงเรียนสายนะ"

ผมเขย่าตัวเอ หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ มันยังนอนขดตัวอยู่บนเตียงอย่างสุขใจ

"หือ ขอนอนอีกแปบนึงน้า"

"ไม่ได้นะเอ จะนอนอีกงั้นฉันไม่รอกินข้าวนะ เร็วๆเดี๋ยวแม่รอ"

ผมทำเป็นไม่สนใจเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นวันทำงานที่แสนสุข เอย้ายมาอยู่ที่บ้านเกือบจะถาวร มีกลับไปบ้านบ้างบางวัน แต่ก็จะกลับมาค้างที่บ้านผมอยู่ดีเพราะมันอ้างว่านอนไม่หลับ แผลมันหายแล้วเหลือเพียงร่องรอยของอดีตที่เพิ่งผ่านไป อดีตที่คอยเตือนใจว่าอย่าทำอะไรก็ตามด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หรือให้ใจมันนำจิต เอลุกพรวดพราดขึ้นจากเตียงวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันที ผมแต่งตัวเตรียมไปทำงาน หยิบเอาชุดนักเรียนมาวางไว้ที่ปลายเตียงเตรียมไว้ให้มัน เอออกมาจากห้องน้ำตัวยังมีหยดน้ำเกาะอยู่

"เช็ด ตัวให้เค้าหน่อย"

มันมายืนจังก้าอยู่ต่อหน้า ยื่นผ้าเช็ดตัวมาให้ผม ไม่ได้ตกใจหรือเขินอายแต่อย่างใด เพราะมันทำแบบนี้ทุกวัน

"ยืนดีๆสิ แล้วนี่จะสู้ไปไหน"

"อิอิ ก็บอกแล้วเวลาอยู่กับตัวเอง น้องชายมันสู้ตลอดอ่ะ นานแล้วนะที่เราไม่ได้ทำแบบนั้นกันน่ะ"

"บ้า เหรอ หายดีแล้วเหรอ"

"หายแล้ว หายดีแล้ว งั้นคืนนี้เรามาแสดงความรักกันน้า"

"บ้า ไม่เอา ยังไม่อยากทำ"

"อ่า เมียใจร้าย"

"เวอร์ แสดงความรักก็กอดจูบอยู่ทุกวัน ไม่พอเหรอ"

ผมหน้าแดง ไม่เคยชินอยู่วันยังค่ำเวลาโดนมันแทะโลม

"ไม่เคยพอหรอก อิอิ"

"ไปใส่เสื้อผ้า แห้งแล้ว"

ผมเปลี่ยนเรื่องเพราะดูเหมือน มันจะประชิดตัวมากขึ้น

"ใส่ให้หน่อยสิคะ"

"นี่ เดี๋ยวลงไปช่วยแม่จัดโต๊ะ เดี๋ยวสาย เร็วๆ รีบตามลงมา"

ผมพูดจบก็ผละออกจากมันทันที

"อ่า มาหอมก่อนสิคะ"

มันดึงแขนไว้แล้วหอมแก้ม ผมก็ยังใจเต้นแรงอยู่ดี ไม่เคยชินยังเขินยังอาย ผมลงมาจากข้างบนด้วยความสุข

"อ้าวโย เสร็จแล้วเหรอลูก แล้วพ่อเอล่ะยังไม่เสร็จเหรอ"

แม่ถามแล้วยิ้มให้ แม่จัดโต๊ะเสร็จแล้ว

"กำลังลงมาครับแม่ วันนี้แม่ทำอะไรกินครับ"

"ข้ามต้มกุ้งลูก"

ผมไปช่วยแม่เอาแก้ว น้ำออกมาวาง แม่ดูมีความสุข ผมเองก็ยิ่งมีความสุข เขินแม่เหมือนกันเพราะแต่ก่อนเวลาเออยู่ต่อหน้าแม่มันจะทำเนียนว่าผมเป็นครู สอนพิเศษมัน  แต่ตอนนี้มันทำตัวเหมือนเป็นเขยของบ้านนี้ไปแล้ว

"อ้าวพ่อลูกเขย หน้าตาสดใสขึ้นมากแล้วนี่ ยิ้มแฉ่งเชียว"

"อิอิ แม่ โรงเรียนแม่เขาสอบมิดเทอมยังอ่ะครับ ของเออาทิตย์หน้าก็สอบแล้ว เอยังไม่ได้ดูหนังสือเลย"

มันเข้ามากอดแม่ผมเหมือนแม่ของมันเอง ดูเข้าขากันเสียเหลือเกิน ผมคิดไปเองหรือเปล่าไม่รู้ ว่าตอนนี้ผมมีความสุขมากเสียจนไม่มีอะไรจะบรรยายออกมา เหมือนผมกับเอเป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกัน มีความสุขเหลือเกิน

"ยังจ๊ะ อาทิตย์หน้าเหมือนกัน นี่แม่ก็ยังออกข้อสอบไม่เสร็จเลย เอมาอ่านหนังสือเป็นเพื่อนแม่สิจ๊ะ"

แม่พูด อย่างร่าเริง เอนั่งลงที่เก้าอี้ประจำของมันกินข้าวต้มไปคุยกับแม่ไป ผมนั่งอมยิ้มอยู่ไม่พูดอะไร

พอออกจากบ้าน เรานั่งรถสองแถวออกจากบ้านตามปกติเพราะเพิ่งจะเจ็ดโมงรถเริ่มแน่นถนนอ่อนนุช แล้ว ถ้าสายกว่านี้มีหวังได้นั่งมอร์เตอร์ไซค์แน่ๆ ปกติเอมันจะนั่งรถเมล์ไป ผมนั่งรถไฟฟ้า แต่เดี๋ยวนี้เอมันไม่ยอมต้องนั่งรถไฟฟ้าไปลงอโศกแล้วค่อยต่อรถเมล์ไปอีก มันบอกอยากอยู่กับผมให้นานที่สุด ไม่อยากเสียไปแม้แต่นาทีเดียว ผมปลื้มใจนะ มีความสุขก็เลยตามใจมัน ผมไปทำงานด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข พอถึงที่ทำงานทุกคนก็แซวว่าความสุขมันล้นออกมากองเต็มที่ทำงาน โดยเฉพาะพล

"นี่แก เย็นนี้ไปกินข้าวกัน นัดไอ้บอมไว้"

พลพูดขึ้นตอนพักเที่ยง

"อยากไปกันสอง คนไม่ใช่เหรอแก ไปเถอะ ฉันว่าจะไปดูหนังกับเอ"

"แหม แก จะอยากไปอะไรล่ะสองคน มันอยากกินฟรีน่ะสิ แกไปด้วยกันนั่นล่ะ ไปกินริมน้ำเจ้าพระยาเชียวนะแก นานแล้วตั้งแต่เรียนยังไม่ได้ไป ถือโอกาส"

พลรบเร้า ผมได้แต่พยักหน้าแล้วโทรไปบอกเอว่าจะพาไปกินข้าวแทนดูหนัง มันก็ไม่ว่าอะไร พอเลิกงานพลก็ขับรถไปรับเอกับบอมมีบ๊อบด้วยอีกคนที่หน้าโรงเรียน พอขึ้นมาบนรถได้เสียงของพวกมันก็กลบทุกเสียง

"เชี่ย เอ กูขอลอกการบ้านก็ไม่ได้ ห่ากูลอกหน่อยดิ กูทำไม่ได้"

"เชี่ยบอม แค่นี้มึงทำไม่ได้แล้วกระแดะจะสอบวิศวะ วิศวะมีเขาเหรอมึงน่ะ"

"อ้าวเชี่ย บ๊อบ มึงเหมือนกันล่ะ มีเขาอยู่แล้วนี่ พูดยังกะมึงทำเอง"

"ห่า พอเลยมึงทั้งสองคน กูไม่ให้ลอกเว้ย อยากทำเป็นก็ลองหัดทำดิ ทำไม่ได้ก็ถาม ไม่ใช่ลอก ควาย"

"อ้าวเชี่ย ด่ากูเป็นควายนี่"

"เออสิไม่ต้องแปล"

"นี่ พวกเธอ พูดกันดีๆหน่อย เสียงดังยังกะนกกระจอกแตกรัง หนวกหูโว้ย"

พลโวยวายขึ้น แต่ยังยิ้มอยู่

"ดีแล้วพี่ พวกนี้พูดดีกว่านี้ไม่ได้หรอกมันไม่เข้าใจ มันไม่มีคนเสี้ยม"

"โห มึง มีแฟนดีหน่อยโวทับเพื่อนเลยนะมึง"

"งั้นพี่โย มาเป็นแฟนผมบ้างสิ ผมจะได้พูดดีๆเหมือนไอ้เอ"

"ส้น ตีนกูนี่ ห่า ไม่มีทางโว้ย"

บ๊อบล้อขึ้น แต่เอเสียงแข็งขรึมขึ้นทันที

"จะดีเหรอบ๊อบ"

ผมพูดแล้วเอี้ยวตัวไปยิ้มให้

"โห ยิ่งยิ้มใจละลายว่ะพี่ ไอ้เชี่ยเอมันดีกว่าผมตรงไหนอ่ะ หล่อก็ไม่หล่อ ดีแต่ใหญ่อย่างเดียว"

พูดแล้วมันก็หัวเราะ เอตบหัวเพื่อนทันที

"โอ๊ย เชี่ยเอ"

"หรือมึงจะเอาตีน ลามปามนะมึง" เอมันขู่

"นั่นล่ะจ๊ะข้อดี"

พลพูดขึ้นแล้ว หัวเราะเหมือนกัน ส่วนผมอายหน้าแดงอยู่

"ห่า บ๊อบ มึงอย่าฝันไปเลย"

เราหัวเราะครื้นเครง อย่างสนุกสนาน จนถึงร้านอาหาร บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยายามเย็นช่างงดงามยิ่งนัก ไฟแสงสีตามร้านรวงริมฝั่งแม่น้ำส่องแสงประกายระยับอยู่ฟากฝั่งโน้น ตึกสูงริมน้ำเปิดไฟสวยงาม ลมเย็นพัดเอื่อยๆ สวยจริงๆ

พลแวะส่งทุกคนถึงบ้านโดยมาส่งเราก่อน พอถึงบ้านก็เข้าไปคุยกับแม่ เอเข้าไปกอดแม่ออกหน้าออกตา มันเข้าใจฉอเลาะผู้ใหญ่

"แม่เออยากกินขนมอ่ะครับ วันนี้แม่มีขนมให้เอกินไหม"

"อ้อ มีสิลูกแม่กวนข้าวเหนียวเปียกไว้ในครัวน่ะจ๊ะ"

แม่มองมาที่ผม ผมถอนหายใจต้องเป็นผมสินะที่ต้องไปตักมาบริการมัน ผมลุกเดินเข้าไปในครัวแล้วตักข้าวเหนียวเปียกมาให้พ่อตัวดี แล้วผมก็เดินขึ้นไปอาบน้ำ

"เอกินเสร็จ รดน้ำต้นไม้ด้วยนะ"

ผมสั่งก่อนเดินขึ้นบ้านไป

"คร้าบบบ"

มันลากเสียงยาวล้อเลียน

คืนนี้ไม่รู้ว่าเป็นคืนเดือนมืดหรือเดือนหงายเพราะมองไม่เห็นอะไร เลยนอกจากท้องฟ้าสีส้มดำแผ่ปกคลุมไปทั้งกรุงเทพฯ แต่ในใจผมมันมีเดือนดาวระยิบส่องแสงประกายอยู่ เอนอนอยู่ข้างๆตัว มันก่ายกอดอยู่อย่างนั้น

"ตัวเองปิดเทอม เล็กพาเค้าไปเที่ยวหน่อยดิ"

เอพูดขึ้นแต่ปาก มันยังซุกไซร้อยู่ที่ซอกคอของผม

"อืม อยากไปไหนล่ะ"

ผมเสียงเครือๆล่องลอยไปกับมัน

"ไปทางเหนือ"

"อืม ไปตอนหน้าหนาวก็น่าจะดี"

ผมเคลิบเคลิ้มไปกับ มัน เอรุกหนักขึ้นมันเลื่อนมือลูบไล้ไปตามกาย ผมหันหน้าเข้าหามัน พลิกกายขึ้นบนตัวมัน ไม่มีอะไรจะหยุดยั้ง ไม่มีอะไรมาขวางกั้น ไม่ต้องกังวลพะวงกับสิ่งใด รักของเราเป็นไปตามครรลองของมัน เป็นไปตามสิ่งที่ใจเรียกร้อง นี่ถ้าเราไม่ประคับประคองใจกันมามันจะเป็นไปในรูปแบบนี้ไหมนะ เพราะความรักที่เราให้มันชี้นำทางไปในลู่ทางที่ถูกที่ควร แม้มันจะเกินกว่าที่ใจจะยอมรับได้ มันมีอะไรมากมายขวางกั้น ด้วยวัยวุฒิคุณวุฒิที่ยังน้อยทั้งสองคน ด้วยเพศที่เหมือนกัน แต่เราก็ได้จับมือกันทำให้ผู้ใหญ่รับรู้แล้วว่ารักของเรามันได้ผลักดันให้ เราลอยสูงขึ้นไม่ใช่จมดำดิ่งลง ผมคิดว่าผู้ใหญ่เองก็น่าที่จะคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง ไม่ว่าจะเพศใดวัยใดถ้าหากนำความรักมาใช้เกื้อหนุนชีวิตในทางที่ถูกมันก็เป็น รักเช่นกัน ด้วยอานิสงแห่งรัก ด้วยพลังแห่งใจ ผมจึงมีความสุขได้มากขนาดนี้

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 64

พอรู้สึกตัวผมก็ลืมตา ไม่รู้ว่ามันเนิ่นนานผ่านมาแค่ไหน ไม่รู้ว่าคนที่รักผมเขาห่วงใยปวดใจสักเท่าใด นี่ผมหยุดหายใจไปหรือ หัวใจหยุดเต้นไปนานแค่ไหน ภาพที่เห็นตอนนี้คือเพดานห้องสีขาวหม่นๆ ที่แห่งนี้คงเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลที่ผมสิ้นลมหายใจไปแล้วฟื้นคืนมา สายตากวาดไปรอบๆ แม่!!!! แม่นอนฟุบหลับอยู่ข้างเตียง นี่ผมทำร้ายจิตใจแม่อีกแล้วหรือ ความเจ็บปวดที่ผมส่งมอบให้แม่ไม่รู้จักสิ้นสุด หัวใจแม่คงบอบช้ำ รับความทุกข์มาแบกรับไว้มากกว่าผมหลายเท่านัก พลนั่งอยู่ข้างๆกายและกบ จ๋ากับพี่ป้อมนั่งเกาะกุมกันอยู่อีกฝั่ง

"โย!!!!! แกฟื้นแล้วเหรอ"


เสียงพลร้องอุทานออกมาเบาๆ


"แม่"


ผมร้องเรียกแม่ที่นอนฟุบอยู่ กำลังงัวเงียลุกขึ้นเพราะได้ยินเสียงพล


"โย ตื่นแล้วเหรอลูก เป็นยังไงบ้าง"


หัวใจสลาย ดูแววตาแม่ผมสิ ช่างอ่อนล้า แววตาที่ฉายออกมามันเปี่ยมไปด้วยทุกข์กักขังอยู่เนิ่นนาน


"แม่"


ผมร้องเรียกแม่อยู่อย่างนั้น น้ำตาไหลออกมาจากหัวใจ แม่ลุกขึ้นมาลูบหน้าลูบตาผมอย่างเบามือ แม่ทะนุถนอมผมมาตั้งแต่เกิด เลี้ยงผมมาด้วยความรักอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ สั่งสอนผมให้อยู่ในครรลองที่ควร ไม่เคยเลยที่จะตบตีทำให้ผมเจ็บช้ำทั้งกายและใจ แม่เป็นสายน้ำเย็นคอยลูบประโลมให้ผมคลายร้อน เป็นความอุ่นให้ซุกพักกายใจเมื่อผมเหน็บหนาว แล้วผมทำร้ายหัวใจแม่ได้อย่างไร


"ไม่เอาลูก ตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้เลยเหรอ หือ"


ผมจับมือแม่ไว้เอาหน้าซุกมือแม่อยู่อย่างนั้น แม้จะพูดอะไรไม่ถนัดนักเพราะร้องไห้อยู่ แม่จ๋าโปรดรับรู้ไว้ด้วยเถิดลูกขอโทษ เสียใจเหลือเกิน


"แก หยุดร้องได้แล้ว นี่พวกเราร้องไห้กันยังไม่ได้หยุดเลยนะตั้งแต่แกหลับไป แม่ผมว่าแม่กลับไปพักหน่อยเถอะครับ เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง เห็นหมอบอกว่าถ้าพื้นแล้วไม่มีอะไรก็น่าจะกลับบ้านได้แล้ว นอนนานนะแก สามวันแล้วนะ"


พลเข้ามาประคองแม่


"ใช่แม่ เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไปอีก เห็นแม่ไม่กินอะไรเลย เดี๋ยวทรุดไปอีกคน"


จ๋าเดินเข้ามามองผมอย่างห่วงใย


"โย อย่าคิดมากนะลูก แม่ไม่เป็นไรไม่ต้องห่วงแม่ ตอนนี้โยทำใจให้สบาย จะได้กลับบ้านไวๆนะลูก"


แม่ยิ้มให้ ผมพยายามกลั้นน้ำตา แม่โน้มตัวลงกอดผมจูบที่หน้าผาก


"โย แม่รักลูกนะ"


เสียงแม่กระซิบบอก ผมเหมือนน้ำตาจะทะลักออกมากลั้นเอาไว้


"กายแกพาแม่กลับบ้านก่อน เดี๋ยวให้หมอมาตรวจก่อนเดี๋ยวตามไป"


พลหันไปบอกกาย มันก็ลุกมาพยุงแม่ออกไปจากห้อง แม่มองผมจนลับสายตา จะมีไหมในชีวิตนี้ที่จะมีใครรักจริงรักบริสุทธิ์เท่าแม่ นี่ถ้าหากว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ถ้าผมตัดสินใจดื้อดึงที่จะอยู่กับพ่อ แม่ผมล่ะจะอยู่ยังไง คิดขึ้นมาน้ำตาก็จุกล้นขึ้นมาอยู่ตรงคอ พอแม่ลับตาไปผมก็สะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น


"แก เป็นอะไรไปอีก"


จ๋าร้องแล้วมาเกาะแขนผมไว้


"ฉัน......เสียใจ ฉันทำให้แม่.....เสียใจ"


เหนื่อยเหลือเกิน ปวดในใจ ร้าวเข้าไปถึงจิตวิญญาณ


"พอแล้วแก ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว อย่าทำให้ใจหายไปมากกว่านี้เลย"


จ๋าลูบหน้าปาดน้ำตาออกจากหน้า


"นั่นสิแก สงสารแม่ สงสารพวกฉันบ้าง นี่ก็ร้องไห้กันไม่ได้พัก ไม่มีอะไรแล้วนะแก"


พลพูดขึ้น ผมพยายามไล่น้ำตาไปให้พ้น สูดลมหายใจเข้าให้ลึกให้มันหยุดสะอื้น


"น้องโย อย่าคิดมากนะครับ ไม่มีอะไรแล้ว ดูซินอนนานหน้าตาซูบเชียว"


พี่ป้อมเข้าเกาะบ่าจ๋าไว้แล้วพูดเสียงแจ่มใส


"เอ!!!! เอล่ะแก"


ผมลืมนึกไปว่าอีกคนที่ผมรัก อีกคนที่ผมห่วงใย อีกคนที่ทำให้หัวใจผมหยุดเต้น ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ผมเสียงสั่นใจเต้นแรงขึ้นมา


"โอ๊ย รายนั้นแกไม่ต้องห่วง ฟื้นก่อนแกล่ะ เมื่อคืนมันก็มาหาแก แต่แกหลับอยู่ มันดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ปอบเข้าสิง กินดะ"


พลพูดขึ้นแล้วหัวเราะ


"ฉันอยากเจอเอ"


ผมพูดขึ้นสายตาวิงวอนขอร้อง พลกับจ๋ามองหน้ากัน


"จะเป็นหนังเศร้าอีกไหมเนี่ย โอ๊ยแกนี่อะไร ให้ดีขึ้นกว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอ เอมันไม่เป็นไรหรอกน่า แกนั่นล่ะเจอมันใช่จะฟูมฟายออกมาอีกนะ"


จ๋าพูดขึ้นมามันคงรู้ว่าถ้าผมเจอเอผมคงต้องร้องไห้อีก แต่ผมอยากเจอมันจริงๆ


"ไม่แก ฉันจะไม่ฟูมฟายหรอก"


ผมพูดขึ้นเสียงระริก


"อย่านะแก ถ้าฟูมฟายไม่ได้นะ สงสารพวกฉันบ้าง"


จ๋าพูดก่อนจะพยักหน้าให้พล มันเดินออกไปนอกห้อง


"ฉันเป็นอะไรไปแก"


ผมถามจ๋ามองหน้ามัน จ๋าทำหน้าเลิ่กลั่กมองผมแล้วมองพี่ป้อม พี่ป้อมพยักหน้าให้จ๋า


"หมอบอกแกช็อค ร่างกายอ่อนเพลีย หัวใจหยุดเต้น"


"นานแค่ไหน"


ผมถามมันต่อ


"สองนาที"


ฟังดูเหมือนไม่นาน แต่ระหว่างสองนาทีนั้น แต่ละวินาทีมันคงดูยาวนานสำหรับคนที่รักผม


"หมอต้องปั้มหัวใจ แกรู้ไหมฉันจะขาดใจตาย แม่เองก็เกือบช็อคไปนะแก เฮ้อ เอาเถอะไม่เป็นไรแล้ว แกอย่าทำแบบนี้อีกละกัน คราวนี้คงหัวใจไม่หยุดเต้นแค่คนเดียวแน่"


จ๋ายิ้มตอนท้ายประโยค มันนั่งลงข้างเตียงแล้วจับแขนผม จ๋ายิ้มให้กำลังใจ เสียงพลเปิดประตูเข้ามา คนที่เดินตามเข้ามาคือเอ ผมหันไปมอง หัวใจเต้นเหมือนไม่เจอมันนานเป็นแรมปี


"เอ"


ใบหน้าเอดูมีชีวิตชีวาขึ้น แม้ยังมีสายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่ มันเดินเข้ามาหาพร้อมด้วยเสาตั้งกระปุกน้ำเกลือ


"ตัวเอง"


เสียงมันสั่นปรี่เข้ามาหา


"เราออกไปข้างนอกเถอะแก คนเขาจะหวานกัน"


จ๋าพูดขึ้นแล้วลุกจากเตียงดึงแขนพี่ป้อมกับพลให้ตามมันไป


"อย่าหักโหมนักล่ะเอ พี่โยเขาพึ่งจะฟื้น"


พลหันมากัดแล้วเดินออกนอกห้องไป


"ตัวเอง เป็นไงบ้าง รู้ไหมเค้าใจจะขาด ตอนที่รู้ว่าตัวเอง"


ผมเอานิ้วขึ้นปิดปากมัน ดันตัวเองขึ้นมาให้ครึ่งนั่งครึ่งนอน


"ฉันรักเธอนะเอ ฉันรักเธอ"


ผมรีบพูดก่อนที่จะกล่าวโทษตัวเองเหมือนแต่ก่อน เวลามีให้พูดไม่พูดมัวแต่มีทิฐิมานะปากหนัก น้ำตาซึมออกมาอีก เอยิ้มแล้วขึ้นมานั่งที่เตียงกอดผมไว้


"เค้ารู้คร้าบ รู้อยู่เต็มอก เค้าก็รักตัวเองมากนะ"


มันพรมจูบทั่วหน้าผาก ผมสูดกลิ่นกายมันเข้าปอด แม้จะมีกลิ่นยาแทรกผสมแต่อย่างน้อยนี่มันก็ไม่ใช่ฝัน ผมกำลังกอดคนที่ผมรักอยู่ ความอุ่นของอ้อมกอดมันแผ่ปกคลุมเข้าไปถึงใจ เป็นสุข ผมให้มันนอนลงข้างๆบนเตียงเดียวกัน ผมเพ่งมองใบหน้าอันเป็นที่รักเนิ่นนาน ไรหนวดที่ผ่านการโกนมันขึ้นเขียวครึ้ม ใบหน้าซูบผอมที่กำลังมีเลือดมีเนื้อขึ้นมา ผมเอานิ้วลูบรอยแผลเป็นที่หัวคิ้วซ้ายอย่างอ่อนโยน


"รักเหลือเกิน เอ"


"ตัวเอง ตอนนี้เลือดตัวเองอยู่ในตัวเค้าน้า เค้าเป็นของตัวเองทั้งกายและใจ โดยสมบูรณ์ อย่าไปไหนจากเค้าอีกน้า เค้าขอร้อง อย่าไปไหนเลย อยู่กับเค้า"


เอเสียงเครือมองหน้าผม มันยิ้มแต่น้ำตาไหลออกมา ผมกอดกระชับมันแน่นขึ้น


"ไม่ไปไหนแล้ว จะไม่ไปไหน จะอยู่ตรงนี้ จะอยู่กับเธอ"


"เค้าสัญญา ต่อจากนี้เค้าจะมีสติ ไม่ทำให้ตัวเองเสียใจอีก เค้าจะฟังตัวเองทุกอย่าง"


เอร้องไห้ออกมาจูบหน้าผากผมแผ่วเบา ผมก็น้ำตาซึมไม่ได้เสียใจแต่ปลาบปลื้มเหลือเกิน


"ตอนที่เค้าฟื้น พอรู้ว่าตัวเองก็นอนโรงบาล เค้าใจจะขาด รู้ไหมคนดี เค้าใจจะขาด"


"เอ ต่อจากนี้คงไม่มีอะไรแล้ว มันผ่านไปแล้ว"


"ต่อให้มีอะไร เค้าก็ไม่ยอมแล้ว ไม่มีทางให้เรื่องมันเกิดขึ้นแบบนี้อีกแล้ว ตัวเองเจ็บเค้าทนไม่ได้"


ผมพรมจูบตามลำคอไม่พูดอะไรปล่อยให้รักมันสื่อออกไปโดยการสัมผัส โดยหัวใจ ผ่านเวลามาเนิ่นนานรักที่บ่มหนองให้ระบมทนทุกข์ แม้ผมจะเฉียดวินาทีของการตาย แม้ผมจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว ผ่านเรื่องวิปโยคโสกเสียน้ำตาอาดูรมานานแสนนาน ต่อจากนี้เหมือนฟ้าเปิดทางให้ เหมือนฟ้าสางหลังฝน รุ้งงามที่ทอสายเป็นประกายอยู่รออยู่เบื่้องหน้าให้เราจับมือกันไปให้ถึงมัน จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามนับจากนี้ ผมจะไม่ปล่อยมือของเอ ผมจะไม่ปล่อยให้ใจต้องทนทุกข์ หรือแผ่ความทุกข์ไปให้คนรอบข้างโดยเฉพาะแม่ ผมทำให้ท่านเสียใจมามากแล้ว ต่อจากนี้ขอให้ผมมีความสุข ขอให้ความสุขนั้นมันแผ่ไปให้ทุกคนที่รายล้อมผม ที่รักผมให้เป็นสุขไปด้วย


ผมคุยกับเอก่ายกอดกันอยู่จนพลพาหมอเข้ามาตรวจผม หมอบอกว่าไม่มีอะไรมากแล้วแค่พักผ่อนให้เยอะๆ อย่าคิดอะไรมาก เพราะหัวใจผมอ่อนแอนัก อย่าไปมีเรื่องสะเทือนใจ ผมออกจากโรงพยาบาลตอนบ่าย สรุปนอนโรงพยาบาลไปสามวันครึ่ง ส่วนเอก็รบเร้าลุงใหญ่กับอาจารย์ปริศนาให้กลับไปพักฟื้นที่บ้าน ตอนแรกหมอไม่ยอมแต่มันก็ไม่ยอมเหมือนกัน ผมไม่รู้ว่ามันพูดอะไรกับแม่มัน แต่ในที่สุดเอก็ได้ออกจากโรงพยาบาลพร้อมผม เอไม่กลับบ้านของมันแต่มันมาพักฟื้นที่บ้านผม กลับถึงบ้านแม่ก็เตรียมกับข้าวไว้แล้ว มีคนมากมายที่บ้าน ของเยี่ยมทั้งของผมกับเอรวมกันเต็มบ้านไปหมด แม่ไล่เราขึ้นไปนอนพักสอนสองทุ่มกว่า พลเองก็อาสานอนเฝ้ากับกบที่ห้องข้างล่าง


เดินทางรอมแรมผ่านราตรีที่เหน็บหนาวยาวนาน ฝ่าดงหนามแหลมคมที่เสียดแทง ไร้สิ้นซึ่งแสงดาวฤาจันทรา ไม่มีดาราดวงใดบอกชี้นำทาง ผมหลับตาให้แรงแห่งใจมันชี้ทางฝ่าเดินไป รู้ว่าไกลแสนไกล รู้ว่าเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด แต่ด้วยแรงแห่งรักแรงแห่งใจ ผมเดินไปจนเห็นแสงแรกอุษาสาง สัมผัสหยาดน้ำค้างต้องแสงสุริยา งามระยับดังใจที่ถวิลหา หัวใจผมชุ่มฉ่ำขึ้นมา ด้วยรักที่มันนำทางใจ

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 63


"โย!!!!!!!!!!!!! ช่วยด้วย หมอ ช่วยด้วย!!!!!!!!!"

"พรึ่บบบ"


...........................................................................................................................................................

มืด เหลือเกิน ที่นี่ที่ไหน แม่ แม่อยู่ไหน ผมมองไม่เห็นอะไรเลย มืดกว่าความมืดใดๆที่เคยเห็นมา สายตาไม่ชินกับความมืดเลย แม้จะพยายามจ้องมองอยู่นาน ทำไมผมรู้สึกตัวเบาโหวงอย่างนี้

"พรึ่บบบบ"

แสง สว่างส่องจ้าขึ้นจนผมต้องหลับตา แม้หลับตาแล้วยังรู้สึกได้ว่ามันสว่างเหลือเกิน ที่นี่ที่ไหน!!!! แม่!!!!!! แม่อยู่ไหน ห้องสีขาวจ้านี่มันที่ไหนกัน ขาวโพลนไปหมด ขาวมากอย่างที่ไม่เคยเห็น ขาวกว้างไม่มีจุุดตก ผมยืนอยู่คนเดียวกลางห้องสีขาวนี้ มันสว่างขาวจนผมมองไม่เห็นเงาตัวเอง ชุดสีขาวนี้ผมไม่เคยมี อย่างมากก็มีเสื้อขาว แต่ไม่เคยมีกางเกงสีขาวเพราะผมไม่เคยซื้อ ผมเริ่มกลัว

"แม่!!!!!!!!!!!!! พล!!!!!!!!!!!!!!!!!!!"

ผมตะโกนร้องเรียก เสียงที่ออกจากปากมันสะท้อนกลับมา ในใจเริ่มกลัว

"เอ!!!!!!!!!!!"

"ที่ ไหนกัน ที่นี่ที่ไหนกัน"

ผมหันมองรอบตัวเอง ไม่เจอใคร ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงสะท้อนที่ผมเพิ่งตะโกนออกไปมันก้องกลับมา กลัวเหลือเกิน ผมอยู่ที่ไหนกัน ผมอยู่ที่แห่งใด ผมเดินหมุนรอบตัวเองในใจก็ประหวั่นพรั่นพรึง นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผมเป็นอะไรไป

"โย"

เสียงทุ้มลอยลมมาต้องโสตประสาท เสียงคุ้นที่เคยได้ยินมานานแสนนาน

"พ่อ!!!!!!!!!! พ่อ อยู่ไหน พ่อ"

ผม ร้องออกไปมองหาพ่อรอบตัว ต้นเสียงไม่รู้มันมาจากทิศทางใด เสียงนี้ เสียงของพ่อผมจำได้

"โย พ่ออยู่ทางนี้"

เสียงลอยใกล้มาเหมือน กระซิบอยู่ข้างหู จนผมสะดุ้ง ทั้งดีใจทั้งกลัวระคนกันไป

"พ่อ พ่อจ๋า"

พ่อยืนอยู่ตรงหน้า ดวงหน้าแจ่มใส พ่ออยู่ในชุดเครื่องแบบนายทหารสีเขียวขี้ม้าเต็มยศ พ่อยิ้มให้ผมแล้วผายมือออก ผมโผเข้ากอดพ่อทันที พ่อจริงๆ ผมสัมผัสได้ ผมจับต้องพ่อได้ อบอุ่นเหลือเกิน

"พ่อจ๋า พ่อไปไหนมา พ่อ โยคิดถึงพ่อเหลือเกิน พ่อจ๋า"

ผมร้องไห้ออกไป กอดพ่อแน่น พ่อโอบกอดผมแล้วลูบหัวเบาๆ กลิ่นพ่อยังไม่เปลี่ยนไปเลย กลิ่นของนายทหาร

"พ่อ ไม่ได้ไปไหนเลยลูก พ่ออยู่กับโยกับแม่ตลอดเวลา พ่อไม่เคยไปไหนเลย"

เสียง พ่อทุ้มอยู่เหนือหัว

"โย คิดถึงพ่อเหลือเกิน พ่อจ๋า พ่ออย่าทิ้งโยกับแม่ไปอีกนะ"

ผมสะอื้นออกมา แต่รู้สึกว่าน้ำตามันไม่ไหลออกมาเลย เบาตัวโหวง ในใจตื้นตันเหลือเกิน นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้กอดพ่อ เคยเจอแต่ในความฝัน แต่ตอนนี้ผมจับต้องพ่ออยู่กอดพ่ออยู่ ได้กลิ่นพ่อ พ่อที่ผมรัก ดีใจเหลือเกิน

"พ่อไม่ไปไหนหรอกลูก อยู่กับเราตลอดเวลา เฝ้ามองดูอยู่"

พ่อยังลูบหัวผมแผ่วเบา

"พ่อภูมิใจในตัวลูกมาก นะโย เหมือนกับแม่ที่ภูมิใจในตัวลูก พ่อรักลูกเสมอ"

ผมผละออกจากอก พ่อแหงนมองหน้าพ่อ รอยยิ้มของพ่อแจ่มใส

"แต่โยทำให้แม่เสียใจ พ่อจ๋า โยเป็นลูกไม่ดี โยเป็นเด็กไม่ดี"

"หือ ไม่เอาลูก อย่าพูดแบบนั้น กรรมที่ลูกได้ฝ่าฟันมามันกำลังจะลุล่วง อดทนนะโย แม่เขาเข้าใจ แม่เขาไม่ว่าลูกหรอก"

"พ่อจ๋า โยเสียใจ ที่โยเกิดมาแล้วไม่ได้เป็นเด็กผู้ชายปกติเหมือนคนอื่นเขา โยเสียใจที่ทำให้แม่ต้องลำบากใจ"

ผมพรั่งพรูออกไป รู้สึกว่าน้ำตาไหล ร้องไห้ สะอื้นอยู่แต่ใบหน้า ดวงตาแห้งไม่มีน้ำตา

"โย ฟังพ่อนะลูก พ่อไม่เคยเสียใจ แม่เองก็ไม่เคยเสียใจ โยเป็นเด็กดี นั่นต่างหากที่พ่อกับแม่ภูมิใจ อย่าคิดมากสิโย ทุกวันนี้โยได้พยายามแล้ว พ่อรู้ พ่อกับแม่เป็นกำลังใจให้โยเสมอนะลูก เข้มแข็ง โยยังต้องเป็นที่พึ่งให้แม่อีกนานนะ อย่าท้อถอย นะลูก"

พ่อจูบที่ หน้าผาก อุ่นเข้าไปถึงหัวใจผมหลับตาพริ้มสุขใจที่สุด

"โย กลับไปหาแม่เถอะลูก แม่เขาตามแล้ว"

"โยจะอยู่กับพ่อ พ่อจ๋าโยเหนื่อยเหลือเกิน โยเจ็บเหลือเกิน โยอยากอยู่กับพ่อที่นี่"

"ไม่ได้นะ ลูก กลับไป"

พ่อดุเสียงดังมันสะท้อนเข้าไปถึงเส้นสมอง ผมสะดุ้งตกใจ พ่อไม่เคยดุผมเลย

"กลับไปลูก มานานเกินไปแล้ว"

"พ่อ โย......"

"พ่อรักลูกกับแม่เสมอ กลับไป ทางโน้นลูก"

ใบหน้า พ่อบึ้งมึนตึง ชี้มือไปข้างหน้า ผมตัวสั่น นี่พ่อดุผม

"พ่อ...... โย รักพ่อมากนะครับ"

ผมกระพริบตาไล่น้ำตาที่อุปมาขึ้นมาว่ามันเอ่อขึ้น นองหน้า ทั้งที่มันไม่มี พอลืมตาขึ้น พ่อไม่อยู่แล้ว ผมใจสั่นมองไปรอบตัว

"พ่อ!!!!!!!!!!! พ่อ อยู่ไหน พ่อ!!!!!!!!!!!"

ผมร้องเรียกพ่อเสียงดัง มันสะท้อนกลับมาเหมือนเดิม ผมเริ่มกลัว ทันใดความมืดที่ปกคลุมมาจากอีกฝั่งมันไล่มาเรื่อยๆ เหมือนมีคนปิดไฟนีออนไล่กันมา ผมเริ่มวิ่ง วิ่ง วิ่ง

"โอ๊ยยยยย"

เหมือน มีคนกระชากตัวอย่างแรงให้หล่นลงไปในหลุมลึกตัวผมลอยร่วงลงไปในหลุม

.......................................................................................................................................................

"โย!!!!!!!!!!!! อย่าทิ้งแม่ไป โย!!!!!!!!!!!!!! ช่วยด้วย!!!!!!!! หมอ ช่วยลูก ฉันด้วย"

"โย!!!!!!!!!! แกกลับมา โย!!!!!!!!!!!!!!! กลับมา"

"แม่จะอยู่ยังไง โย!!!!!!!!!!!!!!!!!! กลับมา กลับมาหาแม่ คุณคะ ได้โปรด ช่วยลูกด้วย!!!!!!!!!!!!"

เสียงเหล่านี้แว่วอยู่ในโสตประสาท เสียงคร่ำครวญร้องเรียกชื่อผมก้องอยู่ในห้วงไกลแสนไกล จำได้ว่าเป็นเสียงแม่

"โย!!!!!!!!!! ฟื้นสิลูก โย!!!!!!!!!!!! อย่าทิ้งแม่ไป!!!!!!!!!! โย!!!!!!!!!!"

"ฮือๆๆ ฮือ"

ทำไมผมถึงรู้สึกเหนื่อยอย่างนี้ ไม่มีเรี่ยวเรียกจะขานตอบ แม่ ผมอยู่ตรงนี้ ผมได้ยินแม่แล้ว โยอยู่ตรงนี้ แม่จ๋า

........................................................................................................................................

แวบ เรียกที่รู้สึกว่าสูดลมหายใจเข้าปอด มันรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง ทำไมมันหนักตัวเหนื่อยล้าไปขนาดนี้ ผมไม่มีแรงแม้จะขยับมือ

"โย แม่ โย ฟื้นแล้ว!!!!!!!!!!"

เสียงพลนี่ ผมจำได้

"โย!!!!!!! อย่าทิ้งแม่ไป โยกลับมาหาแม่ แม่ขอร้อง"

เสียงแม่ร้องไห้กอดผม รู้สึกได้ถึงแรงเขย่า ผมพยายามจะลืมตาขึ้น

"ขอหมอดูหน่อยนะครับ"

รู้สึก เหมือนมีมือมาจับตามร่างกาย เหมือนโดนไฟฉายส่องเข้าที่ตา จ้าสว่างเหมือนเมื่อครู่

"คนไข้ชีพจรปกติแล้วครับ ไม่มีอะไรแล้ว เดี๋ยวผมขอให้คนไข้พักฟื้นก่อนนะครับ อย่าเพิ่งรบกวน"

เสียงนั้นเป็น เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน หลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว

.................................................................................................................................

"แม่"

ทันที ที่รู้สึกตัวผมพยายามพูดออกไป แม่อยู่ไหน อยากเห็นหน้าแม่เหลือเกิน

"โย!!!!!"

"แม่ โยฟื้นแล้ว!!!!!!!"

ผมลืมตาได้แล้ว แต่ยังพร่ามัว ผมเหมือนหลับตาในที่มืดมาเป็นปี พอตาเจอแสงก็หรี่ตาสู้แสงไม่ไหว ผมค่อยๆให้ตามันสู้แสงจนมองเห็นจนเกือบเป็นปกติ ใบหน้าแม่ที่อาบไปด้วยน้ำตา พลเองก็เช่นกัน จ๋ายืนกอดกุมมืออยู่กับพี่ป้อม กบกับกายก็ร้องไห้อยู่ตรงปลายเตียง อาจารย์ปริศนานั่งร้องไห้มีลุงใหญ่ลูบบ่าอยู่ บ๊อบกับบอมยืนน้ำตาไหลอยู่อีกฝั่งของเตียง ทั้งหมดกำลังห้อมล้อมผมอยู่ เกิดอะไรขึ้น ผมเป็นอะไรไป

"คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองลูกโยด้วยเถิด"

แม่ กอดผมสะอื้นไห้อยู่ แม่สะอื้นตัวโยนสะท้อนพลยืนกอดแม่อยู่

"โถ ขวัญเอ๋ย ขวัญมา"

"ฟื้นแล้วเหรอครับ น้องโย หลับไปนานนะเรา เล่นเอาหมอใจหายใจคว่ำกันไปเป็นแถบ ไหนเห็นมือหมอมั้ยครับ"

หมอเดิน ฝ่าคนที่มุงผมอยู่เข้ามาประชิดตัว แล้วมาจับตรงนั้นตรงนี้ผมเหมือนเคย ผมพยักหน้าตอบตามที่หมอถาม

"ไม่มีอะไรแล้วครับคุณแม่ ไม่ต้องห่วงนะครับ น้องเขาฟื้นกลับมาเป็นปกติแล้วครับ เดี๋ยวให้พักอีกสักหน่อยก็น่าจะดีเป็นปกติแล้ว"

"ขอบคุณมากนะคะหมอ ที่ช่วยลูกดิฉันไว้ ขอบคุณจริงๆค่ะ"

แม่ยกมือขึ้นไหว้หมอทั้งน้ำตา แล้วหันมาลูบหน้าลูบตาผม น้ำตาผมไหลออกมา

"แม่จ๋า โยเป็นอะไรไป"

ผม พูดออกมาเสียงแหบแห้ง

"โย อย่าทำแบบนี้อีกนะลูก แม่จะขาดใจ อย่าไปแบบนี้อีกนะลูก"

แม่ยังสะอื้นอยู่

"โย เป็นอะไรไป............. พล"

ผมยังถามแม่ทั้งน้ำตา แต่แม่ยิ่งสะอื้นไห้ออกมาเสียงดัง ทุกคนที่อยู่ในห้องก็เหมือนเป็นลูกคู่ร้องไห้กันหมด

"แก หัวใจหยุดเต้นไปนะโย"

พลสะอื้นออกมาบีบมือผมแน่น ผมหลับตาน้ำตาไหล "พ่อ" นี่ผมตายมาแล้วหรือ ผมสิ้นลมหายใจมาแล้วหรือ ผมสะอื้นออกมา

"พัก เสียนะลูก ไม่มีอะไรแล้ว คนดีคณพระคุณเจ้าท่านคุ้มครอง"

แม่ลูบหัวผม แต่ยังคงสะอื้นอยู่

"โย ขอโทษนะแม่"

ผมสะอื้นออกมา

"อย่า ลูก อย่าพูด พักก่อน แม่ขอร้อง"

แม่สะอื้นเหมือนใจจะขาด แม่กอดผมไว้เนิ่นนาน จนผมหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน 






"ใน ห้องกว้างที่ว่างเปล่าไม่มีเงาไม่มีแสง  หัวใจที่จวนเจียนสิ้นแรงมันเหนื่อยล้า


เสียงลมหายใจแผ่วเบาเหมือน กระซิบ  ดวงจิตที่กำลังหลุดลอยไปไกลแสน

เสียงเพรียกเรียกหาให้กลับ มา   เสียงร่ำไห้คร่ำครวญปวดร้าวใจ

จับมือเอาไว้ให้ไออุ่นมันแผ่ไป  อย่าปล่อยให้ใจมันไปไหนได้เลย นะคนดี"



วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 62

ลุงใหญ่ขับรถออกจากบ้านโดยมีผมและบอมติดรถไปด้วย ส่วนแม่รอให้อาจารย์ปริศนาฟื้นก่อนค่อยตามไปที่โรงพยาบาล ระหว่างทางบอมคุยกับบ๊อบตลอดทาง

"ลุงๆ เลือดมันไหลใหญ่เลย"

"บอก มันเอามือกดไว้ กดไว้ก่อน แล้วไปโรงบาลสุขุมวิท"

"ไอ้บ๊อบมึงเอามือ กดแผลไว้ก่อน ไปโรงบาลสุขุมวิท"

บอมพูดตามที่ลุงใหญ่บอก ผมนั่งตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้างหลัง น้ำตาไหลออกมาอาบสองแก้ม ในใจเป็นกังวล คิดอะไรไม่ออก

"ลุงคิดไว้แล้วเชียว ตอนอยู่ที่โน่นมันก็หยิบมีดมาดูแปลกๆ ดีนะที่ลุงไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว แต่ในที่สุด"

ผมยิ่งฟังที่ทรมานใจอยากจะกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง ได้แต่สะอื้นนั่งกระสับกระส่าย พูดไม่ออกสักคำ ทำไมขับช้าจังเลย

"มึง ถึงโรงบาลยังไอ้บ๊อบ ไอ้เชี่ย เร็วๆ อุ้มมันไปหาหมอ เออๆ กูจะถึงแล้ว"

บอ มยกโทรศัพท์ขึ้นมารับแล้วร้องออกไป ใจผมสั่นไหวนั่งไม่ติดที่ชะเง้อคอดูตามถนนบ้างมองบอมที่คุยโทรศัพท์บ้าง

"หนู โย ใจเย็นๆลูก ถึงมือหมอแล้วเอไม่เป็นไรหรอก"

เสียงลุงใหญ่ทุ้มบาด ลึกเข้าไปในใจ ผมปล่อยโฮออกมา

"เพราะผม เพราะผมคนเดียว ผมน่าจะฟังเอบ้าง ผมทำร้ายเอ"

ผมเอามือปิดหน้าตัวเองสะอื้นไห้ออกมา ร้าวรานในใจ

"ไม่เอาลูก น้องมันไม่เป็นไรแล้ว นี่ไงถึงแล้ว ไปเราลงไปก่อนลุงไปจอดรถก่อน"

ผมเงยหน้าขึ้นมาหยุดร้องไห้ พอลุงใหญ่จอดรถของอาจารย์ปริศนาลงยังไม่ทันสนิทดี ผมก็เปิดประตูวิ่งออกไปเลย วิ่งไปโดยไม่รู้ที่หมายปลายทาง

"พี่ๆ ทางนี้ๆ ห้องฉุกเฉินอยู่ทางนี้"

เสียงบอมเรียกให้ผมชะงักแล้ววิ่ง ย้อนกลับมาตามมันไป ผมใจสั่นไม่อยากจะคิดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ขอให้เอไม่เป็นอะไร อย่าให้เอต้องเป็นอะไรไปเลย ผมชะงักเมื่อมาถึงหน้าห้องฉุกเฉิน บ๊อบยืนตัวสั่น เลือดเต็มตัวมัน น้องโอยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ

"เอ!!!!!!!!" ผมร้องออกไป

"เอ อยู่ไหนบ๊อบ เออยู่ไหน"

ผมโผเข้าไปเขย่าตัวบ๊อบ มันยังยืนเหม่อลอยอยู่

"มันอยู่ในห้อง หมอดูอยู่"

เสียงลอด ออกมาจากคอ ผมทรุดตัวลงกับพื้นคุกเข่าหน้าบ๊อบ สะอื้นออกมา ใจจะขาด ผมจุกอยู่ที่อก

"ทำไม ทำไมเอต้องทำแบบนี้ เอ!!!!!!!!!!!!"

ผม ไม่มีสติแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว บอมจับตัวผมลุกขึ้น มันลากผมไปนั่งลุงใหญ่มาพอดี

"เป็นไงบ้างพ่อหนุ่ม"

ลุงใหญ่ ถามบ๊อบ

"มันกรีดแขนตัวเอง แล้ว แล้วไปแช่ในอ่าง ผมมาก็เห็นเลือดเต็มแล้ว"

บ๊อบปากสั่น หน้าซีด ลุงใหญ่เข้าไปตบบ่ามันเบาๆแล้วพามานั่งข้างๆผม หมอเปิดประตูออกมา

"เป็น ยังไงบ้างครับคุณหมอ"

ลุงใหญ่ลุกไปถามหมอที่มีผ้าปิดปากอยู่

"เด็ก เสียเลือดมากนะครับ กรุ๊ป เอบี ทางเราเกรงว่าจะมีเลือดกรุ๊ปนี้ไม่พอ"

"ผม เอบีครับหมอ"

ผมร้องขึ้นเคยบริจาคเลือด จำได้ว่ากรุ๊ปเลือดผมก็ เอบี คุณพระคุณเจ้ายังเมตตาอยู่

"ดีครับ งั้นตามพยาบาลไปห้องโน้นเลยครับ"

"แล้วหลานผมเป็นยังไงบ้างครับ คุณหมอ"

ลุงใหญ่ยังถามเสียงขรึม

"ตอนนี้หมดสติไปครับ เนื่องจากเสียเลือดมาก แต่คงไม่เป็นอะไรมากเพราะพามาโรงพยาบาลทันเวลาพอดี"

"ผม ฝากหลานด้วยนะครับ"

หมอพยักหน้าคุยกับลุงใหญ่อีกคำสองคำ เพราะผมเดินตามพยาบาลไปได้แต่มองย้อนหลังกลับมาดู ผมตามพยาบาลเข้าไปในห้อง ผมขึ้นนอนบนเตียงตามที่พยาบาลบอก น้ำตาไหล ขออย่าได้เป็นอะไรไปเลยนะเอ คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเอด้วยเถิด ทำไมทำแบบนี้ ทำไมคิดสั้นแบบนี้

"กำ หมอนนี้นะคะ กำ ปล่อย กำ ปล่อย ค่ะดีค่ะ"

เสียงพยาบาลบอก ผมนอนหลับตาปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาอาบสองแก้ม ไม่หันไปมองถุงเลือดที่กำลังสูบออกจากร่าง ขอให้เลือดนี้ช่วยชีวิตเอด้วยเถิด ต่อให้สูบไปจนหมดตัวผมก็ไม่เสียดาย ขอให้แค่เลือดผมต่อชีวิตให้ดวงใจของผม ผมยอมแล้ว ผมยอมแพ้ทุกอย่างแล้ว อย่าทำแบบนี้เลย อย่าลงโทษผมด้วยวิธีการนี้เลย ผมทนไม่ไหวแล้ว อย่าพรากเอไปจากผมด้วยวิธีนี้เลย ให้แยกจากกันด้วยวิธีไหน หนทางใดก็ได้ แต่อย่าทำแบบนี้ ผมทนไม่ได้ ผมจะอยู่ยังไงถ้าเสียเอไป ใจผมจะสู้ต่อไปยังไง ผมจะยังมีลมหายใจอยู่ในโลกนี้ได้ยังไง ได้โปรดกรุณาเราสองคนด้วย ผมอ้อนวอนในใจที่กำลังแหลกสลายร้าวราน

"เจ็บเหรอคะน้อง ทนหน่อยนะคะเดี๋ยวก็เต็มถุงแล้ว"


เสียงพยาบาลกังวานในหัว ผมส่ายหน้าทั้งน้ำตา

"ไม่.....ครับ ....ผม ไม่......"

พูด เป็นคำไม่ได้แล้ว ทุกอย่างมันมาจุกอยู่ที่คอ ผมเม้มปากแน่นเพราะไม่อยากจะสะอื้นออกมา อยากบีบให้เลือดเต็มเร็วๆ ยิ่งเร็วผมยิ่งช่วยเอได้เร็วกว่าเดิม

"เต็มแล้วค่ะ น้องนอนพักแป๊บนะคะอย่าเพิ่งลุก"

"พอไหมครับพี่ เอาอีกได้ไหม เอาให้พอ"

ผมหันมามองพยาบาลร้องอ้อนวอน น้ำตายังไหลอยู่อาบทั้งหน้า

"มัน จะเกินกำลังไปนะคะ แค่นี้คงพอ เดี๋ยวเราจะไปดูหมอด้วย น้องนอนพักก่อนเถอะค่ะ"

"ผมไหวครับพี่ ผมไหว เอาของผมเถอะ ผมขอร้อง"

ผม สะอื้นออกมา พยาบาลมองหน้าผม เธอคงตกใจ เสียงสะอื้นที่พยายามสะกดเอาไว้พรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

"ได้ โปรด......เอาเลือดผม เถอะ เอาไปให้เอที ผมขอร้อง"

ผมสะอื้นออกมา พยาบาลลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอาถุงใส่เลือดอีกถุงมาเสียบเข้าท่อ

"ไม่ ไหวบอกพี่นะคะน้อง อย่าฝืนนะคะ"

ผมไม่ตอบแต่เร่งมือกำหมอน ผมรู้สึกอ่อนแรง ยิ่งร้องไห้หัวใจยิ่งเต้นแรง ผมไม่มีแรงแม้แต่จะกำหมอนเข้าหากัน

"พอแล้วค่ะ น้อง พอแล้วค่ะไม่ต้องกำแล้ว"

เสียงร้องของพยาบาล เธอมาถอดสายเจาะเลือดออกทันที

"พี่.....เอาเลือดผม อย่าให้เอ เป็นอะไรไป ผมขอร้อง......ผมยังไหว พี่ ครับ.....ได้โปรด"

ผมสะอื้น มองหน้าเธอเลือนลางรู้สึกหวิวๆ แต่เจ็บปวดทางกายมันไม่เทียบเท่าความเจ็บในใจที่มันสุมแน่นอยู่จนผมไม่ รู้สึกว่าเจ็บปวดทางกายเลยแม้แต่น้อย ในใจมันร้อนมันไม่ฟังเสียงใครแล้ว สติหรือ มีใครคุมสติตัวเองในเวลาแบบนี้ได้ด้วยหรือ อาจจะมีแต่ไม่ใช่ผม ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมคิดอะไรไม่ออกนอกจากสิ่งที่อยู่ต่อหน้า

"พอ แล้วค่ะ ถุงนั้นเอาไปแล้ว พอแล้วค่ะน้อง เอาอีกเราช็อคแน่ๆ พักก่อนนะคะอย่าเพิ่งลุก"

พยาบาลมาดันตัวผมลงให้ไปนอนกับเตียงเพราะ ผมทำท่าจะลุกขึ้นจากเตียง เลือดได้แค่ครึ่งถุง ถ้าเลือดไม่พอล่ะ เอจะเป็นยังไง เอ อย่าเป็นอะไรไปนะ เอ รอฉันก่อน ฉันขอร้อง ได้โปรด อย่าเป็นอะไรไปเลย ผมยกมือขึ้นพนมทั้งที่นอนอยู่บนเตียง สะอื้นออกมาจนตัวโยนสะท้อน

"คุณพระคุณเจ้า สงสารลูกด้วยเถิด อย่าเพิ่งให้เอเป็นอะไรไปเลย ช่วยเอด้วย ช่วยเอด้วย ลูกขอทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเอ"

"น้องคะ อย่าคิดมากนะคะหมอกำลังช่วยอยู่ น้องเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว น้องพักก่อนนะคะ"

พยาบาล มาจับมือผมที่พนมกันอยู่ ผมร้อนในใจ อยากไปกอดเอ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เพราะผมคนเดียว เพราะคนโง่ที่อวดฉลาดอย่างผม ที่คิดว่าตัวเองมีข้อดีเสียมากมาย ไม่ยอมมองเห็นน้ำใจของเอ ไม่ยอมฟังเสียงอธิบายของเอ ผมมันโง่นัก ผมมามัวนอนฟูมฟายเสียใจอะไรอยู่ตรงนี้ ทุกวินาทีนับจากนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมจะไม่ยอมยกโทษให้ตัวเองเลย ผมพยายามดันตัวลุกขึ้น

"น้องคะ อย่าเพิ่งค่ะ อย่าเพิ่งลุก เดี๋ยวช็อค"

พยาบาลร้องเสียงหลงเข้ามาจับผมให้นอนลงอย่างเดิม แต่ผมรั้งตัวไว้ไม่มีเรี่ยวแรง เวียนหัว

"พี่ครับ พาผมไปหา............เอ ได้ไหม ผมขอร้อง..........ผม ไม่เป็นไร.........ผม ไหว ผม ขอร้อง"

ผมยกมือไหว้พยาบาลสะอื้นไห้ ใจจะขาด ผมไม่คิดอะไรแล้วในหัว ตอนนี้อยากจะออกไปดูว่าเอเป็นยังไงบ้าง ทั้งที่พยาบาลบอกอยู่ว่าเอพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ผมอยากไปเห็นกับตา ว่าเอไม่เป็นอะไร ผมทนไม่ได้ ผมอยู่ตรงนี้ไม่ได้ ทนอยู่อย่างนี้ไม่ได้ พยาบาลจับตัวผม เธอลังเลอยู่ครู่ใหญ่แต่ผมก็ไม่สนใจแล้วจะลุกจากเตียงอย่างเดียว เธอจำใจต้องพยุงผมลุกขึ้น

"ค่อยๆเดินนะคะน้อง โอยหมอมาเห็นพี่โดนแน่ๆ"

พยาบาลพยุงผมออกมาจากห้อง

"โย เป็นยังไงบ้างแก หน้าซีดเชียว"

พลมาถึงแล้ว มันวิ่งเข้ามาซ้อนปีกผมพยาบาลจึงผละออกปล่อยให้พลพยุงแทน

"เอ เป็นยังไงบ้างแก เอ อยู่ไหน"

ผมยังสะอื้นอยู่ ยิ่งหายใจยิ่งเหนื่อย เวียนหัวเหลือเกิน ตาเริ่มพร่ารางเลือน

"มันอยู่ในห้องพักฟื้นแล้ว ไม่เป็นไรแล้วแก เอมันปลอดภัยแล้ว แม่ก็อยู่ข้างใน"

"พา ฉันเข้าไปหน่อย ฉันอยากเจอเอ"

ผมอ้อนวอน เสียงแผ่วเบาขาดหาย ลมหายใจผมอ่อนรวยริน ไม่มีแรง เหมือนจะเป็นลม

"แกนั่งพักก่อนไหม หน้าซีดมากแก"

"ไม่ พาฉันไปหาเอ ได้โปรด พล พาฉันไป ฉันอยากเห็นหน้าเอ"

ผมไม่ฟังเสียงค้านของพล พยายามลากตัวเองไปข้างหน้า แม้ไร้เรี่ยวแรง เอ อยากเจอเอ พลพยุงผมเข้ามาในห้องพักฟื้น เห็นแม่ยืนกอดอาจารย์ปริศนาอยู่ ลุงใหญ่ก็กอดโอไว้ บ๊อบกับบอมยืนอยู่อีกทาง

"เอ!!!!!!!!!!!!!!"

ผม กรีดร้องออกไปจากใจ โผเข้าไปที่เตียง ร่างมันนอนแน่นิ่งมีสายระโยงระยางเต็มแขนไปหมด หน้ามันซีดขาวเหมือนไม่มีวิญญาณ หน้าตามันดูสงบเหลือเกิน เอ..........

"โย ทำไมหน้าซีดอย่างนี้ลูก"

"โยให้เลือดมาแม่"

"เอ!!!!!! ทำไมทำแบบนี้ เอ ทำไมทำแบบนี้"

ผมกอดร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่สะอื้นใจ จะขาด

"แม่ผิดเอง แม่ผิดเอง เพราะแม่คนเดียว เอ แม่ขอโทษนะลูก แม่ไม่ห้ามแล้ว แม่ยอมแล้ว เออย่าเป็นอะไรไปนะ"

เสียงอาจารย์ปริศนา คร่ำครวญ

"เอ!!!!!!!!!!!!!!! เอ อย่าเป็นอะไรไปนะ เอ ฉันรักเธอนะเอ ฉันรักเธอ ได้ยินไหม ได้ยินไหม ฉันรักเธอ"

ผมตะโกนออกไปแทบไม่ได้ยิน เสียงของตัวเอง เจ็บปวดใจ ยอกอยู่ในอก เสียงคนรอบข้างร้องไห้ พูดอะไรไม่ได้ยินแล้ว

"ฮึก ฮึก............"

"โย โย!!!!!!!!!!!!!!"

จำได้ว่าเป็นเสียงแม่ แม่กรีดร้อง เสียงใครต่อใครเรียกชื่อผม เสียงนั้นแผ่วเบาเหมือนลอยมากับสายลม

"โย!!!!!!!!! ช่วยด้วย!!!!!!!!!! ตามหมอ ที"

เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงแม่หรือพล เสียงนั้นแว่วแผ่วเบา แล้วทุกอย่างก็ขาดหายไป

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 61

"บอม!!!!!"

ผมอุทานเพราะบอมมันทำท่ากระหืดกระหอบ

"เอล่ะ เออยู่กับใคร"

"ไอ้บ๊อบมาอยู่เป็นเพื่อน พี่ แฮ่กๆๆ เอ้ย เหนื่อย มันให้ผมเอานี่มาให้พี่"

บอมหอบแต่ยื่นสมุดสีดำในมือให้ผม สมุดปกสีดำที่หน้าปกมีรอยขูดเป็นตัวอักษร A กับ Y ผมรับมาถือมือสั่น

"เอ เป็นอะไรไหม บอม พี่อยากไปหาเอ"

ผมเสียงสั่น สายตายังมองที่หน้าบอม

"สร่าง แล้วพี่ มันเมาแล้วร้องไห้ ลุงมันมามันยังไม่รู้ตัว นี่มันบอกมันจะอาบน้ำนอนแช่อ่าง ผมก็เลยโทรเรียกไอ้บ๊อบมาอยู่เป็นเพื่อน จึงออกมาหาพี่นี่ล่ะ พี่อ่านก่อนเถอะ มันบอกให้พี่อ่านให้ได้"

ผมรีบ เอาสมุดมาเปิดออกอ่าน ใจสั่นระริก

"ถึงที่รักของผม"

"ไม่ชอบ เขียนไดอารี่ ไม่เคยคิดที่จะเขียน แต่มันเป็นทางเดียวที่จะให้ตัวเองรู้ว่าเค้ารักตัวเองมากแค่ไหน รู้ไหมที่รัก เค้าไม่เคยเชื่อเรื่องรักเลย แต่ตั้งแต่เจอตัวเองเค้าก็ได้เจอและได้รับรู้ว่าการได้รักใครสักคนมันช่าง เป็นสุขเหลือเกิน ทุกอย่างมันดูสดใส เค้าอยากให้ทุกวันมันมีแต่เรา อยากให้รู้ว่าเค้ามีความสุขมากเพียงใดที่ได้รักตัวเอง แต่วันที่แม่ไปอาละวาดที่บ้านตัวเอง เค้าเสียใจมาก แต่ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ บอกตามตรง เกิดมาเค้าไม่เคยรักใครเท่าตัวเอง ไม่เคยคิดว่าเค้าจะมารักผู้ชายด้วยกัน แต่เค้าก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้ รู้ไหม ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งรักผูกพันธ์ ไม่อยากห่างไปไหน เค้าชอบตัวเองตั้งแต่ตอนที่เค้ายื่นหน้าไปใกล้ๆตัวเองนั่นล่ะ จำได้ไหม ไม่รู้เหมือนกัน ผู้ชายอะไรเวลาอายหน้าแดง น่ารัก ตอนแรกอยากแกล้งเฉยๆ แต่ยิ่งแกล้งยิ่งชอบ เวลาตัวเองงอนแล้วน่ารัก น่าทะนุถนอม เค้าเผลอใจไปตอนไหนไม่รู้พอรู้สึกตัวก็ขาดตัวเองไม่ได้แล้ว รู้ไหมตอนที่ตัวเองตีเค้าน่ะ เค้าไม่เคยโกรธเลย เจ็บ แต่เค้าก็ทำกับตัวเองไม่ดี ตัวเองไม่โกรธเค้าใช่ไหม

วันที่เค้ารัก ตัวเองมากที่สุดคือวันสิ้นปี ยังจำได้ดี เห็นแววตาตัวเองแล้ว มั่นใจขึ้นมาว่าตัวเองก็รักเค้าเหมือนกัน แม้ตัวเองจะไม่พูดมันออกมา รู้ไหมที่รัก ทุกวินาทีที่เค้าอยู่กับตัวเอง ทุกลมหายใจมันคือความสุข เค้ามีความสุขที่สุดที่มีตัวเอง ที่ได้รักตัวเอง ชีวิตเค้ามีค่าขึ้นมาที่มีตัวเองเข้ามาในชีวิต

จำได้ไหมตอนที่เราไป เกาะเสม็ดกัน เค้ารักตัวเองที่สุดที่ตัวเองยอมอาบน้ำกับเค้า แล้วตัวเองก็มีอะไรกับเค้าด้วยความเต็มใจ รู้ไว้นะคนดี เค้ารักตัวเองมาก ไม่เคยรักใครเท่าตัวเองมาก่อน รักมากหมดหัวใจ"

ผมหยุดอ่าน ถอนหายใจ น้ำตามันคลอออกมาแล้ว ในใจมันหวั่นไหวเหลือเกิน ผมรับรู้ใจเอไม่ได้ครึ่งกับที่มันรู้สึกเลย ผมทำอะไรลงไปเพราะอะไร ผมเจ็บปวดแต่ใช่ว่าเอมันจะไม่เจ็บ ผมเห็นแก่ตัว ผมทำร้ายคนที่ผมรักและรักผมสุดหัวใจได้อย่างไร


"วันที่เจ็บปวด ที่สุดคือวันที่รู้ว่าเราจับให้แยกจากกัน เค้าเกลียดแม่ แม่ไม่เข้าใจ ทั้งที่บอกแล้วว่ารักแล้วมันเปลี่ยนไม่ได้ เค้าไม่ได้วิปริต เค้าไม่ผิดที่จะรักใครสักคนแม้คนๆนั้นจะเป็นผู้ชาย เค้าเกลียดแม่

ใจ จะขาด รู้ไหมเค้าอยากจะประชดแม่ให้มากกว่านี้ แต่ทำไม่ได้ เพราะใครน่ะเหรอ เพราะตัวเอง เพราะตัวเองคนเดียวที่ยึดเค้าไว้ได้ แต่เค้าก็ขอโทษที่ทำอะไรไปโดยไม่ทันคิด ทำให้ตัวเองเสียใจ รู้ไหมวันที่เค้าเห็นสภาพตัวเอง เค้าใจจะขาด ตัวเองคงเสียใจมาก เค้าขอโทษน้า"

ผมหยุดอ่านพยายารวบรวมพละกำลัง สูดลมหายใจเข้าเรียกสติคืนมา น้ำตาไหลออกมาแล้ว เอ เอของฉัน เจ็บปวดมากสินะคนดี ฉันขอโทษ ผมน้ำตาไหลออกมาพยายามเม้มปากไม่ให้สะอื้นออกมา มันยอกในใจ มันแปลบเข้าไปถึงขั้วหัวใจ บอมยืมมองอยู่

"ยิ่งรู้ว่าแม่ไปทำร้ายตัว เองถึงบ้าน เค้าอยากจะหนีออกจากบ้านไปให้ไกล แต่เพราะตัวเอง เค้าคิดถึงหน้าของตัวเอง ที่บอกให้เค้าอดทน แต่รู้ไหมที่รัก เค้าอดทนนะ แต่มันทรมานเหลือเกิน เค้าอยากจะกอดตัวเอง อยากจะกอดให้หายคิดถึง แต่แม่ก็ใจร้ายขังเขาไว้ในห้อง รู้ไหมเค้าทำลายข้าวของพังหมดทั้งห้องเลย ตัวเองรู้อย่าโกรธเค้าน้า เค้าไม่ได้ตั้งใจแต่คุมตัวเองไม่อยู่

เค้า ขอโทษน้า ที่ไม่โทรหาตัวเอง เงียบไปนาน รู้ไหมถ้าได้ยินเสียงตัวเองเค้าคงเป็นบ้าไปแล้ว โง่เสียจริง เค้าคิดผิดคิดว่าถ้าอยู่เงียบๆ จะอดทนได้มากกว่าได้ยินเสียงตัวเอง แต่เค้าก็ทนไม่ไหว พอแม่ยึดโทรศัพท์ไป รู้ไหมเค้าทำอะไรกับตัวเองบ้าง เค้ากินเหล้า สูบบุหรี่ กินทุกวัน ไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าว ตัวเองอย่าโกรธเค้าน้า เค้าคิดไม่ออกจริงๆว่าต้องทำยังไง อยากให้แม่รู้ว่าที่แม่บังคับ มันทำให้เค้าเสียใจ ไม่มีอะไรดีขึ้น คิดแค่ว่าเผื่อแม่จะใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่เลย แม่ไม่เคยเข้าใจเค้าเลย แม่เข้าใจแต่ความต้องการของตัวเอง ตั้งแต่เค้ารู้จักกับตัวเอง เค้าดีขึ้น เค้ารู้สึกได้ เรียนก็ดีขึ้น เพราะรู้ว่ามีตัวเองเป็นกำลังใจ จุดหมายที่ตั้งไว้มันดูมีหวัง แต่ตอนนี้เค้าไม่อยากได้อะไรแล้ว อยากมีตัวเอง อยากอยู่กับตัวเองแค่นั้นพอ

ที่เชียงใหม่เค้าไม่ได้ อยากมาเลย ลุงใหญ่ดีกับเค้ามาก ป้าเองก็ดี แต่เค้าไม่ดีเอง ไม่ฟังใคร ลุงใหญ่บอกจะช่วยคุยกับแม่ให้ แต่พอแม่รู้ก็มาอาละวาด เค้าเสียใจมาก จึงไปกินเหล้า ตัวเอง เค้าไม่ได้มีอะไรกับอีนั่นจริงๆนะ ไม่เคยคุยกันเกินสามคำต่อวัน ไม่คิดเลยว่าความมักง่ายของเค้าเองจะทำให้ตัวเองเข้าใจเค้าผิด เค้าขอโทษ ขอโทษจากใจ จริงอย่างที่พี่พลว่า เค้ามักง่าย ไม่รู้จักพอ ทั้งที่มีรักอยู่ในใจแต่ก็ยังไปเมาไม่รู้เรื่องให้ใครต่อใครเข้ามาทำลาย ชีวิต

ที่รัก รู้ไว้นะว่าเค้ารักตัวเองคนเดียว ต่อให้ตายอีกสักกี่ครั้ง ก็จะระลึกเสมอว่ารักตัวเองมากเพียงใด ตัวเองคือแสงนำทางใจ ตัวเองคือรักที่เค้าเกิดมาเพื่อจะเจอแต่เค้า ทำตัวไม่ดีเอง เค้าเสียใจ เค้าเสียใจเหลือเกิน เพราะเค้าคนเดียวเรื่องมันถึงเป็นแบบนี้ เพราะเค้าคนเดียว"

น้ำตาผม หยดลงบนแผ่นกระดาษ ความสงสารแล่นเข้าจับใจ เอ ฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวดเพียงใด รู้แล้ว อยากไปหาเหลือเกิน มือที่จับสมุดอยู่ไร้เรี่ยวแรง สมุดร่วงลงจากมือ ใจสลายหลุดลอยไป ผมอยากจะตบหน้าตัวเองให้สาสมกับความโง่ ทิฐิมานะโง่เง่าของตัวเอง นี่ผมทำอะไรลงไป ผมทำลายหัวใจตัวเองยังไม่พอ แต่ผมทำร้ายเออย่างจงใจเพราะความหูหนวกตาบอด ให้ความเสียใจของตัวเองบดบัง ไม่คิดย้อนกลับว่าเอเองมันก็เสียใจ

"พี่ โอเคไหมครับ"

ผม สะอื้นออกมาจนได้  บอมหยิบสมุดขึ้นมาให้ผม ผมคิดเองฝ่ายเดียวว่าตัวเองเจ็บปวดรวดร้าว แต่ลืมนึกไปว่าเอมันก็มีหัวใจ นี่มันทรมานมากกว่าผมหลายร้อยเท่านัก เอ ฉันขอโทษ ผมหยิบสุมดขึ้นมาเปิดอ่านต่อ ตัวหนังสือที่ดูรางเลือนไปเพราะมีคราบหยดน้ำตาเปื้อนหมึก อ่านได้บ้างไม่ได้บ้าง

"เวลาเค้าหลับตาเค้าคิดถึงแต่ตัวเอง นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เค้าอยากมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เวลาที่เรามีความสุขด้วยกัน เค้าจำมันได้ดี จำได้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เค้ามีความสุข แต่ตอนนี้เค้าเสียใจมาก เค้าปวดร้าวใจที่สุด ไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว รู้ไหมสายตาตัวเองเมื่อวาน มันทำร้ายจิตใจเค้า ตัวเองเหมือนสงสัยในตัวเค้า เค้าขอโทษเค้าไม่ได้ว่าตัวเอง แต่มันทำให้เค้าหมดหวัง หมดแล้วทุกอย่าง ถ้าไม่มีตัวเองเค้าจะอยู่ยังไง เค้าจะอยู่ไปทำไม ถ้าตัวเองไม่รักเค้าแล้ว เค้าจะมีลมหายใจต่อไปทำไม"

ผม สะอื้นหนัก เอาสมุดขึ้นซบหน้า ปวดร้าวเหมือนใจจะขาด

"พี่ ไหวมั้ย"

บอ มเข้ามาเขย่าตัว แม่เดินออกมาดูเพราะเสียงสะอื้นผมดังขึ้นกว่าเดิม

"เป็น อะไรไปโย โย"

แม่เรียก เขย่าตัว ผมมีสติทุกอย่าง ผมพยายามประคองตัวแล้ว ผมทำได้แค่นี้จริงๆ ผมบังคับร่างกายและจิตใจให้มันดีกว่านี้ไปไม่ได้แล้ว ผมเอามือปาดน้ำตาออก แล้วพยายามอ่านต่อ อาจารย์ปริศนากับลุงใหญ่เดินออกมา

"มีอะไรกัน หนู"

"อ่านสมุดนี่แล้วก็เป็นแบบนี้เลยค่ะ" แม่พูดเสียงสั่น

"ไหน เอามาดูหน่อย" ลุงใหญ่หยิบสมุดจากมือแม่ไป

"ใครอยู่กับตาเอล่ะพ่อ หนุ่ม"

ลุงใหญ่หันไปถามบอมที่มองอยู่เหรอหราทำตัวไม่ถูก

"เอ่อ มีเพื่อนมาอยู่กับมันอีกคนครับ น้องโอก็อยู่"

"ไหนมันเขียนอะไรมา"

ลุง ใหญ่กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว

"ตายแล้ว"

ลุงใหญ่อุทานออกมา สมุดร่วงลงจากพื้น

"รีบกลับ ยัยปริศนา ตาเอแย่แล้ว"

"มีอะไร คะ คุรพี่ มีอะไร"

อาจารย์ปริศนาร้องไห้ออกมาทั้งที่ยังไม่รู้เรื่อง ผมมีสติคว้าเอาสมุดที่กองอยู่ที่พื้นมาอ่านท่อนสุดท้าย

"ที่รักของ ผม ถ้าชาติหน้ามีจริงเค้าขอเกิดมาเพื่อรักตัวเองคนเดียว ชาตินี้เค้าเป็นคนไม่ดี ไม่มีวาสนาที่จะได้อยู่กับตัวเอง เค้าไม่อยากทำแบบนี้เลย แต่เค้าปวดใจเหลือเกิน ไม่มีตัวเองเค้าจะอยู่ยังไง ไม่มีตัวเองลมหายใจนี้มันก็ไม่มีความหมาย เค้ารักตัวเองมากนะ ลาก่อนที่รัก"

"เอ!!!!!!!!!!"

ผม กรีดร้องออกมาเสียงดัง น้ำตาไหลพังทลายออกมา แม่กอดผมไว้

"อะไรลูก มีอะไร" แม่เสียงสั่น คว้าสมุดมาจากมือผมกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว

"คุณ พระคุณเจ้า"

แม่หน้าซีดทิ้งสมุดลงจากมือ มือสั่นตัวสั่น ผมลุกขึ้นทันที

"จะไปหาเอ แม่ จะไปหาเอ"

ผมร้องเหมือนคนบ้า สติหลุดไปแล้ว

"อะไรกัน มีอะไร พี่ใหญ่คะ อะไร"

อาจารย์ ปริศนากรี๊ดเสียงดังเขย่าแขนลุงใหญ่

"รีบกลับ ตาเอมันคิดสั้น"

"กรี๊ด ดดดดดดดดดดดด"

"พี่ปริศนา!!!!!!!!!!!"

อาจารย์ปริศนาเป็นลม ล้มพับไปแล้ว แม่ผละจากผมไปประคองไว้ ผมคว้าบอมที่ยืนงงอยู่มากอด เสียงโทรศัพท์มันดังขึ้น บอมล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง

"ว่า ไงมึง"

"หา!!!!!!!!"

"มีอะไรพ่อหนุ่ม มีอะไร" เสียงลุงใหญ่ตะคอกถามเพราะบอมมันยืนนิ่งตาค้างอยู่

"มีอะไรบอม เอเป็นอะไร บอม"

ผมยังเขย่าตัวบอมกรีดร้องอยู่ ลุงใหญ่คว้าโทรศัพท์มาจากมือมัน

"ว่าไงพ่อหนุ่ม นี่ลุงใหญ่นะ อะไรนะ!!!! พามันไปโรงบาลตอนนี้เลย ตั้งสติพ่อหนุ่ม เดี๋ยวลุงไป"

ผม มองหน้าลุงใหญ่อย่างต้องการคำตอบ ลุงใหญ่สีหน้าไม่ดีเลย มองอาจารยืปริศนาที่เป็นลมพับอยู่แล้วหันมามองผม

"ไปโรงบาลกันหนู ไอ้เอ มันคิดสั้น"

ผมหูอื้อตาลาย คนที่มีแต่ร่างไม่มีหัวใจมันเป็นแบบนี้นี่เอง หัวใจผมหลุดลอยหายไปแล้ว หายไปไกลแสนไกล อย่าเป็นอะไรไปนะเอ อย่าเพิ่งเป็นอะไรไป รอฉันหน่อย ฉันยังไม่ได้บอกเธอเลยว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน ฉันยังไม่ได้บอกเธอเลยว่าฉันอยู่ไม่ได้เหมือนกันถ้าไม่มีเธอ ถ้าเธอเป็นอะไรไป ฉันจะไม่ยอมให้อภัยตัวเองเลย เอ อย่าเป็นอะไรไปนะ ฉันขอร้อง

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

Boy's Story ให้รักนำทางใจ ตอน 60

ผมนั่งทรุดตัวลงกับโซฟา น้ำตาซึมแต่ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย นี่น้องคนนั้นท้องจริงๆหรือ ไม่น่าจะจริงเพราะผมเชื่อใจเอเชื่อว่มันมั่นคงต่อผม แม้มันจะรางเลือนเต็มที แต่จะทำยังไงดี ถ้าหากเอต้องรับผิดชอบขึ้นมา เรื่องมันจะเป็นไปในรูปแบบไหนกัน ผมคิดไม่ออกเลย

"แก ใจเย็นๆ มันไม่มีอะไรหรอกน่า อีนั่นดูก็รู้ท่าทางคงร่านแรด แกคิดดูจะมีผู้หญิงที่ไหนบากหน้ามาขอให้เกย์ปล่อยผู้ชายให้ ทุเรศที่สุด ผู้หญิงดีๆเขาคงไม่ทำกันหรอก นี่คงจะจับเอมัน เฮ้อพูดมาก็สงสารเอ นี่พวกแกไปสร้างเวรสร้างกรรมอะไรกันมาชาติที่แล้ว ทำไมรักมันถึงหฤโหดขนาดนี้"

พลมาตบบ่าเบาๆ มันพูดแบบนี้คงเห็นว่าผมไม่ฟูมฟายทำร้ายตัวเองเหมือนแต่ก่อน แต่หารู้ไม่ที่ไม่ฟูมฟายในใจมันยิ่งร้อนรนกว่าเดิมเสียอีกเป็นหลายเท่านัก

"ฉัน ไม่รู้แก ถ้าเอต้องรับผิดชอบขึ้นมาจริงๆล่ะ"

ผมพูดออกไปเสียงเครียด

"ไม่ หรอกแก คิดมาก จับตรวจดีเอ็นเอเลยสิถ้าเด็กออกมา"

"ฉันสงสารเด็กนั่น ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะแรดไม่แรด แต่ถ้าลงทุนทำขนาดนี้แสดงว่ามันก็รักชอบเออยู่ไม่น้อยทีเดียว"

"โห แก จะแม่พระไปถึงไหน รักชอบแล้วไง มันนะที่มาแย่งของคนอื่น มันมาทีหลัง"

"ถึง ฉันมาก่อน อะไรล่ะที่ผูกฉันไว้ระหว่างฉันกับเอน่ะ"

ผมสวนขึ้นพลนิ่ง

"ก็ ความรักไงแก"

"มันนามธรรมไปหน่อยไหมแก สิ่งที่เด็กนั่นมี แต่ฉันไม่มี และไม่มีทางมีคือลูก กฎหมายคุ้มครองสิทธิแน่นอนที่สุด แล้วเกย์อย่างฉันล่ะ จะบอกศาลเตี้ยที่ไหนว่ามีรักอยู่เต็มหัวใจ รักมันเต็มอกแล้วเขาจะฟัง"

"โย ฉันรู้แก ว่ามันยาก แต่เชื่อเอดูสักที ไหนๆเรื่องมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เราทำอะไรได้แก"

"นั่น สินะ นอกจากนั่งทุกข์ใจอยู่แบบนี้"

"โย"

ผมไม่พูดอะไรอีก ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดไปมันจะเป็นการระบายออกหรือทำให้สบายใจก็ตาม แต่ในใจผมมันไม่มีทางระบายออกหมด มันกักมันขังเป็นสนิมเกาะกินหัวใจอยู่ ทำไมนะยิ่งรักมันมากผมก็ยิ่งทุกข์ทรมานมาก น้ำตามันเป็นเพื่อนคลายทุกข์ก็จริงแต่เวลานี้ น้ำตาคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น วันเวลาที่สร้างร่วมกันมามันสวยงามเหลือเกิน แม้จะไม่ได้รักได้ชอบมันในตอนแรก แต่ตอนนี้ทั้งหัวใจมีมันคนเดียว ในเมื่อรักมาเจอทางแยกให้ต้องเลือกระหว่างความถูกต้องดีงามตามวิถีสังคม กับความรักที่มีอยู่ในใจ ผมเกลียดคำนี้ที่สุด ความถูกต้อง ทำไมเกย์อย่างผมถึงมีข้อด้อยด้านสรีระเวลาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เวลาที่ต้องให้สังคมตัดสิน ค่านิยมนี้มันมีตั้งแต่โลกถือกำเนิด แล้วสร้างผมให้มาเป็นเกย์ทำไม!!!!!

หลังจากอาบน้ำเสร็จผมก็นั่งแน่ นิ่งอยู่ปลายเตียงพลลงไปนอนกลิ้งอยู่ที่นอนแล้ว ผมเหม่อมองไปทั่วบริเวณห้อง ถ้าผมหลับตาผมก็ไม่เห็นอะไรแล้ว จะปิดตาจากสิ่งที่ไม่พึงตาก็ย่อมทำได้ ถ้าหากผมปิดหูเพื่อหลีกหนีเสียงอันใดในโลกนี้ผมก็ทำได้ แต่ใจผมไม่อยากจะคิดอะไรยิ่งพยายามปิดกั้นมัน หัวใจก็แผ่ความคิดสั่งสมองให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ผมหยุดคิดถึงเอไม่ได้เลย ไม่ได้แม้สักวินาทีเดียว ผมโทรศัพท์ไปหาแต่เอปิดมือถือ ผมกลัวเหลือเกิน เอมันยิ่งหุนหันพลันแล่นกลัวว่ามันจะไปทำอะไรไม่ดีอีก อะไรที่ทำให้ใจผมบอบช้ำมากกว่าเดิม

"บอมเหรอ บอมอยู่กับเอหรือเปล่า"

ผม กดโทรศัพท์ไปหาบอม

"อ้อ พี่ มันเมาอยู่นี่ล่ะ เฮ้ยพี่ ผมสงสารมันว่ะ มันร้องเรียกแต่ชื่อพี่ แม่มันก็เอาไม่อยู่มันด่าเปิงไป เห็นแม่มันจะโทรเรียกลุงใหญ่มากรุงเทพฯ"

บอมเล่าเสียงเครือๆ

"บอม พี่ฝากเอด้วยนะ พี่คุยกับเอหน่อยได้ไหม"

"โห พี่มันพูดไม่รู้เรื่องแล้ว เนี่ยนอนเอามือป่ายนั่นป่ายนี่อยู่"

"บอม ฝากบอกเอด้วยนะ ให้เอเข้มแข็ง อย่าคิดมาก พี่เป็นกำลังใจให้เอเสมอ"

ผมจุกเจ็บยอกเข้าในใจ อยากจะบอกว่ารักเอเหลือเกิน แต่อยากพูดให้มันได้ยิน ตั้งแต่รู้ตัวว่ารักมันผมยังไม่เคยบอกรักมันเลยสักที ผมรออะไรอยู่ ผมจะรอให้เรื่องมันเลวร้ายมากไปกว่านี้ แล้วมาบอกว่ารักตอนที่กำลังจะเสียมันไปน่ะหรือ โง่ที่สุด ผมด่าตัวเองเพราะความปากหนักของตน ความยึดถืออะไรบ้าบอไม่รู้แต่มันทำให้เรื่องราวมันแย่ได้มากขนาดนี้ พลหลับไปแล้ว รัตติกาลที่คืบคลานเข้ามามันค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆ เสียงเข็มนาฬิกาเดิน ติีกต๊อกๆ แข่งกันกับเสียงหัวใจของผม ร้อนใจ ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ผมจะแก้ไขมันยังไงให้ลุล่วงดี ปัญหานี้ดูเหมือนจะหนักหนากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้ามันเป็นจริง หมายความว่าผมกับเอจะกลายเป็นแค่อดีต ลมหายใจอุ่นนั้นจะกลายเป็นเมื่อวาน อ้อมกอดนั้นที่ผมคนึงหา มันจะเป็นเพียงความทรงจำ ผมจะทำยังไงดี ผมกลิ้งไปกลิ้งมานอนไม่หลับ ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่หลับ จนเกือบรุ่งสางผมจึงเผลอหลับไปเพราะร่างกายมันบีบบังคับ

ตอนกลางวัน พลกลับบ้านไปเอาเสื้อผ้า ส่วนผมยังนอนอยู่ตอนที่มันกลับบ้านไป ตื่นเกือบสิบเอ็ดโมงผมก็เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว แล้วเดินลงมาข้างล่าง แม่กลับมาเร็วกว่าทุกครั้ง คงระแคะระคายจากใครว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับลูกเจ้าปัญหาอย่างผม แต่ที่ทำให้ผมไม่อาจจะก้าวขาลงบันไดได้ต่อคืออาจารย์ปริศนา มีชายสูงวัยผมแซมสีดอกเลานั่งอยู่ที่โซฟา ผมอึ้งใจเต้นหล่นหายไป นี่จะมาเอานิยายอะไรกับผมอีก ผมคิดขึ้นมา

"โย มานี่หน่อยลูก"

เสียงแม่เรียก ผมสะดุ้งค่อยๆก้าวลงบันไดไป ผมยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง

"นี่ น่ะเหรอ หนูโยที่ตาเอเพ้อหา หน้าตาน่าเอ็นดูนี่"

เสียงชายสูงวัยทัก หลังจากรับไหว้ผม ผมค้อมตัวเดินผ่านไปนั่งลงข้างๆแม่

"ที่มาวันนี้"

อาจารย์ปริศนาพูดแล้วเหมือนกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอไปอย่างยากลำบาก

"ไม่ได้ มาอาละวาดนะโย ที่ผ่านมาแม่ขอโทษ ไม่คิดเลยว่าการที่คิดว่าจะห้ามลูกตัวเองได้ มันเหมือนยิ่งทำให้มันเสียผู้เสียคนไป แม่เสียใจ"

อาจารย์ปริศนาพูด ออกมาอย่างยากลำบาก ร้องไห้สะอื้นออกมา

"พี่บอกเธอแล้ว คนอย่างเอน่ะ มันเหมือนพ่อมัน ใครห้ามได้ที่ไหน เห็นตอนเธอไหมล่ะ ทั้งที่มันมีคู่หมั้นอยู่แล้ว มันยังไม่ยอม เธอนี่ช่างใจร้ายนะปริศนา ลูกทั้งคน และดูหนูโยสิ น่ารักน่าเอ็นดูออก เห็นบอกทำงานบ้านงานเรือนก็เป็น แล้วที่มันคบกันมา ไอ้คนฝ่ายเราที่ได้ประโยชน์ มีแต่ดีขึ้นกับดีขึ้น"

ชายคนนี้คงเป็นลุงใหญ่ที่เอเคยบอก

"ก็น้องคิดว่าลูกมันต้องเชื่อฟังโอวาท แม่สิคะพี่ใหญ่ ใครจะยอมให้ลุกตัวเอง วิปริ...เอ้อ รักเพศเดียวกันได้ลง น้องยอมไม่ได้"

"อ้าว แล้วที่มาวันนี้จะมาว่าอะไร จะมาบอกอะไรเขา"

"พี่ ใหญ่ น้องยังทำใจไม่ได้ แต่น้องเองก็ทนเห็นสภาพตาเอเป็นแบบนั้นไม่ได้เหมือนกัน น้องยอมแล้ว"

อาจารย์ปริศนาเอามือซุกหน้าร้องไห้สะอื้นออกมา แม่บีบมือผมแน่น ผมน้ำตาซึม

"เธอนี่เหลือเกินจริงๆนะ ฉันเป็นคนแก่ปูนนี้แล้วฉันยังไม่ถือเลย ผู้ชายรักผู้ชาย มันแปลกตรงไหน คนรักกันมันแบ่งเพศแบ่งศาสนา แบ่งวรรณะได้ด้วยหรือปริศนา เธอพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก คนที่รักชายด้วยกันทำไมไปมองว่าเขาวิปริตผิดเพศเสียล่ะ ถ้าเขาเลือกได้เขาอยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นไหม เธอเป็นครูสอนคนนะ เรื่องหัวโบราณนี่ยังไม่ก้าวตามโลกไปอีกหรือ นี่มันยุคไหนแล้ว"

ลุงใหญ่พูดแล้วหัวเราะ แต่อาจารย์ปริศนายังคงร้องไห้สะอื้นอยู่

"พี่ปริศนาคะ อรเข้าใจค่ะ ที่ผ่านมาอรเองก็ทรมานใจไม่น้อยไปกว่าพี่เลย ตั้งแต่เกิดมาอรไม่เคยเห็นลูกเจ็บปวดเท่านี้มาก่อน และอรก็คิดว่าเอเองก็คงเจ็บไม่น้อยไปกว่ากัน อรไม่ได้สนับสนุนให้ลุกเป็นแบบนี้นะคะ แต่จะให้อรกักขังทำร้ายลูกให้ลูกเป็นเหมือนที่ใจต้องการ อรเองก็คงไม่ทำ เพราะอย่างที่อรเคยบอก ตั้งแต่โยเกิดมาไม่เคยมีสิ่งไหนเลยที่อรรู้สึกว่าโยคือปมด้อย โยคือหัวใจของอร โยคือความภาคภูมิใจของอร ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไรเพราะอรเชื่อค่ะ ว่าโยเป็นคนดี เอเองก็คงเหมือนดวงใจของพี่ปริศนา แล้วพี่ปริศนาจะบีบดวงใจตัวเองให้เจ็บช้ำทำไมคะ"

"เห็นไหม ไม่มีใครเขาหัวโบราณอย่างเธอหรอก คราวที่ไปอาละวาดที่เชียงใหม่ เอมันก็ไปกินเหล้าเมามายจนเกือบจะเสียท่านังผู้หญิงซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ข้าง บ้านไปแล้วไหมล่ะ ดีนะที่ลุงไปเห็นก่อนเลยรอดเงื้อมมือ"

ผมหูผึ่ง กระพริบตาถี่ๆไล่น้ำตาออกไปให้หมดแล้วจ้องไปที่ลุงใหญ่

"ลุงว่าอะไร นะครับ" 

ผมทำท่าเหมือนรอผลรางวัลใหญ่แล้วไม่เชื่อหูตัวเองในสิ่ง ที่ได้ยิน

"อ้อ นี่ใช่ไหมที่เป็นสาเหตุให้ เอมันกลับมากินเหล้าจนลุงต้องหามส่งโรงบาลตอนเที่ยงคืน มันไม่ได้มีอะไรกันหรอกหนู นังเด็กนั่นมันคอยมาโฉบหน้าบ้านอยู่ประจำล่ะ ตั้งแต่เอไปอยู่กับลุง แต่วันนั้นเอมันประชดแม่มัน มันเลยออกไปกินเหล้านอกบ้าน เพราะปกติลุงไม่ห้ามมันถ้ากินในบ้าน วันนั้นลุงเป็นห่วงก็เลยไปตาม เห็นเด็กนั่นกำลังจะปล้ำตาเออยู่ แต่เสื้อตาเอมันคงถอดยากเพราะมันร้องเรียกแต่ชื่อหนูนั่นล่ะมันเลยดิ้นป่าย ไปมา เด็กนั่นมันก็เลยถอดเสื้อไม่สะดวก ลุงเห็นเลยเอ็ดไป เลยพาตาเอกลับ อ้าวแล้วตาเอไม่ได้บอกหนูเหรอ"

ผมเหมือนเอาเหล็กแหลมตอกกลางอก สมใจหรือยังโย เพราะอะไรวันนั้นถึงไม่ฟังเอ เพราะอะไรถึงเดินหนีมา เพราะอะไรทำไมถึงปล่อยให้เอชอกช้ำทั้งที่เอกอดขาไว้ เอจะบอกความจริงอยู่แล้ว โง่ที่สุด น้ำเน่าที่สุด ผมน้ำตาร่วงลงทันที ผมเม้มปากรู้สึกผิด

"แต่เมื่อวาน......เด็กนั่น บอกว่า ท้อง"

ผมสะอื้นพูดออกไปทีละคำ

"โอ๊ย"

ลุงใหญ่หัวเราะออกมาเสียงดัง

"ดี มันท้องหรือ ลุงกลับไปเชียงใหม่จะไปบอกพ่อมัน ดูซิมันยังจะท้องกับตาเออยู่ไหม เด็กสมัยนี้ แฮ่นเองอยากได้ใครก็จะกุมจับเอาเลยอย่างนั้นหรือ"

ผมเหมือนคนโง่ท่าม กลางหมู่นักปราชญ์ รู้สึกว่าที่ผ่านมาเพราะความเขลาของตนที่ทำให้จิตใจดำดิ่งลงสู่ที่ต่ำ สู่ก้นเหว

"แล้วนี่เธอจะเอายังไง แม่ปริศนา ฉันอุตส่าห์บินมาจากเชียงใหม่ไม่ได้มาฟังเธอพร่ำพรรณา บีบน้ำตาอย่างนี้หนา"

ลุงใหญ่หันไปมองอาจารย์ปริศนา

"ก็ ตามนั้นล่ะค่ะพี่ใหญ่ น้องไม่ห้ามแล้ว รักก็รัก"

"อย่าพูดเพราะเธอไม่มีทางเลือกอย่างนั้น สิ คิดให้ดีตรองให้หนัก วันนี้ตัดสินใจแล้ว ภายหน้าเธอจะมากล่าวหาว่าร้ายใครไม่ได้นา"

"แล้วพี่ใหญ่จะให้น้องทำ ยังไงคะ น้องมีทางเลือกอยู่อีกเหรอ"

อาจารย์ปริศนาแว๊ดขึ้นมา

"ทำไม จะไม่มี แต่ก่อนจะพูดขอถามอะไรเธอหน่อย ที่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เล็กจนมันโตขนาดนี้น่ะ เธออยากได้อะไรจากลูกมัน หือ"

เสียงขรึมของลุงใหญ่ มันทำให้ผมระลึกถึงใครบางคน "พ่อ" ถ้าพ่ออยู่ผมคงกำลังกอดพ่ออยู่ข้างๆแม่

"ก็อยากเห็นมันประสบผลสำเร็จ ในชีวิต มีหน้าที่การงานที่ดี มีครอบครัวที่ดี"

"แล้วครอบครัวที่ดี ของเธอมันคืออะไร หือ"

ลุงใหญ่ยิงคำถามต่อ

"ก็มีพ่อ แม่ ลูก เป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบ"

"อะไรที่ทำให้เธอคิดว่า การที่มี พ่อ แม่ ลูก จะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แสดงว่าเธอก็เป็นครอบครัวที่ล้มเหลวสิ ที่ไม่มีพ่อให้ลูกๆมัน"

อาจารย์ปริศนากัดปากร้องไห้เสียงดังเพราะจน ต่่อคำถาม และคงเจ็บช้ำในใจที่พี่ชายตัวเองต้อนเสียจนมุม

"ฉันไม่ได้ ว่าหรอกนะ คิดแบบนั้นมันก็ไม่ผิด แต่เธอลองคิดดูดีๆ เธอก็โตเป็นแม่คนแล้ว ฉันก็เห็นด้วยกับอรเขานะ เพราะฉันก็ไม่ได้สนับสนุน แต่ถ้าจะให้ฉันกักขัง บีบคั้นหัวใจลูกน่ะ ฉันไม่ทำ เพราะผลมันก็อย่างที่เห็นอยู่ เราให้กำเนิดเขาก็จริง แต่สิ้นเราไปแล้ว เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะประคองตัวไปให้ถึงฝั่ง ทำไมเธอไม่ให้มันตามใจตัวมันเอง เด็กน่ะมันมีแต่โตขึ้นทุกวันๆ มันเรียนรู้เองได้ ถ้ามันอยู่แล้วไม่ใช่ มันไม่ชอบ มันก็ไปของมันเอง คราวนี้เธอก็ไม่จำเป็นต้องไปบังคับบีบคั้นมันหรอก ฉันเข้าใจว่าเธอเป็นครูมีหน้ามีตา แต่มองเข้ามาในครอบครัวเราสิ เราควรจะภูมิใจที่เราเข้าใจลุกเรา เพราะถ้าเธอไม่เข้าใจแม้ลูกตัวเอง ฉันว่าอย่าริอ่านไปสอนลูกคนอื่นเขาเลย"

เสียงอาจารยืปริศนาร้องไห้ เสียงดังกว่าเดิม ผมน้ำตาไหลกุมมือแม่อยู่ ทั้งดีใจทั้งเสียใจระคนปนกันไปทั่ว จิตใจผมอยากจะวิ่งออกไปหาเอเสียตั้งแต่ตอนนี้อยากจะไปกอดมันให้เต็มรัก บอกมันว่าผมรักมันมากเพียงใด ในที่สุดแสงแห่งหวังก็สาดแสงส่องมาหาหัวใจที่กำลังจะตายเพราะความชอกช้ำ ผมรู้สึกปรีดาเป็นที่สุด อยากจะกรีดร้องออกมาด้วยหัวใจที่ชื่นบาน

เสียงออดหน้าประตูดังขึ้นทำลายบรรยากาศที่กำลังจะคลี่คลาย ผมผงะปาดน้ำตาออกแล้วลุกออกไปนอกบ้านเปิดประตู

"บอม!!!!"