“ทำไมจ้องจังล่ะพี่ อยากดูของผมเหรอ”
“ไอ้บ้า น่าดูตายล่ะ”
รู้สึกเขินเหมือนกัน แต่ผมเองก็ไม่หลบสายตา เพราะท่าทำเกินจริตเดี๋ยวมันก็เข้าใจเป็นอย่างอื่นอีก ขี้เกียจจะต่อความยาว สาวความยืดกับมัน ในใจก็พยายามดึงสติเถียงกับตัวเองว่าจะอยู่หรือกลับบ้านดี
“โห ดูใหญ่เลยโว้ย จะเข้ามาถูหลังให้ผมไหมล่ะพี่ เผื่ออยากจะดูมากกว่านี้”
“รีบๆอาบเข้าเถอะ เสียเวลา”
ผมตัดรำคาญ เพราะรู้ว่ามันคงถนัดเรื่องกวนใจคนอื่นอยู่แล้ว ขืนไปโต้คารมด้วยมีหวังยาว สรุป อยู่ต่อก็อยู่ ไหนๆมันก็มาขั้นนี้แล้ว ผมวุฒิภาวะเยอะกว่ามัน อย่าปล่อยให้ใจวอกแวก มันจะมาไม้ไหนก็ต้องอดทน เข้มแข็งไว้นะโยๆ ผมปลอบตัวเองเหมือนเด็ก แล้วรีบเดินเข้าไปในห้อง ตอนแรกกะว่าจะเก็บผ้าห่มให้ แต่ถ้าทำ มันคงพูดไม่หยุดเลยไปเตรียมหนังสือที่จะสอนมัน แล้วก็นั่งอยู่เก้าอี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือ เข้มแข็งไว้ๆ ไม่ฟุ้งซ่านๆ จะสอนมันเรื่องไหนดี เรื่อง Tense มันก็ยังไม่ได้ แต่การใช้ Verb ก็ยังอ่อน จะเอาจากตรงไหนดี กรรมแท้ๆ ผมคิดวกไปเวียนมา ไม่เข้าไม่ออก พยายามดึงสติ และจิตวิญญาณกลับมาไม่ให้ลอยไปตามคารมที่ผ่านมาของมัน ไม่คิดๆ
“คิดอะไรอยู่เหรอพี่ ใจลอยเชียว”
ผมสะดุ้ง เพราะมันมายืนอยู่ข้างหลังแล้วคร่อมผมไว้ หน้าแทบจะติดกันจนได้กลิ่นสบู่
“โอ๊ะ ทำไมไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า”
ผมไม่รู้จะพูดอะไร
“ก็กำลังจะใส่อยู่นี่ไง ตัวหอมนะเนี่ย ยิ่งอยู่ใกล้ๆยิ่งหอม”
ว่าแล้วมันก็สูดหายใจเข้าแรงๆ มันแกล้งผม ผมยังสั่นอยู่เพราะตกใจ ไม่ใช่ไม่เคยเจอแบบนี้ แต่ไม่ได้คาดหวังอีกแล้วว่าจะเจอ มันเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ส่วนผมทั้งโมโหทั้งตกใจ รู้ทั้งรู้ว่ามันจงใจแกล้ง แต่ในใจก็กระเจิดกระเจิง เหมือนคนวิ่งหนี วัวบ้าในทุ่งกว้าง ยิ่งหนี มันยิ่งตาม
“เฮ้ย”
ผมอุทานด้วยความตกใจ เพราะมันคลี่ผ้าเช็ดตัวลงมากองที่พื้น โดยที่ตัวล่อนจ้อน ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า
“ทำไมพี่ หน้าตาตกใจเชียว เฮ้ย อย่ามองผมแบบนั้นดิ ไหนบอกไม่ใช่ตุ๊ด”
มันรีบนุ่งกางเกงขาสั้นสวมเสื้อยืดทันที
“เอ่อ”
ผมพูดไม่ออก ไม่ได้อยากจะมอง แต่มันเหมือนใครจับหน้าไว้ไม่ให้หันหนี ไม่คิดว่ามันจะกล้าทำได้มากขนาดนี้ หรือมันอาจจะไม่คิดอะไร ไม่นะ ผมก็ไม่ได้คิดอะไร โอย วันนี้มันอะไรกันนี่ โมโหก็โมโห อยากจะเตะมันสักที กวนดีนัก มันทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเดินมาที่โต๊ะแล้วไปหยิบโต๊ะญี่ปุ่นมากาง เดินมาหยิบสมุดกับปากกา
“จะเริ่มกันยังล่ะพี่ ผมไม่อยากเสียเวลา”
แหม ไอ้เวร ดูมันพูด ผมได้แต่ถอนหายใจ มันทำให้ความคิดที่กระเจิดกระเจิงเตลิดเปิดเปิงกลับมาทันที
“อ่ะนะ”
ผมพูดไม่ออก เหมือนว่ามันผลักความผิด ความอัปยศอดสูมาใส่ผมโดยสิ้นเชิง ผมต้องจำใจเดินไปนั่งลงตรงข้ามมัน อย่างเคย มันอมยิ้ม ยิ้มเหมือนคนที่ถือไพ่เหนือกว่า เป็นยิ้มที่อยากจะต่อยปากมันสักที
“วันนี้เราจะเรียนเรื่อง tense ละกัน พี่ขอเทสต์หน่อยนะ ว่าเราพื้นฐานเป็นยังไงบ้าง อ่ะ ประโยคนี้เป็นประโยคอะไรครับ”
ผมเขียนประโยคขึ้นมาแล้วยื่นให้เขาดู
“ลายมือไม่สวยอ่ะ อ่านไม่ออก”
เฮ้อ กูจะรอดไหมเนี่ย ชั้นเนี่ยนะลายมือไม่สวย ไม่อยากจะคุย ตอนเรียนอยู่ชั้นเดียวกับแก ชั้นก็เป็นตัวแทนคัดไทยนะเว้ย ผมด่ามันอยู่ในใจ ต้องดึงกลับมาเขียนใหม่
“อ่ะอ่านได้ไหม”
ผมพยายามควบคุมสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด เท่าที่จะทำได้ ไม่อยากเล่นเกมกับมันแล้ว เหนื่อย
“อะไรล่ะพี่ เอ่อ มันน่าจะเป็น simple tense ป่ะ”
เขาตอบอย่างลังเล ไม่รู้ว่าแกล้งหรือลองภูมิ
“ I was sick. ประโยคนี้เป็น past tense โดยเราจะดูจากกริยา หรือ verb ซึ่งกริยา หรือ verb นี้เป็นตัวระบุการกระทำว่าเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต วิธีง่ายๆ ที่เราจะสังเกตว่าประโยคนั้นๆ เป็นประโยคอะไร ตัวอย่าง I was in Chaingmai last week with my girlfriend. ซึ่งนอกจากจะมีกริยาเป็นตัวบอกว่า เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว คือได้อยู่มาแล้ว เป็นตัวระบุ ยังมี last week เป็น adverb ขยายว่าได้เกิดขึ้นเมื่อไหร่”
ผมเอาดินสอวงกลมให้มันดู วันนี้มันดูสนใจกว่าวันแรก แต่ก็มีบ่อยครั้งที่มันจ้องหน้าผมแล้วก็ยิ้มๆ ตอนแรกผมก็เขม่นใส่มัน แต่คิดๆดูแล้วมันน่าจะกำลังยั่วโมโหผมอยู่ จึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อนบ้าง ผมสอนเรื่อง tense จนถึงเที่ยง มันหัวเร็วกว่าที่คิด นี่ถ้ามันเอาหัวเร็วๆของมันมาคิดเรื่องการเรียน ผมว่ามันน่าจะเป็นนักเรียนเรียนดีคนหนึ่ง แต่นี่ดันเอาสมองส่วนดีมาใช้งานในทางที่ผิด กรรมของอาจารย์ปริศนา ผมพอรู้แล้วว่าทำไมมันถึงเรียนวิชานี้ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะมันเองนั่นล่ะที่ทำท่าไม่ใส่ใจเอง ทั้งที่พื้นฐานเป็นคนหัวไว
“ไปกินข้าวกันเถอะ”
ผมชวน มันก็พยักหน้าไม่ยักพูดอะไรแฮะ มันเดินนำหน้าลงมาจากห้อง ผมเดินตามลงมา มันเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว
“มีอะไรกินไม่รู้ หิวแล้วเนี่ย”
เหมือนจะพูดให้ผมสนใจ แต่ผมคิดว่ามันพูดกับตัวเองมากกว่า ผมเปิดดูในหม้อมีแกงจืดเมื่อเช้า รู้สึกเมื่อวานอาจารย์ปริศนาก็ทำแกงจืดนี่
“แกงจืด”
ผมพูดขึ้นลอยๆ
“อะไรวะ แม่ทำเป็นแต่แกงจืดเหรอ วันก่อนก็แกงจืด กินทุกวันเลย”
มันบ่น ผมไม่อยากพูดอะไรมาก จึงไปเปิดตู้เย็นดูของว่ามีอะไรที่จะพอทำให้ไอ้คุณชายมันยัดได้ไหม ผมเอาไก่ออกมา กับพริกหยวก ทำอย่างเดียวนี่ล่ะ ไม่ต้องหลายอย่าง ผมจะผัดไก่ใส่พริกหยวกให้มันกิน แล้วก็อุ่นแกงจืดนั่นล่ะ
“เปิดแก๊ส ตรงไหน”
ผมถาม แล้วหันไปหามัน
“ตรงโน้น”
มันใช้ปากบุ้ยชี้ทาง
“สบายจังนะ มาช่วยหั่นพริก”
ผมออกคำสั่ง
“ไม่เอาอ่ะ ทำไม่เป็น พี่นั่นล่ะทำ”
“ทำไม่เป็นก็กินแกงจืดนี่ล่ะง่ายดี” ผมชักรำคาญ
“ไม่เอา ไม่กินแกงจืด”
“ไม่กินก็มาหั่น อย่ามากความ”
ผมหันหลังเอาไก่ออกจากล่อง แล้วไปแช่น้ำ ไม่สนใจมันอีก สรุปมันก็ต้องเดินลากเท้ามาล้างพริก โฮะๆ รู้สึกสะใจ
“นี่คุณ หั่นกินนะไม่ใช่หั่นให้หมู นี่ หั่นแบบนี้”
ผมทนดูมันทำไม่ได้ เพราะเอามีดสับๆ ชิ้นใหญ่โต
“บอกแล้วทำไม่เป็น ก็ยังจะให้ทำอยู่นั่นล่ะ”
“ทำไม่เป็นแล้วไม่ฝึก ไม่หัด เมื่อไหร่จะเป็น อย่ามาทำเป็นคุณหนู ไม่ทำก็ไม่ต้องกิน”
ผมขึ้นเสียง พูดแล้วก็น่าเห็นใจอาจารย์ปริศนา ลำพังลูกชายคนเล็กคงไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้เจ้าตัวปัญหานี่ ท่าจะทำกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย แม่เล่าว่าแต่ก่อน อาจารย์ปริศนาเคยจ้างแม่บ้าน แต่พอสามีเสียเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ แกก็เลิกจ้างเพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ต้องทำเองทุกอย่าง น่าเห็นใจ แต่ลูกชายมันจะรู้ไหมว่าแม่มันลำบากแค่ไหน ทำตัวเป็นคุณชายจับอะไรก็ร้อง
“ว่าแต่พี่ทำเป็นเหรอ”
มันถามเมื่อหั่นพริกเสร็จ
“เป็นไม่เป็นก็กินได้ละกัน กลัวก็กินแกงจืด” ผมขู่
“โห ขู่ได้ขู่ดี จำไว้นะ”
มันย้อน จำไว้นะ ตายล่ะสิมันจะเอาคืนไม้ไหนอีกหนอ ผมหน้าซีดไป ทำไมต้องเกรงกลัวมันด้วยนะ ผมด่าตัวเองในใจ ผมเลยสั่งมันทำโน่นทำนี่แก้อาการของตัวเอง แม้มันจะบ่น แต่ก็ทำ พอเสร็จผมก็ตักข้าวใส่จานให้มัน
“เจียวไข่อีกดีกว่า”
ผมพูด เพราะดูท่า ยักษ์คงเข้าสิงมัน แค่วางจานกับข้าวลงมันก็จ้ำก่อนแล้ว ผมเดินไปเจียวไข่อีกสามฟอง เดินกลับมาผัดพริกไก่ผมพร่องไปครึ่งจานแล้ว
“โห เบาๆ พ่อคุณ ทีเมื่อเช้าไม่รู้จักลงมากิน”
ผมเหน็บ แต่ดูเหมือนมันไม่สนใจ ระหว่างกินข้าวมันไม่พูดสักคำ ตั้งหน้าตั้งตากิน คงจะหิวจัดเพราะกินข้าวสองจานพูนๆ
“อิ่มจัง”
มันพูดอกมาแล้วเอาหลังเอนพนักพิง อย่างสบายใจ ผมอิ่มตั้งนานนั่งมองดูมันอยู่
“กินเสร็จก็ไปล้างจาน” ผมออกคำสั่ง
“โอ๊ย ไม่เอาหรอก ไม่เคยทำ” มันพูหน้าตาเฉย
“กินเสร็จก็ต้องล้างจานสิ เราไม่ล้างแล้วใครจะล้าง”
“ก็เดี๋ยวแม่กลับมาล้างเองล่ะ ขึ้นไปงีบก่อนดีกว่า” ดูมัน
“ไม่ได้ ไม่รู้เหรอว่าแม่ เขาเหนื่อยแค่ไหน แค่ล้างจาน ทำไมจะทำไม่ได้ มันยากเย็นนักเหรอ”
ผมทำเสียงดุ
“ทำไมต้องทำเสียงดุ อย่างนี้ด้วยวะ”
“วะกับใคร เราไม่ใช่เด็กๆแล้วนะเอ พี่เป็นพี่เธอนะ ที่บอกอยู่เนี่ย ก็เพราะเห็นใจแม่ของเธอ แค่เรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะเป็นหัวหน้าครอบครัวได้ยังไง”
ผมได้ที สวดไปอีกชุดใหญ่
“ผมยังไม่คิดที่จะมีครอบครัว มีแต่แฟนแต่เดี๋ยวก็คงเบื่อ”
มันยังดันทุรังไปได้อีก
“ นี่ ไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ เธอเป็นลูกคนโตนะ ตอนนี้ก็จะ ๑๘ อยู่แล้ว น่าจะเป็นที่พึ่งให้กับ แม่และน้องได้ แต่นี่อะไร กลับเป็นคนที่ไม่เอาไหนที่สุด” ผมพูดลอยๆ
“พี่” มันโมโห ตบโต๊ะเสียงดัง จนผมเองสะดุ้ง มันจ้องผมเขม็ง
“พี่มาสอนแค่ ภาษาอังกฤษผมนะ ไม่ใช่มาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวผม”
มันลุกขึ้นยืน ตัวที่ใหญ่อยู่แล้วเวลามันลุกนี่ยังกับยักษ์ ผมใจแป้วไปเหมือนกัน มันโกรธหน้าแดง กว่าตอนที่ปลุกมันเสียอีก
“ขอโทษ ก็แค่เตือนๆ”
ผมเสียงอ่อย ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียงอ่อยให้มัน
“งั้น เราขึ้นไปรอข้างบน อ้อ เธอไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้หรอกนะ สิ่งที่พี่พูดไป ถ้าไม่ใช่แม่เธอบอกให้ช่วยสอน ช่วยเตือน ฉันก็คงไม่พูด เพราะในชีวิตของพี่ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีเด็กคนไหนมาตวาดใส่พี่แบบนี้เหมือนกัน”
ผมเอาอาจารย์ปริศนามาเป็นข้ออ้าง มันเงียบเสียงลง ทำหน้าคิดเล็กน้อย เกลียดจังเลยเวลามันทำหน้าตาแบบนี้ อยากเข้าไปถีบมันสักที ผมพูดเสียงเรียบต่ำ มันดูหน้าเจื่อนไป แล้วก็สะบัดก้นเดินขึ้นบ้านไป พร้อมกับสบถเบาๆ ผมไม่อยากจะเล่า นับเป็นกรรมของผมเถอะที่ต้องเจอเด็กแบบนี้
เขียนดีนะพี่ แต่ชื่อเรื่องออกแนวช่อง7ไปหน่อย แล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าชื่อเรื่องเกี่ยวยังไงกะเนื้อหา ต้องอ่านจบก่อน กี่ตอนจบเนี่ย ตอนจบโยทำงานแถวทองหล่อป่ะ??
ตอบลบ